ผู้เขียน: lalika69_admin

สว.สำรอง ร้องอัยการคดีพิเศษ ทลายขบวนการ ฮั้ว สว. 67 จี้สอบเส้นทางการเงิน-ผู้เกี่ยวข้องครบวงจร

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด รัชดาภิเษก มีความเคลื่อนไหวสำคัญจากกลุ่ม สมาชิกวุฒิสภาสำรอง ที่นำโดย ธนวัตน์ ศรีสุข, สาโรจน์ สุวรรณวงศ์ และ ณภัทร โชติพฤกษ์ชูกุล ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดและอธิบดีอัยการคดีพิเศษ เพื่อขอให้มีการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมในคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ สว.สำรอง ร้องอัยการคดีพิเศษ ทลายขบวนการ ฮั้ว สว. 67 กรณีการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในปีที่ผ่านมา

สว.สำรอง ร้องอัยการคดีพิเศษ ทลายขบวนการ ฮั้ว สว. 67

ธนวัตน์ กล่าวเปิดเผยว่า หลังจากที่มีกระแสว่าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมสรุปสำนวนและเสนอฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน กลุ่มสว.สำรองเห็นว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่เกี่ยวข้องกับขบวนการขนาดใหญ่ที่ต้องมีการสอบสวนให้ลึกซึ้งมากกว่านี้

ข้อกังวลหลักของคณะตัวแทน คือ หากดำเนินคดีเพียงบางราย อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของ สว.สำรอง ตลอดจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวุฒิสภาในภาพรวม ดังนั้นคณะผู้แทนจึงได้เสนอให้อัยการพิจารณาดำเนินการใน 4 ประเด็นสำคัญ

  • ตรวจสอบคำให้การพยานทุกปาก เพื่อไม่ให้มีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลุดพ้นจากการสอบสวน
  • นำสำนวนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาประกอบพยานหลักฐานในคดีพิเศษนี้
  • ขยายผลการสอบสวนไปยังบุคคลระดับนโยบาย ทั้งกรรมการ กกต. ในอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
  • ติดตามเส้นทางการเงินอย่างลึกซึ้ง โดยใช้ข้อมูลจาก ปปง. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมของผู้ช่วย สว. และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

ขอสงวนสิทธิ์ดำเนินคดีหากพบการละเว้น

“กฎหมายไม่ควรเลือกใช้ ต้องเป็นธรรมกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในอำนาจ หากประชาชนถูกปฏิเสธความยุติธรรม ก็ต้องมองหาหนทางอื่นในการเรียกร้องสิทธิ” ธนวัตน์ กล่าวอย่างน้ำเสียงเข้มข้น

หลังจากยื่นหนังสือกับอัยการสูงสุด คณะตัวแทนได้มีแผนจะเดินทางต่อไปยัง กกต. ทั้ง 7 ท่าน รวมถึงเลขาธิการ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด หากมีการปิดคดีโดยไม่ครอบคลุมทุกประเด็น กลุ่มสว.สำรองจะไม่ลังเลในการใช้สิทธิ์ทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ทุกระดับ

การเปิดเผยว่าคดีนี้มีความซับซ้อนและอาจมีผู้มีอำนาจระดับสูงเกี่ยวข้อง ทำให้สังคมต่างคาดหวังในการเปิดโปงขบวนการทั้งหมดอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยของประเทศไทย

ไม่ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ความยุติธรรมต้องเดินหน้าเสมอ และเราในฐานะผู้ติดตามข่าวควรเป็นสายตาของสังคม คอยตรวจสอบจนกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจน

ติดตามข่าวอัปเดตได้เร็วที่สุดก่อนใครที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกประเด็นคดีที่อาจเปลี่ยนหน้าที่ของสภาวุฒิสภาก่อนใคร

ที่มา – สว.สำรอง ร้องอัยการคดีพิเศษ ทลายขบวนการ ฮั้ว สว. 67 จี้สอบเส้นทางการเงิน-ผู้เกี่ยวข้องครบวงจร

รฟท. ประกาศปิดสถานีอรัญประเทศ ชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมปรับเส้นทางเดินรถสิ้นสุดแค่สถานีสระแก้ว

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ออกประกาศด่วนเพื่อแจ้งปิดให้บริการ สถานีอรัญประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดสระแก้ว พร้อมทั้งปรับเส้นทางเดินรถของขบวนรถไฟในเส้นทางสายตะวันออก ให้สิ้นสุดแค่ที่ สถานีสระแก้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร เนื่องจากสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามีความรุนแรงมากขึ้น และเทศบาลเมืองอรัญประเทศได้มีคำสั่งอพยพพลเมืองในพื้นที่ออกมายังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

รฟท. ประกาศปิดสถานีอรัญประเทศ ชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมปรับเส้นทางเดินรถสิ้นสุดแค่สถานีสระแก้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทำให้การเดินรถในบางเส้นทางต้องหยุดชะงักเพื่อป้องกันความเสี่ยงอันตรายแก่ผู้โดยสาร การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแผนการเดินรถของรถไฟธรรมดาหลายขบวน ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป ตามที่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้:

  • ขบวนรถธรรมดาที่ 279 (จากกรุงเทพฯ ไปอรัญประเทศ) – ปรับเป็นเส้นทาง กรุงเทพฯ – สระแก้ว
  • ขบวนรถธรรมดาที่ 280 (จากอรัญประเทศไปกรุงเทพฯ) – ปรับเป็น สระแก้ว – กรุงเทพฯ โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป
  • ขบวนรถธรรมดาที่ 275/276 (กรุงเทพฯ – อรัญประเทศ – กรุงเทพฯ) – ปรับเส้นทางให้วิ่งภายในเส้นทาง กรุงเทพฯ – สระแก้ว – กรุงเทพฯ

การปรับเปลี่ยนนี้ถือเป็นมาตรการชั่วคราวที่รฟท. ดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือเป็นสำคัญ การรถไฟฯ ขออภัยเป็นอย่างสูงในความไม่สะดวกที่ผู้โดยสารอาจได้รับ และขอแนะนำให้ผู้เดินทางวางแผนก่อนออกเดินทาง และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทางการรถไฟจะเปิดให้บริการ สถานีอรัญประเทศ อีกครั้งเมื่อสถานการณ์ในพื้นที่มีความปลอดภัยและมั่นคงแล้ว

ติดตามข้อมูลได้แบบเรียลไทม์

สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการติดตามข้อมูลการเดินรถแบบเรียลไทม์ สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ TTS VIEW หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์โทร 1690 ทุก 24 ชั่วโมง หรือที่สถานีรถไฟทุกแห่งในทั่วประเทศ ซึ่งข้อมูลจะอัปเดตให้ผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องเพื่อความสะดวกในการเดินทาง

แม้ว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้เดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่มุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดสระแก้วและบริเวณใกล้เคียง แต่ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่จำเป็นเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ยังไม่มั่นคง การรถไฟแห่งประเทศไทยขอขอบคุณความเข้าใจของผู้โดยสาร และมั่นใจว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ระบบการเดินรถจะกลับมาสู่ภาวะปกติอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง

ในด้านบริการทางเลือก หลายคนอาจเลือกใช้รถยนต์ส่วนตัว หรือรถโดยสารประจำทางในเส้นทางใกล้เคียงแทน เนื่องจากสถานีรถไฟหลักถูกขัดจังหวะ อย่างไรก็ตาม การเดินทางด้วยรถไฟยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่คุ้มค่า ประหยัด และมีความสะดวกสำหรับระยะทางไกล

ในยุคที่ความมั่นคงและความปลอดภัยเป็นประเด็นสำคัญ การเดินทางด้วยรถไฟอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์เป็นระยะ แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้เดินทางควรเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้า และติดตามทุกความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารสภาพความมั่นคง หรือการเปลี่ยนแปลงในเส้นทางการเดินรถ เพื่อการเดินทางอย่างไร้กังวล

ในท้ายที่สุด การเดินทางปลอดภัยคือสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ และเราเชื่อว่ารฟท. พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อความปลอดภัยของทุกคน ขอให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น

ที่มา – รฟท. ประกาศปิดสถานีอรัญประเทศ ชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมปรับเส้นทางเดินรถสิ้นสุดแค่สถานีสระแก้ว

กองทัพภาคที่ 2 สรุปเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะหนักพื้นที่ ผามออีแดง-ภูมะเขือ ย้ำโบราณสถานไม่ใช่สนามรบ ไทยพร้อมป้องอธิปไตยตามหลักสากล

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา เร่งตอกย้ำภาพรวมของความขัดแย้งที่คึกคักขึ้นทุกชั่วโมง โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง ผามออีแดง และ ภูมะเขือ ซึ่งมีรายงานว่ามีการปะทะอย่างหนัก ทั้งยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดใส่กันอย่างต่อเนื่องตลอดวัน แม้แต่การใช้โดรนรบของฝ่ายไทยก็เข้าโจมตีตำแหน่งสำคัญของฝ่ายกัมพูชาจนได้รับความเสียหายหนัก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ของกองทัพไทยได้อย่างยอดเยี่ยม

กองทัพภาคที่ 2 สรุปเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะหนักพื้นที่ ผามออีแดง-ภูมะเขือ

ตามรายงานของ กองทัพภาคที่ 2 สถานการณ์ในจังหวัด ศรีสะเกษ เป็นจุดที่รุนแรงที่สุด โดยเฉพาะบริเวณซำแต โดนตรวล ภูผี และเขาสัตตะโสม ซึ่งมีการยิงปืนใหญ่และปืนครกตอบโต้กันโดยไม่ขาดสายในทั้งวัน ในทำนองเดียวกัน พื้นที่ ผามออีแดง และ ห้วยตามาเรีย ก็มีการปะทะด้วยอาวุธประจำกายและปืนคลื่นอย่างต่อเนื่อง

ด้านพื้นที่ ภูมะเขือ ไปจนถึง พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายกัมพูชายังคงยิงกดดันซ้ำแล้วซ้ำอีก ขณะที่ในจังหวัด อุบลราชธานี แล่นับว่าเงียบลงเมื่อยังมีเพียงการยิงตรวจแนวเป็นระยะ น่าสังเกตว่าฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มถอนกำลังออกจากช่องอานม้า และหลังถอยไปยังแนวรบใหม่ที่ห่างออกไปกว่า 10 กิโลเมตร

ความเคลื่อนไหวทางทหารและการยืนยันอธิปไตย

ในจังหวัด สุรินทร์ การควบคุมสถานการณ์ของกองทัพไทยถือว่าไร้ที่ติ หลังจากสามารถเข้ายึดเนิน 350 บริเวณพลาญตาควายได้สำเร็จ แม้จะเผชิญเหตุ JCB เหยียบระเบิดระหว่างเคลียร์พื้นที่ แต่กำลังพลปลอดภัยทุกนาย ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 ยังเราเร่งติดตามข้อมูลการเคลื่อนยานไฟฟ้าและระบุว่ามีการยิงจรวด BM-21 ใส่บริเวณด้านใต้ของปราสาทตาเมือนธม ซึ่งมีเศษจรวดตกที่บ้านหนองจูบ อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ถึง 4 ลูก โดยโชคดีที่ไม่มีรายงานความสูญเสีย

ท่ามกลางเหตุการณ์ดังกล่าว กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันชัดเจนว่า โบราณสถานไม่ใช่สนามรบ และการที่ฝ่ายกัมพูชานำโบราณสถานเข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องการทหาร เช่น ติดตั้งอาวุธ กล้องส่องทางไกล หรือแม้แต่ระบบป้องกันโดรน เป็นการละเมิดกฎหมายสากลอย่างร้ายแรง พร้อมประกาศว่าการทุกการกระทำของกองทัพไทยเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันตัวเองโดยชอบธรรม

ดูเหมือนว่าความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนจะยังคงดำเนินต่อไป แม้ทุกฝ่ายพร้อมเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูต แต่ปฏิบัติการทางทหารและการป้องกันยังต้องเดินหน้าคู่ขนานกันไปอย่างไม่หยุดชะงัก จึงขอเชิญชวนประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ขอให้เชื่อมั่นว่ากองทัพไทยพร้อมแล้วที่จะปกป้องดินแดนและความมั่นคงตามอุดมการณ์ที่เคยยื่นมือให้โลกใบนี้มายาวนานหลายทศวรรษ

หากคุณกำลังแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในเขตนี้ ติดตามพวกเราได้ที่นี่ และอย่าลืมแชร์ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม!

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 สรุปเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะหนักพื้นที่ ผามออีแดง-ภูมะเขือ ย้ำโบราณสถานไม่ใช่สนามรบ ไทยพร้อมป้องอธิปไตยตามหลักสากล

ผบ.ตร. สั่ง ผบก.ภ. นครศรีธรรมราช ช่วยราชการ ศปก.ตร. ก่อนสาวปมเรียกรับผลประโยชน์

เมื่อวานนี้ (21 ธันวาคม) พล.ต.ท. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวลือและข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับข้าราชการตำรวจในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ถูกกล่าวหาว่า เรียกรับผลประโยชน์ ประเด็นนี้ไม่เพียงกระทบต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงาน แต่ยังเป็นปัญหาที่สังคม广泛关注

ผบ.ตร. สั่ง ผบก.ภ. นครศรีธรรมราช ช่วยราชการ ศปก.ตร.

โดยล่าสุด พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งให้ พล.ต.ต. เกรียงศักดิ์ นุ่นเกลี้ยง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ทันที โดยไม่ต้องปฏิบัติงานในหน้าที่เดิม แทนที่จะให้ พล.ต.ต. พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เข้ารักษาราชการแทน ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีความสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ หากยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม อาจเกิดอันตรายต่อหน่วยงานและลดความเชื่อมั่นจากสังคม

ใช้กฎหมายและระเบียบอย่างเข้มงวด

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้อ้างอิงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบด้วยระเบียบภายในสำนักงาน เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงสถานะการทำงานของผู้ถูกกล่าวหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยุติธรรมในกระบวนการทำงานของหน่วยงาน

แม้ยังอยู่ในช่วงสอบสวนข้อเท็จจริง แต่การย้ายตำแหน่งเช่นนี้ถือเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของผู้บริหารระดับสูง ที่เน้นการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และกำจัดการทุจริตอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ การตัดสินใจของ ผบ.ตร. สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานไม่เพียงแต่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนด้วยการใช้มาตรการที่ชัดเจนต่อพฤติกรรมที่ขัดต่อจรรยาบรรณ

ความโปร่งใสและการสร้างภาพลักษณ์

การดำเนินการเปิดเผยข้อมูลและการจัดการกับปัญหาอย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับองค์กร โดยเริ่มจากการบังคับใช้กระบวนการทำความสะอาดบ้านตนเองภายในวงการตำรวจ พล.ต.ท. ยิ่งยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบว่ามีการกระทำผิดอย่างแท้จริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อไม่ให้ความผิดซ้ำซ้อนและเป็นการเตือนใจเจ้าหน้าที่ที่อาจคิดจะละเมิดมาตรฐานการทำงาน

ขณะนี้ ศปก.ตร. ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ควบคู่ไปกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานตรวจสอบภายนอก เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง แม่นยำ และสามารถนำไปสู่มาตรการทางวินัยได้ในอนาคต

เรื่องนี้เปิดโอกาสให้เราเห็นถึงความจริงจังของผู้บริหารในการจัดการปัญหาภายใน ทั้งในแง่ของกฎหมาย การบริหารองค์กร และภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ต่อสังคม

หากคุณติดตามข่าวสารในวงการราชการหรือประเด็นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้วละก็ นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ควรตั้งตารอผลการสอบสวน ว่าจะลงเอยอย่างไร และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานอย่างแท้จริงหรือไม่

ที่มา – ผบ.ตร. สั่ง ผบก.ภ. นครศรีธรรมราย ช่วยราชการ ศปก.ตร. ก่อนสาวปมเรียกรับผลประโยชน์

The Vampire Lestat: หลุยส์ & คลอเดียคืนจอ

ในอีกไม่ช้า เลสตัทของแซม รีด จะมาบอกเล่าเรื่องราวในมุมมองของเขาเอง ซีซั่นที่สามของซีรีส์ Interview With the Vampire เปลี่ยนชื่อเป็น The Vampire Lestat เพื่อเน้นไปที่แวมไพร์ชาวฝรั่งเศสผู้นี้ ซึ่งใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันในฐานะหัวหน้าวง วงร็อกยอดนิยม

แล้วคนรักของเขาอย่างหลุยส์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสองซีซั่นแรกจะไปอยู่ที่ไหน? ตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าจาค็อบ แอนเดอร์สันยังคงเป็นส่วนหนึ่งของนักแสดง ดูเหมือนจะคอยหลอกหลอนเรื่องราวของเลสตัทในแบบเดียวกับที่เลสตัทหลอกหลอนเขาในซีซั่นที่สอง แต่ Rollin Jones ผู้จัดซีรีส์บอกกับ Entertainment Weekly ว่าการปรากฏตัวของหลุยส์ในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดจากนวนิยายของ Anne Rice ที่ซีซั่นนี้อิงเนื้อเรื่อง ซึ่ง Jones กล่าวว่า “ไม่มีอะไรให้เขามากนัก” บทบาทที่ขยายใหญ่ขึ้นของหลุยส์เกิดจากความรักในการแสดงของแอนเดอร์สัน และ Jones คิดว่าแฟนๆ จะชอบที่ได้เห็นการคลี่คลายนี้

“เราต้องการมอบเส้นเรื่องที่ดีจริงๆ ให้กับหลุยส์” เขากล่าว “จากเรื่องราวทั้งหมดที่เรานำเสนอในปีนี้ มันเป็นเรื่องที่ดำเนินไปได้ดีและรวดเร็วที่สุด มันชัดเจนราวคริสตัล และมันศักดิ์สิทธิ์และปวดใจมาก”

ตรรกะเดียวกันในการนำหลุยส์กลับมาใช้กับการนำลูกสาวของเขาและเลสตัทอย่างคลอเดียกลับมาด้วย ซึ่งรับบทโดย Delainey Hayles อีกครั้ง Jones ยอมรับว่าคลอเดียในฉบับหนังสือไม่ได้มีอะไรให้ทำมากนัก แต่ได้นำเธอกลับมาในซีซั่นนี้เพราะ Hayles “[เป็น] ศิลปินที่สวยงามอย่างแท้จริง…และเปลี่ยนแปลงรายการของเราไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก” เขายังคงพูดเป็นนัยเกี่ยวกับสิ่งที่คาดหวังจากเธอ แต่กล่าวว่าคลอเดียจะมี “ช่วงที่กว้างกว่า” ที่แฟนๆ ได้เห็นในซีซั่นที่แล้ว

ในการเพิ่มบทบาทของหลุยส์และคลอเดีย The Vampire Lestat จะช่วยสำรวจว่าตัวละครหลักของเรื่องยุ่งเหยิงแค่ไหน “[เลสตัท]…ไม่ต้องการตรวจสอบตัวเอง แต่ถูกบังคับให้ทำ” Jones กล่าว “มีเกราะป้องกันทั้งหมดที่เขาสวมเพื่อพยายามไม่มองเข้าไปข้างใน แต่ [การทำเช่นนั้น] เป็นเรื่องที่ยากมากและยุ่งเหยิง”

นับเราเข้าไปด้วยทั้งหมดเมื่อ The Vampire Lestat เริ่มฉายทาง AMC ในปี 2026

สำหรับใครที่รอคอยซีรีส์เรื่องนี้อยู่ การกลับมาของตัวละครสำคัญอย่างหลุยส์ และคลอเดีย ทำให้เนื้อเรื่องเข้มข้นและน่าติดตามมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน เรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และความมืดมนในจิตใจของแวมไพร์ จะถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบไหน ต้องรอติดตามชมกันต่อไป นอกจากนี้ การเปลี่ยนชื่อซีรีส์เป็น The Vampire Lestat ยังเป็นการบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญกับตัวละครเลสตัทมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นมุมมองและความคิดของเขาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การกลับมาของซีรีส์ The Vampire Lestat เป็นสิ่งที่แฟนๆ ต่างรอคอย ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ตัวละครที่น่าสนใจ และการแสดงที่ยอดเยี่ยม ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในซีรีส์แวมไพร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเรื่องหนึ่ง การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ควรพลาดอย่างแน่นอน เตรียมตัวพบกับเรื่องราวที่มืดมิด น่าหลงใหล และเต็มไปด้วยความระทึกใจได้เลย

แน่นอนว่าการกลับมาของหลุยส์และคลอเดียใน The Vampire Lestat จะเป็นการเพิ่มมิติให้กับเรื่องราวอย่างมาก แฟนๆ จะได้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของพวกเขากับเลสตัท และผลกระทบที่พวกเขามีต่อชีวิตของกันและกัน นอกจากนี้ การปรากฏตัวของคลอเดียในวัยที่เติบโตขึ้น จะทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

The Vampire Lestat: หลุยส์ & คลอเดียคืนจอ

The Vampire Lestat การกลับมาของหลุยส์และคลอเดีย

ดังนั้น แฟน ๆ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางที่น่าตื่นเต้นและน่าติดตามเมื่อ The Vampire Lestat กลับมาในปี 2026! การกลับมาของหลุยส์และคลอเดียจะเป็นการเพิ่มความซับซ้อนและความเข้มข้นให้กับเรื่องราวอย่างแน่นอน

ที่มา – ‘The Vampire Lestat’ Showrunner Teases Louis & Claudia’s Returns

Avatar: Fire and Ash คิดเห็นของคุณคือ?

เทศกาลภาพยนตร์วันหยุดปี 2025 มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Avatar: Fire and Ash ซึ่งเป็นภาคที่สามในซีรีส์ไซไฟที่ดำเนินมายาวนานของ James Cameron หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องแรกออกฉายในปี 2009 การรอคอย 13 ปีช่วยให้ The Way of Water ในปี 2022 กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ทำเงินได้มากมายและคว้ารางวัลไปครอง แล้วภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้เป็นอย่างไรบ้างกับการเว้นช่วงมาตรฐานเพียงสามปี

ปฏิกิริยาต่อ Avatar: Fire and Ash โดยทั่วไปแล้วสอดคล้องกับภาพยนตร์สองเรื่องแรก: ภาพที่สวยงาม ฉาก และสเกล ทุกสิ่งทุกอย่างอื่นๆ ค่อนข้างจะขาดๆ เกินๆ (และคุณก็รู้ว่ามันยาวนานมาก) จุดขายที่ยิ่งใหญ่ของไตรภาคนี้คือการเปิดตัว Ash People ซึ่งเป็นเผ่า Na’vi ที่ชั่วร้ายเผ่าแรกที่ประดับภาพยนตร์ เผ่าดังกล่าวมี Oona Chaplin’s Varang เป็นผู้นำซึ่งสร้าง ความสัมพันธ์แบบโรแมนติก กับ Quaritch ตัวร้ายประจำซีรีส์ (Stephen Lang) ในรูปแบบที่น่าจะดึงดูดใจอย่างมากที่จะได้เห็นบนหน้าจอเมื่อพวกเขาไม่ได้พยายามฆ่าตระกูล Sully ในขณะเดียวกัน ตระกูล Sully ยังคงรับมือกับการเสียชีวิตของ Neteyam ลูกชายคนโตจากภาพยนตร์เรื่องที่แล้ว และค้นพบว่าอาจมีวิธีที่มนุษยชาติจะสามารถอยู่รอดบน Pandora ได้

ในขณะที่เรารอที่จะดูว่า Avatar: Fire and Ash จะทำรายได้ในระดับ Box Office ได้อย่างไร บอกเราว่าคุณคิดอย่างไรกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ชอบ ไม่ชอบ หรือคิดว่า Cameron จะได้สร้าง ภาพยนตร์อีกสองเรื่อง หรือไม่? บอกให้เรารู้ในความคิดเห็นด้านล่าง

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบว่าเมื่อใดควรคาดหวัง Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด จะออกเมื่อใด อนาคตของ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี จะเป็นอย่างไร และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

Avatar: Fire and Ash คิดเห็นของคุณคือ?

หลังจากรอคอยกันมานาน ในที่สุด Avatar ภาคใหม่ล่าสุดอย่าง Avatar: Fire and Ash ก็ได้เข้าฉายให้เราได้ชมกันแล้ว หลายคนคงตั้งตารอคอยที่จะได้กลับไปสู่โลก Pandora อีกครั้ง และแน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ก็คือ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มาแชร์ความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับ Avatar: Fire and Ash กัน!

สำหรับใครที่ได้ชม Avatar: Fire and Ash กันไปแล้ว มาร่วมแชร์ความคิดเห็นของคุณกันหน่อย! คุณชอบอะไรในภาพยนตร์เรื่องนี้? มีฉากไหนที่คุณประทับใจเป็นพิเศษหรือไม่? นักแสดงคนไหนที่คุณชื่นชอบ? หรือมีอะไรที่คุณไม่ชอบในภาพยนตร์เรื่องนี้บ้าง? มาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลย!

Avatar: Fire and Ash ได้นำเสนอเรื่องราวใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น พร้อมทั้งภาพที่สวยงามตระการตาตามสไตล์ James Cameron อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีความยาวมากเช่นกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมบางคนรู้สึกเบื่อได้ นอกจากนี้ การดำเนินเรื่องบางส่วนอาจจะค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยาก

โดยรวมแล้ว Avatar: Fire and Ash เป็นภาพยนตร์ที่คุ้มค่าแก่การรับชมสำหรับแฟนๆ Avatar ทุกคน แต่ก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้ชื่นชอบภาพยนตร์แนวไซไฟแฟนตาซีเป็นพิเศษ

คุณคิดว่า Avatar: Fire and Ash จะประสบความสำเร็จในด้านรายได้หรือไม่? และคุณคิดว่า James Cameron จะได้สร้างภาพยนตร์ Avatar ภาคต่ออีกหรือไม่? มาร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณกัน!

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดโลกจินตนาการของเราให้กว้างขึ้น ด้วยเทคนิคพิเศษที่ทันสมัย และเรื่องราวที่น่าติดตาม ทำให้ Avatar: Fire and Ash เป็นประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่คุ้มค่าแน่นอน

ที่มา – Open Channel: What’d You Think of ‘Avatar: Fire and Ash’?

ขอบคุณ Pochita! ‘Chainsaw Man’ กลับมาแล้ว

และเป็นทางการแล้ว! Chainsaw Man กำลังจะกลับมาอีกครั้ง! ในช่วงงาน Jump Festa ทีมงาน Mappa ได้ประกาศว่าพวกเขากำลังทำงานกับการดัดแปลงเนื้อเรื่อง “International Assassins” ซึ่งก็เป็นไปตามชื่อเรื่องเลย: เด็นจิเริ่มได้รับความสนใจจากนานาชาติ ทำให้เหล่านักฆ่าจากทั่วโลกต่างมุ่งหน้ามาที่ญี่ปุ่นเพื่อจัดการเขานั่นเอง

นี่เป็นข่าวดีสำหรับแฟนๆ Chainsaw Man ที่ต่างรอคอยและหวังมานานว่าทางสตูดิโอจะประกาศสร้างภาคต่อ หลังจากซีซันแรกจบไปตั้งแต่ปี 2022 และความสนใจก็กลับมาอีกครั้งกับการเปิดตัวภาพยนตร์ Reze Arc ที่ทำลายสถิติ (และยอดเยี่ยมมากในความคิดเห็นของเรา) ระหว่างนั้น Mappa ก็ยุ่งอยู่กับโปรเจกต์ใหญ่อื่นๆ เช่น Hell’s Paradise, Lazarus และการทำให้ Attack on Titan จบลงเสียที อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจำไว้คือ Mappa ยังไม่ได้ประกาศว่าเนื้อเรื่องนี้จะถูกดัดแปลงในรูปแบบใด จะเป็นซีซันสองของอนิเมะ หรือจะเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สอง?

เราคงต้องรอเพื่อหาคำตอบ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องดีที่ได้ยินว่าสตูดิโอมี “เวลาว่าง” มากพอที่จะกลับมาหาเด็นจิ อากิ และเพื่อนๆ แก๊ง Chainsaw Man อีกครั้ง เนื่องจากอาจจะต้องรอกันอีกนาน คุณอาจจะลองกลับไปดูซีซันแรกและภาพยนตร์เพื่อเตรียมตัว หรือจะอ่านมังงะเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ในเนื้อเรื่องบ้าง สปอยล์: เนื้อเรื่องมันบ้าคลั่งสุดๆ

Chainsaw Man จะกลับมาในรูปแบบไหน?

การกลับมาของ Chainsaw Man เป็นสิ่งที่แฟนๆ ทั่วโลกรอคอย และสิ่งที่หลายคนอยากรู้คือ การกลับมาครั้งนี้จะเป็น ซีซั่น 2 หรือจะเป็นภาพยนตร์อีกครั้งหนึ่ง? ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าทีมงาน Mappa ยังคงให้ความสำคัญกับซีรีส์นี้ และพร้อมที่จะนำเสนอเรื่องราวที่เข้มข้นและน่าติดตามยิ่งขึ้นไปอีก

ทำไมการกลับมาของ Chainsaw Man ถึงสำคัญ?

Chainsaw Man ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในรูปแบบมังงะและอนิเมะ ด้วยเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่ ตัวละครที่มีเสน่ห์ และฉากแอ็กชันที่ดุเดือด ทำให้ Chainsaw Man กลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ยอดนิยมแห่งยุค การกลับมาของ Chainsaw Man จึงเป็นการเติมเต็มความต้องการของแฟนๆ และเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของซีรีส์นี้อีกด้วย

หากคุณเป็นแฟนของ Chainsaw Man นี่คือช่วงเวลาที่คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม! ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปดูซีซั่นแรก อ่านมังงะ หรือติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Chainsaw Man อย่างใกล้ชิด เตรียมตัวพบกับการผจญภัยครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นกว่าเดิม!

ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องกลับไปทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเด็นจิและเพื่อนร่วมทีม การต่อสู้กับปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่อบอุ่นหัวใจ การหวนรำลึกถึงเรื่องราวเหล่านี้ จะช่วยให้คุณพร้อมสำหรับการกลับมาของ Chainsaw Man อย่างเต็มที่ และเมื่อซีรีส์กลับมา คุณจะสามารถเข้าใจและอินไปกับเรื่องราวได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

  • ซีซั่นแรก: ปูพื้นฐานเรื่องราวและแนะนำตัวละครหลัก
  • ภาพยนตร์ Reze Arc: เรื่องราวความรักและความขัดแย้งที่เข้มข้น
  • มังงะ: เนื้อหาเพิ่มเติมและเรื่องราวที่ยังไม่ถูกนำเสนอในอนิเมะ

และอย่าลืมติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ Chainsaw Man อย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีข้อมูลสำคัญหรือข่าวเซอร์ไพรส์ที่ทำให้คุณตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม!

อยากได้ข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ลองดูว่าเมื่อไหร่ที่คุณจะได้ชม Marvel, Star Wars และ Star Trek ภาคใหม่ล่าสุด อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ DC Universe บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

โดยสรุป การกลับมาของ Chainsaw Man พร้อมเนื้อเรื่อง International Assassins ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนๆ อย่างแท้จริง แม้ว่าเรายังไม่รู้รูปแบบที่แน่ชัดของการกลับมา แต่การันตีได้เลยว่า Mappa จะนำเสนอเรื่องราวที่เข้มข้นและน่าติดตามอย่างแน่นอน เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง!

ที่มา – Thank Pochita, the ‘Chainsaw Man’ Anime Will Return

ไฟดับซานฟรานฯ Waymo จอดเสียขวางถนน

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เกิดเหตุไฟดับในซานฟรานซิสโก ทำให้ลูกค้าประมาณ 124,000 จาก 414,000 ราย หรือประมาณ 30% ตกอยู่ในความมืด นอกจากนี้ยังทำให้ Waymo จำนวนมากเกิดปัญหาขัดข้อง โดยรถแท็กซี่โรบ็อต Waymo ที่กำลังให้บริการอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ดูเหมือนจะติดอยู่ในอาการโคม่าทางหุ่นยนต์ จอดขวางทางแยก และทำให้การจราจรติดขัดบนถนนบางสาย

Power outage took out the waymos RIP pic.twitter.com/DPte8oOGku

 

ซูซานน์ ฟิเลียน โฆษกของ Waymo ออกแถลงการณ์เมื่อเวลาประมาณ 19:00 น. โดยกล่าวว่าบริการได้ถูก “ระงับชั่วคราว” เนื่องจากไฟดับในซานฟรานซิสโก “เรามุ่งเน้นที่การรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสาร และให้แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างสะดวกเพื่อปฏิบัติงาน” ฟิเลียนกล่าว

6 Waymo’s parked at a broken traffic light blocking the roads. Seems like they were not trained for a power outage pic.twitter.com/9fBkoxgKwe

 

ณ เช้าวันอาทิตย์ยังไม่มีการอัปเดตจาก Waymo ว่ารถแท็กซี่โรบ็อตของบริษัทยังคงหยุดให้บริการหรือไม่ หรืออะไรเป็นสาเหตุของปัญหาในครั้งแรก

Gizmodo สอบถาม Waymo ว่ารถมีปัญหาในการสัญจรผ่านสัญญาณไฟจราจรที่ดับหรือไม่ หรือปัญหาเกี่ยวข้องกับการรับหรือส่งข้อมูลหรือไม่ เรายังถามบริษัทว่ามีรถ Waymo คันใดที่ยังจอดขวางถนนอยู่หรือไม่ เราจะอัปเดตหากเราได้รับการตอบกลับ

จนกว่าจะมีการวิเคราะห์สาเหตุจากบริษัทที่เป็นเจ้าของ Alphabet ก็ไม่มีทางแน่ใจได้ว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากสถานการณ์แบบ Anakin Skywalker ที่ศูนย์กลางประสาทของหุ่นยนต์ถูกทำลายโดยเด็กอายุ 9 ขวบ ทำให้หุ่นยนต์ทั้งหมดหยุดทำงาน

บริษัทต่างๆ เช่น Waymo ยกตัวเองขึ้นเป็นผู้เบิกทางสู่อนาคตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นบนท้องถนน โดยอ้างสถิติ เช่น อุบัติเหตุน้อยลง 82% ที่ถุงลมนิรภัยทำงาน และการชนคนเดินถนนที่ได้รับบาดเจ็บน้อยลง 92% เมื่อเทียบกับคนขับ

Power out in SF and the @Waymo’s are causing a MASSIVE jam in North Beach 🤣 pic.twitter.com/fuvhprlyma

Dead waymos all over SF blocking roads due to power outage 😂😂😂 pic.twitter.com/CAsSxFroX3

แต่เช่นเดียวกับเมื่อ Waymo ในซานฟรานซิสโกชนแมวชื่อดังในท้องถิ่นชื่อ Kit Kat จนเสียชีวิตในเดือนตุลาคม ประเด็นอาจไม่ได้อยู่ที่ Waymo ดีกว่าหรือแย่กว่ามนุษย์โดยรวม แต่อยู่ที่หุ่นยนต์ล้มเหลวในรูปแบบที่คาดเดาไม่ได้และแปลกประหลาด ภาพเหตุการณ์จริงของการบาดเจ็บร้ายแรงของ Kit Kat แสดงให้เห็นตัวอย่างหนึ่งดังกล่าว คนขับที่เป็นมนุษย์อาจไม่ทำในสิ่งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในวิดีโอ: ออกจากจุดหยุดนิ่งในขณะที่บุคคลกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมแมวออกมาจากใต้ท้องรถของพวกเขา

ในทำนองเดียวกัน คนขับที่เป็นมนุษย์มักจะไม่หยุดทำงานอย่างกะทันหันเป็นจำนวนมากเมื่อไฟดับในซานฟรานซิสโก

ไฟดับในซานฟรานซิสโก ทำ Waymo จอดเสียขวางถนน

เกิดอะไรขึ้นเมื่อไฟดับในซานฟรานซิสโก?

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการพึ่งพาเทคโนโลยี และความจำเป็นในการวางแผนสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน แม้ว่ารถยนต์ไร้คนขับจะมีศักยภาพในการปรับปรุงความปลอดภัยบนท้องถนน แต่เหตุการณ์ไฟดับในซานฟรานซิสโกนี้ แสดงให้เห็นว่ายังมีข้อจำกัดและช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข

ที่มา – Blackout in San Francisco Litters Streets with Traffic-Blocking, Deactivated Waymos

นิวยอร์กชนนโยบาย AI ทรัมป์ ส่อขัดแย้ง!

นิวยอร์กชนนโยบาย AI ทรัมป์ ส่อขัดแย้ง!

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก Kathy Hochul ได้ลงนามในสิ่งที่เรียกว่า Responsible AI Safety and Education (Raise) Act ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยด้าน AI และอีกด้านหนึ่งคือการล้มเหลวของพรรครีพับลิกันใน Silicon Valley เช่น Marc Andreessen ที่พยายามกำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีในช่วงรัฐบาลทรัมป์ที่สอง

สิ่งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งคำสั่งผู้บริหารที่ขัดขวางไม่ให้รัฐต่างๆ ควบคุม AI

ตามกฎหมายของรัฐฉบับใหม่ บริษัท AI ที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ จะต้องร่าง เผยแพร่ และปฏิบัติตามชุดขั้นตอนด้านความปลอดภัยที่เป็นทางการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน “อันตรายร้ายแรง” และจะต้องรายงานปัญหาด้านความปลอดภัยภายใน 72 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะถูกปรับ ซึ่งเข้มงวดกว่า SB 53 ของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งให้เวลาบริษัท 15 วันในการรายงานปัญหาด้านความปลอดภัย

เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม คำสั่งผู้บริหารของทรัมป์ที่เรียกว่า “การรับรองกรอบนโยบายระดับชาติสำหรับปัญญาประดิษฐ์” ได้กำหนดให้ AI เป็นลำดับความสำคัญของรัฐบาลกลางและสรุปสิ่งที่เรียกว่า “หน่วยงานเฉพาะกิจด้านการดำเนินคดี AI” ที่กระทรวงยุติธรรม หน่วยงานเฉพาะกิจนี้จะมีหน้าที่ท้าทายกฎหมาย AI ของรัฐที่พิจารณาว่าละเมิดโครงการของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับ AI (โดยพื้นฐานแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย) ตามที่อัยการสูงสุดระบุ

แม้ว่าคำสั่งของผู้บริหารจะขาดรากฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง การผูกมัดกฎหมายของรัฐไว้ในกฎหมายยังคงเป็นแนวโน้มที่น่าเบื่อ แต่รัฐนิวยอร์กได้เร่งรีบเข้าสู่เหตุการณ์นั้นด้วยกฎหมายนี้

ในคำอธิบายสำหรับ Axios ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่พูดคุยกับ Maria Curi และ Ashley Gold ยืนยันว่าคำสั่งผู้บริหารของทรัมป์อาศัยการตีความส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญที่แปลกประหลาด เช่น Dormant Commerce Clause ซึ่งมักจะตีความว่าเป็นความพยายามที่จะป้องกันรัฐจากการเขียนกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ตนเองซึ่งไม่เป็นธรรมต่อรัฐอื่นๆ ไม่ใช่กฎหมายที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเติมเต็มช่องว่างทางกฎหมายที่รัฐบาลกลางปล่อยไว้

ทำไมนิวยอร์กถึงชนนโยบาย AI ของทรัมป์?

การที่รัฐนิวยอร์กออกกฎหมายควบคุม AI สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลกลาง แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางอำนาจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การต่อสู้ทางกฎหมายที่อาจตามมาอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาและการกำกับดูแล AI ในสหรัฐอเมริกา

ความขัดแย้งนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีกรอบการทำงานที่ชัดเจนและสอดคล้องกันในการควบคุม AI เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและความไม่แน่นอนสำหรับบริษัทและผู้บริโภค

นิวยอร์กชนนโยบาย AI ทรัมป์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ด้านกฎหมาย AI รัฐอื่นๆ อาจเดินตามรอยเท้าของนิวยอร์ก ทำให้เกิดเครือข่ายของกฎระเบียบ AI ของรัฐที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาลกลาง

การพัฒนาเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหารือและการเจรจาอย่างเปิดเผยระหว่างรัฐบาลของรัฐและรัฐบาลกลาง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ หากไม่มีความร่วมมือ การต่อสู้ทางกฎหมายและความไม่แน่นอนก็จะยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา AI ในสหรัฐอเมริกาต่อไป

ในขณะที่อนาคตของกฎระเบียบ AI ยังคงไม่แน่นอน สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือการ นิวยอร์กชนนโยบาย AI ทรัมป์ ได้จุดประกายการสนทนาที่สำคัญเกี่ยวกับบทบาทของรัฐและรัฐบาลกลางในการกำกับดูแลเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้

นิวยอร์กชนนโยบาย AI ทรัมป์ เป็นเรื่องที่เราต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออนาคตของ AI และสังคมของเรา

ที่มา – New York State Just Put Itself on a Legal Collision Course with Trump’s AI Policy