FDA ตรวจอาหารต่างประเทศได้เพียง 5% ในปีที่แล้ว
ความปลอดภัยของอาหารนำเข้ากำลังกลายเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้น หลังมีรายงานว่า FDA ตรวจอาหารต่างประเทศได้เพียง 5% ในปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับจำนวนการตรวจที่กฎหมายและรัฐสภาสหรัฐฯ กำหนดไว้ ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างปริมาณอาหารที่นำเข้าในแต่ละปี กับทรัพยากรที่หน่วยงานมีสำหรับตรวจสอบแหล่งผลิตก่อนสินค้าเดินทางถึงชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต
เหตุการณ์ที่ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามองอย่างมากคือการระบาดของโรคไซโคลสปอเรียซิส ซึ่งเชื่อมโยงกับผักกาดแก้วจากโรงงานในเม็กซิโก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้คนจำนวนมากป่วย มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายร้อยคน และมีผู้เสียชีวิตด้วย โรงงานแห่งนี้เคยได้รับการตรวจครั้งล่าสุดเมื่อหลายปีก่อน จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ปัญหาอาจถูกพบและหยุดไว้ตั้งแต่ต้นทางได้หรือไม่
FDA ตรวจอาหารต่างประเทศได้เพียง 5% ในปีที่แล้ว
ข้อมูลที่ถูกรายงานระบุว่า FDA หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ ดำเนินการตรวจโรงงานอาหารในต่างประเทศประมาณ 1,024 ครั้งตลอดปี 2025 คิดเป็นเพียง 5% ของเป้าหมายที่รัฐสภากำหนดไว้เท่านั้น เมื่อพิจารณาจากขนาดของตลาดอาหารนำเข้า ตัวเลขนี้ถือว่าน่ากังวล เพราะผู้บริโภคอาจไม่ทราบว่าสินค้าที่ซื้อผ่านการตรวจสอบมากน้อยเพียงใด
แนวโน้มการตรวจสอบไม่ได้ลดลงเพียงช่วงสั้น ๆ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานาน จำนวนการตรวจลดลงอย่างชัดเจนในช่วงการระบาดของโควิด-19 แม้จะฟื้นตัวในปี 2023 แต่กลับลดลงอีกครั้งหลังการปรับลดงบประมาณและกำลังคนของรัฐบาลกลาง ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยการตรวจย้อนหลังหนึ่งปีอยู่ที่ประมาณ 84 ครั้ง เทียบกับ 103 ครั้งในเดือนเดียวกันของปีก่อน และ 154 ครั้งในเดือนมิถุนายน 2019
ทำไมการตรวจโรงงานอาหารนำเข้าจึงสำคัญ
การตรวจโรงงานในต่างประเทศมีหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการผลิต สุขอนามัย การจัดเก็บวัตถุดิบ การควบคุมเชื้อโรค และระบบติดตามสินค้า หากพบความผิดปกติ เจ้าหน้าที่สามารถสั่งแก้ไข ระงับการนำเข้า หรือแจ้งเตือนผู้บริโภคได้ก่อนที่สินค้าจะกระจายไปทั่วประเทศ การป้องกันตั้งแต่ต้นทางจึงมีประสิทธิภาพมากกว่าการรอให้ผู้คนป่วยแล้วค่อยเรียกคืนสินค้า
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบลักษณะนี้มีค่าใช้จ่ายสูง รายงานของหน่วยงานตรวจสอบรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า การตรวจโรงงานอาหารในต่างประเทศมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 38,700 ดอลลาร์ต่อครั้ง ขณะที่การตรวจโรงงานภายในประเทศมีค่าใช้จ่ายราว 14,000-28,000 ดอลลาร์ ความแตกต่างนี้เกิดจากค่าเดินทาง ที่พัก การขอวีซ่า การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น และเวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ในแต่ละประเทศ
- ค่าเดินทางและที่พัก: เจ้าหน้าที่ต้องเดินทางไปยังโรงงานในหลายภูมิภาคทั่วโลก
- การจัดการเอกสาร: การขอวีซ่าและการประสานงานระหว่างประเทศใช้เวลาและบุคลากรจำนวนมาก
- ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน: การตรวจต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา สุขอนามัย และระบบการผลิต
- การติดตามผล: เมื่อพบปัญหา หน่วยงานต้องตรวจสอบว่าผู้ผลิตแก้ไขอย่างจริงจังหรือไม่
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน เช่น ผู้ดูแลการเดินทาง งบประมาณ และเอกสารต่าง ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบต้องรับผิดชอบงานธุรการเหล่านี้เอง เวลาที่ควรใช้ลงพื้นที่ตรวจโรงงานก็ลดลงตามไปด้วย แม้จะไม่ได้เลิกจ้างผู้ตรวจโดยตรง แต่การลดระบบสนับสนุนก็ทำให้ภารกิจหลักเดินหน้าได้ยากขึ้น
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและความเชื่อมั่น
ในปีเดียวกัน สหรัฐฯ พบการเรียกคืนอาหารหลายกรณี ตั้งแต่ขนมแช่แข็งที่อาจมีเศษแก้ว ไปจนถึงไข่จำนวนหลายล้านฟองที่เสี่ยงปนเปื้อนเชื้อซัลโมเนลลา การเรียกคืนสินค้าเป็นกลไกสำคัญของระบบความปลอดภัยอาหาร แต่การเรียกคืนหลังสินค้าถูกจำหน่ายแล้วหมายความว่า ผู้บริโภคอาจซื้อ รับประทาน หรือแจกจ่ายสินค้าไปก่อนที่หน่วยงานจะตรวจพบปัญหา
ยังมีกรณีการระบาดที่เชื่อมโยงกับพริกฮาลาปินโญจากเม็กซิโก ซึ่งทำให้ผู้คนประมาณ 500 คนเจ็บป่วย แต่มีรายงานว่า FDA ไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบในพื้นที่ เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะเมื่ออาหารนำเข้ามาจากประเทศที่มีห่วงโซ่อุปทานซับซ้อน
ผลสำรวจยังสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันลดลงอย่างต่อเนื่อง มีเพียงประมาณ 65% ที่บอกว่าค่อนข้างมั่นใจหรือมั่นใจมากว่าอาหารของตนปลอดภัย ลดลงจาก 81% ในปี 2019 ส่วนความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลในการดูแลความปลอดภัยของอาหารอยู่ที่ประมาณ 47% เทียบกับ 68% ในปี 2019 และ 85% ในปี 2004
การฟื้นฟูระบบอาจไม่สามารถทำได้ในเวลาไม่กี่เดือน เพราะการลดจำนวนบุคลากรของรัฐบาลทำให้สูญเสียประสบการณ์และความรู้ภายในองค์กร เจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญอาจย้ายไปทำงานอื่น และการรับคนใหม่เข้ามาก็ต้องใช้เวลาฝึกฝน การแก้ปัญหาจึงต้องทำทั้งการเพิ่มงบประมาณ สร้างทีมสนับสนุนที่เพียงพอ และกำหนดเป้าหมายการตรวจที่สอดคล้องกับปริมาณอาหารนำเข้าจริง
FDA ตรวจอาหารต่างประเทศได้เพียง 5% ในปีที่แล้ว เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบตรวจสอบอาหารจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจัง ผู้บริโภคควรติดตามประกาศเรียกคืนสินค้า อ่านฉลาก และเก็บรักษาอาหารอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐต้องลงทุนกับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพราะความปลอดภัยของอาหารไม่ควรขึ้นอยู่กับการรอให้เกิดการระบาดก่อนลงมือแก้ไข หากคุณเห็นว่าการตรวจอาหารควรได้รับงบประมาณมากขึ้น ลองติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและส่งเสียงสนับสนุนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน
ที่มา – The FDA Conducted Just 5% of the Foreign Food Inspections It Was Supposed to Last Year
