ผู้เขียน: lalika69_admin

นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลง

ข่าวดีจากเวทีการทูตในภูมิภาค เมื่อไทยและกัมพูชาสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้สำเร็จ หลังการเจรจาที่มาเลเซียเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าสำคัญที่ทั้งโลกจับตา โดยหลากหลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่างออกมากล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับ ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายรักษาสันติภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลึง

สหประชาชาติเป็นหนึ่งในองค์กรแรกที่ตอบสนองต่อข่าวดังกล่าว โดยนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า การบรรลุ นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลง เป็น “ก้าวสำคัญ” ในการยุติความขัดแย้งและความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน พร้อมเน้นย้ำให้ทั้งไทยและกัมพูชาเคารพข้อตกลงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการหาทางออกระยะยาวด้วยสันติวิธี

จีนชี้ ความสงบของไทย-กัมพูชา คือผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค

ทางด้านจีน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับทั้งสองประเทศ ก็ได้แสดงจุดยืนผ่านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย โดยระบุว่า ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ “ไม่อาจแยกจากกันได้” และเป็นมิตรที่ดีของจีน การรักษาสันติภาพและสงบยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นผลประโยชน์พื้นฐานของทุกฝ่าย

จีนยังชื่นชมบทบาทของอาเซียนที่เข้ามาผลักดันการหยุดยิงอย่างแข็งขัน โดยเน้นว่าจะยังคงสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับทั้งสองประเทศ เพื่อสนับสนุนบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา โดยไม่แทรกแซงกิจการภายใน

เสียงสนับสนุนจากตะวันตก: สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป

ไม่เพียงแต่ในภูมิภาคเอเชียเท่านั้น ที่มาของเสียงสนับสนุนยังมาจากตะวันตก โดยแคทเธอรีน เวสต์ รัฐมนตรีด้านกิจการอินโด-แปซิฟิกของสหราชอาณาจักร ได้ทวีตแสดงความยินดีกับข้อตกลงดังกล่าว พร้อมกล่าวยกย่องบทบาทของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย และการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาสำเร็จลุล่วง

เช่นเดียวกับหญิงหญิงกายา กัลลัส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป ที่ระบุผ่านโพสต์ใน X (เดิมคือ Twitter) ว่า “ข้อตกลงหยุดยิงนี้เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ” หลังเกิดการปะทะอย่างรุนแรงหลายวัน และขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างสุจริตใจ พร้อมมอบความขอบคุณมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ความสงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องของสองประเทศ แต่เป็นผลสะท้อนสู่เสถียรภาพทั้งภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก ด้วยเหตุนี้ ความพยายามในการรักษา นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลง จึงต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

ข้อคิดสุดท้าย: ข้อตกลงหยุดยิงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การบรรลุสันติภาพอย่างแท้จริงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง การเปิดใจเจรจา และความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งกลับมาทำลายสิ่งที่ทุกฝ่ายเพิ่งสร้างขึ้นอีกครั้ง

ที่มา – นานาชาติยินดีไทย-กัมพูชา หยุดยิง ย้ำทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลง

โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว ด้านโฆษกรัฐบาลระบุไทยเตรียมส่งหลักฐานแจง ‘สหรัฐฯ-จีน’ หลังกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงบ่ายนี้

ข่าวด่วนจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา! ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ได้มีความคืบหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ โดย โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว ในประเด็นการหยุดยิงและคลี่คลายสถานการณ์ โดย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เจรจาผ่านทางโทรศัพท์กับรองผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 ของกัมพูชา ในเรื่องการชะลอการยิง การไม่เคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลัง และการร่วมมือช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสงคราม

โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว: ข้อตกลงสำคัญกลางความตึงเครียด

ผลการประชุมเบื้องต้นระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ การหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ ห้ามยิงใส่ประชาชน การไม่เพิ่มกำลังทหารบริเวณชายแดน รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการส่งกลับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ทั้งยังตกลงให้มีการตั้งชุดประสานงานข้ามชาติ ฝ่ายละ 4 นาย เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568

รัฐบาลไทยเตรียมส่งหลักฐานให้สหรัฐฯ-จีน

ด้าน จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า กัมพูชายังคงมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในหลายพื้นที่ โดยรัฐบาลต้องรอข้อมูลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 เพื่อยืนยันจุดที่มีการยิงและรวบรวมพยานหลักฐานประกอบ จากนั้นทางไทยจะส่งเอกสารทั้งหมดให้กับผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและจีน ภายในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสและขอความเป็นธรรมในเวทีนานาชาติ

จิรายุย้ำว่า รัฐบาลไทยได้ตั้งข้อสั่งการ 4 ด้านหลัก ได้แก่

  • ให้กองทัพปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนเต็มที่
  • ย้ำจุดยืนเรียกเอกอัครราชทูตกลับประเทศ
  • ให้กระทรวงมหาดไทยดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  • ให้ ศบ.ทก. สอบอพยพและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

แสดงความเป็นสุภาพบุรุษทางทหารแม้ถูกยั่วยุ

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ จิรายุเน้นว่ากองทัพไทยมีแนวทางทำสงครามอย่างสุภาพบุรุษ โดยไม่โจมตีเป้าหมายพลเรือน ต่างจากฝั่งกัมพูชาที่มีหลักฐานการยิงใส่พื้นที่ชุมชนไทยซึ่งเผยแพร่ไปทั่วโลก

รัฐบาลเน้นว่าจะรายงานสถานการณ์ทุกชั่วโมงผ่านช่องทางทางการ และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในข้อมูลทางการ พร้อมเตือนภัย IO หรือสงครามข้อมูล ที่อาจมาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พยายามปลุกปั่นให้คนไทยแตกแยก

อย่าลืมว่า โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว ไม่ใช่เพียงข่าวด่วน แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค การเผยแพร่ข้อมูลอย่างโปร่งใสจะช่วยรักษาสันติภาพอย่างยั่งยืน หากคุณมีข้อมูลจริง ช่วยแชร์ แต่ช่วยกันวิเคราะห์ด้วยเหตุผล

ร่วมเป็นพลังสังคมที่มีภูมิคุ้มกันต่อข่าวปลอม โดยตรวจแหล่งที่มาให้ดี และสนับสนุนหน่วยงานทางการที่รายงานข้อมูลอย่างน่าเชื่อถือ

ที่มา – โฆษกทบ. เผยกองทัพไทย-กัมพูชา หารือแล้ว ด้านโฆษกรัฐบาลระบุไทยเตรียมส่งหลักฐานแจง ‘สหรัฐฯ-จีน’ หลังกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงบ่ายนี้

‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ชี้ Global Compact กุญแจสู่โลกที่ยั่งยืน พลิกวิกฤต ‘3D’ สร้างสันติภาพและการเติบโต

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการเมืองโลกที่ตึงเครียด ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ นายกสมาคมเครือข่าย Global Compact แห่งประเทศไทย (GCNT) กลับมองว่า นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับการปรับตัวและดำเนินก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน ผ่านแนวทาง Global Compact ที่ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสเพื่อสร้างสันติภาพและการเติบโตอย่างแท้จริง

‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ชี้ Global Compact กุญแจสู่โลกที่ยั่งยืน พลิกวิกฤต ‘3D’ สร้างสันติภาพและการเติบโต

ตามที่Global Compact กำหนดไว้ 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นหัวใจสำคัญของโลกในอนาคต แต่ความคืบหน้าที่ยังช้า และวิกฤตหลายด้านที่เร่งตัวขึ้น กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนต้องลุกขึ้นมารับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการกับ ‘3D’ สามความท้าทายหลักที่ศุภชัยชี้ว่า จะกำหนดทิศทางของโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า

  • Digitalization: ยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันมาแรง แต่ต้องใช้อย่างมีจริยธรรม หากใช้ผิดทางอาจสร้างช่องว่างทางสังคมหรือถูกดัดแปลงเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
  • Deglobalization: การเมืองโลกที่แบ่งขั้ว ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศลดลง ทั้ง ๆ ที่เราจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือความไม่เท่าเทียม
  • Decarbonization: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังคงพุ่งสูง ส่งผลต่อระบบนิเวศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจึงไม่อาจรอช้าได้

ความไว้ใจคือพื้นฐานของสันติภาพ

ศุภชัยเน้นย้ำว่า การจะพลิกวิกฤตทั้ง 3D ได้ ต้องเริ่มจากการฟื้นฟู ‘ความไว้ใจ’ ระหว่างผู้คนและประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ SDG ข้อที่ 16 ด้านสันติภาพและสถาบันที่เข้มแข็ง การเปิดเวทีเจรจา การแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และการออกแบบ Governance ที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คือสิ่งที่จำเป็น

เขาชี้ว่า “การขจัดความเกลียดชังด้วยความเกลียดชังนั้นไม่มีวันสำเร็จ แต่ต้องเริ่มจากใจที่เปิดรับและเข้าใจกัน” การหยุดยิงแม้เพียงช่วงสั้น ๆ ก็ยังสร้างพื้นที่ให้คนกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ นี่คือตัวอย่างของ Positive Impact จากการตั้งใจเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

เอกชนคือตัวเร่งแห่งการเปลี่ยนแปลง

ภาคธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรทางเศรษฐกิจ แต่เป็น ‘ผู้เร่งการเปลี่ยนผ่าน’ (Catalyst) ที่แท้จริง โดยเฉพาะผ่านการรายงาน ESG ที่ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 70% ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มดำเนินการแล้ว ทว่า ความเปลี่ยนแปลงระบบจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ SME และผู้ประกอบการนอกตลาดเข้ามาร่วมด้วย

‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ชี้ Global Compact กุญแจสู่โลกที่ยั่งยืน พลิกวิกฤต ‘3D’ สร้างสันติภาพและการเติบโต ทั้งในมุมของการพัฒนาเรื่องจริยธรรม คุณธรรม และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคม

ดิจิทัลและเทคโนโลยี ช่วยลดคอร์รัปชันได้อย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งความท้าทายในระบบเศรษฐกิจไทยคือ ‘เศรษฐกิจใต้ดิน’ ที่ประเมินว่าอาจถึง 50% ของ GDP การเดินหน้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) และการใช้ Digital ID จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับ และลดการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการศึกษา ศุภชัยเสนอไอเดีย ‘Learning Center’ ที่เชื่อมโยงกับการแก้ปัญหา SDGs ให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง พร้อมการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อปลูกฝัง Mindset แห่งความยั่งยืน

ทิ้งท้ายด้วยแนวคิด ‘Forward Faster Together’ ที่สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือ เมื่อธุรกิจ เยาวชน และสังคมร่วมกันผลักดัน การเติบโตและความยั่งยืนจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ไม่มีผู้แพ้ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน — และนี่ก็คือโลกที่เรายังมีโอกาสสร้างได้จริง

ที่มา – ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ชี้ Global Compact กุญแจสู่โลกที่ยั่งยืน พลิกวิกฤต ‘3D’ สร้างสันติภาพและการเติบโต

ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ – เงินช่วยเหลือล่าช้า ประชาชนชายแดนเดือดร้อน

ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ ช่วยเหลือไม่ทันการณ์

เหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อมาเกือบ 1 สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งมีประชาชนหลายแสนคนต้องหนีออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย และย้ายไปอยู่ในศูนย์อพยพชั่วคราวหลายร้อยแห่ง

แม้ความเดือดร้อนจะลุกลามทุกชั่วโมง แต่ความช่วยเหลือจากรัฐกลับมาช้ากว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุหลักนั้นไม่ใช่เพราะขาดงบประมาณ แต่เป็นเพราะข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ ที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าพื้นที่นั้นคือ ‘เขตภัยพิบัติ’ หรือ ‘เขตสงคราม’ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ‘ไม่กล้า’ ใช้เงินกลางหรือวงเงินรองรับฉุกเฉิน กลัวจะทำผิดระเบียบจนถูกลงโทษ

งบประมาณมี แต่ใช้ไม่ทันเวลา

ธนา กิจไพบูลย์ชัย ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 3 จากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า แม้ในพื้นที่จะมีการจัดตั้งศูนย์อพยพมาตั้งแต่วันแรก แต่การช่วยเหลือกลับต้องพึ่งพิง “เงินบริจาค” ของประชาชน ไม่ใช่เงินภาครัฐ เพราะยังไม่มีการประกาศใช้งบช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ

แม้ระเบียบกรมบัญชีกลางจะอนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติวงเงินทดรองได้สูงสุด 100 ล้านบาทต่อจังหวัด และให้เบิกย้อนหลังได้ แต่ข้าราชการยังลังเล เพราะกลัวจะถูกตรวจสอบภายหลัง หากไม่มีหนังสือสั่งการจากส่วนกลางชัดเจน โดยเฉพาะจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

  • จังหวัดศรีสะเกษมีเพียงอำเภอเดียวที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ
  • แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ใช้งบช่วยเหลือได้ หากเกิดภัยสงคราม แต่ยังขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
  • ชาวบ้านเสียค่าใช้จ่ายไปแล้วหลายหมื่น-แสนบาท ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ผ้าห่ม ยารักษาโรค แต่ยังไม่รู้ว่าจะเบิกคืนได้เมื่อไร

ประชาชนเป็นแรงผลักดันสำคัญ

ตวงทิพย์ จินตะเวช ส.ส. อุบลราชธานี เขต 11 ก็เล่าถึงความเดือดร้อนในพื้นที่เช่นกัน โดยขณะนี้อุบลราชธานีมีศูนย์อพยพอย่างเป็นทางการ 67 แห่ง และมีผู้ลี้ภัยกว่า 20,000 คน แต่ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพา “น้ำใจของประชาชน” และ “ข้าวของบริจาค”

แม้มีอุปกรณ์และงบประมาณในระบบ แต่ขั้นตอนราชการยังช้า หน่วยงานต่างๆ ขาดความเชื่อมโยง และไม่มีคำสั่งชัดเจนจากส่วนกลางให้ “ลุยเลย” ส่งผลให้มือหน้าที่ท้องถิ่นต้องแบกรับภาระหนัก ต้องจัดการเองทั้งหมด

ธนา ได้เสนอแนวทางที่ควรทำทันที คือ “รัฐบาลควรโอนเงินตรงให้ อปท. โดยไม่ต้องผ่านอำเภอ” และให้ สตง. ตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งจะช่วยให้เงินถึงมือเร็วที่สุด เพราะ อปท. มีเจ้าหน้าที่ที่สามารถเบิกจ่ายได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามคาใจของชาวบ้าน เช่น ค่าใช้จ่ายเยียวยาครอบครัวละ 3,000 บาท จะพอใช้หรือไม่ ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อเป็นเดือน? แล้วสัตว์เลี้ยงที่สูญหายหนีตายไปกับเจ้าของล่ะ? มีการชดเชยไหม? เจ้าหน้าที่ทหารและอปท. ที่ทำงานหนักในพื้นที่ ได้รับความคุ้มครองหรือยัง?

ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ ไม่ใช่ข้ออ้าง เมื่อชีวิตคนเดือดร้อน รัฐบาลต้อง “ปลดล็อกด่วน” ไม่ใช่รอบทสรุปหรือรายงานจากเจ้าหน้าที่ แล้วค่อยตัดสินใจ ทุกวินาทีที่เสียไป คือคนที่กำลังหิว เหนื่อย และกลัวอยู่ในศูนย์อพยพ

เราโชคดีที่คนไทยยังมีน้ำใจ แต่เรื่องแบบนี้ไม่ควรพึ่ง “บุญคุณ” หรือ “จิตอาสา” เพียงอย่างเดียว รัฐต้องเข้ามากำหนดกรอบ คลายข้อจำกัด และปลดล็อกงบประมาณให้ตรงจุด ทันท่วงที

เมื่องบประมาณมีอยู่ 800,000 ล้านบาทในเงินกลาง 90,000 ล้านบาทในงบฉุกเฉิน ทำไมยังต้องให้ประชาชนบริจาค? ความจริงแล้ว ชาวบ้านไม่ต้องการช่วยด้วยตัวเองอีกต่อไป พวกเขายอมรับภาระมานานเกินไปแล้ว

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้อง “แสดงบทบาท” อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ “แสดงความเสียใจ”

Call to Action: คุณก็สามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้ เช่นการแชร์ข่าวนี้ หรือร่วมกันกดดันให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือ และแก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม อย่าให้ ‘ระเบียบ’ กลายเป็นกำแพงระหว่างรัฐกับประชาชนอีกต่อไป

ที่มา – ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ เกือบ 1 สัปดาห์ เงินยังไม่ถึงมือประชาชนชายแดน

ภูมิธรรม นำถก ครม. รายงานผลเจรจาหยุดยิงร่วมกัมพูชา จับตาเคาะร่างระเบียบฯ ใช้เงินทดรองราชการช่วยประชาชนพื้นที่ชายแดน

ภูมิธรรม นำถก ครม. รายงานผลเจรจาหยุดยิงร่วมกัมพูชา

วันนี้ (28 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ โดยมีวาระสำคัญคือการรายงานผลการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลกัมพูชา ภายหลังพบปะร่วมกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อไม่กี่วันก่อน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันในหลักการหยุดยิงเพื่อลดความขัดแย้ง และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของไทย เตรียมประชุมร่วมกับกองทัพภาคที่ 4 และ 5 ของกัมพูชา เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในระยะถัดไป

ฝั่งไทยยึดมั่นในข้อตกลง แต่กัมพูชายังมีการละเมิด

แม้ว่าไทยจะแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนในการยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิงในทุกพื้นที่แนวชายแดนตั้งแต่เวลา 24.00 น. ตามที่ตกลงร่วมกัน แต่จากข้อมูลการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ที่มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธานในช่วงเช้า พบว่า ฝั่งกัมพูชายังมี การละเมิดข้อตกลง อยู่ในบางพื้นที่ ซึ่งทางการไทยได้บันทึกและแจ้งเตือนผ่านช่องทางการทูตแล้ว

การกระทำดังกล่าวอาจสะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในภาคสนาม แม้ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะเห็นพ้องในเชิงนโยบาย แต่การบังคับใช้ในระดับกองกำลังยังต้องอาศัยความเข้าใจร่วมกันและความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

จับตาเคาะร่างระเบียบฯ ใช้เงินทดรองราชการ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกนำเสนอในการประชุม ครม. คือ ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ที่ล่าสุดได้ขยายครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

มาตรการนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าเงินทดรองจะถูกใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหา เช่น การอพยพ การขาดแคลนสิ่งของจำเป็น หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นคงทางสังคมและการฟื้นฟูพื้นที่ในระยะยาว

การจัดสรรงบประมาณในลักษณะฉุกเฉินยังสะท้อนถึงบทบาทของภาครัฐในการปกป้องและดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยและสวัสดิภาพของชุมชนชายแดน

ท่าทีของ ภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้นำการประชุม แม้จะไม่ใช่นายกรัฐมนตรีเต็มตัว แต่ก็แสดงถึงความตั้งใจจริงในการจัดการสถานการณ์ด้วยความระมัดระวังและรอบด้าน ไม่ว่าจะในมิติทางการทูต ความมั่นคง หรือการดูแลประชาชน

ข้อตกลงหยุดยิงอาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างความไว้วางใจระหว่างสองชาติ ความสำเร็จในระยะยาวขึ้นอยู่กับการปฏิบัติจริงบนพื้นที่ และการสื่อสารที่โปร่งใสต่อสาธารณะ

ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความตื่นตระหนก และเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง เพราะข่าวลือหรือข้อมูลเท็จอาจสร้างความเสียหายได้ไม่ต่างจากความขัดแย้งจริง

ภูมิธรรม นำถก ครม. รายงานผลเจรจาหยุดยิงร่วมกัมพูชา ไม่ใช่แค่หัวข้อข่าว แต่เป็นเครื่องหมายว่าความพยายามในการหาทางออกอย่างสันติกำลังเดินหน้าอย่างจริงจัง แม้ยังมีอุปสรรค แต่ทุกก้าวย่างล้วนมีความหมาย

ที่มา – ภูมิธรรม นำถก ครม. รายงานผลเจรจาหยุดยิงร่วมกัมพูชา จับตาเคาะร่างระเบียบฯ ใช้เงินทดรองราชการช่วยประชาชนพื้นที่ชายแดน

สธ. เผยผลกระทบเหตุความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา ดับ 15 บาดเจ็บ 53 ราย

วันนี้ (29 กรกฎาคม) เวลา 11.00 น. ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลร้อนเกี่ยวกับ สธ. รายงานผลกระทบเหตุความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา พบผู้เสียชีวิต 15 ราย บาดเจ็บ 53 ราย กระทบโรงพยาบาล 20 แห่ง และ รพ.สต. 175 แห่ง ซึ่งขณะนี้กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนทั่วประเทศจับตามองอย่างใกล้ชิด

สธ. รายงานผลกระทบเหตุความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา พบผู้เสียชีวิต 15 ราย บาดเจ็บ 53 ราย กระทบโรงพยาบาล 20 แห่ง และ รพ.สต. 175 แห่ง

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงสาธารณสุขได้รวบรวมข้อมูลล่าสุด พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตแล้ว 15 ราย และมีผู้บาดเจ็บรวมทั้งหมด 53 ราย โดยแบ่งเป็นผู้บาดเจ็บสาหัส 12 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย

ที่น่าสังเกตคือ ตัวเลขผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น 1 รายจากเมื่อวานนี้ (28 กรกฎาคม) ซึ่งเป็นผู้ป่วยจากจังหวัดสุรินทร์ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ยังคงตึงเครียดและอาจมีผลกระทบเพิ่มเติมได้

สถานพยาบาลได้รับผลกระทบกว่า 190 แห่ง

นอกจากความสูญเสียของชีวิตและร่างกาย ยังมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุข โดยมีโรงพยาบาลระดับอำเภอและศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบรวม 20 แห่ง แบ่งเป็น 13 แห่งที่ต้องปิดให้บริการทั้งหมด และอีก 7 แห่งที่ต้องปิดบางส่วน

ยิ่งไปกว่านั้น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งเป็นหน่วยบริการระดับรากหญ้า ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีถึง 175 แห่งที่ไม่สามารถให้บริการตามปกติได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชนในพื้นที่ชนบท

กระทรวงสาธารณสุขระดมทีมแพทย์ฉุกเฉินและสุขภาพจิต

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ เจ้าหน้าที่สธ. ได้ส่ง ทีมปฏิบัติการสาธารณะ 548 ทีม ประกอบด้วยทีม MERT, Mini MERT, ALS, JIT, MCATT และ SEhRT เข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งมีทีมสนับสนุนสำรองอีก 1,221 ทีม เผื่อสถานการณ์บานปลาย

นอกจากเรื่องร่างกาย ยังมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตที่น่ากังวล โดยมีการคัดกรองสุขภาพจิตแล้วกว่า 21,007 ราย พบผู้ที่มีภาวะเครียดสูง 293 ราย และที่น่าห่วงคือ มีผู้เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายถึง 41 ราย ขณะนี้ ทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และทีม MCATT กำลังดูแลใกล้ชิดทุกราย

นี่เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนว่า ความรุนแรงไม่เพียงทำลายโครงสร้างสิ่งปลูกสร้าง แต่ยังกัดเซาะจิตใจของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีเล็กๆ คือ ผู้บาดเจ็บ 11 รายที่เข้ารับการรักษาสามารถกลับบ้านได้แล้ว แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความสามารถของทีมแพทย์ไทยที่ทำงานอย่างเข้มแข็ง

สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ ควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับทั้งเดินหน้าสนับสนุนผู้ประสบภัย และผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อสันติภาพ เนื่องจากสุขภาพของประชาชนไม่ควรถูกแลกกับความขัดแย้งใดๆ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง: กดแชร์ข่าวนี้เพื่อเสียงของผู้ได้รับผลกระทบจะได้ไม่เงียบหาย

ที่มา – สธ. รายงานผลกระทบเหตุความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา พบผู้เสียชีวิต 15 ราย บาดเจ็บ 53 ราย กระทบโรงพยาบาล 20 แห่ง และ รพ.สต. 175 แห่ง

กระทรวงการคลังออกมาตรการเยียวยาผลกระทบไทย–กัมพูชา วงเงินเพิ่ม-ภาษีผ่อนผัน

กระทรวงการคลัง ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ไทย – กัมพูชา

ในช่วงที่สถานการณ์ความมั่นคงริมชายแดนไทย–กัมพูชากำลังเป็นประเด็นร้อน รัฐบาลได้เร่งเดินหน้ามาตรการเยียวยาด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะในจังหวัดที่อยู่ติดชายแดนอย่างสระแก้ว ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เป็นต้น

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เตรียม มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ไทย – กัมพูชา อย่างครอบคลุม แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ มาตรการในระดับพื้นที่ ด้านภาษี และมาตรการจากสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้ความช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างทันท่วงทีและตรงจุด

มาตรการในระดับพื้นที่ เร่งด่วน เน้นความยืดหยุ่น

  • เพิ่มวงเงินทดรองราชการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดละ 100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการให้อำนาจตัดสินใจแก่ท้องถิ่น เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าที่พักชั่วคราว หรือเส้นทางจราจรที่ได้รับความเสียหาย
  • เปิดช่องให้หน่วยงานสามารถจัดซื้อจัดจ้างพัสดุด้านความมั่นคงได้อย่างรวดเร็วผ่านวิธี เฉพาะเจาะจง โดยไม่ต้องรอกระบวนการยาวเหยียด
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเร่งดำเนินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เดินต่อไปได้

มาตรการด้านภาษี ส่งใจให้ผู้เสียหาย

เพื่อบรรเทาภาระทางการเงิน รัฐเคลียร์การขยายเวลา ยื่นและชำระภาษี ทุกประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม และอากรแสตมป์ จากเดิมภายในวันที่ 31 สิงหาคม เป็น 30 กันยายน 2568 ผ่อนคลายให้ครอบครัวและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมีเวลาฟื้นตัว

นอกจากนี้ ผู้เสียหายสามารถ หักลดหย่อนภาษี ตามค่าใช้จ่ายจริง ได้ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับค่าซ่อมบ้าน และ 30,000 บาท สำหรับยานพาหนะที่ได้รับความเสียหาย — เป็นการสนับสนุนที่ตรงจุดและเป็นรูปธรรม

มาตรการจากสถาบันการเงินของรัฐ ครอบคลุมทุกกลุ่ม

ทุกธนาคารของรัฐประกาศมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

  • ธนาคารออมสิน พักชำระเงินต้นจนถึงธันวาคม 2568 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 0.60% ต่อเดือน
  • ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน ตลอดจนสินเชื่อฟื้นฟูลำพังสูงสุด 500,000 บาท
  • ธอส. มอบดอกเบี้ย 0.01% ให้ผู้ที่สูญเสียบ้านหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส
  • EXIM Bank และ SME D Bank ให้ทั้งพักชำระ ขยายเวลา และค้ำประกันวงเงินใหม่ เพื่อรักษาสายเลือดของธุรกิจส่งออกและ SME

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ไทย – กัมพูชา แบบรอบด้านแบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารเชิงรุกของภาครัฐ ไม่ใช่แค่การปลอบใจ แต่เป็นการลงมือจริงด้วยกลไกทางการเงินที่เข้าถึงเป้าหมายได้เร็ว ชวนให้เชื่อว่า แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ไทยยังมีระบบดูแลประชาชนที่มีประสิทธิภาพ

หากคุณหรือคนในครอบครัวอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รีบตรวจสอบสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังหรือติดต่อธนาคารใกล้บ้านโดยด่วน อย่าปล่อยให้โอกาสช่วยเหลือผ่านไป

ที่มา – กระทรวงการคลัง ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ไทย – กัมพูชา เพิ่มวงเงินจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพิ่มรายการลดหย่อน – ขยายเวลาชำระภาษี

กองทัพอากาศสนับสนุนปฏิบัติการร่วม ปกป้องอธิปไตยไทย – สร้างเงื่อนไขสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน

กองทัพอากาศสนับสนุนปฏิบัติการร่วม ปกป้องอธิปไตยไทย – สร้างเงื่อนไขสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน

กองทัพอากาศสนับสนุนปฏิบัติการร่วม ปกป้องอธิปไตยไทย – สร้างเงื่อนไขสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน คือหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงระหว่างวันที่ 24 ถึง 28 กรกฎาคม 2568 ที่ความตึงเครียดบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอีกครั้ง กองทัพอากาศได้รับบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนกองทัพบกผ่านการปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ปฏิบัติการร่วมเพื่อปกป้องชาติ

พล.อ.ท. ประจง สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า การปฏิบัติการนี้ดำเนินอยู่ภายใต้แผนยุทธการร่วมที่โจมตีเป้าหมายทางทหารเฉพาะเจาะจง เช่น คลังอาวุธและศูนย์ควบคุมการรบของฝ่ายที่เป็นภัยคุกคาม ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศไทย โดยการใช้กำลังจากฝูงบินขับไล่ล้ำยุค F-16 และ Saab JAS 39 Gripen ที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ระบบกล้องถ่ายภาพความร้อน (FLIR) และระบบข้อมูลการรบแบบเรียลไทม์ ทำให้การประเมินผลการโจมตีเป็นไปอย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียพลเรือนอย่างมาก เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสามารถทางทหารของไทย แต่ยังแสดงถึงความก้าวหน้าด้านดิจิทัลในกองทัพที่เราอาจไม่ค่อยสังเกตเห็นในข่าวประจำวัน

ปฏิบัติการอย่างมีหลักกฎหมาย

สิ่งที่น่าชื่นชมคือ กองทัพอากาศย้ำหนักว่า ทุกการเคลื่อนไหวดำเนินการภายใต้กรอบ กฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ พร้อมยึดหลัก “ความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการแยกเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือน” อย่างเคร่งครัด

ความโปร่งใสทางการเมืองและความยึดมั่นในค่านิยมสากลเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของประชาชน แต่ยังทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความรับผิดชอบในเวทีโลก

การเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ

ความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากระบบการเตรียมความพร้อมอย่างมีชั้นเชิง ตั้งแต่การฝึกซ้อมร่วมระหว่างกองทัพบกและทัพอากาศ การบูรณาการระบบบัญชาการร่วม และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ real-time กับศูนย์ปฏิบัติการกองทัพอากาศ

  • การสื่อสารที่รวดเร็วและแม่นยำ
  • การวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์
  • การตัดสินใจที่ลดความผิดพลาด

ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบของกองทัพยุคใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างความสามารถของมนุษย์กับเทคโนโลยีอย่างลงตัว

สุดท้ายนี้ กองทัพอากาศไม่ลืมขอบคุณประชาชนทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและศรัทธาในภารกิจของทหารอากาศ ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญที่ทำให้แรงใจในการปฏิบัติหน้าที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

การขับเคลื่อน กองทัพอากาศสนับสนุนปฏิบัติการร่วม ปกป้องอธิปไตยไทย – สร้างเงื่อนไขสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคง แต่คือการวางรากฐานของความสงบในระยะยาว ที่ต้องอาศัยความร่วมมือ ความรับผิดชอบ และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

เราเชื่อว่า แม้ในยามวิกฤต กาแฟยังอุ่นอยู่บนโต๊ะ และคนไทยยังส่งเสียงเชียร์ให้ลูกหนังทีมชาติอยู่ แต่เบื้องหลังความสงบเหล่านั้น ก็คือคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนเฝ้าชายแดนอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะบนบก บนฟ้า หรือใต้น้ำ การสนับสนุนพวกเขา ไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบาย แต่คือหน้าที่ของทุกคนที่หวังสันติภาพอย่างยั่งยืน

ที่มา – กองทัพอากาศสนับสนุนปฏิบัติการร่วม ปกป้องอธิปไตยไทย – สร้างเงื่อนไขสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน

ญาญ่า อุรัสยา ร่วมบริจาคเงินช่วยโรงพยาบาลจากเหตุการณ์ ไทย-กัมพูชา และน้ำท่วม จ.น่าน

ญาญ่า อุรัสยา ร่วมบริจาคเงินช่วยโรงพยาบาลจากเหตุการณ์ ไทย-กัมพูชา และน้ำท่วม จ.น่าน

ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับทั้งวิกฤตความขัดแย้งชายแดนและภัยธรรมชาติ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนย่อมมีค่ามากกว่าที่ไหนๆ ล่าสุด ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ นักแสดงชื่อดังที่ทุกคนรู้จักทั้งในและต่างประเทศ ก็ได้แสดงน้ำใจอันงดงามด้วยการร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และภัยน้ำท่วมที่จังหวัดน่าน เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่สะท้อนภาพของคนไทยที่ไม่ทิ้งกันในยามวิกฤต

ความร่วมมือในยามที่ประเทศต้องการ

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดนยังคงสร้างความตึงเครียด แม้ทั้งสองฝ่ายจะตกลงยุติการยิงทางทหารตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม แต่รายงานล่าสุดก็บ่งชี้ว่า ยังมีเสียงปืนดังขึ้นในบางพื้นที่ ทำให้ประชาชนบริเวณแนวชายแดนต้องเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน ขณะเดียวกัน จังหวัดน่านก็ประสบภัยน้ำท่วมหนัก ส่งผลให้ระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะโรงพยาบาลในพื้นที่ ได้รับความเสียหายอย่างมาก

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ญาญ่า อุรัสยา ไม่ได้แค่ส่งกำลังใจผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ลงมือด้วยการบริจาคเงินจำนวน 100,000 บาท ผ่านมูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความขัดแย้งชายแดนทั้งทหารและประชาชน พร้อมกันนี้ ยังบริจาคอีก 400,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลน่าน เพื่อสนับสนุนค่าซ่อมแซมเครื่องมือแพทย์ที่เสียหายจากน้ำท่วม

ญาญ่า อุรัสยา แสดงน้ำใจผ่านการกระทำ

จุดเด่นของดาราอย่างญาญ่าคือการกระทำที่เงียบแต่ทรงพลัง เธอไม่ได้ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ แต่แชร์หลักฐานการโอนเงินผ่าน Instagram Story ส่วนตัวเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พร้อมข้อความสั้นๆ แต่อบอุ่นว่า “ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนนะคะ” การกระทำนี้สะท้อนภาพของศิลปินที่ไม่ใช่แค่ผู้มีชื่อเสียง แต่เป็นพลเมืองตัวอย่างที่แคร์และเห็นคุณค่าของมนุษย์ทุกคน

  • บริจาค 100,000 บาท ผ่านมูลนิธิองค์กรทำดี
  • บริจาค 400,000 บาท ให้โรงพยาบาลน่าน
  • แชร์หลักฐานการโอนผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ส่งกำลังใจถึงผู้ประสบภัยทุกภาคส่วน

กระแสตอบรับจากแฟนๆ และชาวเน็ตต่างชื่นชมในความมีน้ำใจของญาญ่า หลายคนมองว่า การที่คนดังเข้ามาช่วยเหลือไม่เพียงช่วยเรื่องทรัพยากร แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนคนอื่นๆ ร่วมกันทำดี

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่แห่งการแสดงออก การที่ญาญ่า อุรัสยา ใช้พื้นที่ของตนเองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ “Influencer” ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่ขายความหวังและน้ำใจ

หากเราทุกคนหันมาช่วยเหลือกันในยามจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก ความหวังก็ยังคงมีอยู่ นี่คือสิ่งที่ ญาญ่า อุรัสยา ร่วมบริจาคเงินช่วยโรงพยาบาลจากเหตุการณ์ ไทย-กัมพูชา และน้ำท่วม จ.น่าน ได้ฝากไว้ให้เราทุกคนได้ขบคิด

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ด้วยการให้ แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้

ที่มา – ญาญ่า อุรัสยา ร่วมบริจาคเงินช่วยโรงพยาบาลจากเหตุการณ์ ไทย-กัมพูชา และน้ำท่วม จ.น่าน