คริปโตถูกแฮ็กมากเกินไป: ตามข่าวไม่ทันแล้ว

ช่วงนี้คนในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลอาจรู้สึกเหมือนต้องเปิดหน้าข่าวความปลอดภัยตลอดเวลา เพราะเหตุโจมตีเกิดขึ้นต่อเนื่องจนแทบติดตามไม่ทัน ประโยคที่ว่า คริปโตถูกแฮ็กมากเกินไป จึงไม่ใช่การพูดเกินจริง เมื่อทั้งศูนย์ซื้อขาย แอป DeFi กระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์รับชำระเงิน และบริการที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน ต่างตกเป็นเป้าหมายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เหตุการณ์ใหญ่ที่ได้รับความสนใจคือการโจมตี Binance ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ และยังมีความพยายามเคลื่อนย้ายหรือฟอกเงินผ่านเครือข่ายต่าง ๆ ตามมา อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมเท่านั้น ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีการโจมตีแพลตฟอร์มอื่น ๆ ตั้งแต่ตลาดซื้อขายในบราซิล ไปจนถึงบริการที่ผู้ใช้งานคิดว่าปลอดภัยเพราะไม่ได้ฝากเหรียญไว้กับตลาดแบบรวมศูนย์

คริปโตถูกแฮ็กมากเกินไป

ตลาดซื้อขาย Mercado Bitcoin ในบราซิลรายงานเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยในระบบ และระงับการฝากถอนชั่วคราว นักวิเคราะห์บล็อกเชนติดตามพบสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ราว 49 ล้านดอลลาร์จากหลายเครือข่าย นอกจากนี้ยังมีสินทรัพย์อีกส่วนหนึ่งที่ถูกอายัดไว้ได้ การโจมตีเริ่มจากเครือข่ายขนาดเล็ก ก่อนขยายไปยังกระเป๋าเงินร้อนหลักและที่อยู่ฝากเงินของลูกค้า

ยังมีกรณีที่นักสืบบล็อกเชนประเมินว่าอาจมีเงินมากกว่า 106 ล้านดอลลาร์ถูกขโมยจากหน่วยงานแห่งหนึ่งในยุโรป เงินถูกถอนออกมาในรูป USDC และ USDT จากนั้นถูกสลับเหรียญ เชื่อมต่อข้ามเครือข่าย และส่งผ่านบริการแลกเปลี่ยนแบบรวดเร็วไปยัง Monero ซึ่งเน้นความเป็นส่วนตัว ทั้งผู้เสียหายและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ทำให้ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นการประเมินจากข้อมูลบนบล็อกเชน

คริปโตถูกแฮ็กมากเกินไป เพราะจุดเสี่ยงอยู่ทุกชั้น

รายการเหตุการณ์ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตลาดซื้อขาย Polymarket เคยเปลี่ยนระบบเป็นโหมดให้ยกเลิกคำสั่งซื้อขายเท่านั้น หลังมีรายงานว่าแฮ็กเกอร์ขโมยเงินประมาณ 2.65 ล้านดอลลาร์ผ่านผู้ให้บริการภายนอกที่ถูกเจาะระบบ ขณะเดียวกัน แอป b14g ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำโทเคน CORE ไปวางเดิมพัน ก็ถูกถอนโทเคนออกไปราว 97 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.47 ล้านดอลลาร์

สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือการโจมตีเริ่มลุกลามไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้ใช้ Bitcoin พึ่งพาเพื่อเก็บสินทรัพย์ด้วยตัวเอง กรณีของ Coldcard, Liquid Network และ Ledger แสดงให้เห็นว่าแม้ผู้ใช้งานจะหลีกเลี่ยงตลาดซื้อขายและเลือกใช้กระเป๋าเงินที่ได้รับความไว้วางใจ ก็ยังไม่สามารถตัดความเสี่ยงได้ทั้งหมด

ล่าสุด Trezor เปิดเผยว่าได้รับรายงานเกี่ยวกับอุปกรณ์ Trezor Safe 5 ที่ซื้อจากผู้จำหน่ายรายหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอุปกรณ์อาจมีฮาร์ดแวร์แอบแฝง เช่น โมดูลเครือข่ายมือถือและเสาอากาศ ซึ่งอาจอ่านข้อมูลบนหน้าจอ รวมถึงวลีสำหรับกู้คืนกระเป๋าเงิน แล้วส่งข้อมูลออกไปได้ แม้บริษัทยังไม่ได้ตรวจสอบอุปกรณ์และยังไม่ยืนยันเหตุการณ์ แต่แนะนำให้ผู้ที่ซื้อจากผู้จำหน่ายดังกล่าวย้ายเงินไปยังกระเป๋าใหม่ที่สร้างด้วย seed ใหม่ทันที

ตำรวจสิงคโปร์ก็รายงานการพบส่วนประกอบที่อาจเป็นอันตรายในอุปกรณ์ Ledger จากร้านค้าบางแห่ง โดยมีผู้เสียหายอย่างน้อยสองกรณีและมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 3.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า ห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่าย ล้วนเป็นจุดที่ผู้โจมตีอาจใช้แทรกแซงได้

ซอฟต์แวร์กระเป๋าเงินก็ต้องระวัง

BTCPay Server ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับให้ร้านค้ารับชำระเงินด้วย Bitcoin เตือนผู้ดูแลระบบให้ปิดเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งเอง หลังพบการโจมตีกระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับซอฟต์แวร์ รุ่น 2.4.1 และเก่ากว่าได้รับผลกระทบ ขณะที่ช่องโหว่ได้รับการแก้ไขในรุ่น 2.4.2 นักวิเคราะห์ติดตามพบว่ามี Bitcoin และ Litecoin ราว 1.63 ล้านดอลลาร์ถูกกวาดออกจากกระเป๋าเงินร้อนในช่วงเวลาหนึ่ง

Electrum ซึ่งเป็นกระเป๋าเงิน Bitcoin รุ่นเก่าและถูกใช้งานในระบบ Tails ก็พบช่องโหว่ระดับสูงเช่นกัน เซิร์ฟเวอร์ที่เป็นอันตรายสามารถดักจับธุรกรรมใหม่และแทนที่รายการในประวัติด้วยธุรกรรมปลอม หากผู้ใช้พยายามเร่งธุรกรรมด้วยวิธี Replace-by-Fee กระเป๋าเงินอาจเซ็นธุรกรรมใหม่ที่ส่งเงินให้ผู้โจมตี มีรายงานการโจมตีจริงอย่างน้อยสองกรณี และมีผู้ใช้หนึ่งรายสูญเสียเงิน

  • อย่าเก็บเงินทั้งหมดไว้ในกระเป๋าเดียว: แบ่งสินทรัพย์ตามวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยง
  • ตรวจสอบแหล่งซื้ออุปกรณ์: ซื้อกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์จากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
  • อัปเดตซอฟต์แวร์เสมอ: ตรวจสอบเวอร์ชันล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการและหลีกเลี่ยงไฟล์ติดตั้งจากแหล่งไม่รู้จัก
  • ทดสอบธุรกรรมจำนวนน้อย: ก่อนส่งเงินก้อนใหญ่ ควรทดลองโอนและตรวจสอบที่อยู่ปลายทางอย่างละเอียด
  • รักษา seed phrase แบบออฟไลน์: ไม่ถ่ายรูป ไม่บันทึกไว้บนคลาวด์ และไม่กรอกลงในเว็บไซต์หรือแบบฟอร์มที่ส่งลิงก์มาให้

ยังมีข่าวดีจากการใช้ AI ตรวจสอบโค้ด

ท่ามกลางเหตุการณ์ที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า คริปโตถูกแฮ็กมากเกินไป ก็ยังมีพัฒนาการเชิงบวก โครงการ Bitcoin Core ใช้การสแกนความปลอดภัยที่อาศัยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ช่วยค้นหาช่องโหว่ ก่อนที่ผู้โจมตีจะนำไปใช้จริง นักพัฒนาตรวจสอบผลลัพธ์และเปิดเผยปัญหาอย่างรับผิดชอบหลังมีแพตช์แก้ไขแล้ว

มีการแก้ไขช่องโหว่หลายรายการใน Bitcoin Core รวมถึงปัญหาที่อาจทำให้โหนดบางระบบปฏิบัติการล่มจากข้อมูล TCP ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ นอกจากนี้ บริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ให้บริการรายใหญ่ยังนำโมเดลไซเบอร์ขั้นสูงมาช่วยตรวจสอบโค้ดโอเพนซอร์ส แม้ AI จะไม่ใช่เกราะป้องกันที่สมบูรณ์ แต่การใช้เครื่องมือเหล่านี้ร่วมกับการตรวจสอบโดยมนุษย์อาจช่วยลดเวลาที่ช่องโหว่อยู่ในระบบได้

บทเรียนสำคัญคือความปลอดภัยของคริปโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกเหรียญหรือกระเป๋าเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิต ซัพพลายเชน ซอฟต์แวร์ เซิร์ฟเวอร์ ผู้ให้บริการภายนอก และพฤติกรรมของผู้ใช้ทั้งหมด ในโลกที่การโจมตีเกิดขึ้นเร็วและซับซ้อนขึ้น ผู้ลงทุนควรติดตามประกาศจากผู้พัฒนา เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน และเตรียมแผนรับมือเมื่อพบความผิดปกติ

ความคิดเห็นของผู้เขียนคือ การยอมรับว่าความเสี่ยงมีอยู่ทุกชั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกใช้คริปโต แต่ควรใช้สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างมีวินัยมากขึ้น ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ และอย่ารอให้เกิดเหตุเสียหายแล้วจึงเริ่มป้องกันตัวเอง

ที่มา – There Are Too Many Crypto Hacks Happening. It’s Impossible to Keep Up.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *