ผู้เขียน: lalika69_admin

พบชื่อ อีลอน มัสก์ และเจ้าชายแอนดรูว์ ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักการเงินผู้ต้องหาคดีค้าประเวณี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องราวที่น่าติดตามและชวนให้คิดมาฝากกันอีกแล้ว โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบข่าวสารในวงการเทคโนโลยีและบันเทิงระดับโลก เรื่องนี้เกี่ยวกับการเปิดเผยเอกสารลับที่ทำให้ชื่อดังๆ หลายคนถูกพูดถึงอีกครั้ง ใช่แล้วครับ มันคือ พบชื่อ อีลอน มัสก์ และเจ้าชายแอนดรูว์ ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักการเงินผู้ต้องหาคดีค้าประเวณี เรื่องนี้เพิ่งถูกเปิดเผยโดยพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสสหรัฐฯ และมันสร้างกระแสฮือฮาอย่างมาก มาดูกันครับว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

พบชื่อ อีลอน มัสก์ และเจ้าชายแอนดรูว์ ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักการเงินผู้ต้องหาคดีค้าประเวณี

เอกสารชุดนี้มาจากกองมรดกของเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินชื่อดังที่เสียชีวิตในปี 2019 ขณะถูกคุมขังรอพิจารณาคดีค้าประเวณี เอกสารถูกส่งไปยังคณะกรรมการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และมีรายละเอียดที่น่าตกใจ เช่น การเชิญอีลอน มัสก์ไปเยือนเกาะส่วนตัวของเอปสตีนในเดือนธันวาคม 2014 มีบันทึกข้อความเตือนว่า “อีลอน มัสก์ มาที่เกาะ 6 ธ.ค. (ยังจะเกิดขึ้นอยู่ไหม?)” แต่จากที่มัสก์เคยให้สัมภาษณ์ เขาเคยปฏิเสธคำเชิญนี้ไปแล้วนะครับ

ส่วนเจ้าชายแอนดรูว์แห่งราชวงศ์อังกฤษ ก็ถูกระบุชื่อในบันทึกการเดินทางด้วย มีรายละเอียดเที่ยวบินจากนิวเจอร์ซีย์ไปฟลอริดาในเดือนพฤษภาคม 2000 โดยโดยสารร่วมกับเอปสตีนและกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ซึ่งเธอถูกตัดสินผิดฐานสมรู้ร่วมคิดในการค้ามนุษย์ทางเพศในปี 2021 เจ้าชายแอนดรูว์เคยปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และการเดินทางครั้งนั้นเชื่อมโยงกับงานการกุศลที่นิวยอร์กด้วยครับ

ชื่อดังอื่นๆ ที่ถูกพูดถึง

นอกจากมัสก์และเจ้าชายแอนดรูว์ เอกสารยังมีชื่อคนดังอีกเพียบ เช่น ปีเตอร์ ธีล ผู้ก่อตั้งเพย์พาลและนักลงทุนเทคโนโลยีชั้นนำ มีกำหนดการทานอาหารกลางวันกับเอปสตีนในเดือนพฤศจิกายน 2017 สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ ก็มีนัดทานข้าวในปี 2019 และบิล เกตส์ กูรูไมโครซอฟต์ มีร่างกำหนดการเลี้ยงอาหารเช้าในเดือนธันวาคม 2014 ซึ่งเกตส์เคยยอมรับว่าเป็น “ความผิดพลาด” ที่ไปพบเอปสตีน

  • อีลอน มัสก์: CEO ของเทสล่าและสเปซเอ็กซ์ ชื่อของเขาถูกกล่าวถึงในบริบทการเชิญ แต่ไม่มีหลักฐานว่ามีส่วนร่วมกิจกรรมผิดกฎหมาย
  • เจ้าชายแอนดรูว์: สมาชิกราชวงศ์อังกฤษที่เคยถูกฟ้องคดี แต่ศาลตัดสินยกฟ้องไปแล้ว
  • คนดังอื่น: แสดงให้เห็นว่าเอปสตีนมีเครือข่ายกว้างขวางในหมู่คนรวยและมีอิทธิพล

จากประสบการณ์ของผมในวงการเทคโนโลยี เรื่องแบบนี้ชวนให้นึกถึงว่าคนดังเหล่านี้มักถูกเชิญเข้าสังคมด้วยเหตุผลทางธุรกิจหรือสังคม แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับเอปสตีน มันก็จุดประกายคำถามเรื่องจริยธรรมและการตรวจสอบตัวเองได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ข่าวแพร่กระจายเร็วมาก

ประวัติของเอปสตีนและบทเรียนที่ได้

เจฟฟรีย์ เอปสตีน เริ่มมีปัญหากับกฎหมายตั้งแต่ปี 2008 เมื่อรับสารภาพคดีลวนลามเด็กหญิงวัย 14 ปีในฟลอริดา และถูกจับอีกครั้งในปี 2019 ก่อนเสียชีวิตในคุก ซึ่งเป็นการฆ่าตัวตาย เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่หลักฐานว่าคนที่ถูกกล่าวชื่อรู้เห็นกิจกรรมผิดกฎหมาย แต่แสดงให้เห็นเครือข่ายที่กว้างใหญ่ของเขา

ฝ่ายเดโมแครตเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารเพิ่มเติม เพื่อคืนความยุติธรรมให้เหยื่อ ขณะที่รีพับลิกันกล่าวหาว่าเป็นการเมือง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องนี้เตือนใจเราว่าแม้แต่คนดังก็ต้องรับผิดชอบต่อการคบหา

ในมุมมองของผม ในฐานะคนที่ติดตามวงการเทคมานาน การที่ชื่ออย่างมัสก์ถูกพูดถึง แสดงให้เห็นว่าการมีชื่อเสียงมาพร้อมความเสี่ยง หากไม่ระวังการคบค้าสมาคม ผมคิดว่าการตรวจสอบแบบนี้จะช่วยให้สังคมโปร่งใสขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เต็มไปด้วยนักลงทุนและผู้นำที่มีอิทธิพล

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ หากคุณเป็น CEO ใหญ่ๆ จะจัดการกับคำเชิญแบบนี้ยังไง? แนะนำให้ตรวจสอบพื้นหลังให้ดีก่อนรับเชิญนะครับ และติดตามข่าวสารเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – พบชื่อ อีลอน มัสก์ และเจ้าชายแอนดรูว์ ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักการเงินผู้ต้องหาคดีค้าประเวณี

อนุทินลงพื้นที่ตรวจถนนสามเสนทรุดรอบดึก ตั้งเป้าคืนผิวจราจร 7-8 ต.ค.นี้

เมื่อไม่นานมานี้ (26 กันยายน) ที่ผ่านมา ณ เวลา 23.00 น. ได้มีรายงานข่าวว่า ท่าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมความคืบหน้าในการซ่อมแซมถนนสามเสน บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเคยเกิดเหตุการทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ และสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนในพื้นที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ท่าน อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดเผยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รีบดำเนินการซ่อมแซม ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการเทคอนกรีตที่ได้เริ่มเสร็จสิ้น พร้อมกันนี้ยังย้ำว่า จุดที่ซ่อมแซมจะไม่เป็นอันตรายต่อประชาชน เนื่องจากมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนหน้านี้ ท่านอนุทินยังกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ทุ่มเททำงานกันอย่างไม่ย่อท้อ ทั้งกลางวันและกลางดึก

อนุทินลงพื้นที่ตรวจถนนสามเสนทรุดรอบดึก ตั้งเป้าคืนผิวจราจร 7-8 ต.ค.นี้

ท่าน อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวชัดเจนว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเร่งการซ่อมแซมถนนสามเสน ให้กลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด พร้อมตั้งเป้าหมายว่า ภายในวันที่ 7-8 ตุลาคม 2025 นี้ ถนนสายสำคัญนี้จะสามารถกลับมามีผิวจราจรให้ประชาชนใช้สัญจรได้อีกครั้งอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ การซ่อมแซมทำภายใต้ความปลอดภัยเป็นหลัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งจากการตรวจสอบโครงสร้างภายนอก ตลอดจนการประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า ถนนจะกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไม่มีปัญหาในอนาคต

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหานี้ ถือเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคง ความสะดวกในการเดินทางของประชาชน รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเราคาดว่า ไม่นานนัก ผู้ใช้รถทั้งหลายจะได้รับความสะดวกจากการเปิดเส้นทางใหม่อีกครั้ง

ระบบโครงสร้างพื้นฐานในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ถือเป็นกระดูกสันหลังสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น ทุกความพังพินาศ หรือปัญหาโครงสร้าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ล้วนมีผลกับชีวิตของคนทั่วไป ทั้งในด้านความปลอดภัย การเดินทาง และความคล่องตัวของเศรษฐกิจ

เราจะติดตามสถานการณ์กันต่อ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภายในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ประชาชนจะสามารถใช้เส้นถนนนี้ได้โดยไม่ต้องลุ้นอีกต่อไป

สรุป: ความพร้อมและการรับผิดชอบ

การลงพื้นที่ของ ท่าน อนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นการแสดงด้านความรับผิดชอบของภาครัฐ ตลอดจนการใส่ใจกับประชาชนอย่างใกล้ชิด การตั้งเป้าที่จะ คืนผิวจราจร 7-8 ต.ค. สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหา ไม่ปล่อยไว้แบบลอยๆ ใครๆ ก็อยากให้เมืองไทยยิ่งใหญ่มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ ใครพร้อมจะลงมือจริงๆ แล้วไหม แล้วทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกัน ทำให้สิ่งดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นมากขึ้น

สนใจติดตามรายละเอียดข่าวสารฉบับเต็มสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์

ที่มา – อนุทินลงพื้นที่ตรวจถนนสามเสมทรุดรอบดึก ตั้งเป้าคืนผิวจราจร 7-8 ต.ค.นี้

การลุกฮือของผู้ประท้วงรุ่น “เจนซี” ทั่วเอเชีย ชี้ว่าสื่อโซเชียลเป็นดาบสองคมจริงหรือไม่ ?

การลุกฮือของผู้ประท้วงรุ่น “เจนซี” ทั่วเอเชีย ชี้ว่าสื่อโซเชียลเป็นดาบสองคมจริงหรือไม่ ?

สวัสดีครับทุกคน! ในฐานะคนที่ติดตามเรื่องเทคโนโลยีและการเคลื่อนไหวทางสังคมมาอย่างยาวนาน ผมต้องบอกว่าปีนี้เอเชียกำลังเดือดพล่านด้วยคลื่นลูกใหม่จากเหล่าคนรุ่น ‘เจนซี’ (Generation Z) ที่ลุกขึ้นมาประท้วงต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างดุเดือด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือบทบาทของสื่อโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นเครื่องมือหลักในการจุดประกายความโกรธแค้นเหล่านี้ แต่คำถามคือ การลุกฮือของผู้ประท้วงรุ่น “เจนซี” ทั่วเอเชีย ชี้ว่าสื่อโซเชียลเป็นดาบสองคมจริงหรือไม่ ? วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเอง ผสมผสานข้อมูลเชิงลึกจากเหตุการณ์จริง เพื่อให้คุณเข้าใจว่าทำไมเจนซีถึงกลายเป็นพลังเปลี่ยนแปลงที่ทรงอิทธิพลขนาดนี้

การลุกฮือของผู้ประท้วงรุ่น “เจนซี” ทั่วเอเชีย ชี้ว่าสื่อโซเชียลเป็นดาบสองคมจริงหรือไม่ ?

เริ่มจากเนปาลก่อนเลยนะครับ อาทิตยา หนุ่มวัย 23 ปี ได้จุดชนวนจากโพสต์ข่าวงานแต่งหรูหราของลูกสาวนักการเมือง ที่ทำให้ถนนติดขัดและมีข่าวลือว่านายกฯ ใช้ทรัพยากรรัฐช่วยขบวนรถ VIP ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ภาพเหล่านั้นบนโซเชียลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จนอาทิตยาและเพื่อนๆ ออกมาชุมนุมใหญ่ในกาฐมาณฑุเมื่อกันยายนที่ผ่านมา มีผู้ประท้วงนับพันคน โดยเฉพาะเจนซีที่โกรธแค้นต่อ ‘เด็กเส้น’ (nepo kids) ลูกหลานนักการเมืองที่อวดชีวิตหรูหรา เช่น ภาพซอกัต ธาปา ลูกผู้ว่าฯ ที่ยืนล้อมกล่องของขวัญแบรนด์เนมกองพะเนิน เหตุการณ์บานปลายจนเกิดจลาจล นายกฯ ลาออก และมีผู้เสียชีวิต 70 ราย แต่เจนซีมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

ไม่ใช่แค่เนปาลนะครับ กระแสนี้ลุกลามไปทั่วเอเชีย อินโดนีเซียมีประท้วงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2025 คัดค้านการตัดงบประมาณและเงินอุดหนุนที่พัก 60 ล้านรูเปียห์ต่อเดือนให้ ส.ส. ซึ่งมากกว่ารายได้เฉลี่ย 20 เท่า ซีครี นักศึกษาวัย 22 ปี จากสุมาตราเหนือ บอกว่าพ่อแม่เขาทำสวนยางรายได้แค่ 4 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ แฮชแท็กอย่าง #IndonesiaGelap และ #KaburAjaDulu กลายเป็นกระแสใหญ่บนโซเชียล สะท้อนความสิ้นหวังและความเหลื่อมล้ำ

ที่ฟิลิปปินส์ ก็มีคนหนุ่มสาวกว่า 30,000 คน ออกมาประท้วงในมะนิลาเมื่อ 21 กันยายน ใช้ Reddit รณรงค์ ‘ตรวจสอบไลฟ์สไตล์’ ของผู้มีอิทธิพล โดยลงภาพชีวิตหรูเกินจริง สื่อโซเชียลช่วยให้พวกเขาระดมพลได้เร็วมาก อาทิตยาและกลุ่ม ‘กบฏเจนซี’ ยังใช้ AI อย่าง ChatGPT สร้างคลิปวิดีโอ 50 ชิ้น เผยแพร่บน TikTok ที่ไม่ถูกแบน คลิปแรกใช้เพลง ABBA ‘The Winner Takes It All’ แสดงภาพงานแต่งหรู จบด้วยคำถาม ‘คุณจะร่วมต่อสู้ไหม?’ ยอดวิวทะลุ 135,000 ในวันเดียว!

สื่อโซเชียล: เครื่องมือเปลี่ยนโลกหรือตัวจุดชนวนจลาจล?

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สตีเวน เฟลด์สไตน์ จากมูลนิธิคาร์เนกี บอกว่า เทคโนโลยีคือส่วนหนึ่งของ DNA เจนซี ที่เติบโตมากับสมาร์ทโฟนและแอปชัตเตอร์ พวกเขาสร้างเอกภาพข้ามพรมแดน เช่น แฮชแท็ก #SEAblings ที่เชื่อมโยงฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย หรือสัญลักษณ์หัวกะโหลกธงดำจากอินโดนีเซียที่แพร่ไปเนปาล ผมเห็นด้วยครับ เพราะในอดีตอย่าง Arab Spring หรือ Occupy Wall Street ใช้ Twitter แต่ยุคนี้ AI และ TikTok ทำให้ทุกอย่างรวดเร็วและเข้าถึงง่ายกว่า

แต่ดาบสองคมจริงๆ คือด้านมืด สื่อโซเชียลแพร่ข่าวเท็จได้ง่าย รัฐบาลเนปาลแบนแพลตฟอร์มหลายแห่งเพื่อหยุด hate speech แต่เจนซีมองว่าเป็นการปิดปาก นอกจากนี้ การขาดผู้นำชัดเจนทำให้ขบวนการออนไลน์อาจไม่ยั่งยืน เฟลด์สไตน์เตือนว่า ต้องเปลี่ยนจากกระแสโกรธแค้นเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว มิเช่นนั้นจะจบด้วยความรุนแรงอย่างที่เห็น มีผู้เสียหายนับร้อยล้านดอลลาร์ และเสียชีวิตกว่า 80 รายทั่วภูมิภาค

  • จุดเด่น: สื่อโซเชียลช่วยให้เจนซีมีเสียงดัง รวดเร็ว และเชื่อมโยงกัน
  • จุดด้อย: อาจนำไปสู่จลาจลและการปราบปรามจากรัฐ
  • บทเรียน: ต้องผสมผสานออนไลน์กับการเคลื่อนไหวจริงเพื่อผลลัพธ์ยั่งยืน

รัฐบาลบางแห่งยอมรับ เช่น อินโดนีเซียยกเลิกเงินอุดหนุนบางส่วน ฟิลิปปินส์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนคอร์รัปชัน แต่การทุจริตฝังรากลึก ต้องอาศัยเจนซีรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดผู้นำแบบคนรุ่นเก่า

ในฐานะคนที่เห็นเทรนด์นี้มาตั้งแต่ยุค TikTok เริ่มบูม ผมคิดว่า การลุกฮือของผู้ประท้วงรุ่น “เจนซี” ทั่วเอเชีย คือสัญญาณว่าสื่อโซเชียลเป็นดาบสองคมจริงๆ มันจุดประกายเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าไม่จัดการดีๆ ก็กลายเป็นเพลิงไหม้ที่ลุกลามได้ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเจนซีในไทยเราก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน คุณจะใช้โซเชียลยังไงเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงบ้าง? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์เลยนะ แล้วอย่าลืมติดตามบล็อกนี้สำหรับอัปเดตเทรนด์บันเทิงและเทคต่อไป!

(คำทั้งหมด: ประมาณ 850 คำ)

ที่มา – การลุกฮือของผู้ประท้วงรุ่น “เจนซี” ทั่วเอเชีย ชี้ว่าสื่อโซเชียลเป็นดาบสองคมจริงหรือไม่ ?

ชัชชาติเผยเทปูนอุดรอยรั่วหลุมยุบสามเสนแล้ว 700 คิว

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าในการซ่อมแซมหลุมยุบบริเวณถนนสามเสน หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยชัชชาติเปิดเผยว่า ทีมช่างได้ทำการเทปูนเพื่ออุดรอยรั่วแล้วจำนวน 700 คิว หรือประมาณ 1,500 ตัน อย่างไรก็ตาม กระบวนการต้องหยุดชะงักชั่วคราวเนื่องจากปูนบางส่วนไหลเข้าไปในอุโมงค์ ทำให้ต้องรอดูความแห้งของคอนกรีตก่อนจะดำเนินการต่อไป

ชัชชาติเผยเทปูนอุดรอยรั่วหลุมยุบสามเสนแล้ว 700 คิว

สำหรับการซ่อมแซมในช่วงแรก คาดว่าจะใช้ปูนทั้งสิ้น 1,000 คิว หรือ 2,400 ตัน หลังจากที่ปูนแห้งสนิท จึงจะเริ่มขั้นตอนการสร้างผนังคอนกรีตเพื่อเสริมโครงสร้างถนน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

ภาพรวมการซ่อมแซมและผลกระทบ

สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับควบคุม แม้จะมีดินสไลด์เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50 เซนติเมตร แต่ไม่มีผลกระทบหลายวงกว้างหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ

  • อาคาร สน. สามเสน เจ้าหน้าที่ได้ตัดสายไฟที่รั้งอาคารสถานีตำรวจนครบาล 3 เสา และได้ประสานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับสั่นไหวเพิ่มเพื่อเฝ้าระวัง
  • การเข้าพื้นที่ ยังคงปิดกั้นพื้นที่ภายในบริเวณ สน. สามเสน ไม่ให้บุคคลทั่วไป รวมถึงผู้พักอาศัยในแฟลตใกล้เคียงเข้าไป
  • ภายในอุโมงค์ เจ้าหน้าที่เตรียมลงสำรวจสภาพปูน ดิน รวมถึงรอยแตกร้าว 30 ตารางเมตร ซึ่งส่งผลให้ดินสไลด์เข้าไป 10 เมตร ภายในอุโมงค์ และเพิ่มอีก 40 เมตรภายในสถานี ยังพบด้วยว่า ภายในอุโมงค์มีรถตำรวจ 2 คัน 1 คันเป็นรถยกและ 1 คันเป็นรถส่วนตัว ซึ่งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยืนยันว่าจะนำรถออกมาหลังการซ่อมถนนเสร็จ และมีแผนซื้อรถป้ายแดงทดแทน

จากสถานการณ์ฝนฟ้าที่มีแนวโน้มจะตกใน 70% ของพื้นที่กรุงเทพฯ จึงได้มีการเตรียมความพร้อมโดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 4 จุด พร้อมวางกระสอบทรายกั้น ป้องกันน้ำไหลเข้าสู่บริเวณหลุมยุบ

การให้บริการของโรงพยาบาลวชิรพยาบาลและ状况การจราจร

โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ยังคงเปิดให้บริการผู้ป่วยนอกโดยไม่หยุดชะงัก หลังจากได้มีการประเมินความเสี่ยงแล้วว่าอาคารปลอดภัย ทั้งนี้ อาคารทีปังกรรัศมีโชติ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดดินสไลด์ 6 เมตร ได้รับการออกแบบโดยมีเสาเข็มลึกและมีกำแพงป้องกันดิน แตกต่างจากฝั่ง สน. สามเสน ที่ไม่มีโครงสร้างป้องกัน

การเดินทาง มีเส้นทางเลี่ยง ได้แก่ สะพานกรุงธน (ซังฮี้) หรือใช้ถนนราชวิถี ไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผู้ใช้ถนนยังสามารถเข้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ผ่านเส้นทางเลี้ยวซ้ายเข้าถนนขาว หรือเลี้ยวขวาเข้าถนนสังคโลก หรือตรงไปถนนสุโขทัยแล้วเลี้ยวเข้าทางลัด ซึ่งในช่วงเวลาเช้า รถยนต์เคลื่อนตัวได้ดี แม้บางจุดจะมีรถหนาแน่น แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่สามารถจัดการได้

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบความร่วมมือในการเดินทาง โดยเฉพาะครอบครัวที่อยู่บริเวณใกล้เคียง อย่าลืมว่าความปลอดภัยของทุกคนเริ่มต้นที่เราทุกคน

ที่มา – ชัชชาติเผยเทปูนอุดรอยรั่วหลุมยุบสามเสนแล้ว 700 คิว หวั่นฝนตกกระทบการซ่อมแซม เร่งสำรวจความเสียหายในอุโมงค์

เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ตามที่ รฟม. แถลงได้จริงหรือ ?

เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ตามที่ รฟม. แถลงได้จริงหรือ ?

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมอยากชวนคุยเรื่องเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันเยอะเลย นั่นคือ เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน บริเวณถนนสามเสน จุดก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ถนนยุบลงไปขนาด 30×30 เมตร ลึกเกือบ 20 เมตร เลยทีเดียว! รฟม. หรือการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ออกมาแถลงว่ามันเป็น “เหตุสุดวิสัย” จากสภาพดินและน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะพิเศษ แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่านะ? ผมในฐานะคนที่ติดตามเรื่องเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานมานาน จะมาอธิบายให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ

เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ตามที่ รฟม. แถลงได้จริงหรือ ?

จากที่ รฟม. แถลงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. เล่าว่าถนนทรุดเกิดขึ้นระหว่าง 5.00-7.30 น. ของวันก่อนหน้า ดินและน้ำไหลเข้าไปในโครงสร้างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้า ทำให้พื้นผิวถล่มลงมา เขาสันนิษฐานว่าดินในพื้นที่นี้มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากน้ำใต้ดินและท่อประปาที่ชำรุด ส่งผลให้ดินเสียเสถียรภาพและไหลลงช่องว่างต่างๆ รฟม. ยืนยันว่าการก่อสร้างเป็นไปตามมาตรฐาน และเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่เกิดขึ้นแบบ “พิเศษ” แบบนี้ พวกเขาวางแผนอุดรูรั่วและคืนพื้นผิวจราจรภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนซ่อมสถานีต่อ

แต่เดี๋ยวก่อนครับ นี่มัน “สุดวิสัย” จริงเหรอ? ผมได้ข้อมูลจาก รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิคจากญี่ปุ่น เขาบอกว่าการทรุดตัวแบบนี้ต้องมีช่องว่างหรือโพรงใต้ดินก่อน ถ้าเป็นสภาพดินน้ำธรรมดา อุโมงค์ที่ออกแบบมาดีควรรับมือได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเคยลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก “ผมว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรอก” เขาพูดตรงๆ

สาเหตุที่แท้จริงน่าจะมาจากไหน?

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าจุดอ่อนอยู่ที่รอยต่อระหว่างอุโมงค์กับสถานี โดยปกติการก่อสร้างจะทำสถานีก่อนเพราะแข็งแรง ค่อยเชื่อมอุโมงค์คอนกรีตโค้งเข้าไป แล้วเจาะช่องยึดด้วยวัสดุยางเพื่อรองรับการเคลื่อนไหว แต่ช่องว่างตรงนั้นอาจยังไม่ปิดสนิท ทำให้ดินไหลตามเข้าไปในโถงสถานีขนาดใหญ่ รศ.ดร.ฐิรวัตร บุญญะฐี จากจุฬาฯ ก็วิเคราะห์คล้ายกันว่าพื้นที่ทรุดตรงจุดที่อุโมงค์วิ่งเข้าสถานีพอดี

  • การตรวจสอบ: รฟม. มีอินคลิโนมิเตอร์ (inclinometer) สำหรับวัดการเคลื่อนตัวของดิน แต่เป็นแบบเก่าที่ต้องตรวจด้วยมือ ไม่ใช่อัตโนมัติ ถ้าติดตั้งดี ควรตรวจจับได้ตั้งแต่ดินเริ่มเคลื่อน
  • การเฝ้าระวัง: ควรมีคนเฝ้าตลอด ไม่ใช่แค่เครื่องมือ เพราะพื้นที่ก่อสร้างเสี่ยงสูง
  • วิธีแก้: ใช้กระสอบทรายอุดรูอาจไม่พอ ต้องประเมินช่องว่างก่อน และควรซ่อมอุโมงค์พร้อมกันเพื่อประหยัด ไม่รอถมเสร็จ

ส่วนค่าใช้จ่าย ถ้าเป็น “สุดวิสัย” รฟม. อาจต้องจ่ายเอง ผู้รับเหมาไม่รับผิด แต่ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าจะมีคดีตามมาถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่สุดวิสัยจริง ควรเปิดข้อมูลบันทึกการก่อสร้างให้หน่วยงานกลางตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้

ในฐานะคนที่ชอบติดตามเทคโนโลยีโครงสร้าง ผมเห็นว่านี่เป็นตัวอย่างว่าการก่อสร้างใต้ดินในเมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ ที่ดินอ่อนนุ่ม ต้องมีระบบตรวจสอบทันสมัยกว่านี้ เช่น เซ็นเซอร์อัตโนมัติเชื่อมต่อ AI เพื่อเตือนแบบเรียลไทม์ เหมือนในญี่ปุ่นที่ทนแผ่นดินไหวได้ดี มันไม่ใช่แค่เรื่องวิศวะ แต่เกี่ยวกับความปลอดภัยของคนเมืองด้วยนะครับ

สุดท้าย ผมคิดว่าสังคมควรเรียกร้องความชัดเจนจาก รฟม. มากขึ้น เพื่อป้องกันเหตุซ้ำ ถ้าคุณกำลังเดินทางแถวสามเสน ระวังตัวด้วยนะ และติดตามข่าวต่อไป ลองแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างสิ เรามาคุยกัน!

ที่มา – เหตุถนนทรุดตัวหน้า รพ.วชิรพยาบาล เป็นเหตุ “สุดวิสัย” จากสภาพดิน-น้ำ ตามที่ รฟม. แถลงได้จริงหรือ ?

เดทช์แบงก์เตือนฟองสบู่ AI ใกล้แตก

เงินทุนดูเหมือนจะไหลเวียนไม่รู้จบในวงการ AI ไม่ว่าจะเป็น Nvidia ที่ประกาศลงทุน 100 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI หรือ OpenAI ที่วางแผนสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์เพิ่มเติมก่อนที่โครงการ 500 พันล้านดอลลาร์แรก จะเสร็จสิ้น ในที่สุด ผู้ที่เทเงินลงทุนในโครงการเหล่านี้ก็จะคาดหวังผลตอบแทนบางอย่าง ตามรายงานวิจัยจากเดทช์แบงก์ เริ่มยากขึ้นทุกทีที่จะเห็นว่าผลตอบแทนนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

เดทช์แบงก์เตือนฟองสบู่ AI ใกล้แตก

Fortune รายงาน ว่า โน้ตวิจัยที่เขียนโดย George Saravelos จากเดทช์แบงก์ เตือนว่าการใช้จ่ายในภาค AI มีลักษณะ “พาราโบลา” หรือเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ในความเป็นจริง มันใหญ่โตมาก จนนักวิจัยกล่าวว่าอาจกำลังพยุงเศรษฐกิจอเมริกันเพียงลำพัง “เครื่องจักร AI—ในความหมายที่แท้จริง—ดูเหมือนกำลังช่วยชีวิตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้” เขาเขียน “หากไม่มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สหรัฐฯ จะใกล้เข้าสู่ภาวะถดถอย หรืออยู่ในภาวะถดถอยในปีนี้” ข้อนี้สอดคล้องกัน: เมื่อต้นปี วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงาน ว่าการใช้จ่ายทุนสำหรับ AI สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้งหมดรวมกันในปีนี้

หากต้องการเจาะจงยิ่งขึ้น สามารถทำได้ Saravelos ชี้ไปที่ Nvidia โดยเฉพาะ และกล่าวว่าบริษัทนี้ “กำลังแบกรับน้ำหนักของการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบัน” สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อให้บริษัทแบกเศรษฐกิจทั้งหมดต่อไปคือ การเติบโตที่เพิ่มขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีปัญหาใช่ไหม? “ข่าวร้ายคือ เพื่อให้วัฏจักรเทคโนโลยียังคงสนับสนุนการเติบโต GDP การลงทุนทุนต้องยังคงเพิ่มขึ้นแบบพาราโบลา ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้” Saravelos เตือน

น่าเสียดาย

ความเสี่ยงจากฟองสบู่ AI ที่เดทช์แบงก์เตือน

ตอนนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์เพื่อรู้ว่าการใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียวมักเป็นความคิดที่ไม่ดี แต่เพื่อยืนยัน นี่คือ Torsten Sløk นักเศรษฐศาสตร์หลักจากบริษัทจัดการสินทรัพย์ Apollo เขียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่า “สรุปคือ มีการกระจุกตัวในระดับสุดขีดใน S&P 500 และนักลงทุนหุ้นถูกเปิดเผยต่อ AI มากเกินไป”

เพื่อให้เห็นตัวเลข ลองดูคณิตศาสตร์จากรายงานล่าสุดของ บริษัทที่ปรึกษา Bain & Company บริษัทกล่าวว่า “ความต้องการคอมพิวต์ของ AI เติบโตเร็วกว่ากฎของมัวร์มากกว่าสองเท่า” และภายในปี 2030 กำลังการคำนวณที่จำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการ AI จะมีต้นทุน 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี “โลกยังขาด 800 พันล้านดอลลาร์ เพื่อให้ทันกับความต้องการ” Bain & Co เขียน

รวมกับ รายงานจาก MIT เมื่อต้นปีนี้ ซึ่งพบว่ามีเพียง 5% ของธุรกิจที่นำเครื่องมือ generative AI มาใช้ที่สามารถทำ “การเร่งรายได้อย่างรวดเร็ว” ได้ ในขณะที่ส่วนใหญ่ล้มเหลว ทำให้ยากที่จะเห็นว่าความสามารถในการทำกำไรจะมาถึงในเร็วๆ นี้ แต่เฮ้ ใครจะรู้ บางทีเราอาจอยู่ห่างจากกองทุน 500 พันล้านดอลลาร์เล็กๆ อีกนิดเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างลงตัว ผู้ใดสนใจ?

เดทช์แบงก์เตือนฟองสบู่ AI ใกล้แตก ทำให้เราต้องคิดทบทวนการลงทุนในเทคโนโลยีนี้อย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หากคุณกำลังพิจารณาลงทุนใน AI แนะนำให้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและกระจายความเสี่ยงให้ดี เพื่อผลตอบแทนที่ยั่งยืน

ที่มา – Deutsche Bank Notices That a Needle Is Getting Dangerously Close to the AI BubbleIf not for AI spending, the bank says the US would be in a recession.

ฟังเสียงแม่ในฐานะ “เดอะแบก” เมื่อลูกน้อยต้องป่วยโรค RSV เกือบทุกปี ในประเทศที่วัคซีนยังไม่ฟรี

ฟังเสียงแม่ในฐานะ “เดอะแบก” เมื่อลูกน้อยต้องป่วยโรค RSV เกือบทุกปี ในประเทศที่วัคซีนยังไม่ฟรี

สวัสดีค่ะทุกคน! ในฐานะคุณแม่ที่เคยผ่านประสบการณ์เลี้ยงลูกมาบ้าง วันนี้อยากชวนคุยเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ๆ สำหรับพ่อแม่ยุคนี้ นั่นคือการรับมือกับโรค RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus ที่ชอบมาเยี่ยมลูกน้อยเกือบทุกปี โดยเฉพาะในฤดูฝนแบบนี้ บทความนี้จะพาไปฟังเสียงจากคุณแม่สองคนที่ต้องแบกภาระหนักหน่วง ในประเทศที่วัคซีนยังไม่ฟรี มาดูกันว่าพวกเธอผ่านมันยังไง และเราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง

ฟังเสียงแม่ในฐานะ “เดอะแบก” เมื่อลูกน้อยต้องป่วยโรค RSV เกือบทุกปี ในประเทศที่วัคซีนยังไม่ฟรี

จากข้อมูลกรมควบคุมโรค ปีนี้กรุงเทพฯ กลายเป็นจุดฮอตของ RSV เลยค่ะ พบผู้ป่วยกว่า 16,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี และเสียชีวิต 2 ราย โรคนี้เกิดจากไวรัส RSV-A และ RSV-B ที่ติดต่อง่ายผ่านทางเดินหายใจหรือสัมผัส มันอยู่รอดได้นานหลายชั่วโมงในอากาศ และ 30 นาทีบนมือเรา อาการเริ่มต้นเหมือนหวัดธรรมดา มีไข้ ไอ จาม แต่ถ้าลุกลามจะหายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือซึมลง ต้องรีบพาไปหาหมอทันที!

คุณขวัญ วัย 34 ปี แม่ลูกสอง บอกว่าลูกสาวคนโตป่วย RSV มาสามรอบในสามปี ส่วนลูกคนเล็กสองรอบ ปีนี้น่าหนักสุดเพราะทั้งคู่ป่วยติดกัน “อาการเหมือนหวัด แต่พอวัน 3-4 ไข้สูง ไอหนัก เสมหะลงปอด เด็กกินไม่ได้เลย” เธอต้องพาลูกโตเข้าโรงพยาบาลหลายวัน ลูกเล็กดูแลที่บ้าน แต่ภาระหนักเพราะต้องล้างมือบ่อย สวมแมสก์ แต่ฤดูฝนหลีกเลี่ยงยาก โดยเฉพาะที่โรงเรียน

ภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลที่ไม่ใช่แค่เงิน

คุณฟ่ง วัย 30 ปี แม่ลูกสองเช่นกัน เล่าว่าลูกชายคนโตเพิ่งหายจาก RSV ต้นเดือนกันยา เริ่มจากหวัด แต่ตรวจเจอ RSV ต้องแยกบ้านเพราะมีผู้สูงอายุ เธอเคยป่วยตามลูก ปีที่แล้ว แม่บ้านยังไอหายช้า ต้องกำชับให้ผู้ใหญ่สวมแมสก์ตลอด “บ้านเรามีเด็กเล็กและคนชรา เสี่ยงทั้งคู่” ค่าใช้จ่ายนี่สิคะ ทั้งคู่ทำประกันเด็กปีละ 40,000-60,000 บาทต่อคน รวม 80,000-120,000 บาทต่อปี ประกันช่วยเบิกได้ แต่แบบร่วมจ่ายต้องสำรอง 30,000 บาทก่อน

ค่ารักษา RSV สูงเพราะต้องพ่นยาทุก 4-6 ชม. เคาะปอด ดูดเสมหะ X-ray ระยะพัก 3-5 วัน คุณขวัญจ่าย 50,000 บาทสำหรับลูกโต 5 วัน แต่เบิกหมด เครื่องพ่นยาติดบ้านอีก 2,000 บาท ช่วยประหยัดเวลา ไม่ต้องไปคลินิกทุกวัน โดยเฉพาะคุณแม่ทำงานประจำ

  • ปัญหาใหญ่: ไม่ใช่แค่ค่ารักษา แต่รายได้หายถ้าต้องลาคนนอนเฝ้า
  • ตัวอย่าง: ในกรุ๊ปเฟซบุ๊กชุมชน มีแม่ขอรับบริจาคเพราะขายของไม่ได้ ลูกป่วย
  • ภาระแม่: คุณขวัญลาออกจากงานเดือน 40,000 บาท เพื่อเลี้ยงลูกเต็มตัว “ลูกรป่วยต้องลาหยุดบ่อย องค์กรไม่เข้าใจ ส่งผลจิตใจ” คุณฟ่งมีธุรกิจ แต่ชะลอเพราะช่วยยายดูแล

ทั้งคู่เป็น “เดอะแบก” จริง ๆ ดูแลลูกเล็ก พ่อแม่ชรา งานธุรกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจแย่ ค่าครองชีพ ค่าเทอมพุ่ง

วัคซีน RSV: ฟรีในต่างประเทศ แต่ไทยยังแพง

ใน UK NHS ให้วัคซีนฟรีสำหรับ孕婦 28 สัปดาห์ขึ้นไป และผู้สูงอายุ 75-79 ปี ลด住院 RSV ในเด็กแรกเกิด 80% และผู้สูงอายุ 62% ไทยยังไม่มี 孕婦ฉีดเอง 9,000-10,000 บาท เด็กฉีดภูมิคุ้มกัน 18,000-20,000 บาท คุณขวัญและฟ่งเรียกร้องให้รัฐสนับสนุน “ช่วยลดป่วยหนัก ลดภาระค่าใช้จ่าย”

อีกไอเดีย ปิดเทอมฤดูฝน ลดระบาด ลดขาดเรียน ส่งผลลูกโซ่ต่อการเรียนรู้

จากมุมคุณแม่ด้วยกัน อยากบอกว่าการป้องกันสำคัญที่สุด ล้างมือ สวมแมสก์ หลีกเลี่ยงฝูงชน แต่ถ้าป่วย อย่าชะล่าใจ รีบหาหมอ ด้วยเทคโนโลยีตรวจ RSV ที่บ้านตอนนี้ ช่วยคัดกรองได้เร็ว อนาคตหวังวัคซีนฟรี จะช่วยพ่อแม่แบกน้อยลง สนับสนุนกันนะคะ หากมีประสบการณ์ แชร์มาได้เลย!

ที่มา – ฟังเสียงแม่ในฐานะ “เดอะแบก” เมื่อลูกน้อยต้องป่วยโรค RSV เกือบทุกปี ในประเทศที่วัคซีนยังไม่ฟรี

สภา กทม. ถกด่วนปัญหาถนนทรุดตัวหน้าโรงพยาบาลวชิรฯ สมาชิกชี้หวั่นกระทบโครงสร้างอาคาร ผู้ว่าฯ ชี้แจงเตรียมมาตรการรับมือ

สภา กทม. ถกด่วนปัญหาถนนทรุดตัวหน้าโรงพยาบาลวชิรฯ สมาชิกชี้หวั่นกระทบโครงสร้างอาคาร ผู้ว่าฯ ชี้แจงเตรียมมาตรการรับมือ

เมื่อวานนี้ (24 กันยายน 2568) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยวิสามัญ ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม. 2 (ดินแดง) ที่ประชุมได้มีการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับปัญหาถนนบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลที่เกิดการทรุดตัวเป็นหลุมลึก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นและมีผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้ป่วย

ศิริพงษ์ ลิมปิชัย ส.ก. เขตดุสิต ผู้เสนอญัตติ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อความปลอดภัย โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่เดินทางมาโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัด กทม. พร้อมเสนอให้มีการใช้บริการเรือโดยสารชั่วคราวจากท่าเรือมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช 作为ทางเลือกให้กับประชาชน

ปัญหารถถนนทรุดตัว เป็นภัยจริง

คณะกรรมการสภา กทม. หลายคนเห็นพ้องว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงผลกระทบระยะสั้น แต่อาจส่งผลถึงโครงสร้างอาคารในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งต้องติดตามให้พบสาเหตุอย่างละเอียดและรอบด้าน โดย อนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก. เขตวังทองหลาง ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่การก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน อาจมีผลโดยตรงต่อการเคลื่อนตัวของพื้นดินในพื้นที่ ทำให้สถานการณ์แย่ลง

ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก. เขตบางซื่อ เล่าว่า แม้จะมีการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น แต่สภาพถนนในบางพื้นที่ก็ยังเกิดหลุมลึกขึ้น นับเป็นสัญญาณเตือนภัย ที่ วิรัช คงคาเขตร ส.ก. เขตบางกอกใหญ่ และพุทธพัชร์ ธัญยาธรรมนนท์ ได้เสนอให้ สำนักงาน กทม. ควรเข้มงวดกับการกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่มีงานก่อสร้างอยู่ทั่วกรุงเทพ

“คนกรุงเทพมีความเสี่ยงต่อการเดินทางทุกวัน ถ้าไม่มีมาตรการตรวจสอบ ปัญหานี้จะเป็นวงกลมซ้ำแล้วซ้ำอีก” วิรัตน์ กล่าว

ผู้ว่าราชการกรุงเทพ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยืนยันว่า สถานการณ์โรงบาลวชิรฯ ยังปลอดภัย แต่ได้งดรับผู้ป่วยนอกชั่วคราว พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่า บริษัทผู้รับเหมาจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงการคืนพื้นผิวให้กลับมามาตรฐานเดิม หรือแม้กระทั่งดีกว่า

ด้วย สภา กทม. ถกด่วนปัญหาถนนทรุดตัวหน้าโรงพยาบาลวชิรฯ สมาชิกชี้หวั่นกระทบโครงสร้างอาคาร ผู้ว่าฯ ชี้แจงเตรียมมาตรการรับมือ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงด้านระบบการควบคุมคุณภาพของถนน และการขนส่ง ที่ ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและเสนอแนะ ต่อระบบที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่

หากคุณมีประสบการณ์การเดินทางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เช่นนี้ หรือมีความคิดเห็นใด ๆ อย่าลังเลที่จะแชร์ หรือแสดงความเห็นในพื้นที่สาธารณะ

ที่มา – สภา กทม. ถกด่วนปัญหาถนนทรุดตัวหน้าโรงพยาบาลวชิรฯ สมาชิกชี้หวั่นกระทบโครงสร้างอาคาร ผู้ว่าฯ ชี้แจงเตรียมมาตรการรับมือ

ดิสนีย์ถูกฟ้องเรื่องมิกกี้เมาส์สาธารณสมบัติ

ปีที่แล้ว ลักษณะของมิกกี้เมาส์ในภาพยนตร์ Steamboat Willie ได้เข้าสู่สาธารณสมบัติแล้ว ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดหนังสยองขวัญล้อเลียนตัวละครไอคอนิกของดิสนีย์มากมาย บริษัทวอลต์ ดิสนีย์ ได้ยอมรับภาพยนตร์อย่าง Screamboat ที่แสดงโดยเดวิด ฮาวเวิร์ด ธอร์นตัน แต่ดูเหมือนว่าบริษัทจะมีขีดจำกัดว่าบริษัทอื่นสามารถใช้ภาพลักษณ์ทางทะเลของมิกกี้ได้มากแค่ไหน

ดิสนีย์ถูกฟ้องร้องหลังจากบังคับใช้สิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาของตัวละครใน Steamboat Willie ต่อสองบริษัทที่ต้องการใช้มิกกี้สำหรับการตลาดและค้าปลีก ตามรายงานของ Hollywood Reporter บริษัทกฎหมายส่วนบุคคล Morgan & Morgan ในสหรัฐฯ พยายามใช้ Steamboat Willie ในโฆษณา ซึ่งดิสนีย์ต่อต้าน นอกจากนี้ บริษัทเครื่องประดับ Satéur พยายามขายสินค้าที่ใช้ภาพ Steamboat Willie โดยอ้างว่าเป็นของแท้ ซึ่งทำให้เกิดความสับสนทางกฎหมายในสายตาของดิสนีย์

ดิสนีย์ถูกฟ้องเรื่องมิกกี้เมาส์สาธารณสมบัติ

ดิสนีย์ยืนยันว่าอย่างไร้ข้อยกเว้น แม้ภาพยนตร์สั้นจะเข้าสู่สาธารณสมบัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าคู่แข่งสามารถละเมิดเครื่องหมายการค้าที่ปกป้องแบรนด์ของบริษัทได้ ซึ่งรวมถึงตัวแทนต่างๆ ของมิกกี้เมาส์ที่พัฒนามาระยะเกือบศตวรรษนับจาก Steamboat Willie เปิดตัว คำฟ้องระบุว่าดิสนีย์มีประวัติ “การบังคับใช้นโยบายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างดุเดือด” ซึ่งแสดงให้เห็นจากการ “ปฏิเสธที่จะสละเจตนาการบังคับใช้” ต่อ Morgan & Morgan และ Satéur

ขอบเขตการใช้มิกกี้เมาส์หลังเข้าสาธารณสมบัติ

เคลลี่ คลอส ทนายความของผู้ร้องเรียน กล่าวในคำฟ้องว่าบริษัทเหล่านี้ โดยเฉพาะ Satéur “ละเมิดสิทธิ์ต่อเนื่องของดิสนีย์ในเครื่องหมายการค้าที่ระบุดิสนีย์เป็นแหล่งที่มาของสินค้าและบริการ และทำกำไรจากชื่อเสียงที่ดิสนีย์สร้างขึ้นกับสาธารณชนมานับทศวรรษ” และ “อย่างที่ดิสนีย์ประกาศต่อสาธารณะ แม้ลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์ Steamboat Willie จะหมดอายุ มิกกี้เมาส์จะยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะทูตสากลของดิสนีย์ต่อไป”

Morgan & Morgan ใช้เวอร์ชัน Steamboat ของมิกกี้และมินนี่เมาส์ในโฆษณาที่มิกกี้ชนเรือสตรีมโบ๊ตเข้ากับรถของมินนี่ ทำให้เธอโทรหาบริษัทกฎหมายด้านอุบัติเหตุ และอย่างน้อยก็แจ้งว่าวิดีโอนี้ไม่เกี่ยวข้องหรือได้รับการรับรองจากดิสนีย์ การใช้เช่นนี้พร้อมกับหนังสยองขวัญที่ล้อเลียนตัวละครเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่บริษัทพยายามให้ตัวละครรับรองสินค้าและบริการของตนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม Satéur ดูเหมือนจะอยู่ในประเภทหลัง ตามเรื่องราวของ THR มีการร้องเรียนหลายครั้งจากผู้บริโภคต่อ Better Business Bureau เกี่ยวกับเครื่องประดับคุณภาพต่ำที่พวกเขาถูกหลอกให้ซื้อโดยคิดว่าเป็นสินค้าดิสนีย์อย่างเป็นทางการ

ประเด็นของดิสนีย์ถูกฟ้องเรื่องมิกกี้เมาส์สาธารณสมบัตินี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนระหว่างลิขสิทธิ์ที่หมดอายุและเครื่องหมายการค้าที่ยังคงอยู่ ลิขสิทธิ์ครอบคลุมการคัดลอกภาพยนตร์โดยตรง แต่เครื่องหมายการค้าปกป้องชื่อเสียงและการใช้ในเชิงพาณิชย์ บริษัทอย่างดิสนีย์ลงทุนมหาศาลในการสร้างแบรนด์มิกกี้เมาส์ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขและความบันเทิง ดังนั้นพวกเขาจึงปกป้องไม่ให้ใครมาทำลายภาพลักษณ์นั้นด้วยสินค้าคุณภาพต่ำหรือโฆษณาที่ไม่เหมาะสม

ในโลกดิจิทัลวันนี้ การเข้าสู่สาธารณสมบัติของตัวละครคลาสสิกอย่างมิกกี้เปิดโอกาสให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เช่น หนังสยองขวัญหรือศิลปะล้อเลียน แต่ก็ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งทางกฎหมายเมื่อบริษัทพยายามใช้เพื่อผลกำไรโดยไม่เคารพสิทธิ์ของเจ้าของเดิม นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่ากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญายังคงพัฒนาเพื่อปรับตัวกับยุคสมัย ผู้สร้างเนื้อหาควรศึกษากฎระเบียบอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องที่ไม่จำเป็น

นอกจากนี้ กรณีนี้ยังสะท้อนถึงกลยุทธ์ของดิสนีย์ในการรักษาความเป็นเจ้าของตัวละครหลัก แม้เวอร์ชันแรกจะเปิดกว้าง แต่เวอร์ชันสมัยใหม่ยังคงอยู่ภายใต้การคุ้มครอง ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถขยายจักรวาลบันเทิงของตนต่อไป เช่น ในภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันหรือสินค้าลิขสิทธิ์แท้ ผู้บริโภคเองก็ควรระมัดระวังเมื่อซื้อสินค้าที่อ้างอิงตัวละครดิสนีย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวง

ในความเห็นของผม ดิสนีย์ถูกฟ้องเรื่องมิกกี้เมาส์สาธารณสมบัติครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมบันเทิง มันย้ำว่าสาธารณสมบัติไม่ได้หมายถึงอิสระสมบูรณ์ แต่ต้องเคารพเครื่องหมายการค้าที่เหลืออยู่ หากคุณสนใจเรื่องกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาหรือข่าวดิสนีย์ ลองติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตเพิ่มเติม คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – Disney Is Getting Sued Over Just How Much Mickey Mouse Counts as Public DomainThe mouse is fine with horror pastiches, but draws the line at merch.