ผู้เขียน: lalika69_admin

กรมเจรจาฯ จับมือพันธมิตร ปั้น ‘ผลไม้จันทบุรี’ สู่ตลาดโลก ดันเกษตรกรไทยใช้ FTA เพิ่มมูลค่าและโอกาสส่งออก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับเกษตรกรไทยและคนรักผลไม้สดๆ กันนะครับ โดยเฉพาะผลไม้จากจันทบุรีที่ขึ้นชื่อเรื่องความหวานฉ่ำ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่ากรมเจรจาฯ ได้จับมือพันธมิตรจัดโครงการสุดเจ๋ง เพื่อปั้น ‘ผลไม้จันทบุรี’ ให้ทะยานสู่ตลาดโลก!

กรมเจรจาฯ จับมือพันธมิตร ปั้น ‘ผลไม้จันทบุรี’ สู่ตลาดโลก ดันเกษตรกรไทยใช้ FTA เพิ่มมูลค่าและโอกาสส่งออก

กรมเจรจาฯ จับมือพันธมิตร ปั้น ‘ผลไม้จันทบุรี’ สู่ตลาดโลก ดันเกษตรกรไทยใช้ FTA เพิ่มมูลค่าและโอกาสส่งออก นี่คือหัวใจหลักของกิจกรรมล่าสุดที่เพิ่งจัดไปเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาฯ มอบหมายให้ ธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดี นำทีมวิทยากรจากทั้งภาครัฐและเอกชน ไปจัดสัมมนาเวทีหารือกับเกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการผลไม้จันทบุรี วันที่ 28-29 มกราคม ภายใต้โครงการพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์

ในงานนี้ เขาเน้นย้ำเรื่องการใช้ประโยชน์จาก FTA หรือความตกลงการค้าเสรีของไทย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอัตราภาษีศุลกากร กฎระเบียบการค้า และมาตรฐานสินค้าต่างๆ เช่น HACCP, GHPs, GAP, ฮาลาล, อย. และเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรพัฒนาสินค้าให้ตรงใจตลาดทั้งในและต่างประเทศ ลองนึกภาพสิครับ ทุเรียนจันทบุรี มังคุด กล้วย ลำไย ที่เราคุ้นเคย จะกลายเป็นสินค้าส่งออกพรีเมียมได้ง่ายๆ!

เครื่องมือเพิ่มมูลค่าผลไม้จันทบุรีสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับเจ๋งๆ เช่น การขึ้นทะเบียน GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) การเล่าเรื่องราวของสินค้า ยกระดับคุณภาพการผลิต และแปรรูปผลิตภัณฑ์ ทีมงานยังเชิญ สสว. (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด มาบรรยายเชิงลึกเรื่อง GHP และ HACCP รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล เหมาะสำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เลยครับ เพราะตอนนี้ AI และ IoT กำลังเข้ามาช่วยตรวจคุณภาพผลไม้แบบเรียลไทม์!

  • ทุเรียนจันทบุรี: ราชาผลไม้ ส่งออกไปจีนและตลาดเอเชียได้กำไรมหาศาล
  • มังคุด: ผลไม้ซุปตาร์ รสชาติถูกใจชาวยุโรป
  • กล้วยและลำไย: เพิ่มมูลค่าด้วยแปรรูปเป็นชิพส์หรือน้ำผลไม้
  • อาหารทะเลแปรรูป: จันทบุรีก็เด่นเรื่องนี้ด้วยนะ

กิจกรรมพิเศษยังมีเวทีพบปะ สสว. เพื่อขอสนับสนุนโครงการต่างๆ ลดต้นทุน ยกระดับการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ธัชชญาน์พล ย้ำชัดว่า กิจกรรมนี้จะช่วยให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ส่งออกตัวจริง ในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ปลูก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงขายปลายน้ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้โตแบบยั่งยืน

จากมุมมองของผมที่ติดตามข่าวการค้าและเทคโนโลยีมานาน เห็นว่าการใช้ FTA ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปติดตาม供应链 หรือ blockchain รับรองแหล่งกำเนิด จะทำให้ผลไม้ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ดุเดือด แนวโน้มปีนี้คือตลาดเอเชียและตะวันออกกลางกำลังบูม โดยเฉพาะสินค้าฮาลาลและออร์แกนิก ถ้าคุณเป็นเกษตรกรหรือนักลงทุน สนใจรีบสมัครโครงการแบบนี้เลยครับ จะพลาดไม่ได้!

ติดตามข่าวเกษตรเทคโนโลยีเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา สมัครรับข่าวสารฟรีเพื่อไม่พลาดโอกาสดีๆ นะครับ

ที่มา – กรมเจรจาฯ จับมือพันธมิตร ปั้น ‘ผลไม้จันทบุรี’ สู่ตลาดโลก ดันเกษตรกรไทยใช้ FTA เพิ่มมูลค่าและโอกาสส่งออก

ในหลวง-พระราชินี เสด็จเยือนลาวอย่างเป็นทางการ 16-18 มีนาคมนี้ สถานทูตไทยเชิญคนไทยในเวียงจันทน์ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะพี่น้องที่กำลังพำนักอยู่ในลาว! วันนี้มีข่าวที่น่าตื่นเต้นสุดๆ มาบอกกันเลย นั่นคือ ในหลวง-พระราชินี เสด็จเยือนลาวอย่างเป็นทางการ 16-18 มีนาคมนี้ สถานทูตไทยเชิญคนไทยในเวียงจันทน์ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ เป็นโอกาสทองที่หาได้ยากสำหรับชาวไทยในเวียงจันทน์ที่จะได้ถวายพระเกียรติยศอย่างใกล้ชิด ผมในฐานะคนที่ติดตามข่าวราชสำนักและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมานาน บอกเลยว่านี่คือหมุดหมายสำคัญที่ไม่ควรพลาด!

ในหลวง-พระราชินี เสด็จเยือนลาวอย่างเป็นทางการ 16-18 มีนาคมนี้ สถานทูตไทยเชิญคนไทยในเวียงจันทน์ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ

ตามประกาศจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม 2569 ตามคำเชิญของท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว การเสด็จครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทรงเจริญพระราชไมตรี และกระชับความสัมพันธ์ไทย-ลาวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน

จากประสบการณ์ที่ผมสังเกตมานับสิบปี ความสัมพันธ์ไทย-ลาวนั้นแนบแน่นมาตั้งแต่อดีต ลาวคือเพื่อนบ้านที่เราแบ่งปันสายเลือดอีสาน ลุ่มแม่น้ำโขง และวัฒนธรรมล้านนา-ลาวที่คล้ายคลึงกัน ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ เรายังเห็นความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล跨境ที่กำลังมาแรง การเสด็จครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการปูทางสู่ความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกัน

รายละเอียดสำคัญสำหรับการร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ

สถานทูตเชิญชวนชาวไทยในลาวมาร่วมได้ใน 2 วัน ดังนี้

  • วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 15.30-17.30 น.
  • วันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 15.30-17.30 น.

สถานที่: โรงแรมคราวน์พลาซ่า เวียงจันทน์ บ้านหนองด้วงเหนือ 20 ถนนสามแสนไทย นครหลวงเวียงจันทน์

การแต่งกาย: ขอความร่วมมือแต่งชุดสุภาพโทนสีไว้ทุกข์ เช่น สีดำล้วน สีขาว สีเทา หรือสีกรมท่า เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

วิธีเข้าร่วม: ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ที่สถานทูตจัดเตรียมไว้ สะดวกมากในยุคดิจิทัล สามารถเช็ครายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สถานทูตไทยในเวียงจันทน์เลยครับ

นี่คือโอกาสพิเศษที่ชาวไทยในลาวจะได้สร้างความทรงจำอันประทับใจ การได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทใกล้ๆ แบบนี้ มันคือเกียรติยศที่ลูกหลานจะเล่าขานกันไปอีกนาน จากที่ผมเคยเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น การเสด็จเยือนประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ มักนำมาซึ่งกระแสความรักชาติและความสามัคคีที่พุ่งสูง บวกกับเทรนด์โซเชียลมีเดียตอนนี้ ผมเชื่อว่าภาพและคลิปจาก event นี้จะกลายเป็นไวรัล แสดงให้โลกเห็นถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงคุณค่า

ในมุมมองของผมในฐานะนักวิเคราะห์ข่าว การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้จะเป็นเทรนด์ใหม่ของ ‘diplomacy แบบ soft power’ ที่ไทยกำลังนำหน้า โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ลาวกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยการลงทุนจากไทยในด้านเทคโนโลยี สมาร์ทซิตี้ และพลังงานสะอาด การเสด็จนี้จะช่วยเร่งให้ความร่วมมือเหล่านี้เกิดผลเร็วขึ้น หากคุณเป็นคนไทยในเวียงจันทน์ อย่ารอช้า ลงทะเบียนวันนี้เลยครับ! มันไม่ใช่แค่การมาร่วมงาน แต่คือการมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของชาติ

สุดท้ายนี้ ผมขอให้ทุกท่านที่ร่วมได้มีสุขภาพแข็งแรง และเก็บความประทับใจนี้ไว้ในใจตลอดไปนะครับ

ที่มา – ในหลวง-พระราชินี เสด็จเยือนลาวอย่างเป็นทางการ 16-18 มีนาคมนี้ สถานทูตไทยเชิญคนไทยในเวียงจันทน์ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ

กทม. เตือนกลุ่มเปราะบางสวมหน้ากาก หลังลมเปลี่ยนทิศดัน PM 2.5 พุ่งแตะสีส้ม 40 เขต ผู้ว่าฯเร่งประสาน 3 จังหวัดหยุดเผา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องอากาศในกรุงเทพฯ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ล่าสุด กทม. เตือนกลุ่มเปราะบางสวมหน้ากาก หลังลมเปลี่ยนทิศดัน PM 2.5 พุ่งแตะสีส้ม 40 เขต ผู้ว่าฯเร่งประสาน 3 จังหวัดหยุดเผา ซึ่งเป็นข่าวที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองที่ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร สำนักสิ่งแวดล้อม เขตดินแดง เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

กทม. เตือนกลุ่มเปราะบางสวมหน้ากาก หลังลมเปลี่ยนทิศดัน PM 2.5 พุ่งแตะสีส้ม 40 เขต ผู้ว่าฯเร่งประสาน 3 จังหวัดหยุดเผา

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ตอนนี้อยู่ในระดับสีส้มแล้วนะครับ หมายถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยครอบคลุมกว่า 40 เขตเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่รถติดหรือการจราจรหนาแน่นอย่างที่หลายคนคิด เพราะมันเกิดขึ้นตอนกลางคืนที่รถน้อย แต่สาเหตุหลักมาจากสองเรื่องใหญ่

  1. ลมเปลี่ยนทิศ: ตอนประมาณ 22.00 น. ลมที่เคยพัดจากทิศใต้พาอากาศสะอาด เปลี่ยนเป็นลมตะวันออกที่พัดผ่านพื้นที่เผาไหม้ทางการเกษตร หอบฝุ่นควันมาถึงกรุงเทพฯ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกอย่างลาดกระบัง
  2. ไฟไหม้หญ้าขนาดใหญ่: ที่คู้บอน เขตบางเขน ไฟลุกไหม้พื้นที่กว่า 50 ไร่ ตั้งแต่เย็นถึงดึก ดับยากเพราะไม่มีน้ำประปา ทำให้ควันลอยคละคลุ้งสมทบปัญหา

ดีใจที่แนวโน้มวันนี้เริ่มดีขึ้น เพราะลมแรงและอากาศถ่ายเทได้ดี แต่กทม. ยังต้องเฝ้าระวังอีก 2-3 วัน โดยเฉพาะช่วงเช้าที่อากาศนิ่ง ฝุ่นอาจพุ่งอีก

กลุ่มเปราะบางต้องระวังเป็นพิเศษ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ห่วงใยประชาชนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และคนมีโรคประจำตัว ขอให้สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้านช่วงเช้าเลยครับ คาดว่าช่วงปลายมีนาคม ลมใต้จะกลับมาพอดี สถานการณ์น่าจะคลี่คลาย

จากประสบการณ์ของผมที่ติดตามเรื่องสิ่งแวดล้อมมานาน PM 2.5 คืออนุภาคเล็กจิ๋วที่เข้าปอดได้ง่าย ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และอาจก่อมะเร็งระยะยาว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่อากาศติดขัดแบบนี้ สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบติดตามเทรนด์เทคโนโลยี ลองโหลดแอปตรวจอากาศอย่าง AirVisual หรือ Bangkok Air Quality ไว้เช็คแบบเรียลไทม์ สะดวกมาก เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวเลย!

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ: ประสาน 3 จังหวัด

กทม. ไม่รอช้า เร่งประสานฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี เพื่อหยุดการเผาในที่โล่งและนาเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นหลัก นี่คือแนวทางยั่งยืนที่ต้องทำร่วมกัน ไม่งั้นลมพัดมาก็เดือดร้อนซ้ำๆ

ในมุมมองของผม ในยุคที่ทุกคนติดโซเชียลเหมือนดูหนังหรือซีรีส์ ถ้าเรานำเทคโนโลยี Drone มาช่วยตรวจจับจุดเผา หรือ AI วิเคราะห์ลมพยากรณ์ จะช่วยลดปัญหาได้เยอะเลยนะครับ แถมยังเป็นเทรนด์โลกที่หลายประเทศทำอยู่ด้วย

สุดท้ายนี้ ผมขอแนะนำให้ทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สวมหน้ากาก N95 หรือ KF94 ไว้ก่อน ลดกิจกรรมกลางแจ้งช่วงเช้า ดื่มน้ำเยอะๆ และติดตามข่าวจากกทม. อย่างใกล้ชิด ถ้าทุกคนช่วยกันลดเผา ลมพัดสะอาดๆ กรุงเทพฯ จะน่าอยู่ขึ้นแน่นอน! มาช่วยกันดูแลสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกันเถอะครับ

ที่มา – กทม. เตือนกลุ่มเปราะบางสวมหน้ากาก หลังลมเปลี่ยนทิศดัน PM 2.5 พุ่งแตะสีส้ม 40 เขต ผู้ว่าฯเร่งประสาน 3 จังหวัดหยุดเผา

GLP-1 ปลอมของคุณสกปรกกว่าที่คิด

การหาซื้อยา GLP-1 ในราคาถูกอาจมาพร้อมความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ยา compounded ที่เลียนแบบ tirzepatide ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักใน Mounjaro และ Zepbound อาจมีสารปนเปื้อนที่น่ากังวล

GLP-1 ปลอมของคุณสกปรกกว่าที่คิด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Eli Lilly ผู้ผลิต tirzepatide ได้ออกคำเตือนถึงสาธารณะ โดยบริษัทระบุว่าพบ “ระดับสารปนเปื้อนที่สำคัญ” ในยา compounded ที่ผสม tirzepatide กับวิตามิน B12 หน่วยงานด้านสุขภาพเคยเตือนให้หลีกเลี่ยงยา GLP-1 แบบกำหนดเองเหล่านี้มาแล้ว

“ผู้ที่ได้รับผลิตภัณฑ์ tirzepatide-B12 จากร้านขายยา compounded, บริษัท telehealth, medspa หรือใครก็ตาม ควรตระหนักว่าอาจกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่อันตรายและมีความเสี่ยงที่ไม่รู้จัก” บริษัทระบุ

ยา compounded คือยาที่ผลิตแบบกำหนดเองจากสูตรยาที่มีอยู่ ซึ่งร้านขายยาสามารถผลิตได้ในบางกรณี

ช่วงหนึ่ง ร้านขายยาได้รับอนุญาตให้ผลิต GLP-1 เช่น semaglutide (Ozempic และ Wegovy) และ tirzepatide ที่ขาดแคลน ผู้คนไม่ได้แห่ซื้อ compounded GLP-1 เพียงเพราะมีขาย แต่เพราะราคาถูกกว่ามากเมื่อจ่ายเอง ยาจริงๆ มักไม่ครอบคลุมโดยประกัน (Wegovy ราคาเริ่มต้นราว 1,400 ดอลลาร์ต่อเดือน) แต่ตอนนี้การขาดแคลนสิ้นสุดลงแล้ว

เด็กๆ กำลัง overdose ยา GLP-1 และอาจอันตรายอย่างรวดเร็ว(อ่านเพิ่ม)

ทำไม compounded GLP-1 ยังคงวางขาย

บางร้านขายยา compounded และผู้จัดจำหน่ายอ้างว่ายังขายได้หากปรับแต่งตามความต้องการสุขภาพเฉพาะบุคคล (ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ compounding pharmacy) มักผสมกับวิตามิน B12 หรือส่วนผสมอื่น บางแห่งโฆษณาว่าเป็นเวอร์ชันที่ดีกว่า

แต่ FDA ไม่ยอมรับข้ออ้างนี้ และพยายามปราบปรามการตลาดและแจกจ่ายจำนวนมากที่ผิดกฎหมาย Eli Lilly และ Novo Nordisk (ผู้ผลิต semaglutide) ฟ้องร้องผู้แจกจ่ายหลายราย คดีหลายคดียังดำเนินอยู่

เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Eli Lilly ทดสอบผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่ามี tirzepatide และ B12 พบสารปนเปื้อนจากปฏิกิริยาระหว่างส่วนผสม ส่งผลให้ FDA แล้ว

B12 เป็นส่วนผสมที่พบบ่อย แต่ไม่ใช่ตัวเดียว

“ผู้ผลิต compounded จำนวนมากและ ‘personalizers’ ที่หลบเลี่ยงกฎหมาย ผสม tirzepatide กับ glycine, pyridoxine, niacinamide, carnitine หรือสารเคมีอื่น สร้างยาผสมใหม่ที่ยังไม่ทดสอบ” บริษัทเตือน

Eli Lilly มีผลประโยชน์ในการกำจัดคู่แข่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าผิด

ร้านขายยา compounded มีบทบาทในทางการแพทย์ แต่ไม่ใช่ตลาดมืดสำหรับยาที่ผ่าน FDA ซึ่งต้องทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างเข้มงวด FDAรายงานปัญหาเช่น ไม่แช่เย็นดี พส่วนผสมคุณภาพต่ำ บางครั้งฉลากจากร้านที่ไม่มีจริง อาการไม่พึงประสงค์คือแดง บวม ปวด ก้อนแดงที่จุดฉีด

คุณควรใช้ peptides หรือไม่(อ่านเพิ่ม)

สัปดาห์นี้ Hims ผู้ขาย compounded GLP-1 ชื่อดังประกาศหยุดขายตามข้อตกลงกับ Novo Nordisk อาจเป็นจุดสิ้นสุดของ compounded GLP-1 จากแรงกดดันกฎหมายและราคายาลดลง

การใช้ยาเหล่านี้เสี่ยงกว่ายาจริง และอาจหาซื้อยากขึ้น

คำแนะนำ: เลือกยา GLP-1 จากแหล่งที่น่าเชื่อถือเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยง GLP-1 ปลอมของคุณสกปรกกว่าที่คิด ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาลดน้ำหนักใดๆ

ที่มา – Your Off-Brand GLP-1 Is Dirtier Than You Think

เพื่อนร่วมงานชอบศัพท์ธุรกิจ โง่จริง งานวิจัยเผย

เคยสงสัยไหมว่าเพื่อนร่วมงานที่ชอบพูดศัพท์ธุรกิจอย่าง “results-driven” หรือ “synergy” นั่นมันฉลาดจริงหรือแค่พูดไปงั้น? งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Cornell ยืนยันแล้วว่า เพื่อนร่วมงานชอบศัพท์ธุรกิจโง่จริง งานวิจัย แสดงให้เห็นว่าคนที่หลงใหลในศัพท์ไร้สาระพวกนี้มักมีทักษะการวิเคราะห์อ่อนแอ!

เพื่อนร่วมงานชอบศัพท์ธุรกิจโง่จริง งานวิจัยเผย

Shane Littrell นักจิตวิทยาด้าน认知จาก Cornell ได้ทดสอบอาสาสมัครกว่า 1,000 คนในสายงานออฟฟิศ พบว่าคนที่ชื่นชอบ “corporate bullshit” หรือศัพท์ธุรกิจที่ฟังดูเว่อร์แต่ไร้ความหมาย มีคะแนนทดสอบการตัดสินใจในที่ทำงานต่ำกว่าคนอื่นอย่างชัดเจน ศัพท์พวกนี้ต่างจาก jargon ทางเทคนิคที่ช่วยอธิบายงานซับซ้อน มันแค่ทำให้งงและฟังดูฉลาดเฉยๆ

วิธีการทดสอบในงานวิจัยเพื่อนร่วมงานชอบศัพท์ธุรกิจโง่จริง

งานวิจัยนี้สร้าง “Corporate Bullshit Receptivity Scale (CBSR)” ขึ้นมาใหม่ โดยมี 4 การทดสอบหลัก:

  • ทดสอบ 1: สร้างประโยคศัพท์ bullshit จาก buzzwords สุ่ม แล้วให้อาสาระบุว่ามันแสดง “business savvy” เท่าไหร่ (จาก 1-5)
  • ทดสอบ 2: จัดอันดับ mission statement จริงๆ ของบริษัท, ความ visionary ของบอส, และศัพท์ทั่วไปที่ไม่ใช่ bullshit
  • ทดสอบ 3: วัด fluid intelligence ด้วยปริศนาจาก ICAR project
  • ทดสอบ 4: Situational Judgment Tests (SJT) สำหรับการตัดสินใจในที่ทำงาน ซึ่งใช้ใน interview บริษัทใหญ่ๆ

ผลคือ คนที่ชอบศัพท์ bullshit ได้คะแนน fluid intelligence และ actively open-minded thinking ต่ำกว่า และ CBSR เป็นตัวทำนายการตัดสินใจที่แย่ที่สุด!

น่าเป็นห่วงคือ มันสร้าง feedback loop: พนักงานโง่ช่วยให้ผู้นำที่พูด bullshit ไต่เต้าขึ้นมา ส่งผลให้องค์กรเต็มไปด้วย inefficiency เหมือน “clogged toilet” อย่างที่ Littrell เปรียบ

ถึงอย่างนั้น Littrell ก็เห็นใจคนที่โดนหลอกง่าย เขาแนะนำให้เราทุกคนหยุดคิดก่อนเชื่อศัพท์เว่อร์พวกนี้ ถามตัวเองว่า “มันหมายความว่าอะไร? มันสมเหตุสมผลไหม?”

งานวิจัยนี้มีข้อจำกัด เช่น SJT อาจ bias ต่อกลุ่มรายได้ต่ำหรือผู้หญิง แต่ข้อมูลโดยรวมชัดเจนมาก

สรุปแล้ว เพื่อนร่วมงานชอบศัพท์ธุรกิจโง่จริง งานวิจัย ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคุณอีกต่อไป ลองสังเกตดูในที่ทำงานบ้างสิ!

คุณเคยเจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วช่วยแชร์บทความนี้ให้คนอื่นรู้ด้วยนะ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อศัพท์ไร้สาระอีก!

ที่มา – Your Corporate Jargon–Loving Coworker Might Actually Be as Stupid as You Think, Study Shows

พนักงาน Amazon ชี้ AI เพิ่มภาระงาน การศึกษายืนยัน

มาหลายปีแล้วที่ Silicon Valley ขายภาพอนาคตยูโทเปียให้โลก ด้วยเครื่องมือ AI ที่ทรงพลังซึ่งจะอัตโนมัติกระบวนการทำงานทั้งหมด ช่วยให้พนักงานที่เหนื่อยล้าปลดปล่อยเวลา ขณะเดียวกันก็เพิ่มกำไรให้ผู้ถือหุ้นสูงสุด

บริษัทหลายแห่งในอเมริกาติดตามวิสัยทัศน์นี้ ปัญญาประดิษฐ์ค่อยๆ เข้ามาในที่ทำงาน ขณะที่ผู้นำธุรกิจสัญญาว่าจะมี สัปดาห์ทำงาน 4 วัน และสมดุลชีวิตการทำงานที่แท้จริง ในโลกธุรกิจที่การทำงานล่วงเวลาเป็นเรื่องปกติ

แต่ตอนนี้ พนักงานหลายคนบอกว่าความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น

พนักงาน Amazon ชี้ AI เพิ่มภาระงาน การศึกษาใหม่ยืนยัน

กลุ่มพนักงานบริษัท Amazon ในส่วน corporate บอกกับ The Guardian ว่าการผลักดันภายในของบริษัทให้พนักงานทุกคนใช้เครื่องมือ AI ที่ “ยังไม่สมบูรณ์” นั้นแท้จริงแล้วไม่ช่วยอะไร แต่กลับเพิ่มภาระงานให้พวกเขา

เครื่องมือ AI เหล่านี้มักผิดพลาด พนักงานต้องตรวจสอบ แก้ไข หรือปรึกษาเพื่อนร่วมงานเพื่อยืนยันผลลัพธ์ ตามรายงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้เวลาที่ใช้ในแต่ละงานเพิ่มขึ้น และทำลายประสิทธิภาพการทำงาน พนักงานกล่าว

“ผมและเพื่อนร่วมงานหลายคนรู้สึกว่ามันไม่ได้ทำให้เราทำงานเร็วขึ้นจริงๆ” นักพัฒนาซอฟต์แวร์คนหนึ่งบอก The Guardian “แต่จากฝั่งผู้บริหาร เรได้รับข้อความว่าต้องเร็วขึ้น AI จะทำให้เร็วขึ้น และความเร็วคือลำดับความสำคัญอันดับหนึ่ง”

ประสบการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พนักงาน Amazon การสำรวจล่าสุดแสดงให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ที่ AI จะประหยัดเวลาให้พนักงานนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาในเศรษฐกิจทั้งหมด

พนักงาน Amazon ชี้ AI เพิ่มภาระงาน การศึกษาจาก ActivTrak

บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลแรงงาน ActivTrak วิเคราะห์กิจกรรมการทำงานของพนักงาน 163,638 คน จากองค์กร 1,111 แห่ง เป็นเวลา 3 ปี พบว่า AI กลับเพิ่มภาระงานเฉลี่ยของพนักงาน

“ข้อมูลชัดเจน: AI ไม่ลดภาระงาน” นักวิจัยเขียนในรายงาน

ผู้ใช้ AI รายงานว่าต้องใช้เวลาเพิ่มในทุกหมวดการทำงานที่วัดได้ ไม่มีหมวดไหนลดลง จำนวนอีเมลที่ส่งเพิ่ม 104% แชทและข้อความเพิ่ม 145% และเวลากับเครื่องมือบริหารธุรกิจเพิ่ม 94%

  • อีเมล: เพิ่ม 104%
  • แชทและ messaging: เพิ่ม 145%
  • เครื่องมือบริหาร: เพิ่ม 94%

“AI ถูกใช้เป็นชั้นเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่แทนที่งานเดิม” รายงานระบุ

การสำรวจ ActivTrak แสดงภาพต่างจากรายงาน Amazon เล็กน้อย พนักงาน Amazon บอกว่า AI ไม่ลดเวลาทำงาน แต่สำรวจพบว่า AI ช่วยเร่งงานบางอย่างและปลดปล่อยเวลา แต่ “เวลาว่าง” นั้นถูกเติมด้วยงานเพิ่ม AI ช่วยบริษัทให้ผลผลิตมากขึ้น แต่ไม่ช่วยพนักงานที่ต้องการลดภาระ

ในพอดแคสต์ปีที่แล้ว อดีตผู้บริหาร Google Mo Gawdat พูดถึงช่องว่างนี้ระหว่างสัญญาและความจริงของ AI และเทคโนโลยี

“โซเชียลมีเดียเชื่อมต่อเราบ่อยแค่ไหน แต่ทำให้เหงามากกว่า? โทรศัพท์มือถือทำให้เราทำงานน้อยลงบ่อยแค่ไหน? นั่นคือสัญญาโฆษณา Nokia สมัยแรก แต่ประสบการณ์ของคุณเป็นแบบนั้นไหม?” Gawdat กล่าว

สาเหตุตาม Gawdat คือเทคโนโลยีขยายความสามารถและค่านิยมมนุษย์ และที่นี่คือทุนนิยมที่ไล่ล่ากำไรไม่หยุดยั้ง

พนักงาน Amazon ชี้ AI เพิ่มภาระงาน การศึกษาใหม่ยืนยัน ทำให้เราต้องตั้งคำถามกับคำสัญญาของ AI ในที่ทำงาน ในยุคที่บริษัทผลักดัน AI อย่างหนัก แต่พนักงานกลับเหนื่อยกว่าเดิม เราควรปรับมุมมองอย่างไร? AI อาจช่วยเร่งงาน แต่ถ้าบริษัทใช้เพื่อเพิ่มงาน มันก็กลายเป็นเครื่องมือบีบคั้นแทน

ในประเทศไทย บริษัทหลายแห่งก็เริ่มนำ AI มาใช้เช่นกัน คุณเคยเจอปัญหานี้ไหม? ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วเราจะได้เห็นภาพรวมว่าสถานการณ์ในไทยเป็นอย่างไรบ้าง

ที่มา – Amazon Employees Say AI Is Just Increasing Workload. A New Study Confirms Their Suspicions

บริษัทจรวดชนะ FAA ถอยมาตรการขยะอวกาศ

หลังจากที่ FAA เสนอมาตรการเข้มงวดเพื่อจัดการขยะอวกาศจากจรวด ล่าสุดหน่วยงานนี้กลับถอยหลัง ทำให้ บริษัทจรวดชนะ FAA ถอยมาตรการขยะอวกาศ ไปแบบเต็มตัว สร้างความโล่งใจให้อุตสาหกรรมอวกาศเอกชน แต่ก็ก่อให้เกิดคำถามถึงความเสี่ยงในอนาคต

บริษัทจรวดชนะ FAA ถอยมาตรการขยะอวกาศ: พื้นหลังของเรื่อง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2023 FAA เสนอกฎใหม่ ที่บังคับให้บริษัทอวกาศเอกชนต้องกำจัดชั้นบนของจรวด (upper stages) หลังจากปล่อยดาวเทียมเข้าวงโคจรแล้ว แต่ล่าสุดในเดือนมกราคม FAA ประกาศถอนข้อเสนอนี้ออกไป เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมตามที่ ProPublica รายงาน การตัดสินใจนี้สอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดกฎระเบียบให้อุตสาหกรรมอวกาศเอกชน โดยเฉพาะบริษัทอย่าง SpaceX ที่กดดันหนัก

ปัญหาขยะอวกาศจากจรวดคืออะไร?

หลังจากจรวดทำหน้าที่ปล่อย payload เข้าวงโคจร ชั้นบนของจรวดมักถูกทิ้งไว้ในอวกาศ กลายเป็นขยะที่ลอยวนอยู่นานหลายเดือนหรือหลายปี จนกว่าจะตกลงสู่อะตโมสเฟียร์แบบไม่ควบคุม ตามข้อมูลจาก European Space Agency (ESA) ชิ้นส่วนเหล่านี้คิดเป็น 11% ของวัตถุที่ติดตามได้ในวงโคจร ถือเป็นสาเหตุหลักของปัญหาขยะอวกาศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

FAA เสนอทางเลือก 5 วิธีในการกำจัดขยะเหล่านี้ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้กับภารกิจอวกาศของตัวเอง

  • นำชั้นบนกลับเข้าอะตโมสเฟียร์แบบควบคุม (controlled reentry)
  • ย้ายไปยังวงโคจร graveyard ที่ไม่แออัด
  • ส่งออกนอกวงโคจรโลก (Earth-escape trajectory)
  • ดึงกลับภายใน 5 ปีหลังปล่อย
  • ปล่อยให้ไหม้ในชั้นบรรยากาศแบบไม่ควบคุม

บริษัทจรวดคัดค้านหนักหน่วง

บริษัทอย่าง SpaceX, Blue Origin และอื่นๆ วิจารณ์หนัก โดยตั้งคำถามถึงอำนาจของ FAA และต้นทุนที่สูงล้น FAA จึงตัดสินใจไม่บังคับใช้ โดยอ้างถึงปัญหาค่าใช้จ่ายและขอบเขตอำนาจ พร้อมจะศึกษาต่อและปรับปรุง

การถอยนี้สอดรับนโยบายทรัมป์ที่ในเดือนสิงหาคม 2025 ออกคำสั่งบริหาร เพื่อลดการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมและเร่งใบอนุญาตปล่อยจรวด ทำให้ภาคเอกชนเติบโตแบบไร้ขีดจำกัด

อย่างไรก็ตาม SpaceX อ้างว่าตนเองพยายามลดขยะอยู่แล้ว โดยในปี 2024 มี upper stages ของ Falcon 9 ค้างในวงโคจร 13 จาก 134 ครั้ง และปี 2025 ลดเหลือ 3 จาก 165 ครั้ง ตาม แถลงการณ์ ของบริษัท

แม้บริษัทจรวดจะชนะรอบนี้ แต่ปัญหาขยะอวกาศยังคงเป็นภัยคุกคามใหญ่ หากไม่จัดการ อาจนำไปสู่กระบวนการ Kessler Syndrome ที่ขยะชนกันเพิ่มขึ้นแบบลูกโซ่ ส่งผลกระทบต่อดาวเทียมและภารกิจอวกาศทั้งหมด

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจนี้? มันช่วยอุตสาหกรรมหรือเสี่ยงอนาคตอวกาศ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอวกาศอัปเดตจากเรา!

ที่มา – Rocket Companies Win as Feds Retreat on Orbital Debris Crackdown

FCC สั่ง Amazon หยุดบ่น SpaceX แล้ว发射ดาวเทียมซะ

SpaceX สร้างความฮือฮาในวงการดาวเทียมช่วงปลายเดือนมกราคม เมื่อยื่นขอ FCC อนุญาต发射ดาวเทียมสูงสุด 1 ล้านดวง เพื่อสร้างคลัสเตอร์ข้อมูลในอวกาศ ซึ่งดูเหมือนจะทำให้ Amazon โมโหหนัก จนกลายเป็นศึกดุเดือด จนประธาน FCC ต้องออกมาพูดเอง

FCC สั่ง Amazon หยุดบ่น SpaceX แล้วเร่ง发射ดาวเทียม

วันที่ 6 มีนาคม Amazon ยื่นคำร้องต่อ FCC ขอปฏิเสธคำขอของ SpaceX โดยอ้างว่ามันเป็นแค่ “ความฝันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แผนจริง” บริษัทของ Jeff Bezos ชี้ว่าขาดรายละเอียดสำคัญ เช่น การออกแบบดาวเทียม ระดับความสูงวงโคจร ลักษณะคลื่นความถี่ และแผนจัดการการชนหรือรบกวนกันเองในระดับล้านดวง แถม timeline ก็ไม่ชัด อาจใช้เวลาหลายศตวรรษกว่าจะเสร็จ

คำร้องนี้มีเหตุผลบางส่วน แต่ FCC Chairman Brendan Carr ไม่เห็นด้วย เขาโพสต์บน X ว่า “Amazon ควรโฟกัสที่ตัวเองที่กำลังขาดดาวเทียมเกือบ 1,000 ดวงจากเป้าหมายใกล้เข้ามา แทนที่จะเสียเวลาโจมตีบริษัทที่กำลัง发射ดาวเทียมเป็นพันๆ ดวง”

Carr พูดถูกนะ SpaceX เริ่ม发射 Starlink ตั้งแต่ปี 2019 และตอนนี้มีดาวเทียมกว่า 9,600 ดวงแล้ว เป็นคอนสเตลเลชันที่ใหญ่และโตเร็วที่สุดในโลก ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์แก่คนนับล้านทั่วโลก

Amazon Leo ยังตามหลัง SpaceX ไกล

ส่วน Amazon Leo (เดิม Project Kuiper) ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น Amazon เปิดตัวแผนแข่ง Starlink แค่เดือนก่อน SpaceX 发射ล็อตแรกจริง แต่ผลิตช้าและเพิ่งเข้าสู่เฟส部署

ดาวเทียมโปรโตไทป์首批发射ปี 2023 ตอนนี้มี 210 ดวง活跃 และแผนขยายเป็น 3,236 ดวง ตามกฎ FCC ต้อง发射ครึ่งหนึ่งก่อน 30 กรกฎาคม 2026

ปลายมกราคม Amazon ขอขยายเวลา 2 ปี อ้างขาดจรวด发射ใกล้ๆ ไม่เหมือน SpaceX ที่มี Falcon 9 เอง Amazon ต้องพึ่งพันธมิตร รวมถึง SpaceX ด้วย คำร้องบอกว่ามีปัญหาการผลิต จรวดใหม่ล้มเหลว และลิมิต spaceport

FCC ยังไม่ตัดสิน แต่ชัดเจนว่า Amazon จะไม่ทันเดดไลน์

คำขอ SpaceX 1 ล้านดาวเทียมยังคลุมเครือ

ถึงอย่างนั้น คำขอของ SpaceX ก็คลุมเครือจริง ไม่มีตาราง部署หรืองบประมาณ แม้ขอผ่อนผันกฎ发射ครึ่งใน 6 ปี เต็มใน 9 ปี ขาดสเปคขนาด มวลดาวเทียม ซึ่งสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยง และวงโคจรกว้าง 500-2,000 กม.

โพสต์ดุเดือดของ Carr ไม่ใช่สัญญาว่า FCC จะไม่ฟัง Amazon แต่ดูไม่สู้ดีนัก SpaceX ได้เปรียบ Amazon ต้องเร่งแผนอวกาศตัวเอง

ศึกนี้แสดงให้เห็นการแข่งขันดุเดือดในวงการดาวเทียม SpaceX นำหน้า Amazon ต้องปรับกลยุทธ์ พึ่งตัวเองมากขึ้น คุณคิดว่า Amazon จะพลิกเกมได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอวกาศอัปเดตที่นี่!

ที่มา – Feds to Amazon: Quit Whining About SpaceX and Launch Some Damn Satellites

ตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่ เปิดปริศนาเอเลี่ยน

ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ Universal ก็ตื่นขึ้นมาปล่อยตัวอย่างอย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ไซไฟสุดยิ่งใหญ่ Disclosure Day จากผู้กำกับ Steven Spielberg เพื่อเตือนให้แฟน ๆ รู้ว่าซัมเมอร์บล็อกบัสเตอร์กำลังจะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่!

ตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่ เปิดปริศนาเอเลี่ยนสุดลึกลับ

ตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่นี้เต็มไปด้วยความลึกลับแบบสมคอนสปิเรชั่นเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก เหมือนกับทีเซอร์ตัวก่อน ๆ แต่คราวนี้เพิ่มความเข้มข้นด้วยฉากอันตรายที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์จะทำทุกอย่างเพื่อปกปิดความลับนี้ นักแสดงชั้นนำอย่าง Josh O’Connor, Emily Blunt, Colin Firth, Eve Hewson และ Colman Domingo ต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในจักรวาล

เสน่ห์ของ Spielberg อยู่ที่ภาพวิวุต scenic ของธรรมชาติ รัฐบาลสมคอนสปิเรชั่น และพลังจักรวาลที่มาบรรจบกันในหนังระทึกขวัญ การเปิดเผยปริศนาเอเลี่ยนที่ยังไม่ถูกเปิดเผยในตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่ นำไปสู่ฉากไล่ล่าด้วยรถสุดระทึกและภาพหลอน ๆ ที่ทำให้ใจเต้นรัว พูดได้เลยว่าซัมเมอร์บล็อกบัสเตอร์กลับมาอย่างแท้จริง!

ทีมงานและนักแสดงในตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่

Spielberg ร่วมงานกับ David Koepp นักเขียนบทคู่ใจที่เคยเขียน Jurassic Park, War of the Worlds และ Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull จุดเด่นของตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่คือ แม้จะเผยพล็อตหลักมากขึ้น แต่ก็ไม่สปอยล์จนเกินไป ทำให้เราไม่สามารถเดาเรื่องทั้งหมดได้ก่อนเข้าโรง

  • กวางเดินมากับเด็กหญิงไปยังบ้านเรืองแสง
  • วงกลมบนทุ่งนาลึกลับ
  • เครื่องมือขยายรูม่านตาไฮเทค
  • ฉากไล่ล่าบนรถไฟสุดหวาดเสียว
  • เสียงกลืนคอที่น่าขนลุก โดยเฉพาะคนฟังหูฟัง!

นี่คือตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่ที่ชวนให้ตื่นเต้นกับรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ ซึ่ง Spielberg ใช้เทคนิคสร้างความสงสัยได้อย่างลงตัว

ทำไม Disclosure Day ถึงน่าจับตามอง

หลังจาก Spielberg ได้รับสถานะ EGOT ล่าสุด ตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่ยิ่งทำให้แฟน ๆ Letterboxd อยากจดปฏิทินเข้าโรงวันแรก (12 มิถุนายน) เพื่อพิสูจน์ว่าผู้กำกับที่จุดประกายบล็อกบัสเตอร์อย่าง Jaws ยังคงเก่งกาจ

หนังเรื่องนี้ผสมผสาน sci-fi conspiracy กับแอคชั่นได้อย่างลงตัว ภาพวิชวลสวยงาม เอฟเฟกต์พิเศษระดับโลก และดราม่าที่ทำให้เราคิดถึงความจริงเกี่ยวกับ UFO และเอเลี่ยน ตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่ไม่เพียงแค่ hype แต่ยัง tease ปริศนาที่จะทำให้คุณนอนไม่หลับ

นอกจากนี้ ทีมนักแสดงออสการ์อย่าง Emily Blunt และ Colin Firth ยังเพิ่มมิติให้ตัวละคร ทำให้เรื่องราวไม่ใช่แค่เอเลี่ยน แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความจริงที่มนุษย์ควรรู้

หากคุณชื่นชอบหนังไซไฟแนว Arrival หรือ Close Encounters of the Third Kind ของ Spielberg เอง ตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่จะไม่ทำให้ผิดหวัง

สรุปแล้ว Disclosure Day คือหนังที่รอคอยของปีนี้ ตัวอย่าง Disclosure Day ใหม่ได้ทำหน้าที่ crack open ปริศนาเอเลี่ยนได้อย่างน่าประทับใจ

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเปิดเผยครั้งใหญ่ในโรงภาพยนตร์ 12 มิถุนายนนี้ อย่าพลาดและแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – The New ‘Disclosure Day’ Trailer Cracks Its Alien Mystery Wide Open