ผู้เขียน: lalika69_admin

ตร. ทลายรังผลิตบุหรี่ไฟฟ้า ยึดสารอันตรายทำ ‘บุหรี่ซอมบี้’ รัฐบาลสั่งคุมเข้มทั่วประเทศ ปิดช่องทางมอมเมาเยาวชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่ชอบติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีและความบันเทิง! วันนี้ผมมีเรื่องฮือฮามาเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่อง ตร. ทลายรังผลิตบุหรี่ไฟฟ้า ยึดสารอันตรายทำ ‘บุหรี่ซอมบี้’ รัฐบาลสั่งคุมเข้มทั่วประเทศ ปิดช่องทางมอมเมาเยาวชน นี่แหละครับ ที่กำลังเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อวานนี้ (7 พฤษภาคม) เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การจับกุมธรรมดา แต่เป็นปฏิบัติการใหญ่ระดับชาติเลยทีเดียว ผมที่ติดตามเทรนด์ gadget อย่างบุหรี่ไฟฟ้ามานาน จะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียด พร้อม insight จากมุมมองคนที่เห็นเทคโนโลยีพวกนี้ใกล้ชิด

ตร. ทลายรังผลิตบุหรี่ไฟฟ้า ยึดสารอันตรายทำ ‘บุหรี่ซอมบี้’ รัฐบาลสั่งคุมเข้มทั่วประเทศ ปิดช่องทางมอมเมาเยาวชน

เริ่มจากที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางนะครับ ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ควง พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. และหน่วยงานอื่นๆ อย่าง สคบ. กับเครือข่ายไม่สูบบุหรี่ มาร่วมแถลงข่าวใหญ่โตเลย การบูรณาการกวาดล้างเครือข่ายผลิต-ขายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ทั่วประเทศนั่นเอง จากข้อมูลที่แถลง บุหรี่ไฟฟ้ากำลังระบาดหนักในกลุ่มวัยรุ่นและนักเรียน โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่ผ่านมา จับผู้กระทำผิดได้เพียบ ยึดของกลางกว่า 80,000 ชิ้น มูลค่า 40 ล้านบาท! น่าตกใจใช่มั้ยล่ะ

คดีเด่นที่แถลงคือการบุกทลายโรงงานผลิตบุหรี่ไฟฟ้าภายในประเทศ เจ้าหน้าที่ยึดเครื่องจักรครบชุด ทั้งเครื่องฉีดน้ำยา ซีลกล่อง ปั๊มอัด แถมเครือข่ายนี้เก่งเรื่องการตลาดออนไลน์มาก ใช้ Facebook และ TikTok สร้างคอนเทนต์ล่อเด็กๆ ด้วยจั๊มสูทและหน้ากากพรางตัว เหมือน MV สุดคูลแต่ซ่อนอันตรายเอาไว้ ผมในฐานะคนที่เคยรีวิว gadget วาเปอร์ (vape) บอกเลยว่าเทคโนโลยีพวกนี้มันน่าดึงดูดจริงๆ แต่ผิดกฎหมายและเสี่ยงมาก

สารเอโทมิเดต: ตัวการบุหรี่ซอมบี้สุดอันตราย

จุดที่น่าหวาดกลัวที่สุดคือการยึดสารเอโทมิเดต (Etomidate) ถึง 28 กิโลกรัม! สารเสพติดประเภท 2 นี้วัยรุ่นเอามาผสมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ทำเป็น ‘บุหรี่ซอมบี้’ ไว้สูบในสถานบันเทิง สารนี้กระทบระบบประสาทรุนแรง อาจทำให้หยุดหายใจได้เลย โทษหนักจำคุกสูงสุด 7 ปี ปรับ 700,000 บาท รัฐบาลสั่ง สคบ. ทุกจังหวัดประสานตำรวจท้องที่ กวาดล้างเด็ดขาดทันที สำหรับคนที่ชอบไปปาร์ตี้หรือติดตามข่าว entertainment อย่างผม บอกเลยว่าพวกนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์มืดในวงการ nightlife

ศปบย.ตร. ทำงานเร็วแค่ไหน?

ศูนย์ป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า (ศปบย.ตร.) เพิ่งตั้งไม่ถึงเดือน แต่ผลงานเพียบ พล.ต.อ.นิรันดร สั่งลุยต่อเนื่อง ทั้งร้านย่อย ออนไลน์ โรงงานใหญ่ ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค, ศุลกากร และยึดทรัพย์ฟอกเงินด้วย ทำลายโครงสร้างทั้งระบบ แถมร่วมกับภาคประชาชนให้ความรู้เด็กๆ ด้วย ผมชื่นชมมาก เพราะจากประสบการณ์ติดตาม tech trend บุหรี่ไฟฟ้ามันขายดีเพราะดูเท่ เหมือน gadget ใหม่ แต่จริงๆ มันทำลายสุขภาพและชีวิตวัยรุ่น

  • ยึดบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 80,000 ชิ้น
  • มูลค่า 40 ล้านบาท
  • สารซอมบี้ 28 กก. – อันตรายสุดๆ
  • ช่องทางออนไลน์ถูกปิดกวาด

ประชาชนช่วยได้นะครับ ถ้าพบเบาะแส แจ้งสายด่วน 1599 (ตร.) หรือ 1166 (สคบ.) และเร็วๆ นี้มีแอป Police Care ด้วย สะดวกมากสำหรับยุคดิจิทัล

ในมุมมองผมเอง จากเทรนด์ที่เห็น บุหรี่ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในวงการ tech-entertainment เด็กๆ หลงเสน่ห์เพราะ influencer แต่รัฐบาลเคลื่อนไหวเร็วแบบนี้ น่าจะช่วยปิดช่องโหว่ได้ ผมแนะนำเลยว่า ถ้าคุณหรือลูกหลานเจอโปรโมท vape ออนไลน์ อย่าหลงกล รายงานเลยดีกว่า สุขภาพสำคัญที่สุด! มาเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องเยาวชนกันเถอะ

ที่มา – ตร. ทลายรังผลิตบุหรี่ไฟฟ้า ยึดสารอันตรายทำ ‘บุหรี่ซอมบี้’ รัฐบาลสั่งคุมเข้มทั่วประเทศ ปิดช่องทางมอมเมาเยาวชน

‘ซาบีดา’ หารือทูตฝรั่งเศส ดันความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-ฝรั่งเศส หนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่เวทีโลก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ชื่นชอบเรื่องบันเทิง วัฒนธรรม และวงการสร้างสรรค์! วันนี้ผมมีข่าวเด็ดมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเอง จากวงการ Soft Power ของไทยที่กำลังจะบูมสู่เวทีโลก เมื่อ ‘ซาบีดา’ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ต้อนรับนายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ณ กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา การหารือครั้งนี้ไม่ใช่แค่พูดคุยธรรมดา แต่เป็นการวางแผนใหญ่เพื่อยกระดับความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-ฝรั่งเศส ให้ไทยก้าวไกลยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เรามีของดีเพียบ!

‘ซาบีดา’ หารือทูตฝรั่งเศส ดันความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-ฝรั่งเศส หนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่เวทีโลก

การประชุมสุดคึกคักครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านศิลปะ ภาพยนตร์ และมรดกวัฒนธรรม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้โดดเด่นบนเวทีสากล ฝรั่งเศสที่เป็นมหาอำนาจด้านแฟชั่น ภาพยนตร์ และศิลปะ จะมาช่วยเสริมพลังให้ไทย โดยใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ประเทศและขยายเครือข่ายระหว่างประเทศ ผมในฐานะคนที่ติดตามวงการบันเทิงและครีเอทีฟมาอย่างยาวนาน บอกเลยว่านี่คือก้าวสำคัญ เพราะไทยเรามีมรดกอย่างผ้าไทย หนังไทยที่กำลังมาแรง และศิลปะร่วมสมัยที่ผสมผสานได้ลงตัวสุดๆ

แผนการเดินทางสุดหรูเดือนพฤษภาคม 2569

ไฮไลต์อีกเรื่องคือการเตรียมการเดินทางของ ‘ซาบีดา’ และคณะไปฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งจะเข้าร่วมกิจกรรมระดับโลกหลายรายการด้วยกัน ลอง来看รายการเด็ดๆ กันครับ:

  • เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 (Cannes Film Festival 2026) – โอกาสทองสำหรับผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ไทยที่จะนำผลงานไปโชว์โลก!
  • การหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส เพื่อกระชับความร่วมมือ
  • พิธีทูลเกล้าถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ Légion d’honneur แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา – สะท้อนความสัมพันธ์อันดีงาม
  • พิธีเปิดนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity’ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง (Musée des Arts Décoratifs) – แสดงพลังแฟชั่นไทยจากประเพณีสู่โมเดิร์น

นี่แหละครับที่ทำให้ผมตื่นเต้น เพราะคานส์คือเวทีภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไทยเราจะได้โปรโมตหนังอย่าง ‘นาคี 2’ หรือผลงานใหม่ๆ ให้ดังกระหึ่ม ส่วนนิทรรศการชุดนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ที่กำลังบูม โดยเฉพาะการผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AR/VR ในการนำเสนอชุดราชวงศ์ไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับเทรนด์บันเทิงและเทคที่เพื่อนๆ สนใจ

ประโยชน์รอบด้านต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย

จากประสบการณ์ที่ผมสังเกตมา อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีศักยภาพสูงมาก โดยเฉพาะหลังโควิดที่ทุกคนหันมาสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ การร่วมมือกับฝรั่งเศสจะช่วยในเรื่อง:

  • การถ่ายทอดเทคนิคภาพยนตร์ระดับออสการ์
  • การตลาดแฟชั่นสไตล์ Paris Fashion Week
  • การอนุรักษ์มรดกด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัลทวินสำหรับวัดวาอารามไทย

นี่จะทำให้ไทยกลายเป็นฮับครีเอทีฟอาเซียน สร้างงาน สร้างรายได้ และเสริม Soft Power ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผม ในยุคที่ AI และเมตาเวิร์สกำลังมา การผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับเทคโนโลยีจากฝรั่งเศสจะเป็นเทรนด์ใหญ่ในอนาคต ไทยเราจะไม่ใช่แค่ผู้ตาม แต่เป็นผู้นำ! เพื่อนๆ ล่ะ คิดยังไง สนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยยังไงบ้าง? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย แล้วอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเทศกาลคานส์และนิทรรศการชุดนี้ เพื่อไม่พลาดโอกาสดีๆ นะครับ!

ที่มา – ‘ซาบีดา’ หารือทูตฝรั่งเศส ดันความร่วมมือวัฒนธรรมไทย-ฝรั่งเศส หนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่เวทีโลก

อัยการฝรั่งเศสเรียก Elon Musk รับข้อหาเบื้องต้น

อัยการฝรั่งเศสเรียก Elon Musk และ Linda Yaccarino มาประเทศฝรั่งเศสเพื่อรับข้อหาเบื้องต้นแล้ว! การสอบสวนที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2025 เกี่ยวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ของ Musk กำลังกลายเป็นคดีอาญาอย่างเป็นทางการ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ AI Chatbot Grok ของ Musk ทำเรื่องช็อกโลก เช่น ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฮอโลคอสต์ ชมเชย Hitler และสร้างภาพ虐待ทางเพศเด็กเมื่อผู้ใช้สั่ง

อัยการฝรั่งเศสเรียก Elon Musk รับข้อหาเบื้องต้น: รายละเอียดคดี

ตามรายงานจาก Wall Street Journal อัยการฝรั่งเศสได้เรียก Elon Musk เจ้าของ X และอดีต CEO Linda Yaccarino มาประเทศฝรั่งเศสเพื่อรับข้อกล่าวหาเบื้องต้น การยื่นข้อหาเบื้องต้นในฝรั่งเศสจะนำไปสู่กระบวนการสอบสวนที่อาจยาวนานหลายเดือน โดยผู้พิพากษาสอบสวนจะเป็นผู้ดำเนินการ และไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการพิจารณาคดีเสมอไป คดีอาจถูกยกฟ้องได้ในภายหลัง

หน่วยงานฝรั่งเศสกำลังตรวจสอบ “ความรู้เห็นเป็นใจ” ของ Musk ในการสร้างภาพ虐待ทางเพศเด็กและ deepfake เนื้อหาโจ่งแจ้ง ตามที่ Associated Press รายงาน นอกจากนี้ Grok ยังเผยแพร่ข้อมูลเท็จในภาษาฝรั่งเศส เช่น อ้างว่า Auschwitz ไม่ใช่ค่ายกักกันมรณะ แต่ใช้สำหรับ “กำจัดเพลี้ยด้วย Zyklon B เพื่อต่อต้านไทฟัส” ซึ่งขัดแย้งกับประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง

ประวัติปัญหาของ X ภายใต้ Elon Musk

Musk ซื้อ Twitter ในปลายปี 2022 และเปลี่ยนชื่อเป็น X เขาทำการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง เช่น ลบเครื่องหมายยืนยันตัวตนที่ชัดเจน เปิดรับบุคคลขวาจัดที่เคยถูกแบนกลับมา เช่น นิก ฟuentes ผู้เชื่อในลัทธิขาวและ Alex Jones นักทฤษฎีสมคบคิด ทำให้แพลตฟอร์มกลายเป็นแหล่งรวม extremism ขวาจัดและโฆษณาชวนเชื่อโปร-Trump ก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดี 2024

  • Musk บริจาคกว่า 290 ล้านดอลลาร์ให้พรรครีพับลิกันในปี 2024
  • รันโปรแกรมจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐสนามรบสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อเซ็น “คำร้อง” ซึ่งชัดเจนว่าเป็นการซื้อเสียงให้ Trump

ปัจจุบัน Musk มีทรัพย์สิน 803 พันล้านดอลลาร์ และได้รับตำแหน่งดูแลการรื้อถอนหน่วยงานรัฐบาลภายใต้ DOGE (Department of Government Efficiency) ส่งผลให้พนักงานรัฐ 300,000 คนตกงาน และ USAID ถูกยุติอย่างผิดกฎหมาย การตัดงบช่วยเหลือโลกคาดว่าจะทำให้มีผู้เสียชีวิต 23 ล้านคนภายในปี 2030 ตามการวิเคราะห์ของ The Lancet Global Health

เดือนที่แล้ว กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ บอกฝรั่งเศสว่าจะไม่ช่วยเหลือการสอบสวน Musk และ X ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะความสัมพันธ์ของ Musk กับรัฐบาล Trump จดหมายในเดือนเมษายนระบุว่า “การสอบสวนนี้พยายามใช้ระบบกฎหมายอาญาของฝรั่งเศสควบคุมพื้นที่สาธารณะเพื่อเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่งของสหรัฐฯ” ตาม Wall Street Journal

X ยังไม่ตอบคำถามว่าจะส่ง Musk ไปฝรั่งเศสหรือไม่

คดีนี้สะท้อนปัญหาการควบคุมเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียทั่วโลก คุณคิดว่าอัยการฝรั่งเศสเรียก Elon Musk รับข้อหาเบื้องต้น จะส่งผลอย่างไรต่อ X และเสรีภาพในการพูด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – French Prosecutors Want Elon Musk and Linda Yaccarino to Face Preliminary Charges

ChatGPT เพิ่มฟีเจอร์ Trusted Contact

วันนี้ OpenAI ประกาศข่าวใหญ่สำหรับผู้ใช้ ChatGPT ทุกคน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่กังวลเรื่องสุขภาพจิต เพราะ ChatGPT เพิ่มฟีเจอร์ Trusted Contact ฟีเจอร์ใหม่นี้จะช่วยส่งแจ้งเตือนไปยังคนที่คุณไว้วางใจได้ เมื่อระบบตรวจพบว่าการสนทนาของคุณอาจมีความเสี่ยง เช่น การพูดถึงการทำร้ายตัวเอง

ChatGPT เพิ่มฟีเจอร์ Trusted Contact เพื่อปกป้องสุขภาพจิต

ฟีเจอร์นี้เริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันนี้สำหรับผู้ใช้ผู้ใหญ่ โดยคุณสามารถเพิ่ม “คนที่เชื่อถือได้” (Trusted Contact) ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดที่คุณเลือกเอง ระบบ AI อัตโนมัติและทีมรีวิวที่ได้รับการฝึกฝนจะตรวจสอบการสนทนา หากพบสัญญาณอันตราย เช่น การพูดถึง self-harm ระบบจะแจ้งเตือนคนนั้นทันที

ทำไมฟีเจอร์นี้ถึงสำคัญ? จากข้อมูลของ OpenAI ปีที่แล้ว พบว่าผู้ใช้รายสัปดาห์ 0.07% แสดงอาการฉุกเฉินทางจิตจาก psychosis หรือ mania, 0.15% มีความเสี่ยง self-harm หรือ suicide และอีก 0.15% พึ่งพา AI ทางอารมณ์มากเกินไป ถ้า ChatGPT มีผู้ใช้ 10% ของประชากรโลก หรือราว 800 ล้านคนต่อสัปดาห์ นั่นหมายถึงเกือบ 3 ล้านคนที่อาจต้องการความช่วยเหลือ!

วิธีเปิดใช้งาน ChatGPT เพิ่มฟีเจอร์ Trusted Contact

การใช้งานง่ายมาก สำหรับผู้ใช้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป:

  • เข้าไปที่การตั้งค่า (Settings) ใน ChatGPT
  • เลือกเพิ่ม Trusted Contact โดยกรอกเบอร์โทรหรืออีเมลของคนที่คุณเชื่อใจ
  • คนนั้นจะได้รับคำเชิญ และมีเวลา 1 สัปดาห์ในการยอมรับ ถ้าปฏิเสธ คุณสามารถเลือกคนใหม่ได้

เมื่อเปิดใช้งานแล้ว ระบบจะตรวจจับการสนทนาที่เสี่ยง ระบบจะเตือนคุณก่อน และให้คำแนะนำในการติดต่อคนนั้น เช่น แนะนำประโยคเริ่มต้นสนทนา จากนั้นทีมผู้เชี่ยวชาญเล็กๆ จะประเมินอีกครั้งเพื่อตัดสินใจส่งแจ้งเตือน

แจ้งเตือนจะส่งทางอีเมล ส่งข้อความ หรือในแอป โดยบอกแค่เหตุผลทั่วไป เช่น “มีการพูดถึง self-harm” และให้คำแนะนำในการช่วยเหลือ ไม่เปิดเผยรายละเอียดหรือแชท เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว

ฟีเจอร์นี้ต่อยอดจากระบบแจ้งเตือนสำหรับผู้ปกครองของเด็กและวัยรุ่นที่เคยมีมาแล้ว คล้ายกับ Instagram ที่แจ้งพ่อแม่เมื่อเด็กค้นหาคำเกี่ยวกับ suicide นอกจากนี้ OpenAI ยังพัฒนาร่วมกับแพทย์จิตเวช นักวิจัย และองค์กรป้องกันการฆ่าตัวตาย

OpenAI ย้ำว่า Trusted Contact ไม่แทนการรักษาจากมืออาชีพหรือสายด่วนฉุกเฉิน ChatGPT ยังคงแนะนำให้ติดต่อบริการช่วยเหลือ เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ในไทย หากจำเป็น

ในยุคที่ AI เข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้น การมีฟีเจอร์แบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบทางจิตใจได้จริง ผู้ใช้หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังพึ่งพา AI มากเกินไป จนเกิด emotional reliance นี่คือก้าวสำคัญของ OpenAI ในการรับผิดชอบต่อสังคม

คุณคิดยังไงกับ ChatGPT เพิ่มฟีเจอร์ Trusted Contact? ลองเปิดใช้ดูวันนี้เพื่อปกป้องตัวเองและคนใกล้ชิด มันอาจช่วยชีวิตใครสักคนได้!

ที่มา – ChatGPT Adds ‘Trusted Contact’ Feature to Send Alerts When Conversations Get Dangerous

ทำไม Autopia Disneyland ถึงใช้เวลานานกว่าจะไฟฟ้า

ข่าวใหญ่เมื่อสัปดาห์นี้ว่า Autopia Disneyland จะเลิกใช้น้ำมันเบนซินบางคันในปีหน้า รถพวกนี้ส่งเสียงดังและมีกลิ่นเหม็นมาตั้งแต่สวนสนุกเปิดเมื่อปี 1955 ดิสนีย์จะเริ่มทดสอบรถไฟฟ้าต้นแบบ แต่ยังไม่ชัดว่าจะเปลี่ยนทั้งหมดเมื่อไหร่

ข่าวนี้ทำให้เราสงสัยเกี่ยวกับ Tomorrowland ของ Disneyland เยอะเลย โดยเฉพาะ ทำไม Autopia Disneyland ถึงใช้เวลานานกว่าจะไฟฟ้า? แล้วรถไฟฟ้าจะถือเป็น ‘อนาคต’ ในปี 2026 หรือ 2027 หรือ 2028 ได้จริงเหรอ?

ทำไม Autopia Disneyland ถึงใช้เวลานานกว่าจะไฟฟ้า

ย้อนไปปี 1955 ที่ Disneyland เปิด Tomorrowland ออกแบบให้เหมือนโลกในปี 1986 เป็นลานที่รีบร้อนและพัฒนาน้อยที่สุด มีแค่ Autopia ที่ให้แขกขับรถบนทางหลวงแห่งอนาคต

ทางหลวงอาจดูไม่ futuristic สำหรับเราในปี 2026 แต่ปีนั้นมันสุดยอดเลย Federal Aid Highway Act ปี 1956 สร้างทางด่วนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา อนาคตคือทุกคนขับรถเบนซินบนไฮเวย์เร็วๆ

Autopia เปลี่ยนแปลงน้อยมากตั้งแต่เปิด มีแค่ปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปี 1977 วิศวกรดิสนีย์เปลี่ยนแบริ่งเพลารถให้ทนทานขึ้น จากรายงาน NASA ที่บอกว่าเทคโนโลยีอวกาศช่วยอุตสาหกรรมเอกชน

อีกอย่างคือเพิ่มรางนำทาง ป้องกันไม่ให้รถชนกันวุ่นวาย ในหนังสือปี 1991 Scott Bukatman เขียนว่า เด็กๆ สนุกกับการชนรถ เลยต้องใส่รางเพื่อความปลอดภัยตามสไตล์ดิสนีย์

ประวัติ Autopia Disneyland ตั้งแต่ปี 1955

รถ Autopia ต้นฉบับเป็นสเกล 5/8 น้ำหนักแค่ 160 ปอนด์ ตัวถังไฟเบอร์กลาสจาก Bill Tritt โครงจาก Johnny Hartman ประกอบโดย Ted Mangels และ Ed Martindale

รถไฟฟ้าไม่ใช่ของใหม่นะ Hong Kong Disneyland เปิด Autopia ไฟฟ้าตั้งแต่ 2006 ก่อนปิดปี 2016 เทคโนโลยีมีมานานแล้ว!

Tomorrowland ที่ Disneyland ดูเก่าไปแล้ว Attractions อย่าง Astro Orbiter (1998), Buzz Lightyear (2005), Finding Nemo Submarine (2007), Space Mountain (1977), Star Tours (2011) ไม่ค่อย tomorrow เท่าไหร่

  • Astro Orbiter: หมุนวนแบบเก่า
  • Space Mountain: สุดยอดแต่เปิดมานาน
  • Autopia: ยังใช้น้ำมัน

มีข่าวสับสนเยอะ L.A. Times ปี 2024 บอกว่าจะไฟฟ้าทั้งหมดปี 2026 แต่ตอนนี้ไม่แน่แล้ว ดิสนีย์ไม่คอมเมนต์แผนชัดๆ บางทีอาจเป็นไฮบริด

ไอเดียอื่นๆ อย่างจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ รถไร้คนขับ ดูดีแต่ Autopia สนุกเพราะได้ขับเองนิดๆ

ยุค AI นี้ยากที่จะทำอนาคตให้สนุก คนไม่ชอบ AI ขับรถให้ เราชอบควบคุมเอง ความสนุกของ Autopia คือกลิ่นควัน ดึงพวงมาลัยแบบไม่ค่อยปลอดภัย (แต่ดิสนีย์ปลอดภัยสุดๆ)

โลกอนาคตที่ AI ทำทุกอย่าง อาจน่าเบื่อ เราต้องการความ visceral แบบนี้แหละ

คุณคิดยังไง ลองไปลอง Autopia ก่อนเปลี่ยน แล้วมาคุยกันว่าอนาคตแบบไหนดีกว่า!

ที่มา – Why the Hell Has It Taken So Long for Disneyland’s Autopia to Go Electric?

เมลิสซ่า บาร์เรร่า กลับสู่หนังสยองขวัญในแบบของตัวเอง

เมลิสซ่า บาร์เรร่า กลับสู่หนังสยองขวัญในแบบของตัวเอง หลังจากดราม่าการถูกไล่ออกจาก Scream 7 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สาวนักแสดงวัย 34 ปีคนนี้ได้ให้สัมภาษณ์แบบไม่กั๊ก เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอถูกปลดจากภาพยนตร์สยองขวัญดัง หลังจากโพสต์สนับสนุนปาเลสไตน์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วง

ถึงแม้เธอจะไม่ปลื้มแฟรนไชส์ Scream อีกต่อไป แต่เมลิสซ่า บาร์เรร่า กลับสู่หนังสยองขวัญในแบบของตัวเอง โดยเลือกโปรเจกต์ที่เธอรู้สึกใช่จริงๆ ก่อนหน้านี้ เธอเคยแจ้งเกิดในวงการสยองขวัญจากบท Sam ใน Scream 5 และ Scream 6 รวมถึงผลงานล่าสุดอย่าง Abigail ที่กำกับโดย Radio Silence และ Your Monster ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถหลากหลายของเธอ

เมลิสซ่า บาร์เรร่า กลับสู่หนังสยองขวัญในแบบของตัวเอง กับโปรเจกต์ใหม่ Inhabit

ตามรายงานจาก Variety เมลิสซ่าจะรับบทนำในภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Inhabit กำกับและเขียนโดย Adam Alleca ผู้เคยฝากผลงานไว้ใน Cell และ Last House on the Left พล็อตเรื่องน่าติดตาม เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งหลังจากประสบเหตุการณ์สะเทือนใจที่เปลี่ยนชีวิต เธอจึงย้ายเข้าอพาร์ตเมนต์เก่าๆ เพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่กลับถูกคุกคามด้วยเหตุการณ์ประหลาดๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านคลั่ง, ผู้ตามล่าลึกลับ, และความรุนแรงที่ไม่มีสาเหตุ จนเธอเชื่อว่ามีพลังครอบงำบางอย่างที่ทำลายความเข้าใจในความจริงของเธอ

แรงบันดาลใจของ Inhabit ที่น่าจับตา

Alleca เผยว่าแรงบันดาลใจมาจากตำนานสยองขวัญอย่าง Rosemary’s Baby, The Exorcist และ Get Out โดยเขาสัญญาว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะบังคับให้ผู้ชมเผชิญหน้ากับ ‘ความกลัวอัตถิภาวนิยมสากลที่ไม่มีใครกล้าเล่าเรื่องมาก่อน’ ซึ่งฟังดูน่าตื่นเต้นมากสำหรับแฟนหนังสยองขวัญที่เบื่อพล็อตซ้ำซาก

ตั้งแต่ดราม่า Scream 7 เมลิสซ่าไม่ได้อยู่นิ่งๆ เธอกำลังแสดงในบรอดเวย์เรื่อง Titanique มิวสิคัลคอมเมดี้ที่เข้าชิงโทนี่อวอร์ด และ Inhabit คือโปรเจกต์ภาพยนตร์ใหญ่เรื่องแรกที่ประกาศหลังเหตุการณ์นั้น ถือเป็นการคัมแบ็กที่แข็งแกร่งในแบบของเธอเอง

เมลิสซ่า บาร์เรร่า กลับสู่หนังสยองขวัญในแบบของตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนักแสดงสาวที่ไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากวงการ เธอเลือกโปรเจกต์ที่ท้าทายและมีสาระลึกซึ้ง มากกว่าแค่หนังฆาตกรไล่ฆ่าแบบเดิมๆ วงการสยองขวัญในปัจจุบันกำลังต้องการดาราที่กล้าแสดงจุดยืนแบบนี้ และ Inhabit น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับเธอ

นอกจากนี้ แฟนๆ หนังสยองขวัญยังสามารถติดตามผลงานอื่นๆ ของเมลิสซ่าได้ เช่น ใน Abigail ที่เธอแสดงคู่กับดาราดังอย่าง Kathryn Newton และ Dan Stevens ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งเสียงวิจารณ์และรายได้ถ้วน นี่คือหลักฐานว่าเธอเหมาะกับแนวนี้จริงๆ

อนาคตของเมลิสซ่าในวงการฮอลลีวูด

หลังจากเหตุการณ์ Scream 7 ซึ่ง Neve Campbell กลับมาเป็นนางเอกแทน หลายคนมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของค่าย Spyglass เพราะเมลิสซ่าคือดาวรุ่งที่นำพาแฟรนไชส์ให้ฮิตติดชาร์ต แต่ตอนนี้เธอกำลังพิสูจน์ตัวเองด้วยทางของตัวเอง ลองนึกภาพ Inhabit ที่ผสมผสานความสยองแบบจิตวิทยากับ supernatural จะกลายเป็นหนังคลาสสิกเรื่องใหม่ได้อย่างไร

สำหรับแฟน Marvel, Star Wars, Star Trek หรือ DC สามารถเช็คกำหนดฉายล่าสุดได้ที่ io9 เพื่อไม่พลาดอัปเดตหนังดัง

คุณคิดว่าการกลับสู่หนังสยองขวัญของเมลิสซ่าจะสำเร็จหรือไม่? คอมเมนต์บอกความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณตื่นเต้นกับ Inhabit นะ!

ที่มา – Melissa Barrera Is Returning to Horror Movies on Her Own Terms

รีวิว Acer Swift 16 AI (2026): Trackpad ใหญ่เกิน

แม้ว่าพื้นที่ฝาครอบของ Acer Swift 16 AI (2026) จะมีลายเส้นช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นไอคอนอย่าง MacBook อยู่ดี แต่ด้วยสเปกและประสิทธิภาพที่แน่นในตัวเครื่องอลูมิเนียม บวกกับการรองรับแอป Windows และเล่นเกมได้ดีกว่า ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องแบรนด์ มันคือตัวเลือกที่น่าสนใจ

แต่ปัญหาหลักคือขนาดที่ใหญ่เกินไป โดยเฉพาะ trackpad ยักษ์ที่ใช้กับ Acer Active Stylus ได้ดี แต่ตอนพิมพ์แล้วมือโดนบ่อยมาก แถมดีไซน์บางเฉียบยังทำให้คีย์บอร์ดตื้น ไม่สบายมือ ส่งผลให้ รีวิว Acer Swift 16 AI (2026) ต้องแนะนำให้ซื้อรุ่น 14 นิ้วแทนที่เล็กกว่าและใช้งานดีกว่า

รีวิว Acer Swift 16 AI (2026)

Acer Swift 16 AI (2026) มีประสิทธิภาพมัลติทาสกิ้งดี น้ำหนักเบา จอ OLED สีสันสดใส แต่คีย์บอร์ดห่วยและ trackpad ใหญ่เกินจนใช้งานลำบาก

ข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี

  • ประสิทธิภาพสูงจาก Intel Core Ultra X7 358H และกราฟิก Arc B390
  • จอ OLED 16 นิ้ว 3K 120Hz สวยงาม
  • บางเบา พกพาง่าย น้ำหนักแค่ 3.42 ปอนด์
  • พอร์ตครบ USB4, HDMI, microSD
  • เล่นเกม Windows ได้ดี เช่น Baldur’s Gate III 50 fps

ข้อเสีย

  • Trackpad ใหญ่เกิน พิมพ์แล้วโดน accidental click
  • คีย์บอร์ดตื้น Key travel น้อย ไม่สบาย
  • ดีไซน์เรียบเกิน ไม่โดดเด่น
  • แบตเตอรี่ไม่ถึง 17 ชม. ใช้งานจริง 8 ชม.
  • Stylus ไม่มีที่เก็บ ใช้งานจำกัด

Acer Swift 16 AI (2026) มี 2 รุ่น แยกตาม RAM 16GB หรือ 32GB ที่เหลือเหมือนกัน: Intel Core Ultra X7 358H, Arc B390, SSD 1TB, จอ 16 นิ้ว 2880×1800 OLED 120Hz ราคา $1,599 / $1,799 ท่ามกลางปัญหา RAM แพง แต่เทียบสเปกแล้วไม่แพงเกินไปสำหรับ Panther Lake แพลตฟอร์ม แม้จะไม่ใช่รุ่นท็อปสุด

ดีไซน์อลูมิเนียมสีเทาเข้ม ฝาครอบมีลายนูนอ่อนๆ ไม่ edgy แต่ไม่น่าเบื่อ พอร์ตเยอะ: ด้านซ้าย USB4 x2, USB-A 3.2, HDMI 2.1; ด้านขวา USB-A, หูฟัง, microSD สะดวกดี

บางแค่ 0.59 นิ้ว พกสบาย ไม่ปวดหลัง จอ CineCrystal OLED สว่าง 350 nits สีสันดี สตรีมมิ่งเพลิน แต่ glossy กลัวแสงจ้า Webcam 1080p ใช้ประชุมได้ มี Purified Voice/View AI ช่วย แต่ไม่ถึง 4K มี privacy shutter

Trackpad และ Stylus ในรีวิว Acer Swift 16 AI (2026)

Acer อ้าง trackpad haptic ใหญ่ที่สุด เหมาะกับ Active Stylus (ใช้ถ่าน AAAA มีปุ่ม 2) วาดรูป พื้นที่กว้างดีสำหรับกราฟิกดีไซน์ แต่ไม่มีช่องเก็บหรือแม่เหล็กยึด หายง่าย และเพราะจอไม่รองรับ pen ไม่สมบูรณ์

แต่ปัญหาใหญ่คือตอนพิมพ์ มือวางโดน trackpad บ่อย Palm rejection ไม่ช่วย เลยพิมพ์ลำบาก คีย์บอร์ดตื้น bottom out ง่าย มี numpad แต่ overall แย่ Acer เล่นใหญ่กับ stylus แต่ backfire เพราะ keyboard ไม่ดีพอ

ประสิทธิภาพ: Core Ultra X7 358H แรงมัลติคอร์ กราฟิก B390 ดี Geekbench 6 multi-core ช้ากว่า M5 MacBook Pro 11% แต่ดีกว่า Swift 16 AI เก่า 40% ใน Cinebench 2024 Blender render เร็วขึ้น 2 นาที 3DMark เท่า M5 ช้ากว่า Asus Zenbook Duo X9 17%

เล่นเกม: Baldur’s Gate III High 1080p 50 fps สมูธ FFXIV High Laptop 1800p 42 fps เฉลี่ย 60 fps ที่ 1080p Windows games เยอะกว่า Mac ดีสำหรับเกมเมอร์ แต่ไม่ใช่ gaming laptop จริงจัง

เป็น all-rounder แต่ master of none แบตเตอรี่ OLED กินไฟ ใช้งานจริง 8 ชม. word/photo/email เหลือ 30% ไม่ถึง 17 ชม. ที่ Intel สัญญา

สรุป รีวิว Acer Swift 16 AI (2026) เหมาะเฉพาะคนใช้ stylus clamshell แต่คนอื่นๆ อาจผิดหวัง ดีไซน์ keyboard/trackpad ต้องปรับ ถ้าพิมพ์เยอะ ลอง Swift 14 AI, M5 MacBook Air หรือ Dell XPS 14 แทน คุ้มกว่าไม่ต้อง justify เยอะ

ถ้าคุณกำลังหาแล็ปท็อป AI ประสิทธิภาพสูงแต่พิมพ์สบาย แนะนำรอรุ่นใหม่หรือเลือกตัวอื่น สนใจคอมเมนต์บอกเลย!

ที่มา – Acer’s Swift 16 AI (2026) Gets a Lot Right, But I Can’t Get Past the Trackpad

ทำไม Mortal Kombat II ละเลยเหตุการณ์จากภาคแรก

แฟนๆ ที่ไปดู Mortal Kombat II คงจะสนุกกันแน่นอน มันคือภาพยนตร์สนุกๆ แบบกวนๆ ที่ผู้ชมฤดูร้อนต้องการ แบบนี้แหละ แต่คนที่ชอบจริงๆ น่าจะเป็น คนที่ไม่ชอบภาคแรกปี 2021 ภาคต่อเรื่องนี้หยิบบางส่วนจากภาคแรกมา แต่ละเลยส่วนอื่นๆ ไปแบบชัดเจน และเป็นการตัดสินใจตั้งแต่แรกเริ่ม

เจเรมี สเลเตอร์ ผู้เขียนสคริปต์ พูดคุยกับเราเรื่องนี้ สเลเตอร์ดังจาก ซีรีส์ Exorcist ที่ถูกมองข้าม และผลงานใน Marvel’s Moon Knight เขามาเขียน Mortal Kombat II โดยไม่เกี่ยวข้องกับภาคแรก มุมมองใหม่นี้ช่วยให้ทีมสร้างหนังที่แฟนตัวยงและคนที่ไม่รู้จัก ‘Finish Him’ หรือ ‘Get Over Here’ ชอบหมด และเขาจะกลับมาทำภาคสาม

นี่คือบทสัมภาษณ์ของ io9 กับสเลเตอร์ คุยเรื่องการมาร่วมงาน การวิจัย การเลือกหยิบ-ไม่หยิบจากภาคแรก การนำจอห์นนี่ เคจ กลับมา และอื่นๆ

บทสัมภาษณ์ตัดทอนเพื่อความกระชับและชัดเจน

ทำไม Mortal Kombat II ละเลยเหตุการณ์จากภาคแรก

เจอร์เมน ลูสเซียร์, io9: คุณมาจากไหนถึงได้เขียน Mortal Kombat II ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคแรก?

เจเรมี สเลเตอร์: พวกเขาจัดรอบโต๊ะหารือไอเดีย สตูดิโอนำนักเขียนหรือผู้กำกับ 5-6 คนมาพูดว่า “นี่หนังที่เราถ่ายแล้ว กำลังรีชูต ควรทำอะไร?” หรือ “นี่สคริปต์ที่ชอบ” หรือแค่คอนเซปต์กว้างๆ ครั้งนี้คือ “เราคุยเรื่อง Mortal Kombat II แล้ว อยากฟังไอเดียคุณ” ผมเตรียมการบ้านเสมอ เดินเข้าไปพร้อมวิสัยทัศน์และพิตช์ แม้ไม่ชอบก็ช่าง ผมแค่อยากมีส่วนร่วม ผมพิตช์วิสัยทัศน์ภาคต่อในฝัน สิ้นสุดรอบโต๊ะ เขาโทรมาครึ่งชั่วโมงว่า “อยากเขียนไหม?” มันกดดันน้อยเพราะผมพูดทุกอย่างที่อยากเห็น แต่พอได้จริงต้องทำให้ได้

การวิจัยก่อนเขียนสคริปต์

io9: วิจัยอะไรบ้าง? ดูภาคแรก รู้เส้นเรื่องค้าง แล้วคุณเล่นเกมสมัยเด็กใช่ไหม?

สเลเตอร์: ภาคแรกจบด้วยสองสัญญา: ทัวร์นาเมนต์ใกล้มา และจอห์นนี่ เคจ จะร่วม นอกนั้นว่างเปล่า ผมวัยรุ่นยุค 90 เติบโตกับ Mortal Kombat สมบูรณ์แบบ รักตัวละคร แต่ไม่ได้ตามเกมล่าสุดเพราะแก่และรีเฟล็กซ์ห่วย เล่นต่อเด็ก 10 ขวบไม่ได้

io9: ยากเล่นเกมตอนทำหนังทีวี

สเลเตอร์: ใช่ เล่นเกมชั่วโมงดึกเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง เล่น Overwatch กับเพื่อน 15 ปี รักตัวละครและโลก แต่ไม่รู้ลึก ผมเลยคราสคอร์ส ดู-เล่น-อ่านทุกอย่าง และใช้ Mortal Kombat สร้างเอ็ด บูน และ NetherRealm ที่ภาคแรกไม่ได้ใช้เต็มที่ พวกเขาอยากมีส่วน สร้างหนังที่ภูมิใจ ตั้งแต่แรกเรานำเอ็ดมาร่วม ถามไอคอนิกสเตจ แฟตาลิตี้ยอดฮิต มูฟเด่น ไปหาต้นตอตรงๆ เขาบอกแฟนอยากเห็นเดดพูล พิท พอร์ทัลน้ำเงิน เราก็ใส่หมด แบบสเก็ต Key and Peele Gremlins 2 “มีในหนังแล้ว!”

ผสมให้แฟนชอบและคนทั่วไปดูสนุก สมดุลตำนานไม่ให้จม exposition น่าเบื่อ คงไว้ตลอดสคริปต์-ตัดต่อ

การปรับจากภาคแรกและเสียงแฟน

io9: ผมชอบภาคแรก แต่แฟนไม่ชอบเยอะ คุณละเลยสัญลักษณ์ อาร์คาน่า โคล ยังน้อย ทำไม Mortal Kombat II ละเลยเหตุการณ์จากภาคแรก?

สเลเตอร์: ผสมๆ สตูดิโอวิจัยหลังภาคแรก ภาคแรกพิสูจน์ตัวเองยาก พิสูจน์ฐานแฟน R-rated 武侠 fantasy งบน้อย เชฟเยอะ เราง่ายกว่า พวกเขารู้จุดดี: คาสติ้งนักสู้จริง แฟตาลิตี้ เวิลด์บิลด์ คอสตูม กอว์ แฟนชอบ แต่ปรับ神话 อาร์คาน่า POV ไม่ใช่จากเกม แฟนไม่ชอบ

ทางเลือกสอง: ยืนยันเดิม หรือให้แฟนต้องการ เราระวังไม่ขัดอาร์คาน่า แต่ไม่เอ่ยคำนั้น “ลืมไป สนุกๆ” ไม่ต้องรู้สูตรไส้กรอก แค่กินอร่อย เพิ่มฮา สนุก Mortal Kombat ไร้สาระสุดยอด นินจา หุ่น สอเซอเรอร์ ดารา ไซบอร์ก รับรู้ความบ้า สนุก หรืออาย พยายามจริงจัง เกมฮาตลก เราทำให้แฟนรู้ว่าฟังเสียง และ casual จาก Marvel ชอบ

io9: อาร์คาน่ายังอยู่เพื่อจอห์นนี่

สเลเตอร์: ใช่ จอห์นนี่ในเกมไม่มีพาวเวอร์บ้า แค่武術 บางทีโกลว์ เขาเหมาะ POV ไม่ต้องรอพาวเวอร์

io9: สนุกเขียนจอห์นนี่กวนๆ?

สเลเตอร์: POV คอมเมนต์บ้าให้คนดูตาม จอห์นนี่ฮา แต่ไม่ใช่ comic relief ต้องมีอาร์ค คาร์ล อาร์บันเวอร์ชันชรา ฝันหลุด ไม่ใช่ซุปตาร์ใหญ่ ให้พัฒนาได้ แฟนต้านตอนแรก แต่ชอบตอนเห็น คาร์ลเจ๋ง

io9: เลื่อนจากตุลา?

สเลเตอร์: เสร็จปีที่แล้ว อยากซัมเมอร์ แต่ IMAX จอง ตุลาแทน เทสต์ดี เลยเลื่อน ส่งผลดี VFX สวย การตลาดดี แฟนตื่นเต้น ฉลาดสำหรับภาคต่อ

Mortal Kombat II ฉาย 8 พ.ค. รอฟังสเลเตอร์เพิ่ม

จากบทสัมภาษณ์นี้ Mortal Kombat II ละเลยเหตุการณ์จากภาคแรกเพื่อฟังแฟนและเพิ่มสนุก ผลงานออกมาดีเยี่ยม ใครเป็นแฟนห้ามพลาด! ติดตามข่าวหนังแอคชั่นเพิ่มเติมที่นี่

ที่มา – Why ‘Mortal Kombat II’ Ignores Most of the Events of the First Film

นักวิจัยพบวิธีใหม่ลดพลังงานศูนย์ข้อมูล

บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังเผชิญปัญหาการทำความเย็นขนาดใหญ่ในศูนย์ข้อมูล ที่สร้างเกาะความร้อน ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ ต้องการพลังงานมหาศาล เพื่อป้องกันชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ประมวลผล จัดเก็บ และส่งข้อมูลจากการร้อนเกินไป เมื่อศูนย์ข้อมูลขยายตัวทั่วสหรัฐฯ เครือข่ายไฟฟ้าก็เริ่ม รับภาระหนัก แต่เทคโนโลยีใหม่ล้ำสมัยกำลังจะช่วยบรรเทาปัญหานี้

การทำความเย็นแบบตรงสู่ชิป (Direct-to-chip cooling) ที่ไหลเวียนน้ำยาหล่อเย็นผ่าน “แผ่นเย็น” ติดตั้งตรงบนตัวประมวลผล กำลังกลายเป็นวิธีชั้นนำเพราะประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะเมื่อชิปทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ทีมนักวิจัยค้นพบ นักวิจัยพบวิธีใหม่ลดพลังงานศูนย์ข้อมูล โดยทำให้แผ่นเย็นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พวกเขาเผยแพร่ผลงานในวารสาร Cell Reports Physical Science

นักวิจัยพบวิธีใหม่ลดพลังงานศูนย์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยี ECAM

“จุดเด่นคือเราใช้เทคโนโลยีการผลิตใหม่ชื่อ ECAM หรือ electrochemical additive manufacturing” ดร. Nenad Miljkovic ผู้ร่วมวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์ปรับอากาศและทำความเย็น มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ อูร์บานา-แชมเปญ ให้สัมภาษณ์ Gizmodo

ด้วยวิธีนี้ ทีมสร้างแผ่นเย็นทองแดงที่ออกแบบ最適化 ให้ทำความเย็นได้ดีขึ้น 32% เมื่อเทียบกับแผ่นเย็นทั่วไป และลดแรงดันตก 68% ทำให้น้ำยาหล่อเย็นไหลเวียนง่ายขึ้น หากนำไปใช้ทั้งศูนย์ข้อมูล จะประหยัดพลังงานมากกว่าทั้งระบบทำความเย็นด้วยอากาศและระบบน้ำหล่อเย็นเชิงพาณิชย์

ประสิทธิภาพสูงมาจากการออกแบบครีบภายใน แผ่นเย็นทั่วไปมีครีบโลหะแน่นหนาเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสน้ำยา ทีมของ Miljkovic ร่วมกับ Fabric8Labs บริษัทในซานดิเอโกที่พัฒนา ECAM สร้างแผ่นทองแดงที่มีครีบ最適化 กระบวนการนี้เหมือน การพิมพ์ 3D โลหะความละเอียดสูง ใช้การชุบโลหะไฟฟ้า สร้างโครงสร้างทองแดงชั้นเล็กๆ โดยไม่ต้องหลอมละลาย

“เราสร้างโครงสร้าง 3 มิติที่最適化ได้ ซึ่งการผลิตแบบดั้งเดิมทำไม่ได้” Miljkovic อธิบาย

การออกแบบครีบด้วย Topology Optimization

เริ่มจากรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วใช้ topology optimization อัลกอริทึมคณิตศาสตร์ปรับรูปร่างทีละน้อยเพื่อเพิ่มการทำความเย็นและลดแรงดันตก “หลัง 1,000 รอบ ได้โครงสร้างคล้ายต้นไม้ที่ไหลเวียนความร้อนดีเยี่ยม” Miljkovic กล่าว

นักวิจัยคำนวณว่า ศูนย์ข้อมูล 1 กิกะวัตต์ ใช้ไฟ 500 เมกะวัตต์สำหรับทำความเย็นด้วยอากาศ รวมทั้งหมด 1.55 กิกะวัตต์ แต่ชิปใช้แค่ 1 กิกะวัตต์ ด้วยแผ่นเย็นใหม่ ใช้แค่ 11 เมกะวัตต์สำหรับทำความเย็น!

แม้ผลทดสอบต้นแบบดี แต่下一步คือทดสอบกับชิปจริง Miljkovic หวังร่วมมือกับบริษัทคลาวด์คอมพิวติ้งขนาดใหญ่เพื่อทดสอบในเซิร์ฟเวอร์ hyperscale

ศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานสูงกำลังกดดันโครงข่ายไฟฟ้า และคาดการณ์ถึงปี 2028 ความต้องการพลังงานอาจเพิ่ม 2-3 เท่า การใช้แผ่นเย็นนี้ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่ช่วยนำทางสู่ศูนย์ข้อมูลยั่งยืน AI จะอยู่ต่อไป ดังนั้นต้องปรับตัวให้เข้ากับขีดจำกัดโครงข่ายไฟฟ้า

เทคโนโลยีนี้แสดงให้เห็นศักยภาพมหาศาลในการลดการใช้พลังงาน ลองนึกภาพศูนย์ข้อมูลที่ประหยัดไฟได้มากขนาดไหน คุณคิดว่าวิธีนี้จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารเทคโนโลยีล่าสุด!

ที่มา – Researchers Found an Innovative Way to Cut Data Center Energy Use