Muse ของ Meta กำลังเก็บข้อมูลทุกคนในชีวิตคุณ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาช่วยจัดการงานในชีวิตประจำวันมากขึ้น และ Muse ของ Meta ก็ถูกเปิดตัวในฐานะผู้ช่วย AI ส่วนตัวที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการส่งอีเมล จองทริปท่องเที่ยว ซื้อสินค้า ติดตามเป้าหมาย หรือจัดการข้อมูลจากแอปและบัญชีต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เพราะ Muse ของ Meta กำลังเก็บข้อมูลทุกคนในชีวิตคุณ แม้คนเหล่านั้นจะไม่ได้ใช้งาน Muse ด้วยตัวเองก็ตาม

หลังเปิดตัวได้ไม่นาน นักวิจัยด้านความปลอดภัยเริ่มตรวจสอบวิธีทำงานของระบบ และพบว่า Muse สามารถเปิดเผยคำสั่งภายใน รวมถึงข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับวิธีประมวลผลคำขอของผู้ใช้ได้ เมื่อพิจารณาจากคำสั่งระบบที่ถูกค้นพบ มีขั้นตอนหนึ่งที่ให้ Muse สร้างและอัปเดต “หน้าข้อมูล” ของบุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ใช้เป็นประจำ

Muse ของ Meta กำลังเก็บข้อมูลทุกคนในชีวิตคุณ

ข้อมูลในหน้าความสัมพันธ์อาจประกอบด้วยชื่อของบุคคล ความเกี่ยวข้องกับผู้ใช้ หัวข้อที่พูดคุยกันเป็นประจำ เหตุการณ์สำคัญ วันเกิด วันครบรอบ รวมถึงเป้าหมายหรือแผนการในอนาคต เช่น การย้ายที่พักหรือการเก็บเงินซื้อของบางอย่าง รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเหมือนช่วยให้ AI เข้าใจบริบทได้ดีขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนว่าเครื่องมือกำลังสร้างแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับผู้คนรอบตัวผู้ใช้อย่างละเอียด

นอกจากข้อมูลพื้นฐานแล้ว Muse ยังสามารถเก็บประวัติความสัมพันธ์ เช่น เหตุการณ์สำคัญ ความใกล้ชิดระหว่างบุคคล ลักษณะการสื่อสาร สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไป และสิ่งที่ความสัมพันธ์นั้นอาจต้องการในช่วงเวลาปัจจุบัน ฟังก์ชันดังกล่าวทำให้ AI จดจำบริบทได้คล้ายเพื่อนที่รู้เรื่องชีวิตของเรา แต่ก็ทำให้หลายคนรู้สึกไม่สบายใจ เพราะบุคคลที่ถูกกล่าวถึงอาจไม่เคยรับรู้หรือยินยอมให้มีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้

Muse ของ Meta กำลังเก็บข้อมูลทุกคนในชีวิตคุณอย่างไร

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Karan Joshi ระบุว่า เขาสามารถดึงคำสั่งและพรอมต์ระบบจำนวนมากของ Muse ผ่านหน้าต่างสนทนาปกติ และนำข้อมูลไปแบ่งปันกับสื่อ ขณะเดียวกัน The Future Society ก็เผยแพร่คำสั่งระบบจากสำเนาเครื่องเสมือนของ Muse ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพว่า ระบบไม่ได้เพียงตอบคำถามหรือทำงานตามคำสั่งเท่านั้น แต่ยังพยายามทำความเข้าใจเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้ใช้ด้วย

โฆษกของ Meta อธิบายว่า ผู้ช่วย AI จำเป็นต้องมีบริบทเกี่ยวกับผู้ใช้และคนที่ผู้ใช้ติดต่อด้วย จึงจะสามารถทำงานได้อย่างมีประโยชน์ เช่น จดจำว่าบุคคลที่ส่งใบแจ้งหนี้มาเป็นช่างประปาที่เคยว่าจ้าง หรือจำได้ว่าคู่รักของผู้ใช้ชอบดอกไม้ชนิดใด Meta ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากข้อมูลสาธารณะและสิ่งที่ผู้ใช้เลือกเปิดเผย พร้อมยืนยันว่าข้อมูลถูกจัดเก็บในเครื่องเสมือนเฉพาะของแต่ละคน และตัวแทน AI ของผู้ใช้อื่นไม่สามารถเข้าถึงได้

ความสะดวกที่ต้องแลกกับข้อมูลส่วนตัว

Muse ถูกออกแบบให้ทำงานแทนผู้ใช้ในหลายบริการ การทำเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับสิทธิ์เข้าถึงแอป บัญชี อีเมล และข้อมูลการชำระเงินจำนวนมาก ยิ่งระบบรู้จักผู้ใช้มากเท่าไร ก็อาจทำงานได้ตรงความต้องการมากขึ้นเท่านั้น แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะข้อมูลที่รวมกันอาจสะท้อนทั้งพฤติกรรม ความสัมพันธ์ แผนการเงิน และกิจวัตรส่วนตัวของคนหลายคน

ประเด็นนี้ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของบัญชีและสิทธิ์ที่ผู้ใช้มอบให้ระบบด้วย ก่อนหน้านี้ Amazon เคยบล็อก Muse จากการซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ โดยให้เหตุผลว่า Meta ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่าผู้ช่วย AI จะเข้าถึงร้านค้าออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลบัญชีและข้อมูลรับรองของลูกค้า

Meta ยังเคยแก้ไขช่องโหว่แบบ zero-day ใน Muse เวอร์ชัน Mac ซึ่งอาจเปิดทางให้มัลแวร์ที่ทำงานอยู่ในคอมพิวเตอร์เข้าควบคุมผู้ช่วย AI และใช้สิทธิ์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้เคยอนุญาตไว้ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อ AI ได้รับสิทธิ์กว้างขวาง ความปลอดภัยของตัวระบบ อุปกรณ์ และบริการที่เชื่อมต่อกันจะมีความสำคัญมากขึ้น

ผู้ใช้ควรปกป้องข้อมูลอย่างไร

  • ตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึง: ดูว่า Muse เชื่อมต่อกับแอปหรือบัญชีใดบ้าง และยกเลิกสิทธิ์ที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงข้อมูลอ่อนไหว: ไม่ควรส่งรหัสผ่าน เลขบัตร ข้อมูลสุขภาพ หรือรายละเอียดทางการเงินที่ไม่จำเป็นเข้าสู่ระบบ
  • ระวังข้อมูลของผู้อื่น: ก่อนบอกชื่อ ที่อยู่ หรือเรื่องส่วนตัวของคนใกล้ตัว ควรคิดว่าข้อมูลนั้นจำเป็นต่อการทำงานจริงหรือไม่
  • อ่านนโยบายความเป็นส่วนตัว: ตรวจสอบว่าข้อมูลถูกเก็บไว้นานแค่ไหน ใช้เพื่ออะไร และผู้ใช้สามารถลบข้อมูลได้หรือไม่
  • อัปเดตซอฟต์แวร์: ติดตั้งการอัปเดตระบบและแอปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

กรณีนี้สะท้อนว่าความสะดวกของผู้ช่วย AI มาพร้อมราคาที่อาจมองไม่เห็นในทันที ยิ่งระบบพยายามทำตัวเหมือนเพื่อนหรือผู้ช่วยส่วนตัวมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของเราและคนรอบข้างมากขึ้นเท่านั้น แม้ Meta จะยืนยันว่ามีการแยกพื้นที่จัดเก็บข้อมูล แต่ผู้ใช้ก็ควรตั้งคำถามเสมอว่า ข้อมูลใดจำเป็น ข้อมูลใดไม่ควรแบ่งปัน และใครมีสิทธิ์ควบคุมข้อมูลเหล่านั้นในระยะยาว

ในความเห็นของผู้เขียน ผู้ช่วย AI ควรให้ผู้ใช้เลือกเปิดหรือปิดการสร้างแฟ้มข้อมูลความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงควรมีเครื่องมือให้ตรวจสอบ แก้ไข และลบข้อมูลของบุคคลอื่นได้ง่าย หากคุณกำลังใช้งาน Muse ควรตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวตั้งแต่วันนี้ เพราะการรู้เท่าทันข้อมูลคือวิธีสำคัญที่สุดในการใช้ AI ให้เกิดประโยชน์โดยไม่เสียการควบคุมชีวิตส่วนตัว

ที่มา – Meta’s Muse Is Collecting Information on Everyone in Your Life

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *