ผู้เขียน: lalika69_admin

รัสเซีย-เมียนมา เตรียมทำโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ไทยต้องกังวลขนาดไหน?

เมื่อได้ยินว่า “รัสเซีย-เมียนมา เตรียมทำโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์” หลายคนคงสะดุ้ง เพราะโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ที่เมืองทวาย ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 350 กิโลเมตรเท่านั้น

รัสเซีย-เมียนมา เตรียมทำโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ไทยต้องกังวลขนาดไหน?

โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมืองทวาย ประเทศเมียนมา ไม่ใช่แค่ปัญหาภายในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นคำถามใหญ่ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และแม้กระทั่งสุขภาพของประชาชนในภาคใต้ของไทย

ทำไมต้อง关注 เมืองทว้าย?

เมืองทวาย ตั้งอยู่ในรัฐมอญตะวันตกของเมียนมา เป็นพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าน่าดึงดูดในการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งจากไทยและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงในพื้นที่ทำให้โครงการต่างๆ ชะลอตัวบ่อยครั้ง

แรงจูงใจของรัสเซีย

รัสเซียเข้ามาในพื้นที่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของพลังงานเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากถูกคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน รัสเซียต้อง寻找พันธมิตรใหม่ๆ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ยึดมั่นในแนวคิดสิทธิมนุษยชนของตะวันตก

ภัยร้าย ข้ามพรมแดน

หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง ผลเสียก็จะไม่ใช่แค่ในเมียนมา ประเทศไทย อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นมลพิษข้ามพรมแดน อันตรายจากอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ รวมถึงความไม่มั่นคงในภูมิภาคที่อาจลุกลามได้ จังหวัดใกล้เคียง อย่างกาญจนบุรี อาจมีความเสี่ยงจากมลภาวะที่เกิดขึ้น

รัฐบาลไทยควรทำอย่างไร

รัฐบาลไทยควรเริ่มจากการศึกษาข้อมูลโครงการอย่างละเอียด รวมถึงร่วมมือกับนานาชาติในด้านความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ พร้อมกำหนดนโยบายการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว

สรุป

โครงการ“รัสเซีย-เมียนมา เตรียมทำโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์” ถึงยังไม่มีกำหนดชัดเจน แต่โลกยุคใหม่ที่แปลผันทางการเมืองและเทคโนโลยี ทำให้ทุกประเทศต้องพร้อมรับมือผลพลอยได้อย่างมีสติ ไม่ใช่แค่ “Monitor” แต่ต้อง “Act” ทันท่วงที อย่ารอจนกว่าโจรสลัดจะขึ้นเกาะก่อนถึงจะตื่น

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของรัสเซีย-เมียนมา และผลกระทบต่อไทย อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลกระทบในครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ที่อยู่ไม่ไกลจากพรมแดน

ที่มา – รัสเซีย-เมียนมา เตรียมทำโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ไทยต้องกังวลขนาดไหน?

“ถ้าได้ออกไปทำงานข้างนอกค่าย หัวใจของเราจะได้เป็นอิสระ” ฟังเสียงรอบด้านต่อนโยบายปลดล็อกให้ผู้หนีภัยเมียนมาทำงานนอกค่ายได้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมอยากชวนทุกท่านมาพูดคุยถึงเรื่องที่น่าสนใจและอบอุ่นหัวใจมากๆ เกี่ยวกับผู้หนีภัยชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในค่ายชายแดนไทย นโยบายล่าสุดของรัฐบาลไทยที่อนุญาตให้พวกเขาออกไปทำงานนอกค่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ กำลังสร้างความหวังและความตื่นเต้นให้กับหลายครอบครัว ผมในฐานะคนที่ติดตามประเด็นสังคมและนโยบายมานาน มองว่านี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตพวกเขามีอิสรภาพมากขึ้น ลองมาฟังเสียงจากผู้คนในค่ายกันดูครับ

“ถ้าได้ออกไปทำงานข้างนอกค่าย หัวใจของเราจะได้เป็นอิสระ”

คำพูดนี้มาจากมามาอู (นามสมมติ) หญิงชาวเมียนมาวัย 34 ปี ที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงบ้านแม่หละ จังหวัดตาก มากว่า 21 ปี เธอเล่าว่าการได้ออกไปทำงานข้างนอก จะทำให้หัวใจรู้สึกเป็นอิสระ เหมือนหลุดพ้นจากกรงที่ขังไว้ “เราจะได้หาอาหารกิน ทำสิ่งที่อยากทำ ไปที่ที่อยากไป” มามาอูบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เธอฝันถึงการเห็นรถ เห็นตึก และอาหารอร่อยๆ นอกค่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยสัมผัสอย่างเต็มที่

นโยบายนี้ไม่ใช่แค่การเปิดประตู แต่เป็นการช่วยเหลือที่ยั่งยืน โดยเฉพาะกับผู้หนีภัยราว 40,000 คนที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 18-60 ปี) จากทั้งหมด 77,000 คนในค่ายทั้ง 9 แห่ง นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบายว่ามันเป็นการ “เขยิบ” สิทธิเพื่อให้พวกเขาดูแลตัวเองได้บ้าง ระหว่างรอการย้ายไปประเทศที่สาม หรือกลับเมียนมา อย่างไรก็ตาม มันมีข้อจำกัด เช่น ต้องมีสัญญากับนายจ้าง และกลับเข้าค่ายหลังหมดสัญญา เพื่อป้องกันการหลบหนี

เบื้องหลังนโยบาย: จากภาระสู่โอกาส

ทำไมไทยถึงตัดสินใจแบบนี้? จากที่ผมศึกษามา ประเทศไทยเผชิญภาระหนัก จากผู้หนีภัยกว่า 77,000 คน ที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ แต่ตอนนี้เงินสนับสนุนลดลง โดยเฉพาะหลังนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระงับงบช่วยเหลือต่างประเทศ ทำให้ไทยต้องช่วยเหลือตัวเอง นอกจากนี้ แรงงานกัมพูชายังทยอยกลับบ้านจากความขัดแย้งชายแดน ส่งผลให้เกิดช่องว่างแรงงานในภาคเกษตร

  • ประโยชน์ต่อผู้หนีภัย: ได้รับรายได้เพิ่ม ช่วยเลี้ยงครอบครัว และพัฒนาทักษะ
  • ประโยชน์ต่อไทย: เติมเต็มแรงงานชั่วคราว เช่น เก็บเกี่ยวผลไม้ โดยกรมการจัดหางานจะจับคู่ทักษะกับนายจ้าง
  • ความท้าทาย: ผู้ที่ไม่มีทะเบียนตั้งแต่ปี 2527 ยังออกไม่ได้ และต้องปรับทัศนคติสังคม

UNHCR ชื่นชมมาตรการนี้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ช่วยให้ผู้ลี้ภัย 81,000 คน (รวมกลุ่มที่เกิดในค่าย 47%) ได้ใช้ศักยภาพตัวเอง แทมมี ชาร์ป ผู้แทน UNHCR บอกว่า มันคือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตของไทย

เสียงจากในค่าย: ความหวังผสมความกังวล

มามาอูเคยออกไปเก็บผักนอกค่าย ได้วันละ 50 บาท ซึ่งไม่พอเลี้ยงครอบครัว 5 คน รวมเด็กเล็กและผู้สูงอายุป่วย ตอนนี้เธอตื่นเต้นที่จะได้ทำงานเกษตรหรืองานร้านอาหาร แม้ยังไม่รู้รายได้แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่ได้สอบถามทักษะเธอแล้ว อย่างไรก็ตาม ลูกสาวสองคนของเธอยังเด็กเกินไป ไม่เข้าเกณฑ์

ส่วนครูในค่ายแม่หละ เช่น สามีของมามาอู ที่สอนด้วยเงินเดือน 3,000 บาทต่อเดือน เลือกไม่ไปทำงานนอก เพราะกลัวโรงเรียนขาดแคลนครู (มีแค่ 40 คน สำหรับนักเรียน 700 คน) ครูใหญ่บอกว่า ถ้าครูมุ่งมั่นไปหาเงินเสริม ก็รั้งไว้ไม่ได้ แต่ตอนนี้ความช่วยเหลือจาก UN ลดลง ทำให้สถานการณ์ยิ่งลำบาก

จากมุมมองของผมในฐานะผู้สังเกตการณ์ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาแรงงาน แต่เป็นสะพานเชื่อมมนุษยธรรมกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเผชิญการย้ายถิ่นฐานจากความขัดแย้ง ผู้หนีภัยเหล่านี้มีศักยภาพมาก ถ้าไทยลงทุนฝึกอบรมทักษะ พวกเขาจะกลายเป็นกำลังสำคัญในสังคม

สุดท้าย ผมคิดว่านี่คือเทรนด์ที่น่าจับตา: การผสมผสานสิทธิผู้ลี้ภัยเข้ากับนโยบายแรงงาน จะช่วยลดภาระรัฐและสร้างโอกาสให้ทุกฝ่าย ลองมาร่วมสนับสนุนด้วยการแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อให้สังคมไทยเข้าใจและต้อนรับมากขึ้นนะครับ

ที่มา – “ถ้าได้ออกไปทำงานข้างนอกค่าย หัวใจของเราจะได้เป็นอิสระ” ฟังเสียงรอบด้านต่อนโยบายปลดล็อกให้ผู้หนีภัยเมียนมาทำงานนอกค่ายได้

กทม. อนุมัติงบ 3.2 หมื่นล้าน จ่ายขาดเงินสะสม เร่งชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ลดภาระดอกเบี้ย

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมีมติสำคัญเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อรับมือกับปัญหาภาระหนี้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่มีผลกระทบต่อคลัง กทม. อย่างหนัก

กทม. อนุมัติงบ 3.2 หมื่นล้าน จ่ายขาดเงินสะสม

จากการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงิน 32,625,106,200 บาท เพื่อขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2569 ด้วยการจ่ายขาดจากเงินสะสมของกรุงเทพมหานคร จำนวนดังกล่าว ถูกกำหนดมาเพื่อจัดการกับภาระหนี้จากการชำระค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 31 สิงหาคม 2568 ซึ่งค้างชำระเป็นเวลานาน ทำให้ต้นและดอกเบี้ยค้างคืนเป็นวงเงินมหาศาล

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ คือ คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งในวันที่ 29 กันยายน 2568 ว่า ให้กรุงเทพมหานคร ร่วมกับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ต้องร่วมกันชำระหนี้ให้แก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้บริการเดินรถของโครงการนี้

ผู้ว่าราชการ ชัชชาติ ได้เน้นย้ำแนวทางชัดเจน ว่า ควรรีบดำเนินการจ่ายก่อนกำหนด คือ ภายในเดือนตุลาคม 2568 แทนที่จะเป็น ноя 2568 ตามแผนเดิม เพื่อให้ บริษัทและ ประชาชนที่ใช้บริการรถไฟฟ้า ได้รับผลดีจากการลดภาระดอกเบี้ยที่ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา

การเจรจาลดภาระด้านดอกเบี้ย

ผลจากการเจรจาล่าสุด ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประเด็น ดังนี้:

  • กำหนดการชำระหนี้ ถูกปรับจากเดิม 1 ตุลาคม 2568 ไปเป็น 15 พฤศจิกายน 2568 แทน เพื่อความยืดหยุ่น
  • ดอกเบี้ยถูกปรับลดจากเดิม MLR บวก 1% เหลือแค่ MLR สำหรับช่วงเดือนเมษายน 2568 จนถึงวันชำระเงิน

เหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการหนี้ที่มีความซับซ้อน แต่มีทิศทางชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ระบบขนส่งของกรุงเทพ อาจเริ่มกลับมาเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน แฝงไปด้วยความรับผิดชอบต่อประโยชน์สาธารณะ

หากคุณเป็นผู้ใช้ระบบขนส่งในกรุงเทพ ข่าวดีนี้อาจส่งผลให้มีความทันสมัย ความสนิมดี ของระบบขนส่งในอนาคต จำเป็นต้องติดตามและสังเกตผลในระยะยาว ว่า หนี้ล้านนี้จะปลอดภัย หรือ กลายเป็นบทเรียนอะไรต่อโครงการรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ

อย่าลืมเป็นสักหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนระบบรถไฟฟ้า ด้วยการให้ข้อมูลเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้วางแผนในอนาคต ร่วมเร่งให้ไทยก้าวไกลในยุคดิจิทัล และยุคขนส่งไร้ฝุ่น ไปด้วยกัน

ที่มา – กทม. อนุมัติงบ 3.2 หมื่นล้าน จ่ายขาดเงินสะสม เร่งชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ลดภาระดอกเบี้ย

กทม. จับมือ IQAir ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 ใช้เทคโนโลยีสวิส

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ได้มีการแสดงความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับบริษัท IQAir AG ผู้นำด้านเทคโนโลยีตรวจวัดและบริหารจัดการคุณภาพอากาศจากสมาพันธรัฐสวิส ผ่านพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการ “กทม. จับมือ IQAir ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 ใช้เทคโนโลยีสวิส” ซึ่งมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เป็นประธาน พร้อมด้วย ประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม และ Mr. Frank Hammes ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท IQAir AG ร่วมลงนามอย่างเป็นทางการ

กทม. จับมือ IQAir ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 ใช้เทคโนโลยีสวิส

การลงนามครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการต่อสู้กับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่เป็นภัยต่อสุขภาพของประชาชน ภายใต้โครงงานที่มีระยะเวลา 1 ปี นี้ ทาง กทม. หวังที่จะได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจาก IQAir เพื่อช่วยเสริมระบบเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และบริหารจัดการคุณภาพอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแค่ในพื้นที่สาธารณะ แต่ยังรวมถึงการลดผลกระทบจากมลพิษในโรงเรียนด้วย

ผู้ว่าราชการกรุงเทพ กล่าวว่า ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในหัวข้อใหญ่ที่ ทางเทศบาลต้องแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการริเริ่มหลากหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็น ระบบแจ้งเหตุรถควันดำผ่าน Traffy Fondue, ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศแบบ Real-time, การสร้างแผนที่ความเสี่ยง ไปจนถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วทั้งเมือง

การร่วมมือกับ IQAir ถือเป็นโอกาสที่ดีในการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาช่วยสนับสนุนแผนงานดังกล่าว ภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ 1. สร้างความตระหนักรู้และการสื่อสารแก่สาธารณะ 2. ใช้ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีระบบ 3. ทำโครงการเฉพาะกลุ่มในโรงเรียน (School IAQ Initiative) ที่มุ่งปกป้องเด็กและเยาวชน ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดจากมลพิษทางอากาศ

ด้วยเทคโนโลยี IQAir ที่มีชื่อเสียงจากสวิส พร้อมระบบตรวจวัดที่แม่นยำระดับนาทีต่อนาที จึงช่วยให้ ข้อมูลคุณภาพอากาศที่ กทม. นำเสนอ มีความน่าเชื่อถือ ทันสมัย ซึ่งไม่เพียงแค่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังช่วยยกระดับชื่อเสียงของกรุงเทพ ให้เป็นเมืองอัจฉริยะที่ใส่ใจด้านสุขภาพผ่านนวัตกรรมระดับโลก

ถือว่า เป็นการปฏิวัติวงการดูแลสิ่งแวดล้อมในเมืองไทย ที่ ครั้งนี้ สมารถก้าวเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีสากล พร้อมความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และอนาคตที่ปลอดภัย มากยิ่งขึ้น ใครที่สนใจเรื่องสุขภาพ การพัฒนาเมือง และเทคโนโลยีควรจับตา กระแสดี ๆ แบบนี้ไว้ให้ดี

ที่มา – กทม. จับมือ IQAir ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 ใช้เทคโนโลยีสวิส

มารู้จัก “ตระกูลหมิง” ผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมา ที่ล่าสุดจีนตัดสินประหารชีวิต 11 ราย

มารู้จัก “ตระกูลหมิง” ผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมา ที่ล่าสุดจีนตัดสินประหารชีวิต 11 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสในโลกออนไลน์และข่าวต่างประเทศกันหน่อยนะครับ เรื่องนี้เกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและการหลอกลวง ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวบันเทิงและเทคโนโลยีอย่างเราๆ คงสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมันเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์ยักษ์ใหญ่ในเมียนมา ที่เพิ่งมีข่าวใหญ่จากทางการจีนมาอย่างน่าตกใจ ผมในฐานะคนที่ติดตามประเด็นพวกนี้มานาน จะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง แต่มีข้อมูลเชิงลึกให้คุณได้อ่านเพลินๆ ครับ

มารู้จัก “ตระกูลหมิง” ผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมา ที่ล่าสุดจีนตัดสินประหารชีวิต 11 ราย

เริ่มต้นกันที่ประเด็นหลักเลยครับ “ตระกูลหมิง” หรือ Ming family ชื่อนี้ไม่ได้มาจากนิยายจีนโบราณนะ แต่เป็นตระกูลอาชญากรจริงๆ ที่ครองอิทธิพลในรัฐฉานของเมียนมา พวกเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์กลางการหลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ในเมืองเล้าก์ก่าย (Laukkai) เมืองเล็กๆ ใกล้ชายแดนจีน ที่กลายเป็นแหล่งรวมการพนัน ยาเสพติด และคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ จากข้อมูลที่ผมรวบรวมมา ตระกูลนี้ทำงานร่วมกับสี่ตระกูลใหญ่ที่ควบคุมพื้นที่ ทำให้ที่นี่กลายเป็น “ห้องเครื่อง” ของอาชญากรรมข้ามชาติตามที่องค์การสหประชาชาติเรียกว่า “ศูนย์แห่งการหลอกลวง”

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ศาลจีนในเมืองเหวินโจว (Wenzhou) ได้ตัดสินโทษสมาชิกตระกูลหมิงรวม 39 คน โดย 11 คนได้รับโทษประหารชีวิตทันที! อีก 5 คนรอลงอาญา 2 ปี 11 คนจำคุกตลอดชีวิต และที่เหล่ารับโทษ 5-24 ปี นี่คือผลจากการปราบปรามของเมียนมาในปี 2023 ที่ส่งตัวผู้ต้องหาให้จีน ข่าวนี้มาจาก CCTV สื่อทางการจีน ซึ่งผมมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่าจีนกำลังเข้มงวดกับขบวนการสแกมเมอร์ที่กระทบพลเมืองตัวเองอย่างหนัก

ที่มาของอาชญากรรม: จากคาสิโนสู่ศูนย์หลอกลวง

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2015 ตระกูลหมิงและพวกพ้องก่อกิจกรรมผิดกฎหมายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม คาสิโนเถื่อน ค้ายาเสพติด และค้าประเวณี ธุรกิจของพวกเขาสร้างรายได้มหาศาลกว่า 1 หมื่นล้านหยวน หรือราว 45,440 ล้านบาท! คาสิโนในเล้าก์ก่ายเดิมทีล่อใจชาวจีนที่อยากเล่นพนัน (ซึ่งผิดกฎหมายในจีน) แต่สุดท้ายกลายเป็นฉากบังหน้าสำหรับฟอกเงิน ค้ามนุษย์ และสแกมเมอร์ โดยมีเหยื่อชาวต่างชาติกว่า 100,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ถูกลวงมา บังคับทำงานหลอกลวงออนไลน์นานหลายชั่วโมงต่อวัน เป้าหมายคือเหยื่อทั่วโลก รวมถึงคนไทยเราด้วยนะครับ

ศูนย์ดังอย่าง “Crouching Tiger Villa” หรือ “คฤหาสน์เสือหมอบ” ในภาษาไทย เป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่ทรมานคนงาน พวกเขาถูกทุบตี ยิงขู่ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตจากการขัดขวางไม่ให้หนีกลับจีน ผมเคยศึกษารายงานจากหน่วยงานระหว่างประเทศ พบว่าธุรกิจคาสิโนแต่ละตระกูลทำเงินพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอย่างแอปหลอกลวงและ AI ที่ช่วยทำให้การโกงซับซ้อนขึ้น เหมาะสำหรับคนที่สนใจเทคโนโลยีเพราะมันแสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมออนไลน์พัฒนาอย่างไร

การล้มของตระกูลและผลกระทบข้ามพรมแดน

สองปีก่อน พันธมิตรต่อต้านรัฐประหารเมียนมาได้ไล่กองทัพออกจากรัฐฉาน ควบคุมเล้าก์ก่ายได้ จีนที่อิทธิพลสูงคาดว่าสนับสนุนการนี้ ทำให้เกิดการจับกุมใหญ่ หัวหน้าตระกูลอย่าง Ming Xuechang จบชีวิตตัวเอง สมาชิกอื่นถูกส่งให้จีนและสารภาพผิด แรงงานสแกมเมอร์พันคน也被ส่งตัวเช่นกัน นอกจากนี้ แรงกดดันจากจีนยังทำให้ไทยตัดขาดแก๊งชายแดนไทย-เมียนมาในปีนี้

แม้จะปราบปราม แต่ธุรกิจพวกนี้ย้ายไปกัมพูชาและยังแพร่ในเมียนมา ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวเทคโนโลยี มองว่าการใช้ AI และโซเชียลมีเดียทำให้สแกมเมอร์ปรับตัวเร็ว ถ้าเราต้องการปกป้องตัวเอง ต้องระวังการลงทุนปลอมหรือโรแมนซ์สแกมที่ลุกลามจากที่นี่

สรุปแล้ว มันเป็นบทเรียนใหญ่สำหรับโลกดิจิทัลของเราครับ แนวโน้มในอนาคตคือรัฐบาลจะร่วมมือกันมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีตรวจจับ ผมแนะนำให้ทุกคนอัปเดตความรู้เรื่องไซเบอร์เซฟตี้ เช่น ใช้ VPN และตรวจสอบแหล่งข้อมูล หากคุณเคยเจอสแกมคล้ายๆ นี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันป้องกัน!

ที่มา – มารู้จัก “ตระกูลหมิง” ผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมา ที่ล่าสุดจีนตัดสินประหารชีวิต 11 ราย

เปิดขั้นตอน ‘ทักษิณ’ ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายครั้งที่สอง ยธ. ยันดำเนินการตามสิทธิผู้ต้องขัง

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ กระแสข่าวเกี่ยวกับ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องขอ ‘พระราชทานอภัยโทษ’ ครั้งที่ 2 สร้างความสนใจให้แก่สาธารณชนจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติพิพากษาให้จำคุก 1 ปี ตามคดีที่ 14 ของท่าน ณ วันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

เปิดขั้นตอน ‘ทักษิณ’ ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายครั้งที่สอง ยธ. ยันดำเนินการตามสิทธิผู้ต้องขัง

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 นี้ แหล่งข่าวระดับสูงจากภายในกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้ยืนยันกับสื่อมวลชนว่า กรณีดังกล่าวเป็นความจริง ภายหลังจากเรื่องได้ผ่านชั้นกระทรวงยุติธรรมเรียบร้อย ซึ่งขั้นตอนและแนวทางที่ดำเนินการมาเป็นไปตามกระบวนการทั่วไป โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องขัง ที่อนุญาตให้สามารถยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล

ขั้นตอนพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ตั้งแต่เรือนจำจนถึงองคมนตรี

  • ขั้นที่ 1 ผู้ต้องขังหรือผู้มีประโยชน์ (เช่น บิดา มารดา หรือคู่สมรส) ยื่นคำร้องผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน
  • ขั้นที่ 2 เรือนจำ/ทัณฑสถานจะทำการสอบสวนและรวบรวมเอกสาร ส่งให้กรมราชทัณฑ์
  • ขั้นที่ 3 กรมราชทัณฑ์จะประเมินข้อเท็จจริงและจัดทำรายงาน เพื่อถวายความเห็นไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • ขั้นที่ 4 ความเห็นของ รมว. ยุติธรรมจะถูกส่งต่อไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)
  • ขั้นที่ 5 ทางสลค. ทำหน้าที่ส่งเรื่องต่อไปยัง สำนักงานองคมนตรี
  • ขั้นที่ 6 หลังจากองคมนตรีพิจารณาเสร็จ ผลการตัดสินใจจะถูกแจ้งกลับไปยังเรือนจำ/ทัณฑสถาน

แหล่งข่าวกระทรวงยุติธรรมยังกล่าวอีกว่า ทุกขั้นตอนนั้น นับเป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะมีเพียงการแสดง “ความเห็น” เท่านั้น (ไม่ใช่การแนะนำให้อภัยโทษ) ว่ากรณีที่นำไปพิจารณานั้น ถือว่าเหมาะสมหรือยัง ทั้งนี้ ความสุดท้ายของการตัดสินอยู่ที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หรือพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการพระราชทานอภัยโทษ

ทักษิณเคยได้รับอภัยโทษครั้งแรก แต่ขอซ้ำได้ไหม?

ประเด็นหนึ่งที่หลายคนตั้งคำถามว่า ทักษิณ ซึ่งเคยได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งแรก ทำให้โทษจาก 8 ปี ลดเหลือ 1 ปี กลับมาขออภัยโทษอีกครั้ง ไม่ขัดกับกฎหมายหรือไม่? ทางแหล่งข่าวเผยว่า แม้ตัวบุคคลจะเคยได้กล่าวโทษมาแล้ว แต่ก็มีสิทธิในการยื่นขอบรรเทาโทษซ้ำได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อหารายละเอียด สาระสำคัญ และเงื่อนไขของแต่ละคำร้อง โดยเฉพาะเหตุผลที่ตนมีสิทธิอ้าง เช่น ประวัติการรักษาตัว หรือเงื่อนไขสุขภาพ เป็นต้น

สุดท้ายนี้ จากทุกขั้นตอนที่กระทรวงยุติธรรมได้จัดทำและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มีจุดมุ่งหมายให้การดำเนินการในเรื่องพระราชทานอภัยโทษมีความโปร่งใส ตามหลักกฎหมายอย่างเด็ดขาด การพิจารณาในครั้งนี้ จึงคงต้องรอผลจากองคมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่แนวหน้า ในการจัดทำรายงานเพื่อถวายต่อสมเด็จฯ ต่อไป

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์อันเป็นกระแสของ “คดีทักษิณ” แล้วลุ้นรอดูผลสุดท้าย เชิญติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ รวมถึงติดตามแพลตฟอร์มออนไลน์ที่อัปเดตข่าวล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในประเด็นการเมือง ที่มีความละเอียดอ่อนสูง ที่มา – เปิดขั้นตอน ‘ทักษิณ’ ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายครั้งที่สอง ยธ. ยันดำเนินการตามสิทธิผู้ต้องขัง

มารู้จัก ซิลเวีย บลูม เลขาฯ สาวที่เลียนแบบการลงทุนของเจ้านายจนร่ำรวย

มารู้จัก ซิลเวีย บลูม เลขาฯ สาวที่เลียนแบบการลงทุนของเจ้านายจนร่ำรวย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่ชื่นชอบเรื่องราวน่าติดตามทั้งในวงการบันเทิงและเทคโนโลยี วันนี้ผมมีเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจมาฝากแบบเป็นกันเอง จากประสบการณ์ที่ผมติดตามเรื่องการเงินและการลงทุนมานาน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ซีรีส์ดราม่าบน Netflix แต่เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงธรรมดาที่กลายเป็นเศรษฐินีเงียบๆ ด้วยกลยุทธ์ฉลาดๆ เรามารู้จัก ซิลเวีย บลูม เลขาฯ สาวที่เลียนแบบการลงทุนของเจ้านายจนร่ำรวย กันเลยดีกว่า

มารู้จัก ซิลเวีย บลูม เลขาฯ สาวที่เลียนแบบการลงทุนของเจ้านายจนร่ำรวย

ย้อนกลับไปปี 2001 ในวันที่โลกทั้งใบสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ 9/11 ซิลเวีย บลูม สตรีวัย 84 ปี กำลังมุ่งหน้าไปทำงานใกล้ตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้เธอต้องหันหลังกลับบ้านด้วยรถประจำทาง แทนที่จะตื่นตระหนก เธอกลับสงบและทำตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ นี่คือตัวอย่างของความสุขุมที่ทำให้หลายคนชื่นชมในตัวเธอ

ซิลเวียใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย แม้จะมีสมบัติล้านดอลลาร์ซ่อนไว้ ทรัพย์สินของเธอสะสมมาจากการทำงานเป็นเลขานุการให้สำนักงานกฎหมายชื่อดังในวอลล์สตรีทนานถึง 67 ปี สิ่งพิเศษคือ เธอไม่ได้ร่ำรวยจากเงินเดือน แต่จาก การเลียนแบบการลงทุนของเจ้านาย ทุกครั้งที่เจ้านายสั่งซื้อหุ้น เธอก็แอบซื้อตามในสัดส่วนที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น ถ้าเจ้านายซื้อหุ้น AT&T 1,000 หุ้น เธอซื้อแค่ 100 หุ้น เรียบง่ายแต่ได้ผลลัพธ์มหัศจรรย์!

ชีวิตวัยเด็กและจุดเริ่มต้นอาชีพ

ซิลเวียเกิดปี 1919 ในย่านบรูคลิน ลูกสาวของผู้อพยพจากยุโรปตะวันออก เธอเติบโตท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ที่ทำให้ครอบครัวลำบาก แต่เธอไม่ยอมแพ้ เรียนหนังสือกลางคืนเพื่อทำงานกลางวัน จบการศึกษาจากระบบโรงเรียนรัฐ

ปี 1947 เธอเริ่มงานที่ Cleary Gottlieb Steen & Hamilton สำนักงานกฎหมายหน้าใหม่บนวอลล์สตรีท ที่นั่น เธอได้เห็นเจ้านายตัดสินใจลงทุนครั้งแล้วครั้งเล่า จากประสบการณ์ของผมในฐานะนักวิเคราะห์การเงิน กลยุทธ์นี้คล้าย ‘copy trading’ ในแอปเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เราคุ้นเคย แต่ซิลเวียทำเองแบบแมนนวล สะสมหุ้นและสินทรัพย์จนถึงหลักล้าน

  • ทำงาน 67 ปี โดยไม่เคยเปลี่ยนงาน
  • แต่งงานกับนักดับเพลิงที่กลายเป็นครู ไม่มีลูก
  • ใช้ชีวิตในอพาร์ตเมนต์เช่าขนาดเล็ก ไม่เคยโอ้อวด

ความลับที่ถูกเปิดเผยหลังจากไป

ไม่มีใครรู้เรื่องความร่ำรวยของเธอ จนกระทั่งปี 2016 ที่ซิลเวียจากไปในวัย 96 ปี หลานสาว เจน ล็อกชิน ได้รับมอบหมายให้จัดการพินัยกรรม แล้วถึงกับช็อก! ทรัพย์สินรวมกว่า 9 ล้านดอลลาร์ (ราว 328 ล้านบาท) ส่วนใหญ่มาจากหุ้นและบัญชีลงทุน

ตามพินัยกรรม เธอบริจาค 6.24 ล้านดอลลาร์ให้ Henry Street Settlement เพื่อทุนการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส นับเป็นการบริจาคสูงสุดในประวัติศาสตร์ 125 ปีขององค์กร และอีก 2 ล้านดอลลาร์ให้หน่วยงานการกุศลอื่นๆ เงินเหล่านี้ตั้งเป็นกองทุน Bloom-Margolies Scholarship Fund สนับสนุนตั้งแต่มัธยมจนมหาวิทยาลัย รวมการเตรียมสอบ SAT และเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย

จากมุมมองของผมที่ติดตามเทรนด์การเงิน การบริจาคแบบนี้สะท้อน ‘impact investing’ ที่กำลังมาแรงในวงการเทคโนโลยี สร้างผลตอบแทนยั่งยืนให้สังคม

บุคลิกและมรดกที่เหลือไว้

คนรอบตัวจดจำซิลเวียในฐานะคนฉลาด ซื่อสัตย์ สมถะ มีอารมณ์ขันประชดประชัน เธอเคยบอกว่าอยากเรียนกฎหมายแต่ไม่มีโอกาส แต่ด้วยความอดทน เธอพิสูจน์ว่าทุกคนสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ หากมีวินัย

หลานสาวเล่าว่าซิลเวียและสามีชอบเที่ยวลาสเวกัส ชมเอลวิส เพรสลีย์ และทัวร์ยุโรป แต่ไม่เคยฟุ่มเฟือย พวกเขามีชีวิตสนุกแต่มีสติ

เรื่องราวนี้สอนให้เห็นว่า ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยให้เราลงทุนง่ายขึ้น เช่น แอป robo-advisor แต่หลักการพื้นฐานอย่างการเลียนแบบผู้เชี่ยวชาญยังคงใช้ได้ ซิลเวียคือตัวอย่างของ ‘quiet wealth’ ที่ไม่ต้องดังแต่รวยจริง

สุดท้าย ผมคิดว่าในโลกบันเทิงและเทคที่เต็มไปด้วย influencer โชว์ความร่ำรวย เรื่องของซิลเวียชวนให้เราคิด: ลองเริ่มเลียนแบบนักลงทุนเก่งๆ รอบตัวดูไหม? มันอาจนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – มารู้จัก ซิลเวีย บลูม เลขาฯ สาวที่เลียนแบบการลงทุนของเจ้านายจนร่ำรวย

สิ้น ‘เจ๊เกียว’ สุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย วัย 88 ปี ปิดตำนานหญิงแกร่งโคราช

สิ้น ‘เจ๊เกียว’ สุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย วัย 88 ปี ปิดตำนานหญิงแกร่งโคราช

วันนี้ (28 กันยายน) ได้รับรายงานข่าวเศร้าที่สะเทือนวงการธุรกิจไทย นั่นคือ ‘เจ๊เกียว’ หรือ สุจินดา เชิดชัย ผู้เป็นเจ้าแม่รถทัวร์แห่งโคราช เจ้าของอาณาจักรธุรกิจขนส่งระดับหมื่นล้านบาท เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ด้วยวัย 88 ปี ทำให้ตำนานแห่งวงการธุรกิจขนส่งไทย ได้ปิดลงอย่างยากเหลือเกิน

เส้นทางธุรกิจจาก 1 คัน สู่ 500 คัน

‘เจ๊เกียว’ ไม่ได้เกิดในครอบครัวร่ำรวย ในวัยเยาว์เธอเรียนจบแค่ระดับ ป.4 แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความเปี่ยมเป็นไฟ เธอเริ่มต้นธุรกิจรถทัวร์เพียง 1 คัน ที่จังหวัดนครราชสีมา หรือที่เราคุ้นเคยว่า ‘โคราช’ จนหล่อเลี้ยงอาชีพ ต่อมาก็คลี่คลายก้าวสู่อาณาจักรที่มีรถทัวร์มากกว่า 500 คันในช่วงทศวรรษ 2520-2530 ทั้งที่ในยุคนั้นประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แต่ ‘เจ๊เกียว’ ยังคงยืนหยัด รักษาธุรกิจไว้ได้ พร้อมให้พนักงานทำงานต่อไป แม้ตนเองจะขาดทุน

ในช่วงที่ประเทศเผชิญวิกฤตหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตน้ำมัน หรือกระทบจากโรคระบาดอย่าง โควิด-19 ทำให้ธุรกิจขนส่งล่มหนัก แต่ ‘เจ๊เกียว’ ยังยืนยันจะเดินรถต่อไป ยอมขายที่ดินออกมาช่วยธุรกิจ เพราะไม่อยากให้ลูกจ้างเดือดร้อน

เจ้าของที่ดิน ทำเลทอง หลายพันไร่

นอกเหนือจากธุรกิจขนส่งแล้ว ใครจะเชื่อว่า ‘เจ๊เกียว’ ยังเป็นเจ้าของที่ดิน 25,000 ไร่ กระจายอยู่ในโคราช ปักธงชัย และพื้นที่ริมถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นทำเลที่ตั้งห้างใหญ่ๆ อย่าง โลตัส โคราช และ The Mall นครราชสีมา พร้อมสร้างรายได้ให้กับครอบครัวอย่างมหาศาล

คำว่า “หยุดเดินรถ” ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของ ‘เจ๊เกียว’ แต่ในช่วงปลายชีวิตจนถึงวันปัจจุบัน เธอตัดสินใจวางธุรกิจที่ดูแลมานาน 65 ปี พร้อมยอมรับว่า “เหนื่อยแล้ว” แสดงให้เห็นว่าสตรีผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นนักธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่เป็นคนที่รักลูกน้อง ใส่ใจพนักงาน ใส่ใจครอบครัว และเต็มไปด้วยจิตใจที่น่าเคารพนับถือ

การจากไปของ ‘เจ๊เกียว’ หรือ สุจินดา เชิดชัย คือการสูญเสียตำนานหญิงแกร่งของจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงของประเทศไทย ที่ใช้คุณธรรมและความมุ่งมั่น สร้างความเจริญให้กับจังหวัด สร้างงานให้คน สร้างมรดกให้ครอบครัว และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในวงการธุรกิจ

เลยไม่แปลกเลยที่ใครหลายคนรับรู้ ว่า ‘เจ๊เกียว’ คือแรงบันดาลใจ ไม่ใช่แค่เป็นเจ้าของรถทัวร์ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในชีวิต

ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือคนทั่วไป ล้วนมีแรงบันดาลใจจาก ‘เจ๊เกียว’ ที่เคยเริ่มต้นจาก 0 สร้างเป็น 1 แล้ว 1 นั้น พัฒนาไปแบบ 1 กลายเป็น 100 ทั้งๆ ที่เป็นสตรี ท่ามกลางวัฒนธรรมชาย ที่มักจะมองว่า ‘ผู้หญิง’ ไม่เหมาะกับหมวดบางอย่าง

การสูญเสียในครั้งนี้ ทำให้หลายคนได้หยุดมองความสำเร็จผ่านคำว่า “หาเงิน” กลับมามองที่ คุณธรรม ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ที่ 1 คือ 1 ที่ 1 ใช้เวลา 1 ปี 2 ปี หรือ 1 ทศวรรษ กลายเป็น 1 ที่ 1 ชั่วชีวิต

สืบทอดจิตวิญญาณ แรงบันดาลใจ

‘เจ๊เกียว’ ไม่เพียงแค่เป็นเจ้าแม่รถทัวร์ แต่เธอยังคือแรงบันดาลใจ ให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น นักธุรกิจ, ผู้ประกอบการหน้าใหม่, หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป ให้มีความเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และใช้ความเสียสละ น้อมนำ 1 คือ 1 บทเรียน ไปต่อยอด เพื่อเป็น 1 ที่ 1 ของตนเอง 1 วัน อาจจะ 1 ปี 2 ปี หรือ 1 ทศวรรษ แบบ 1 ที่ 1 ของ 1 จังหวัด หรือ 1 ประเทศ 1 ชั่วชีวิต

กลางวัน 28 กันยายน 2567 ให้เรา 1 ใจ 1 ที 1 ของสุจินดา เชิดชัย หรือ ‘เจ๊เกียว’ ที่ 1 ตำนาน 1 ชั่วชีวิต

ที่มา – สิ้น ‘เจ๊เกียว’ สุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย วัย 88 ปี ปิดตำนานหญิงแกร่งโคราช

กรมอุตุเผยพายุบัวลอยขึ้นฝั่งเวียดนามพรุ่งนี้ ระวังภาคเหนือและภาคอีสานฝนตกหนัก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

ช่วงบ่ายของวันนี้ (28 กันยายน) กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศสำคัญ แจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับพายุ “บัวลอย” (BUALOI) ซึ่งปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวใกล้ฝั่งเวียดนาม พร้อมกับมรสุมที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทย ทำให้หลายพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสานมีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วง 28–30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

พายุ “บัวลอย” ขณะนี้มีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ไปทางทิศตะวันออก 170 กิโลเมตร ด้วยความเร็วลมสูงสุด 120 กม./ชม. คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนในวันพรุ่งนี้ (29 กันยายน) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงตามลำดับ

กรมอุตุเผยพายุบัวลอยขึ้นฝั่งเวียดนามพรุ่งนี้ ระวังฝนตกหนัก

ประชาชนใน 6 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงภาคใต้ฝั่งตะวันตก ควรมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะ กรมอุตุเผยพายุบัวลอย ที่เตรียมขึ้นฝั่่ง อาจก่อให้เกิดฝนตกสะสมและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลาดเชิงเขา หรือพื้นที่ลุ่มต่ำ ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยธรรมชาติ

จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า “แรงดันของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงมีผลอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับร่องมรสุมที่พัดผ่าน ทำให้ความชื้นในบรรยากาศเพิ่มสูงมาก อะไรก็ตามที่ไปกระตุ้น เช่น พายุ “บัวลอย” ล้วนส่งผลให้ฝนตกหนักกว่าปกติ

สถานการณ์ฝนตกในแต่ละภาค

ล่าสุดข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุสถานการณ์น้ำฝนในแต่ละพื้นที่ดังนี้:

  • ภาคเหนือ: ฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะในจังหวัดตาก สุโขทัย น่าน และเชียงราย ซึ่งอาจมีน้ำป่าไหลหลาก ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
  • ภาคอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ): ฝนฟ้าคะนองรุนแรงเฉพาะบางพื้นที่ ต้องระวังน้ำท่วมฉับพลันในจังหวัด ขอนแก่น มหาสารคาม และยโสธร
  • ภาคกลางและตะวันออก: ฝนตกหนักในบางพื้นที่ ควรระวังน้ำท่วมบริเวณถนนต่ำ คลองระบายน้ำ และชุมชนใกล้แม่น้ำ
  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก): ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง พบคลื่นสูง 1-2 เมตร ขอให้ชาวเรือเล็กงดออกจากฝั่ง

เช่นเดียวกับ บริเวณทะเลอันดามันตอนบน ซึ่งมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของเรือประมง หรือเรือเล็ก กรมอุตุนิยมวิทยาขอเรียกร้องให้ชาวเรือ รวมถึงประชาชนริมฝั่ง รักษามากความปลอดภัย งดกิจกรรมกลางแจ้งหากมีคำเตือน

แนวโน้มใน 24-72 ชั่วโมงข้างหน้า

หลังจากพายุ “บัวลอย” ขึ้นฝั่ง ประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักไม่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งตามแบบจำลองภูมิอากาศจาก ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ ระบุว่า จุดที่มีฝนตกหนักสุด น่าจะอยู่ใน 2 ภาคหลัก: ภาคเหนือตอนล่าง รวมถึงภาคตะวันออก ที่อาจเกิดฝนตกสะสม 24 ชม. มากกว่า 200 นิ้ว

ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแนะนำ ประชาชนควร ติดตามข่าวประกาศจาก กรมอุตุนิยมวิทยา หลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือ โทร 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง อย่าใช้เวลา 2-3 วันข้างหน้า ไปอยู่นอกบ้านหากไม่จำเป็น โดยเฉพาะในยามดึก หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ

อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น เครื่องวิทยุ ไฟฉาย แบตสำรอง รวมถึง น้ำดื่ม อาหารแห้ง สำรอง 3-7 วัน ไว้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน แม้คุณคิดว่าพื้นที่ของคุณ “ยังปลอดภัย” แต่ระบบคมนาคม ไฟฟ้า หรือระบบสื่อสาร อาจหยุดชะงัก ได้ตลอดเวลา

คำเตือนจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ไม่ได้มีไว้แสดงให้ดูเท่านั้น – นี่เป็นช่วงเวลา ที่ ทุกคนต้องมี ความตื่นตัว อยู่เสมอ

อย่าลืมติดตามอัพเดตสภาพอากาศทุกชั่วโมง แล้วมาดูกันว่า ประเทศไทย ผ่านพ้นช่วงฝนหนักช่วงนี้ไป อย่างปลอดภัย

ที่มา – กรมอุตุเผยพายุบัวลอยขึ้นฝั่งเวียดนามพรุ่งนี้ ระวังภาคเหนือและภาคอีสานฝนตกหนัก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน