Bose กลับสู่ตลาดหูฟังไร้สายแบบเปิดอีกครั้ง

Bose กลับสู่ตลาดหูฟังไร้สายแบบเปิดอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สองรุ่นที่น่าสนใจ ได้แก่ Ultra Open Earbuds รุ่นที่ 2 และ Sport Open Earbuds โดยการเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หูฟังแบบเปิดกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญของอุปกรณ์เสียงไร้สาย ผู้ใช้งานสามารถฟังเพลง รับสาย หรือฟังพอดแคสต์ได้โดยยังรับรู้เสียงรอบตัว เหมาะกับทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และการออกกำลังกาย

หลังจากไม่ได้ขยายไลน์อัปหูฟังแบบเปิดมาตั้งแต่ปี 2024 Bose กลับมาพร้อมการอัปเกรดที่ครอบคลุมมากขึ้น รุ่น Ultra Open Earbuds (2nd Gen) ตั้งราคาอยู่ที่ 299 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน Sport Open Earbuds มีราคาย่อมเยากว่าที่ 199 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองรุ่นยังคงแนวคิดหลักของหูฟังแบบเปิด คือไม่อุดช่องหูจนแน่น และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้ยินเสียงจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง

Bose กลับสู่ตลาดหูฟังไร้สายแบบเปิดอีกครั้ง

จุดเด่นของ Ultra Open Earbuds รุ่นที่ 2 คือการใช้ไดรเวอร์รุ่นใหม่ที่ Bose พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ข้อจำกัดสำคัญของหูฟังแบบเปิด นั่นคือเสียงเบสที่มักไม่ลึก และระดับเสียงที่อาจเบาเกินไปเมื่อใช้งานในสถานที่มีเสียงรบกวน บริษัทระบุว่าไดรเวอร์ใหม่นี้ช่วยเพิ่มพลังเสียงเบส และทำให้ระดับเสียงโดยรวมดังขึ้นกว่ารุ่นแรก

การปรับปรุงดังกล่าวถือว่าสำคัญ เพราะหูฟังแบบเปิดมักมีข้อจำกัดด้านเสียงเมื่อเทียบกับหูฟังแบบอินเอียร์ที่ปิดช่องหู ผู้ใช้งานรุ่นแรกบางส่วนอาจรู้สึกว่าเสียงไม่ดังเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางบนถนน อยู่ในร้านกาแฟ หรือทำงานในสำนักงานที่มีเสียงพูดคุย การเพิ่มประสิทธิภาพด้านเสียงจึงช่วยให้ Ultra Open Earbuds รุ่นใหม่ใช้งานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

ฟีเจอร์ใหม่ของ Bose กลับสู่ตลาดหูฟังไร้สายแบบเปิดอีกครั้ง

Bose เพิ่มฟีเจอร์ซอฟต์แวร์หลายรายการให้กับ Ultra Open Earbuds รุ่นที่ 2 หนึ่งในนั้นคือ SpeechClarity ซึ่งใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อแยกและเพิ่มความชัดเจนของเสียงพูดระหว่างการสนทนา ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องประชุมออนไลน์ รับสายระหว่างเดิน หรือคุยโทรศัพท์ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน

อีกฟีเจอร์หนึ่งคือ Auto Volume ระบบจะตรวจสอบระดับเสียงรอบตัว และปรับระดับเสียงหูฟังให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ หากผู้ใช้เดินเข้าไปในพื้นที่ที่มีเสียงดัง ระบบสามารถเพิ่มระดับเสียงเพื่อให้ฟังเนื้อหาได้ชัดขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อสภาพแวดล้อมเงียบลง ระดับเสียงก็สามารถปรับให้เหมาะสมมากขึ้น ช่วยลดความจำเป็นในการกดปุ่มเพิ่มหรือลดเสียงอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ยังมี Cinema mode ที่ใช้เทคโนโลยี TrueSpatial ของ Bose เพื่อปรับเวทีเสียงให้มีความสมจริงและกว้างขึ้น โหมดนี้ออกแบบมาสำหรับการรับชมภาพยนตร์ ซีรีส์ และรายการโทรทัศน์ ผู้ใช้จึงอาจรู้สึกว่าเสียงมีมิติมากกว่าการฟังในโหมดปกติ แม้จะเป็นหูฟังแบบเปิดที่ไม่ได้ปิดกั้นเสียงจากโลกภายนอกทั้งหมดก็ตาม

ดีไซน์ แบตเตอรี่ และการชาร์จที่ใช้งานง่ายขึ้น

ในด้านการออกแบบ Bose ปรับรูปลักษณ์ของ Ultra Open Earbuds รุ่นที่ 2 ให้ดูพรีเมียมมากขึ้น ตัวหูฟังใช้วัสดุโลหะและมีพื้นผิวแบบลาดเอียง ช่วยเพิ่มความโดดเด่นเมื่อสวมใส่ ขณะที่เคสชาร์จไร้สายสามารถตั้งวางในแนวตั้งได้ ทำให้จัดเก็บบนโต๊ะทำงานหรือโต๊ะข้างเตียงได้สะดวกกว่าเดิม ที่สำคัญคือเคสรองรับการชาร์จแบบไร้สาย ช่วยลดความยุ่งยากจากการต้องเสียบสายทุกครั้ง

แบตเตอรี่ของ Ultra Open Earbuds รุ่นที่ 2 ยังได้รับการเพิ่มความจุจากเดิมประมาณ 7.5 ชั่วโมง เป็น 9 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ระยะเวลานี้เหมาะกับการใช้งานตลอดวัน ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงระหว่างเดินทาง การทำงาน หรือการออกกำลังกายระยะยาว อย่างไรก็ตาม อายุแบตเตอรี่จริงอาจแตกต่างกันไปตามระดับเสียง การเปิดใช้ฟีเจอร์อัจฉริยะ และรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน

Sport Open Earbuds สำหรับคนรักการออกกำลังกาย

นอกจากรุ่นเรือธงแล้ว Bose ยังเปิดตัว Sport Open Earbuds เพื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการหูฟังแบบเปิดสำหรับการออกกำลังกายโดยเฉพาะ รุ่นนี้มีราคา 199 ดอลลาร์สหรัฐ และใช้ดีไซน์รูปตัว C ที่แตกต่างจาก Ultra Open Earbuds ดีไซน์ดังกล่าวช่วยให้ตัวหูฟังยึดเกาะใบหูได้กระชับมากขึ้น ลดโอกาสหลุดระหว่างเดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

วัสดุของ Sport Open Earbuds ก็ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานที่มีเหงื่อ ตัวหูฟังมีพื้นผิวซิลิโคนเพื่อช่วยให้สวมใส่สบายและจับกระชับขึ้น พร้อมปุ่มควบคุมแบบมีพื้นผิวที่ช่วยให้กดเปลี่ยนเพลงหรือควบคุมการเล่นได้ง่าย แม้ขณะออกกำลังกายหรือใช้งานโดยไม่ต้องมองตัวหูฟัง

Sport Open Earbuds ได้มาตรฐาน IP54 ซึ่งช่วยป้องกันฝุ่นในระดับหนึ่ง และรองรับเหงื่อหรือน้ำฝนเล็กน้อย จึงเหมาะกับการออกกำลังกายในสวน การเดินทางกลางแจ้ง และการใช้งานในชีวิตประจำวันที่อาจเจอสภาพอากาศไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานนี้ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำหูฟังไปแช่น้ำหรือใช้งานขณะว่ายน้ำได้ ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงน้ำปริมาณมากเพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์

แบตเตอรี่ของ Sport Open Earbuds ใช้งานได้นานประมาณ 7 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งน้อยกว่า Ultra Open Earbuds รุ่นที่ 2 แต่ก็แลกมาด้วยขนาดที่เล็กและน้ำหนักที่เหมาะกับการออกกำลังกายมากกว่า สำหรับผู้ที่ต้องการหูฟังขนาดกะทัดรัดและไม่จำเป็นต้องใช้งานต่อเนื่องทั้งวัน ระยะเวลา 7 ชั่วโมงถือว่าเพียงพอสำหรับการฝึกซ้อมหลายครั้ง

เปรียบเทียบจุดเด่นของหูฟัง Bose รุ่นใหม่

  • Ultra Open Earbuds (2nd Gen: เหมาะกับผู้ที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น เบสที่มีพลังมากกว่า และฟีเจอร์ครบสำหรับการฟังเพลง รับสาย และชมภาพยนตร์
  • Sport Open Earbuds: เหมาะกับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความกระชับ น้ำหนักที่เบา และการใช้งานระหว่างออกกำลังกาย
  • SpeechClarity: ช่วยเพิ่มความชัดเจนของเสียงพูดระหว่างการโทรหรือประชุมออนไลน์
  • Auto Volume: ปรับระดับเสียงตามสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ
  • การรับรู้เสียงรอบตัว: ดีไซน์แบบเปิดช่วยให้ผู้ใช้งานยังได้ยินเสียงรถ คนพูด หรือสัญญาณเตือนรอบข้าง
  • สีสัน: ทั้งสองรุ่นมีสีดำและสี White Smoke พร้อมสีพิเศษเฉพาะรุ่น

สำหรับสีพิเศษ Sport Open Earbuds มีสีเขียว Eucalyptus Green ส่วน Ultra Open Earbuds รุ่นที่ 2 มีสี Cherry Chocolate, Olive Green และ Sky Pink ตัวเลือกเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้เลือกสไตล์ที่เข้ากับบุคลิกและการแต่งกายได้มากขึ้น

กำหนดวางจำหน่ายและมุมมองต่อการแข่งขัน

Bose เปิดให้สั่งจองหูฟังทั้งสองรุ่นตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม หูฟังแบบเปิดของ Bose ต้องแข่งขันกับแบรนด์อื่นที่มีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกัน โดยเฉพาะรุ่นที่เน้นความสบาย น้ำหนักเบา และการใช้งานกลางแจ้ง

แม้ราคาของ Bose จะอยู่ในระดับพรีเมียม แต่แบรนด์มีชื่อเสียงด้านคุณภาพเสียง การออกแบบ และเทคโนโลยีตัดเสียงหรือประมวลผลเสียงมาอย่างต่อเนื่อง Ultra Open Earbuds รุ่นแรกได้รับความสนใจจากผู้ใช้ที่ต้องการหูฟังซึ่งไม่ปิดกั้นเสียงรอบข้าง ดังนั้นรุ่นที่ 2 จึงมีโอกาสสร้างความประทับใจได้ หากการเพิ่มเสียงเบส ระดับเสียง และอายุแบตเตอรี่ทำงานได้ตามที่บริษัทระบุ

โดยสรุป Bose กลับสู่ตลาดหูฟังไร้สายแบบเปิดอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่ชัดเจนสองแบบ รุ่น Ultra Open Earbuds (2nd Gen) เหมาะกับคนที่ต้องการประสบการณ์เสียงเต็มรูปแบบและฟีเจอร์อัจฉริยะ ส่วน Sport Open Earbuds เหมาะกับสายออกกำลังกายที่ต้องการความกระชับและความทนทาน หากคุณกำลังมองหาหูฟังที่ฟังเพลงได้โดยยังรับรู้สิ่งรอบตัว ทั้งสองรุ่นนี้ควรอยู่ในรายการที่นำมาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อ

ความคิดเห็น: หากให้ความสำคัญกับเสียง เบส และการชมภาพยนตร์ Ultra Open Earbuds รุ่นที่ 2 น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าต้องการหูฟังสำหรับวิ่งหรือออกกำลังกายเป็นหลัก Sport Open Earbuds อาจตอบโจทย์กว่า ควรทดลองสวมใส่และตรวจสอบความกระชับก่อนซื้อ เพื่อให้ได้รุ่นที่เหมาะกับรูปทรงหูและไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด

ที่มา – Bose Is Back in the Open Wireless Earbuds Game

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *