ผู้เขียน: lalika69_admin

ผบ.ทสส.ไม่ปฏิเสธเตีย บันห์ประสานสงบศึกไทย

ผบ.ทสส.ไม่ปฏิเสธเตีย บันห์ประสานสงบศึกไทย

ข่าวล่าสุดจากกองทัพไทยทำให้คนไทยตื่นตัวกันอีกครั้งครับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยออกมาพูดถึงความเคลื่อนไหวของกัมพูชาหลังจากเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่แนวหน้าที่ผ่านมา

ช่วงที่ผ่านมา ประเทศกัมพูชามีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันดีขึ้น

การส่งสัญญาณสงบศึกอย่างเป็นทางการ

กองทัพไทยยืนยันว่ามีการติดต่อเข้ามาอย่างชัดเจนจากทางฝ่ายกัมพูชา

  • การประสานงาน : พล.อ.เตีย บันห์ ได้ส่งข้อความติดต่อฝ่ายไทย
  • เจตจำนงค์ : แสดงความต้องการยุติการสู้รบและสงบศึก
  • ข้อความชัดเจน : ฝ่ายกัมพูชาส่งสัญญาณเพื่อเจรจาโดยตรง

ผบ.ทสส.ไม่ปฏิเสธเตีย บันห์ประสานสงบศึกไทย

ในขณะที่ฝ่ายไทยไม่ได้ปฏิเสธการติดต่อนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดระบุว่าต้องพิจารณาพฤติกรรมเป็นหลัก

“เมื่อเขาเป็นอย่างนี้ก็พักกันได้” คือคำพูดที่อธิบายถึงท่าทีของไทยในตอนนี้

วิเคราะห์พฤติกรรมกัมพูชา

สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชา

  • เชิงบวก : มีการส่งสัญญาณสงบศึกที่ชัดเจน
  • เชิงรุก : มีการปรับกำลังและอำนวยความสัมพันธ์
  • สัญญาณดีขึ้น : ลดความรุนแรงในพื้นที่แนวหน้า

ผบ.ทสส.ไม่ปฏิเสธเตีย บันห์ประสานสงบศึกไทย

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าพฤติกรรมของกัมพูชาอาจเปลี่ยนแปลงได้

“ต้องดูให้ละเอียด อย่าเพิ่งไว้ใจ” คือประโยคสำคัญที่ควรจำ

กลยุทธ์และท่าทีของไทย

กองทัพไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานการเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์

  • การทูต : ใช้การเจรจาในหลายระดับ
  • ทหาร : พร้อมทุกมาตรการรักษาความมั่นคง
  • เศรษฐกิจ : พร้อมเดินหน้าทำงานทุกด้าน

ผบ.ทสส.ไม่ปฏิเสธเตีย บันห์ประสานสงบศึกไทย

การพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายจะเป็นตัวตัดสินอนาคตความสัมพันธ์

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาอาจเป็นไปในทิศทางใหม่

ประชาชนอย่างเราควรติดตามข่าวสารและเชื่อในข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการ

ที่มา – ผบ.ทสส.ไม่ปฏิเสธเตีย บันห์ประสานสงบศึกไทย ชี้กัมพูชาพฤติกรรมดีขึ้น แต่อย่าเพิ่งไว้ใจ

ไทย-สหรัฐ แถลงร่วมฝึก Cobra Gold 2026 สร้างความพร้อม รับมือความท้าทายด้านความมั่นคง

ไทย-สหรัฐ แถลงร่วมฝึก Cobra Gold 2026 สร้างความพร้อม รับมือความท้าทายด้านความมั่นคง

วันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา เป็นวันสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถานแห่งชาติ พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ร่วมเป็นประธานการแถลงข่าวเกี่ยวกับการฝึก Cobra Gold 2026 อย่างเป็นทางการ การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศการฝึกทางทหาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดเด่นของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

การฝึก Cobra Gold 2026: ความร่วมมือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การฝึก Cobra Gold 2026 นับเป็นการฝึกร่วม/ผสมครั้งที่ 45 แล้วระหว่างไทยและสหรัฐ โดยมีความพิเศษคือเป็นการฝึกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความต่อเนื่องกว่า 45 ครั้งนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและเป็นพิเศษ ซึ่งไม่มีประเทศอื่นในภูมิภาคจะสามารถเทียบเคียงได้ แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีแผนฟื้นฟูการฝึกทางทหารกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ก็ตาม จุดยืนนี้ชัดเจนว่าความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ เป็นพิเศษและมีความหมายสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาค

ยกระดับการฝึก Cobra Gold 2026 สู่การรับมือความท้าทายใหม่

ผบ.ทสส. ได้เน้นย้ำว่า การฝึก Cobra Gold 2026 ไม่ใช่เพียงแค่การฝึกทางทหารแบบดั้งเดิม แต่เป็นการยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีชาติพันธมิตรและเพื่อนบ้านกว่า 30 ประเทศเข้าร่วม สิ่งที่ทำให้การฝึกครั้งนี้พิเศษคือการมุ่งรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนในทุกมิติ ทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ทางอวกาศ และทางไซเบอร์ ความท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงภัยคุกคามทางกายภาพ แต่ยังรวมถึงภัยทางไซเบอร์ เช่น การหลอกลวงออนไลน์ การแพร่กระจายข่าวปลอม และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อปฏิบัติการทางทหารด้วยเช่นกัน การฝึก Cobra Gold 2026 จึงเป็นการปรับตัวที่สำคัญเพื่อให้กองทัพและพันธมิตรพร้อมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

  • การฝึกที่ครอบคลุมทุกมิติ: การฝึกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรบภาคพื้นดิน แต่ครอบคลุมถึงทะเล อากาศ อวกาศ และไซเบอร์
  • รับมือภัยคุกคามสมัยใหม่: เน้นการรับมือกับปัญหาเชิงไซเบอร์ ข้อมูลเท็จ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
  • การฝึกที่ยืดหยุ่น: มุ่งพัฒนาความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือผ่านการฝึกจำลองในรูปแบบที่หลากหลาย
  • สร้างหุ้นส่วนสันติภาพ: การฝึกเพื่อสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นผ่านการทำงานร่วมกัน

เป้าหมายหลักของความร่วมมือ Cobra Gold 2026

เป้าหมายของการฝึก Cobra Gold 2026 ไม่ใช่เพียงเพื่อการรบ แต่เพื่อพัฒนาความพร้อมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ความพร้อมด้านการปฏิบัติการร่วมเพื่อรับมือวิกฤติ ความยืดหยุ่นและพร้อมรับผ่านการฝึกจำลอง การสร้างหุ้นส่วนด้านสันติภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านปฏิบัติการด้านมนุษยธรรม ผบ.ทสส. ย้ำว่าความไว้วางใจที่สร้างผ่านการฝึก Cobra Gold จะช่วยให้ภูมิภาคสามารถผ่านพ้นวิกฤติและท้าทายใหม่ๆ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้าได้

การฝึกนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปี การประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปีเพื่อแสดงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ

ทัศนะเชิงวิเคราะห์: การฝึก Cobra Gold 2026 กับความมั่นคงในยุคดิจิทัล

ในยุคที่ความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภูมิรัฐศาสตร์แบบดั้งเดิม การฝึก Cobra Gold 2026 นับเป็นก้าวสำคัญที่ปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัล การที่มีการฝึกในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะด้านไซเบอร์และอวกาศ แสดงให้เห็นถึงการตระหนักต่อความท้าทายใหม่ที่ประเทศต่างๆ ต้องเผชิญ ข้อมูลเท็จและข่าวปลอมเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ การฝึกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างความพร้อมทางทหาร แต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับยุคดิจิทัล

แนวโน้มในอนาคตคือการฝึกทางทหารจะมีความผสมผสานระหว่างภูมิรัฐศาสตร์แบบดั้งเดิมและความมั่นคงไซเบอร์มากขึ้น การที่ไทยและสหรัฐฯ นำร่องในการฝึกที่ครอบคลุมทุกมิติแบบนี้ อาจเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้

สำหรับผู้ที่สนใจความมั่นคงและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การฝึก Cobra Gold 2026 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ติดตามข่าวสารทั่วไปหรือผู้สนใจในเทคโนโลยี การทำความเข้าใจการฝึกนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของความมั่นคงในภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลง

Call to Action: หากคุณสนใจติดตามข่าวสารความมั่นคงและเทคโนโลยี ลองศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญของการฝึกร่วมทางทหารในยุคดิจิทัล แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นกุญแจสำคัญต่อการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – ไทย-สหรัฐ แถลงร่วมฝึก Cobra Gold 2026 สร้างความพร้อม รับมือความท้าทายด้านความมั่นคง

เลือกตั้งเมียนมารอบสุดท้ายจบ คาดพรรคทหารหนุนชนะถล่มทลาย

การเมืองในเมียนมายังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่น่าติดตามเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจัดการเลือกตั้งเมียนมารอบสุดท้ายจบลงไปเมื่อไม่นานมานี้ หลายฝ่ายต่างจับตามองผลลัพธ์และความโปร่งใสของการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์ล่าสุดและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออนาคตของเมียนมา

การลงคะแนนเลือกตั้งเมียนมารอบสุดท้ายจบลงด้วยการลงคะแนนเสียงครั้งที่สามเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อกังขามากมาย พรรคการเมืองที่เป็นที่นิยมหลายพรรคถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง และพื้นที่สำคัญหลายแห่งไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้เนื่องจากสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ

คาดการณ์ผลการเลือกตั้งเมียนมารอบสุดท้ายจบ

เป็นที่คาดการณ์กันว่า พรรคการเมืองหลักที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐบาลทหารเมียนมาจะได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งนี้ รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธข้อวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ โดยยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความเสรีและยุติธรรม แต่ความจริงแล้ว สถานการณ์เบื้องหลังกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นใน 1 ใน 5 ของ 330 ตำบลทั่วประเทศ รวมถึงเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ มีพรรคการเมือง 6 พรรคส่งผู้สมัครลงแข่งขันทั่วประเทศ โดยมีพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเป็นตัวเต็ง ในขณะที่พรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระรวม 51 พรรคตัดสินใจลงแข่งขันในระดับรัฐและภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ในการเลือกตั้งที่จัดขึ้นอย่างเสรีเมื่อปี 2020 พรรค USDP ได้รับที่นั่งในรัฐสภาเพียง 6% เท่านั้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การเลือกตั้งสองรอบก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 2025 และต้นปี 2026 พรรค USDP ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่ากังวล

บรรยากาศก่อนและหลังการเลือกตั้ง

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวาดกลัว การข่มขู่ และความรู้สึกสิ้นหวังว่าแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยหลังจากการชนะเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของพรรค USDP ทีมงานบีบีซีที่ลงพื้นที่รายงานว่า พวกเขาถูกติดตามและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร การพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจากผู้คนกังวลกับผลกระทบที่อาจตามมา

ขั้นตอนต่อไปหลังจากประกาศผลการเลือกตั้งเมียนมารอบสุดท้ายจบ คือการเปิดประชุมรัฐสภาภายในสองเดือนข้างหน้าเพื่อเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะเป็นพลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำที่ก่อรัฐประหาร นี่จะเป็นระบอบการปกครองแบบเดิม แต่ทำในเครื่องแบบพลเรือน

แม้ว่าพลเอก มิน อ่อง หล่าย จะต้องสละตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพ แต่การกุมอำนาจเหนือกำลังพลในกองทัพย่อมจะไม่มั่นคงเท่าเดิม อีกทั้งยังมีนายทหารอาวุโสหลายคนที่ไม่ได้เชื่อมั่นในความสามารถในการบริหารประเทศของพลเอก มิน อ่อง หล่าย

สถานการณ์ในเมียนมายังคงเปราะบางและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ การต่อสู้ระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านติดอาวุธ และปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นไปอย่างยากลำบาก อย่างไรก็ตาม การมีเสียงที่มากขึ้นในทางการเมืองอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการอภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับทิศทางที่เมียนมาควรจะเดินหน้าต่อไป และอาจนำไปสู่การยุติสงครามกลางเมืองในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมาเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาคมโลก การแทรกแซงจากภายนอกอาจไม่ได้ผลเสมอไป แต่การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

ในมุมมองของผู้เขียน การที่กองทัพเมียนมายังคงมีบทบาทสำคัญในการเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงและการเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในเมียนมา

เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจสถานการณ์ในเมียนมา และกระตุ้นให้เกิดการติดตามข่าวสารและสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้ต่อไป

ที่มา – เลือกตั้งเมียนมารอบสุดท้ายสิ้นสุด คาดพรรคที่นายพลหนุนเตรียมคว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์

เปิดภาพ พระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง เริ่มสร้าง เดือน ก.พ.คาดแล้วเสร็จ ต.ค. 2569

เปิดภาพ พระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง เริ่มสร้าง เดือน ก.พ.คาดแล้วเสร็จ ต.ค. 2569

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารและเรื่องราวสำคัญของชาติ ในวันนี้เรามีข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการจัดสร้างพระเมรุมาศเพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นข่าวสำคัญที่ประชาชนชาวไทยให้ความสนใจอย่างยิ่ง

ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงความคืบหน้าเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ยืนยันว่าพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง มีกำหนดการเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งการเตรียมการทั้งหมดได้รับพระบรมราชานุมัติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การออกแบบพระเมรุมาศ ศิลปะอันงดงามและทรงคุณค่า

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการออกแบบและจัดสร้างพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง โดยยึดหลักโบราณราชประเพณีควบคู่กับความงดงามทางศิลปกรรม ที่สะท้อนถึงพระราชจริยาวัตรและพระมหากรุณาธิคุณ จุดเด่นของพระเมรุมาศในครั้งนี้ ได้แก่

  • ส่วนยอดทรงมงกุฎแปลง : ตามเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน 7 ชั้น เชิงกลอน ดุจดังพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง
  • ปลียอดรูปพรหมพักตร์ : สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังสวรรคต และพระราชสมัญญา ‘แม่ของแผ่นดิน’
  • นพปฎลมหาเศวตฉัตร : ฉัตร 9 ชั้น แสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศชั้นสูงสุด
  • สีสันและลวดลาย : หลังคาสีฟ้าหม่น ประดับด้วยลายพรรณไม้ที่สื่อถึงพระนาม ‘สิริกิติ์’

ส่วนฉากบังเพลิงจะจัดปักโดยฝีมือช่างจากสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งเป็นผลจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภูมิทัศน์และสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ

การจัดวางภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง ใช้แนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลมและรูปสัตว์หิมพานต์ พร้อมตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบต่างๆ เช่น พระที่นั่งทรงธรรม, ศาลาลูกขุน, ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับและรับรองทูตานุทูตและแขกผู้มีเกียรติ

เครื่องประกอบพระราชพิธีอื่นๆ

นอกเหนือจากพระเมรุมาศแล้ว ยังมีการจัดสร้างเครื่องประกอบสำคัญอื่นๆ ด้วย ได้แก่

  • พระหีบจันทน์และพระโกศจันทน์ : ใช้ไม้จันทน์หอมจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • พระโกศพระบรมอัฐิ : ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดี รูปทรงแปดเหลี่ยม ยอดทรงมงกุฎ
  • เครื่องสังเค็ด : พระราชทานไปยังพระอารามหลวงและศาสนสถานต่างๆ ประกอบด้วยโต๊ะหมู่ ตู้หนังสือ และโคมไฟ

การเตรียมการทั้งหมดนี้ ล้วนได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้พระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง และเครื่องประกอบทั้งปวง สำเร็จลุล่วงไปด้วยความงดงามและสมพระเกียรติสูงสุด

เรียกได้ว่าการจัดสร้างพระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวงในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นสำคัญทางศิลปวัฒนธรรมไทย ที่รวบรวมความรู้ ภูมิปัญญา และความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยทั้งมวล เป็นประจักษ์พยานถึงความยิ่งใหญ่และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไทย

ที่มา – เปิดภาพ พระเมรุมาศสมเด็จพระพันปีหลวง เริ่มสร้าง เดือน ก.พ.คาดแล้วเสร็จ ต.ค. 2569

กรมทางหลวงชนบท ชี้แจงกรณีไฟไหม้ตอม่อสะพานภูมิพล ยันโครงสร้างหลักยังแข็งแรง

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวสำคัญจากกรมทางหลวงชนบทที่น่าสนใจมากครับ สำหรับใครที่ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับ infra structure หรือสะพานภูมิพล โดยเฉพาะข่าวลือที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ กรมทางหลวงชนบทได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วครับ

กรมทางหลวงชนบท ชี้แจงกรณีไฟไหม้ตอม่อสะพานภูมิพล ยันโครงสร้างหลักยังแข็งแรง

เรื่องนี้เริ่มมาจากที่มีการแชร์ข้อมูลกันในโซเชียลมีเดีย โดยอ้างอิงคำบอกเล่าของผู้ให้บริการรถเครนในพื้นที่ ระบุถึงความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ตอม่อสะพานภูมิพลว่ามีค่าเสียหายสูงถึง 15 ล้านบาท เพราะคอนกรีตเสียหายหนักและสูญเสียกำลังอัดไปกว่า 2 ใน 3 ทำให้หลายคนเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการใช้งานสะพาน

แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา กรมทางหลวงชนบท ได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรณีดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้วครับ

1. ยืนยันโครงสร้างยังแข็งแรง ปลอดภัย

จากผลการตรวจสอบทางวิศวกรรมโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของกรมทางหลวงชนบท พบว่าความเสียหายเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณผิวคอนกรีตส่วนที่สัมผัสกับเปลวไฟเท่านั้น โดยเนื้อคอนกรีตชั้นในที่อยู่ถัดจากส่วนที่กะเทาะออก ยังคงมีค่ากำลังอัด (Compressive Strength) เป็นไปตามมาตรฐานที่ออกแบบไว้

นี่คือข้อมูลสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่า โครงสร้างหลักของสะพานยังคงมีความมั่นคงแข็งแรง และสามารถเปิดให้ประชาชนสัญจรได้ตามปกติ ไม่มีความเสี่ยงต่อการพังทลายแต่อย่างใด

2. ปฎิเสธข่าวลือค่าเสียหาย 15 ล้านบาท

สำหรับกระแสข่าวเรื่องมูลค่าความเสียหายที่สูงถึง 15 ล้านบาทนั้น ทางกรมทางหลวงชนบทขอชี้แจงว่า กรมทางหลวงชนบท ชี้แจงกรณีไฟไหม้ตอม่อสะพานภูมิพล ยันโครงสร้างหลักยังแข็งแรง และข้อมูลดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

มูลค่าการซ่อมแซมจริงไม่ได้สูงตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการประเมินราคาที่แท้จริงเพื่อเข้าดำเนินการซ่อมแซมคืนสภาพต่อไป ทำให้เราเห็นว่าข่าวลือในโลกออนไลน์อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเสมอไป

3. การดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในส่วนของผู้กระทำความผิด ทางกรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กรมทางหลวงชนบทขอยืนยันให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของโครงสร้างสะพานภูมิพล และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางหลักของกรมฯ เพื่อได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

สรุปและข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

จากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อ โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวกับ infra structure หรือความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ในยุคที่ข้อมูลกระจายตัวอย่างรวดเร็ว การมีหน่วยงานภาครัฐที่ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและชัดเจนแบบนี้ ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลที่ถูกต้องและปลอดภัย

สำหรับใครที่สนใจเรื่องราวของสะพานภูมิพลหรือ infra structure อื่นๆ อย่าลืมติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการที่น่าเชื่อถือเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – กรมทางหลวงชนบท ชี้แจงกรณีไฟไหม้ตอม่อสะพานภูมิพล ยันโครงสร้างหลักยังแข็งแรง ปัดข่าวลือค่าเสียหาย 15 ล้านบาท

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาพรวมอยู่ระดับสีส้ม เปิดข้อมูล 12 เขต ค่าฝุ่นสูงสุดเช้านี้

สวัสดีครับ วันนี้เรามาอัปเดตข้อมูลคุณภาพอากาศกันหน่อย ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคม ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร ได้รายงาน สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาพรวมอยู่ระดับสีส้ม ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้วนะครับ โดยค่าเฉลี่ยทั่วกรุงเทพฯ อยู่ที่ 39.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงเกินค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเล็กน้อย

อัปเดต 12 เขต ค่าฝุ่นสูงสุดจากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาพรวมอยู่ระดับสีส้ม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ขอสรุป 12 เขตที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงสุดในช่วงเช้าวันนี้มาให้ดูกันครับ

  • 1. เขตลาดกระบัง: 53.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 2. เขตหนองแขม: 52 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 3. เขตตลิ่งชัน: 48.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 4. เขตหนองจอก: 48.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 5. เขตทวีวัฒนา: 47.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 6. เขตคลองสามวา: 47.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 7. เขตสายไหม: 47 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 8. เขตประเวศ: 45.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 9. เขตบางรัก: 44.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 10. เขตมีนบุรี: 43.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 11. เขตบางซื่อ: 43.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 12. เขตดอนเมือง: 43.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ภาพรวมภาคต่างๆ ตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาพรวมอยู่ระดับสีส้ม

หากแบ่งพื้นที่ออกเป็นภาคหลักๆ จะเห็นว่าแต่ละภาคก็มีค่าฝุ่นที่แตกต่างกันไป

  • กรุงเทพเหนือ & ตะวันออก: ค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (34.5–53.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
  • กรุงเทพกลาง & ธนใต้: ค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (32.8–44.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
  • กรุงเทพใต้ & ธนเหนือ: ค่าฝุ่นเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (28.6–48.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาพรวมอยู่ระดับสีส้ม อย่างชัดเจน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องติดตามข้อมูลหรือมีกิจกรรมกลางแจ้ง แนะนำให้ตรวจสอบค่าฝุ่นในพื้นที่ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก N95 ให้พร้อมครับ

ทิศทางและข้อคิดเห็น: สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาพรวมอยู่ระดับสีส้มครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่ที่ยังคงต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง แม้ว่าเทคโนโลยีในการติดตามข้อมูลจะพัฒนาขึ้นมากและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือความตื่นตัวของประชาชน ที่ต้องเริ่มจากตัวเอง เช่น การใช้รถสาธารณะ การหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง และการสนับสนุนนโยบายลดมลพิษจากภาครัฐ นี่คือเทรนด์ที่น่าสนใจที่ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน

ที่มา – สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาพรวมอยู่ระดับสีส้ม เปิดข้อมูล 12 เขต ค่าฝุ่นสูงสุดเช้านี้

CAAT ยกระดับมาตรการคัดกรองเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์เต็มรูปแบบ

สวัสดีครับพี่น้องนักเดินทางและผู้ติดตามข่าวสารวงการบิน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่ต้องอัปเดตให้ทราบทั่วกันกับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือไวรัสนิปาห์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่วางแผนเดินทางระหว่างประเทศในช่วงนี้ครับ

ล่าสุด สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย อย่างใกล้ชิด และได้ยกระดับมาตรการต่างๆ ให้เข้มข้นขึ้นเป็นพิเศษ

CAAT ยกระดับมาตรการคัดกรองเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์เต็มรูปแบบ

การยกระดับมาตรการในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมควบคุมโรค เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานด้านสาธารณสุขที่เข้มงวดและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารได้อย่างสูงสุด

  • การจัดประชุมซักซ้อม: CAAT ได้จัดการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจกับสายการบิน สนามบิน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  • มาตรการคัดกรองเบื้องต้น ณ ต้นทาง: สายการบินต้องดำเนินการสังเกตอาการผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง
  • การขอเอกสารยืนยัน: หากพบผู้โดยสารที่มีอาการเข้าข่าย ต้องมีเอกสารยืนยันก่อนเดินทางและปฏิบัติตามแนวทางด้านสาธารณสุขระหว่างทำการบิน

กระบวนการคัดกรองเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย

เมื่อเครื่องบินแตะรันเวย์ในไทย กระบวนการคัดกรอง CAAT ยกระดับมาตรการคัดกรองเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์เต็มรูปแบบ จะเริ่มทำงานทันที ผู้โดยสารทุกคนต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและกรอกแบบฟอร์ม ต.8 (Health Declaration) เพื่อจัดเก็บข้อมูลตามกฎหมายสำหรับการติดตามเฝ้าระวัง

ทั้งนี้ยังมีการจัดจุดคัดกรองบริเวณสะพานเทียบอากาศยาน (Air Bridge) โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในการรองรับกรณีตรวจพบผู้ป่วยไว้เรียบร้อยแล้ว

สรุปความพร้อม: การซักซ้อมครั้งนี้มีสายการบินที่ให้บริการเส้นทางจากรัฐเบงกอลตะวันตก สนามบิน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยด่านควบคุมโรคได้เริ่มดำเนินการคัดกรองตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา และจะดำเนินการเต็มรูปแบบตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 26 มกราคมเป็นต้นไป

ความเห็นและมุมมอง: จากแนวโน้มสถานการณ์โรคอุบัติใหม่ การที่ CAAT ยกระดับมาตรการคัดกรองเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์เต็มรูปแบบ ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการเปิดรับนักท่องเที่ยวและความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน ผู้เดินทางควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่ายครับ

ที่มา – CAAT ยกระดับมาตรการคัดกรองเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงไวรัสนิปาห์เต็มรูปแบบ

การยอมรับ Stablecoin ต่ำกว่าที่คิด 1%

ในปี 2025 Stablecoin เป็นที่นิยมอย่างมาก GENIUS Act ช่วยให้เกิดความชัดเจนด้านกฎระเบียบ สำหรับโทเค็น crypto ที่ตรึงกับดอลลาร์ และ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Stripe และ Sony ก็เข้ามาเกี่ยวข้อง กับผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องของตนเอง

มีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับผลกำไรอย่างงามจาก Stablecoin และภาค crypto โดยทั่วไป ถึงแม้ว่า USD1 Stablecoin ที่เกี่ยวข้องกับเขาจะอยู่ตรงกลาง ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต นอกจากนี้ Tom Lee ทหารผ่านศึกแห่ง Wall Street ได้พาดหัวข่าวโดย อ้างถึง Stablecoin ว่าเป็นช่วงเวลา ChatGPT ของ crypto ซึ่งสะท้อนถึง รายงานที่ Citi เผยแพร่ เมื่อต้นปี

อุตสาหกรรม crypto มักจะอ้างถึงข้อมูล blockchain เพื่อพิสูจน์ว่าปี 2025 เป็นปีแห่งสถิติสำหรับ Stablecoin ในแง่ของการยอมรับ อย่างไรก็ตาม รายงานใหม่จาก McKinsey Financial Services บ่งชี้ว่าmetrics ที่ใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าการยอมรับ Stablecoin เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นทำให้เข้าใจผิดอย่างมาก

การโอน blockchain ดิบๆ มักถูกนำมาอ้างเป็นหลักฐานของการยอมรับ Stablecoin แต่ในความเป็นจริง มีเพียงเปอร์เซ็นต์เล็กน้อยของกิจกรรมนี้—ประมาณ 1% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมดประมาณ 35 ล้านล้านดอลลาร์—ที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งหมายความว่าการยอมรับ Stablecoin ซึ่งรายงานประมาณการไว้ที่ 3.9 แสนล้านดอลลาร์สำหรับปี 2025 คิดเป็นประมาณ 0.02% ของการชำระเงินทั่วโลกเท่านั้น

จากข้อมูลในรายงาน การชำระเงินแบบ B2B และการโอนเงินระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ของกิจกรรมการชำระเงินด้วย Stablecoin และกิจกรรมต่างๆ เช่น การแลกเปลี่ยน crypto ที่ย้ายเงินทุนระหว่างบัญชี blockchain กิจกรรมอัตโนมัติด้วยสัญญาอัจฉริยะ และการซื้อขายในการแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจไม่ควรรวมอยู่ในการวัดการชำระเงิน รายงานยังระบุอีกว่าประมาณ 60% ของกิจกรรมนี้มีต้นกำเนิดในเอเชีย โดยเสริมว่า “กิจกรรมในปัจจุบันขับเคลื่อนโดยการชำระเงินที่ส่งจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด”

.@chainalysis looked into decentralized exchange (DEX) activity on Ethereum after people claimed centralized exchange users were running to DeFi in response to the FTX debacle.

It turns out the increased DEX activity was mostly due to a single MEV bot frontrunning DeFi users. pic.twitter.com/ptkJw3SCoK

— Kyle Torpey (@kyletorpey) November 18, 2022

แน่นอนว่า metrics การยอมรับที่เกินจริงหรือไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิงไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก crypto ข้อมูลต่างๆ เช่น กิจกรรม on-chain ที่เพิ่มขึ้นรอบๆ แอป decentralized finance (DeFi) สามารถใช้เพื่อเล่าเรื่องราวที่เกินจริงได้ทุกประเภท นอกจากนี้ยังมีการสร้างกระแสมากมายเกี่ยวกับ metrics เช่น ธุรกรรมต่อวินาทีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมักจะพลาดประเด็นที่ทำให้เทคโนโลยีนี้มีค่า

แม้ว่าการกล่าวเกินจริงที่ชัดเจนในการยอมรับการชำระเงินด้วย Stablecoin ที่ทำโดยหน่วยงานต่างๆ ในอุตสาหกรรม crypto แต่รายงานยังระบุด้วยว่ายังมีสัญญาณของการเติบโตที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น การชำระเงินด้วย Stablecoin จำนวน 3.9 แสนล้านดอลลาร์ที่เกิดขึ้นในปี 2025 มากกว่าสองเท่าของสิ่งที่เห็นในปีที่แล้ว นอกจากนี้ อุปทานรวมของ Stablecoin เพิ่มขึ้นจากน้อยกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2020 เป็นมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

แน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมดนี้เป็นการยอมรับเชิงบวกอย่างแน่นอน เนื่องจากรายงานจากบริษัทวิเคราะห์ blockchain Chainalysis ระบุว่า Stablecoin คิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของการโอน crypto ที่ผิดกฎหมาย รายงานยังชี้ให้เห็นถึง การใช้ USDT Stablecoin ของ Tether อย่างหนักโดยระบอบ Maduro และการยอมรับโดยธนาคารกลางของอิหร่านแสดงให้เห็นว่า ทำไมนโยบายสนับสนุน Stablecoin ในสหรัฐฯ จึงเป็นดาบสองคม

โดยทั่วไปแล้ว ความโดดเด่นของ Stablecoin ใน crypto ได้ก่อให้เกิด ความแตกแยกระหว่าง cypherpunk ที่มุ่งเน้นอุดมการณ์และสตาร์ทอัพ fintech ที่มุ่งเน้นเพียงmetrics การยอมรับ ในขณะที่ Stablecoin เดิมถูกมองว่าเป็นประโยชน์สำหรับการยอมรับ crypto ตอนนี้มันมาถึงจุดที่ ผู้ออก Stablecoin กำลังเปิดตัวโครงสร้างพื้นฐาน blockchain ของตนเอง เพิ่ม การควบคุมแบบรวมศูนย์อีกชั้น ให้กับ tech stack

ในขณะที่คนอย่าง Tom Lee ที่กล่าวถึงข้างต้นมองว่าการออก Stablecoin และโทเค็นอื่นๆ ที่อิงตามสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น หุ้นที่แปลงเป็นโทเค็น เป็นผลดีสำหรับเครือข่าย crypto แบบกระจายอำนาจ เช่น Ethereum แต่ก็ยังมีคำถามว่ามูลค่าจะสะสมไปยังโปรโตคอลแบบเปิดเหล่านี้มากเพียงใด หรือ หากผู้ออก Stablecoin และหน่วยงานรวมศูนย์อื่นๆ สามารถตัดเครือข่ายเหล่านี้ออกจากสมการได้สำเร็จทั้งหมด

การยอมรับ Stablecoin ต่ำกว่าที่คิด 1%

การยอมรับ Stablecoin ต่ำกว่าที่คิด 1% เป็นเรื่องที่น่าตกใจสำหรับหลายๆ คนที่เชื่อมั่นในศักยภาพของ Stablecoin ในการปฏิวัติระบบการเงิน แต่รายงานล่าสุดจาก McKinsey Financial Services ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่าmetrics ที่ใช้ในการวัดการยอมรับ Stablecoin นั้นอาจเกินจริงอย่างมาก

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการยอมรับ Stablecoin ที่แท้จริง

รายงานระบุว่าการโอน blockchain ดิบๆ มักถูกนำมาอ้างเป็นหลักฐานของการยอมรับ Stablecoin แต่ในความเป็นจริง มีเพียงเปอร์เซ็นต์เล็กน้อยของกิจกรรมนี้เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งหมายความว่า การยอมรับ Stablecoin ต่ำกว่าที่คิด 1% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

ถึงแม้ว่า การยอมรับ Stablecoin ต่ำกว่าที่คิด 1% อาจดูน่าผิดหวัง แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าเทคโนโลยียังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก อย่างไรก็ตาม การประเมินที่สมจริงมากขึ้นจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้นและวางแผนอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถึงแม้ตัวเลข การยอมรับ Stablecoin ต่ำกว่าที่คิด 1% จะฟังดูไม่ดีนัก แต่เราก็ยังคงเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องในจำนวนการทำธุรกรรมและการใช้งาน Stablecoin ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Stablecoin ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับผู้คนจำนวนมาก

ที่มา – It Turns Out Crypto’s Stablecoin Adoption is Around 1% of Previous Estimates

นักแสดง Halo วอน! หยุดใช้ AI สร้างเสียง

Steve Downes นักพากย์เสียง Master Chief ตัวเอกจากเกม Halo ขอให้แฟนๆ หยุดใช้ AI สร้างเสียงของเขา

ในการถามตอบบน YouTube YouTube AMA Downes ยอมรับว่าเขาเห็นวิดีโอออนไลน์ที่สร้างเสียงของเขาด้วยเทคโนโลยี AI ที่เป็นประเด็นถกเถียง แม้ว่าโดยทั่วไปเขาจะมองว่าการสำรองเสียงเป็น “เรื่องไม่ร้ายแรง” เขาก็ยอมรับว่ามันสามารถถดถอยและ “กีดกันนักแสดงจากการทำงาน” ได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้นเขาจึงต้องการ “ไม่ให้มันเกิดขึ้น [กับฉัน] มีโปรเจกต์ที่แฟนๆ ทำมากมายที่ยอดเยี่ยมและทำจากใจจริง แต่เมื่อคุณไปถึงส่วนของ AI และหลอกลวงใครบางคนว่านี่คือบทที่ฉันพูดจริง…นั่นคือจุดที่เราข้ามเส้นที่เข้าไปในพื้นที่ที่ฉันไม่สบายใจ”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักพากย์เสียงแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI ในงานพากย์ เมื่อปีที่แล้ว ตัวอย่างการทดสอบที่หลุดออกมาของ Sony มีบอททดสอบที่มีเสียงของ Aloy ตัวละครหลักของเกม Horizon ที่สร้างขึ้นด้วย GenAI Ashly Burch นักแสดงของ Aloy ได้ปล่อยวิดีโอโดยบอกว่าเธอได้รับแจ้งว่าบอท Aloy มีวัตถุประสงค์เพื่อสาธิตเท่านั้นและไม่ได้สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลใบหน้าหรือเสียงของเธอ ถึงกระนั้นเธอก็กล่าวว่าเธอ “กังวล” เกี่ยวกับรูปแบบศิลปะของการแสดงเกมและวิธีที่เทคโนโลยีนี้อาจส่งผลกระทบต่อนักพากย์เสียงที่อยู่ต่ำกว่าเธอ

Halo เป็นเจ้าของโดย Xbox ซึ่งบริษัทแม่คือ Microsoft ได้ทุ่มสุดตัวให้กับ GenAI ในสายการผลิตและผลิตภัณฑ์ของตนเอง พวกเขาได้ร่วมมือกับบริษัท GenAI เพื่อ สร้างเครื่องมือ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยในด้านต่างๆ ของการพัฒนาเกม ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักพัฒนาและผู้เล่น ยังไม่ชัดเจนว่า Halo: Campaign Evolved ที่กำลังจะมาถึงสร้างขึ้นด้วย GenAI หรือไม่: เมื่อปีที่แล้ว คนวงใน อ้างว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่ Halo Studios ค่อนข้างจะหลีกเลี่ยง โดยบอกว่าไม่มีข้อกำหนดให้ใช้เทคโนโลยีที่พนักงานบางคนถือว่าเป็น “เครื่องมือในกล่องเครื่องมือ”