ผู้เขียน: lalika69_admin

เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศที่เปราะบาง ความเคลื่อนไหวเพียงนิดเดียวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้มหาศาล ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาสร้างความฮือฮาด้วยการกำชับคณะผู้แทนเจรจาของตนว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นท่าทีที่น่าสนใจมากหลังจากที่หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าข้อตกลงจะสำเร็จลงในเร็ววัน

เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

เหตุผลที่ทรัมป์เลือกเบรกเกมในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอารมณ์ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ต้องการให้ทุกอย่างรอบคอบและถูกต้องที่สุด ผลประโยชน์ที่วางอยู่บนโต๊ะเจรจามีมูลค่ามหาศาล ตั้งแต่เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญของโลก ไปจนถึงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ทั่วโลกจับตามอง

แม้หลายคนจะมองว่าการเจรจาเดินหน้าไปไกลแล้ว ทรัมป์กลับย้ำผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ทั้งสองฝ่ายต้องใช้เวลาและทำให้ถูกต้อง” การตัดสินใจเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งหากเราวิเคราะห์จากรายงานข่าวเบื้องลึก จะพบว่าประเด็นสำคัญที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้เต็มที่ ได้แก่:

  • การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
  • การปล่อยคืนเงินทุนของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้
  • ข้อจำกัดที่ฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านปฏิบัติตามเรื่องโครงการนิวเคลียร์

ความเห็นต่างภายในพรรครีพับลิกัน

ความใจเย็นของทรัมป์สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในพรรครีพับลิกันเอง ฝ่ายที่คัดค้านมองว่านี่คือความผิดพลาดที่อาจทำให้อิหร่านได้ใจและมองว่าสหรัฐฯ อ่อนข้อให้ ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งกลับมองว่าเป็นโอกาสในการบีบให้อิหร่านเข้าสู่เวทีการเจรจาอย่างจริงจังเสียที เพื่อปิดฉากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ในการเจรจาระดับโลก “ความเร็ว” อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป แต่เป็น “ความแม่นยำและการทำข้อตกลงที่ยั่งยืน” ที่จะช่วยลดความขัดแย้งในระยะยาวได้มากกว่า ทรัมป์เองดูเหมือนจะเข้าใจดีว่า หากรีบตัดสินใจผิดพลาด ผลกระทบที่ตามมาต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพในตะวันออกกลางจะหนักหนาสาหัสเพียงใด

บทสรุปและมุมมองต่อสถานการณ์นี้: ความใจเย็นของทรัมป์ในรอบนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นต่อไป อาจเป็นก้าวสำคัญที่สุดในรอบหลายปี เรายังคงต้องจับตามองว่าการเจรจาจะคลี่คลายไปในทิศทางใด แต่ที่แน่ๆ คือ หากทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงในแบบที่ยอมรับได้ทั้งคู่ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าการรีบร้อนทำข้อตกลงแบบลวกๆ อย่างแน่นอน ติดตามสถานการณ์นี้กันต่อไปให้ดี เพราะผลลัพธ์ของมันจะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนและค่าครองชีพของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – เกิดอะไรขึ้นบ้าง ก่อนที่ทรัมป์บอกคณะผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐฯว่า “อย่าเร่งรีบ” ในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM

สวัสดีครับแฟนข่าวทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองเกี่ยวกับสถานะการพักโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ล่าสุดทางทนายความได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์

ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อฝ่ายทนายความแจ้งว่ามีเหตุจำเป็นต้องขอเลื่อนการรายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 จากกำหนดการเดิมคือวันที่ 25 พฤษภาคม ไปเป็นวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 แทน ซึ่งทางกรมคุมประพฤติเองก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าสามารถทำได้ตามระเบียบปกติ หากมีเหตุจำเป็นที่แจ้งล่วงหน้าอย่างชัดเจน

นอกเหนือจากเรื่องวันนัดหมาย อีกประเด็นที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมากคือข่าวลือเรื่องการถอดกำไล EM หลังจากที่มีภาพการเดินทางไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลพระราม 9 ปรากฏว่า ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM โดยกรมฯ ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยื่นคำร้องใดๆ เพื่อขอปลดกำไลข้อเท้าดังกล่าวเลยครับ

หลักเกณฑ์เรื่องกำไล EM ที่ควรทราบ

หลายคนอาจสงสัยว่าการขอปลดกำไลอิเล็กทรอนิกส์มีขั้นตอนอย่างไร? ทางกรมคุมประพฤติได้อธิบายว่าการปลดกำไลนั้นแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก คือ:

  • การปลดชั่วคราว: หากผู้ถูกคุมประพฤติมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ซับซ้อน สามารถใช้เอกสารทางการแพทย์ประกอบการยื่นขอได้ โดยจะต้องกลับมาสวมใส่ตามเดิมเมื่อภารกิจทางการแพทย์เสร็จสิ้น
  • การปลดถาวร: กรณีนี้มีความเข้มงวดสูงกว่า เพราะต้องยื่นเรื่องไปถึงคณะอนุกรรมการฯ เพื่อวินิจฉัย เนื่องจากเงื่อนไขการสวม EM เป็นมติเฉพาะของทางคณะอนุกรรมการนั้นๆ

สำหรับคุณทักษิณนั้น เงื่อนไขการพักโทษครั้งนี้ถือเป็นกรอบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยมีกำหนดรายงานตัวทั้งหมด 4 ครั้ง คือ วันที่ 28 พฤษภาคม, 27 มิถุนายน, 29 กรกฎาคม และ 31 สิงหาคม 2569 ตามลำดับ

ในมุมมองของผม การที่หน่วยงานภาครัฐออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนแบบนี้ ถือเป็นการช่วยลดแง่มุมความเข้าใจผิดในโลกโซเชียลได้ดีมากครับ เพราะเรื่องกำไล EM เป็นเรื่องทางกฎหมายที่มีขั้นตอนชัดเจน การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ติดตามข่าวสาร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง

ท้ายที่สุด การเข้าสู่ระบบการพักโทษตามขั้นตอนของกฎหมายแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนก็ต้องยึดถือระเบียบเดียวกัน หากใครตามข่าวอยู่ก็อดใจรออัปเดตกันต่อไปนะครับ เชื่อว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะเข้าสู่ช่วงปกติภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ครับ

ที่มา – ทนายแจ้งเลื่อน ‘ทักษิณ’ รายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกเป็น 28 พ.ค. กรมคุมประพฤติแจงชัดยังไม่ยื่นขอถอดกำไล EM

รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวเศรษฐกิจที่น่าตื่นเต้นมากมาอัปเดตให้ฟังกันครับ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศไทยในฐานะฮับสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อรัฐบาลไทยได้เดินหน้าเจรจาธุรกิจครั้งใหญ่กับกลุ่มบริษัทชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อดึงการลงทุนเข้ามาตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยานและขยายธุรกิจพลังงานสะอาดครับ

ทำไม รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมอุตสาหกรรมเหล่านี้ถึงเป็นกุญแจสำคัญ คำตอบคือเพราะเทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่การเดินทางที่รวดเร็วและการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครับ การที่ รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดึงเงินลงทุนเข้ามาเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Ecosystem หรือระบบนิเวศน์ทางธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การซ่อมบำรุงเครื่องบินไปจนถึงการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทยในสายงานเทคโนโลยีชั้นสูงอีกด้วย

รายละเอียดความร่วมมือที่น่าสนใจ

  • ด้านอุตสาหกรรมการบิน: บริษัทอย่าง Rotortrade และ Satys สนใจจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมบำรุงและทำสีอากาศยานในไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในระดับภูมิภาค
  • ด้านพลังงานสะอาด: การขยายการลงทุนของ Virya Energy ตอกย้ำว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบทของการผลักดัน FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยลดกำแพงภาษีและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดระดับโลกได้ง่ายขึ้น เมื่อมีมาตรการสนับสนุนจาก BOI มาเสริมทัพ การใช้ไทยเป็นฐานการผลิตจึงเป็นดีลที่คุ้มค่าสำหรับฝรั่งเศส และเป็นโอกาสทองของเศรษฐกิจไทยครับ

ในมุมมองของผม เชื่อว่านี่คือสัญญาณที่ดีมากครับ หากเราสามารถดึงดูดเทคโนโลยีจากยุโรปเข้ามาได้สำเร็จ ไทยจะไม่ใช่แค่ประเทศทางผ่าน แต่จะเป็นศูนย์กลางทางนวัตกรรมและการผลิตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากมองในแง่ของเทรนด์ ถ้าเราปรับตัวเข้าหาพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมอากาศยานได้ก่อนใคร ประเทศไทยจะมีแต้มต่อในตลาดโลกอีกมหาศาลครับ

จับตามองกันให้ดีนะครับว่าโครงการนี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานและนวัตกรรมใหม่ๆ อะไรตามมาบ้างในอนาคตอันใกล้ ใครที่ทำงานในสายวิศวกรรมหรือเทคโนโลยี เตรียมอัปเกรดทักษะตัวเองไว้เลยครับ ยุคสมัยของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตกำลังจะมาถึงแล้ว!

ที่มา – รัฐบาลดึงทุนฝรั่งเศสตั้งฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน-ขยายพลังงานสะอาด สอดรับแผนผลักดัน FTA ไทย-ยุโรป

‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา คงจะรู้สึกตกอกตกใจไม่น้อยกับรายงานข่าวที่ระบุว่า ‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ท่านกำลังปฏิบัติภารกิจลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดอุดรธานีครับ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ในระหว่างการเตรียมตัวลงพื้นที่ ทีมงานใกล้ชิดได้พบว่าท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มีอาการหมดสติอยู่ภายในห้องพักของโรงแรม จึงได้รีบดำเนินการนำตัวส่งโรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานีด้วยความรวดเร็วที่สุด ซึ่งในจังหวะนั้นเหตุการณ์ค่อนข้างวิกฤตจนถึงขั้นที่ทีมแพทย์ต้องทำการปั๊มหัวใจเพื่อให้ชีพจรกลับมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงทีครับ

สถานการณ์ล่าสุด: ‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน

หลังจากที่ทีมแพทย์ได้ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีรายงานข่าวออกมาแล้วว่า ‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน โดยท่านมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน สามารถสื่อสารโต้ตอบกับทีมงานได้แล้ว แต่เพื่อความปลอดภัยและเฝ้าระวังอาการอย่างละเอียด ท่านยังคงต้องรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปครับ

สาเหตุเบื้องต้นที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันนั้น มาจากการที่ท่านได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าภารกิจของรัฐมนตรีนั้นต้องใช้พลังงานสูง ทั้งการเดินทาง การประชุม และการแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับประชาชน ทำให้ร่างกายอาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพในที่สุด

ข้อคิดจากเหตุการณ์สุขภาพของคนทำงานหนัก

มองในมุมของคนทำงานในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้บริหาร หรือเหล่าคนรุ่นใหม่ที่ทุ่มเทให้กับงาน เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีมาก ๆ ครับว่า:

  • สุขภาพต้องมาก่อน: ต่อให้มีภารกิจล้นมือแค่ไหน ร่างกายเราไม่ใช่เครื่องจักรครับ ต้องรู้จักฟังเสียงเตือนของร่างกาย
  • การพักผ่อนคือส่วนหนึ่งของงาน: การหักโหมจนเกินไปไม่ได้กัลยาณมิตรหรือประโยชน์ในระยะยาว หากเราล้มป่วย งานที่ตั้งใจทำไว้ก็อาจไม่สำเร็จเท่าที่ควร
  • การตรวจสุขภาพประจำปี: เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนทุกวัย ไม่ควรละเลยเด็ดขาด

ท้ายที่สุดนี้ ผมในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เชื่อมั่นว่าทีมแพทย์จะให้การดูแลท่านเป็นอย่างดี และพวกเราทุกคนขอส่งกำลังใจให้ท่านสุริยะหายจากอาการป่วยและกลับมาแข็งแรงในเร็ววันนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากฝากไว้ให้ทุกคนคือ อย่าลืมแบ่งเวลาพักผ่อนให้เป็นนิสัย เพราะสุขภาพเป็นอาภรณ์ที่ดีที่สุดของชีวิตครับ หากคุณรู้สึกเหนื่อยล้า อย่าฝืนจนเกินไป เพราะไม่มีงานไหนมีค่ายิ่งกว่าชีวิตของคุณเองครับ

ที่มา – ‘สุริยะ’ อาการปลอดภัยแล้ว หลังพบหมดสติ ถูกนำตัวส่ง รพ. กลางดึกเมื่อคืน

เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากเมืองเหนือกันมาบ้างแล้วนะครับ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แฟนๆ กิจกรรมสายความหลากหลายต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะ เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม อย่างเป็นทางการใจกลางข่วงประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ครับ

เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม

บรรยากาศภายในงาน Chiang Mai Pride 2026 เต็มไปด้วยพลังงานบวกและความสดใส แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นไม่ใช่แค่สีสันของขบวนพาเหรดที่จัดเต็มถึง 37 ขบวน แต่คือการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ภายใต้แนวคิด Chiang Mai Pride Inclusive City ซึ่งถือเป็นการยกระดับจากการแสดงออกของภาคประชาชนไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายอย่างจริงจังครับ

ก้าวต่อไปสู่การเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียมที่ยั่งยืน

การที่เมืองอย่างเชียงใหม่ลุกขึ้นมาประกาศจุดยืนเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสีสันในช่วงเดือนมิถุนายนเท่านั้นนะครับ แต่เป็นการปูทางสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมีความหลากหลายในรูปแบบใด ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสและพื้นที่ในการแสดงออกอย่างเท่าเทียมกัน นี่คือสิ่งที่น่าชื่นชมเพราะเป็นการทำให้คำว่า ‘ความหลากหลาย’ ไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่เป็นรากฐานของเมือง

  • วิสัยทัศน์ระดับโลก: ไม่เพียงแค่งานในพื้นที่ แต่เชียงใหม่ยังมุ่งเป้าไปที่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 อีกด้วย ซึ่งถือเป็นความทะเยอทะยานที่น่าจับตามองในเชิงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
  • พลังรวมใจ: งานนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายสิทธิมนุษยชน ยืนยันได้ว่าเรื่องความเท่าเทียมไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
  • พื้นที่ปลอดภัย: การมีส่วนร่วมของประชาชนตลอดสองข้างทางที่เป็นสักขีพยาน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเชียงใหม่พร้อมที่จะเป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อทุกเพศสภาพอย่างแท้จริง

ในมุมมองของผม การที่เมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ประกาศตัวเป็นทัพหน้าผ่านเทศกาลนี้ คือการสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่ทัศนคติของผู้คนเปลี่ยนไปมาก นี่คือทิศทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่มองหาจุดหมายปลายทางที่ยินดีต้อนรับความแตกต่าง หากใครมีโอกาสในช่วงเดือน Pride นี้ การได้ลองไปสัมผัสบรรยากาศที่เชียงใหม่จะทำให้คุณเห็นว่า พลังของการยอมรับตัวตนนั้นสร้างความเข้มแข็งให้สังคมได้มากเพียงใด

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่า เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม ในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทยได้เดินตามรอย เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างภาคภูมิใจในตัวตนของตัวเองครับ มาร่วมกันติดตามว่า Road to The World Pride ต่อจากนี้จะมีเซอร์ไพรส์อะไรให้เราได้เห็นกันอีก

ที่มา – เชียงใหม่เปิดฉาก Pride Month แห่งแรกของไทย จากขบวนสีรุ้งสู่การประกาศเป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม

สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย

สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมภารกิจสำคัญในการเดินทางไปร่วมประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ณ มหานครนิวยอร์ก ตามคำเชิญของจีน ซึ่งเป็นประธานในวาระนี้ โดยประเด็นหลักที่หลายฝ่ายให้ความสนใจคือการพบปะหารือกับ ปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เพื่อสานต่อความร่วมมือหลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้มีข้อตกลงร่วมกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ที่ผ่านมาครับ

แม้ว่าการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศภายใต้บทบาทของ สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย จะมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือและการสร้างความไว้วางใจ แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางนี้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทีเดียว เนื่องจากฝ่ายไทยเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของกัมพูชาในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะการที่ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติยังคงมีการนำประเด็นทวิภาคีไปกล่าวอ้างในที่ประชุม UNSC ซึ่งขัดกับข้อตกลงเดิมที่ผู้นำทั้งสองชาติได้หารือกันไว้ว่าจะมุ่งหน้าแก้ไขปัญหาผ่านการพูดคุยทวิภาคีโดยตรง แทนที่จะนำประเด็นข้อพิพาทไปขยายผลในเวทีโลกระดับนี้ครับ

ทำไมต้องเร่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ?

คุณสีหศักดิ์ได้ย้ำอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความจริงใจในการดำเนินความสัมพันธ์ และเรายึดมั่นในข้อตกลงที่ผู้นำระดับสูงได้วางรากฐานเอาไว้ การที่กัมพูชายังคงใช้วิธีการแบบเดิมในการกล่าวหาหรือใส่ร้ายประเทศไทยนั้น นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์ให้กับใครแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนบรรยากาศความร่วมมือที่ควรจะเป็น การดำเนินงานภายใต้กรอบของ UNCLOS เพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ตรงกันมากกว่าการเผชิญหน้ากันด้วยข้อมูลทางเดียวครับ

  • ไทยพร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาทางการทูตเสมอ
  • กัมพูชาควรปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมที่เคยตกลงกันไว้
  • การใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อโจมตีฝ่ายเดียวเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า

ในมุมมองของนักวิเคราะห์มองว่า นี่คือบททดสอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศในยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลข่าวสารวิ่งไวถึงกันทั่วโลก หากกัมพูชายังเดินหน้าในแนวทางเดิม นอกจากความสัมพันธ์ของสองประเทศจะหยุดชะงักแล้ว ผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝั่งเองนั่นแหละครับที่จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ การที่ สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากฝั่งไทยว่า เราพร้อมร่วมมือแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและเกียรติภูมิของประเทศ

มุมมองทิ้งท้าย: เทรนด์ของการทูตสมัยใหม่เปลี่ยนไปมากครับ ทุกวันนี้ ‘Soft Power’ หรือความน่าเชื่อถือในระดับสากลสำคัญพอๆ กับการเจรจาโต๊ะกลม การรักษาคำพูดและการสร้างบรรยากาศที่ดีจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต หากเราต้องการเห็นการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งสองประเทศต้องเปลี่ยนผ่านจากการ ‘ขัดแย้ง’ ไปสู่การ ‘แบ่งปัน’ ผลประโยชน์ร่วมกันให้ได้ครับ

ที่มา – สีหศักดิ์ บินร่วมประชุมพิเศษ UNSC เตรียมพบปรัก สุคน สานต่อวงหารือผู้นำที่เซบู เตือนท่าทีกัมพูชา หยุดใช้เวทีระหว่างประเทศใส่ร้ายไทย

กรมควบคุมโรค เผยไทยพบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลัก เผยยังไม่พบอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์สุขภาพที่น่าสนใจมาฝากกันครับ หลังจากที่หลายคนเริ่มคลายกังวลเรื่องโควิด-19 ไปแล้ว แต่ล่าสุดทางกรมควบคุมโรค เผยไทยพบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลัก เผยยังไม่พบอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าติดตามเพื่อให้เราปรับตัวใช้ชีวิตได้แบบปลอดภัยและรู้เท่าทันสถานการณ์ครับ

กรมควบคุมโรค เผยไทยพบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลัก เผยยังไม่พบอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

จากการรายงานล่าสุด พบว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 กำลังระบาดในไทยเป็นอันดับหนึ่ง โดยครองสัดส่วนกว่า 50.95% ของตัวอย่างที่ตรวจพบทั้งหมด ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังระบุด้วยว่า เชื้อตัวนี้มีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม ซึ่งช่วยให้มันแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เราใจชื้นขึ้นมาบ้างคือ ถึงแม้จะติดง่ายขึ้น แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดอาการรุนแรงหนักกว่าเดิมครับ

ทำไมเราถึงต้องจับตามอง NB.1.8.1?

เหตุผลที่หน่วยงานสาธารณสุขยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะพฤติกรรมการระบาดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 มีแนวโน้มแปรผันตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลที่คนมักป่วยกันบ่อยขึ้น แม้สถานการณ์ภาพรวมในไทยจะยังถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา แต่การประมาทก็อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางได้ครับ

สำหรับแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันตัวในฐานะที่เราต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ในรูปแบบของโรคประจำถิ่น หรือโรคติดต่อตามฤดูกาล ทางกรมควบคุมโรคยังคงเน้นย้ำเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นสำคัญครับ ดังนี้:

  • ล้างมือให้เป็นนิสัย: ไม่ว่าจะเป็นก่อนทานอาหาร หรือหลังสัมผัสพื้นผิวสาธารณะ เช่น ปุ่มกดลิฟต์ หรือราวบันได
  • ไอหรือจามอย่างถูกวิธี: ใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปากและจมูกเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด: หากจำเป็นต้องไปสถานที่ปิดหรือคนเยอะ การสวมหน้ากากอนามัยยังคงเป็นวิธีที่เวิร์กที่สุดครับ
  • เฝ้าระวังกลุ่ม 608: ดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ หากเรามีอาการป่วยเล็กน้อย ควรแยกตัวเพื่อป้องกันการนำเชื้อไปติดคนในบ้าน
  • ใช้ ATK ตรวจเช็กตัวเอง: ถ้ามีไข้ น้ำมูก หรือไอ อย่าชะล่าใจ ให้รีบหาชุดตรวจมาลองเช็กดูก่อน ถ้าผลเป็นบวกจะได้วางแผนปรึกษาแพทย์ได้ทันท่วงทีครับ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผมมองว่าถึงแม้ข่าวการพบสายพันธุ์ใหม่จะฟังดูน่ากังวล แต่ถ้าเรามีสติและคอยดูแลสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ เราก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขครับ การมีความรู้ที่ถูกต้องช่วยลดความตื่นตระหนกได้มากจริงๆ สำหรับใครที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ได้ตลอดครับ

อย่าลืมสุขภาพที่ดีเริ่มที่ตัวเรา และหมั่นอัปเดตข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้อยู่เสมอ เพื่อให้เราก้าวทันไวรัสได้ทุกสถานการณ์ครับ

ที่มา – กรมควบคุมโรค เผยไทยพบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลัก เผยยังไม่พบอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

อนุทินถกเอกชนไทยในปารีส ดัน FTA ไทย-EU เร่งลดภาษีเหลือ 0% หนุนร้านอาหารไทยแท้บุกยุโรป

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรงทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจมากจากกรุงปารีส เมื่อคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางไปพบปะกับเหล่าผู้บริหารภาคเอกชนไทยยักษ์ใหญ่ที่ไปปักหลักธุรกิจอยู่ในยุโรป เพื่อหาแนวทางยกระดับสินค้าและบริการของไทยให้โกอินเตอร์ได้เต็มตัวยิ่งกว่าเดิม ซึ่งหัวข้อหลักของการพูดคุยในครั้งนี้คือความพยายามของภาครัฐในการผลักดันให้เกิด อนุทินถกเอกชนไทยในปารีส ดัน FTA ไทย-EU เร่งลดภาษีเหลือ 0% หนุนร้านอาหารไทยแท้บุกยุโรป เพื่อเปิดประตูการค้าเสรีให้กับผู้ประกอบการไทยครับ

อนุทินถกเอกชนไทยในปารีส ดัน FTA ไทย-EU เร่งลดภาษีเหลือ 0% หนุนร้านอาหารไทยแท้บุกยุโรป

ปัจจุบันหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า สินค้าไทยบางประเภทที่ส่งออกไปยังยุโรปยังต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงถึง 24% ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าไทยในตลาดยุโรปสูงเกินไปและเสียเปรียบคู่แข่ง ดังนั้นการที่คุณอนุทินได้หยิบยกเรื่องการเร่งทำข้อตกลง FTA ไทย-EU ขึ้นมาหารือในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีของเหล่าผู้ส่งออก เพราะหากเจรจาสำเร็จและลดภาษีเหลือ 0% ได้จริง จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับสินค้าไทยอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

นอกเหนือจากเรื่องภาษีแล้ว อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าสนใจคือการส่งเสริมให้ร้านอาหารไทยไปเติบโตในยุโรปแบบยั่งยืนครับ เราทุกคนรู้ดีว่า “Soft Power” อย่างอาหารไทยนั้นได้รับความนิยมสูงมาก แต่ปัญหาที่พบคือร้านอาหารหลายแห่งทำโดยชาวต่างชาติ ทำให้รสชาติและเอกลักษณ์อาจจะเพี้ยนไปบ้าง อนุทินถกเอกชนไทยในปารีส ดัน FTA ไทย-EU เร่งลดภาษีเหลือ 0% หนุนร้านอาหารไทยแท้บุกยุโรป จึงมีกลยุทธ์เสริมในการประสานงานกับ EXIM Bank เพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนให้กับผู้ประกอบการไทยที่จะไปเปิดร้านอาหารไทยแท้ในยุโรปโดยตรง เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นต้นตำรับและผลักดันวัตถุดิบคุณภาพจากเมืองไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

โอกาสครั้งใหม่ของธุรกิจไทยในยุโรป

จากการพูดคุยครั้งนี้ เราเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนมากว่าภาครัฐและเอกชนกำลังจูนเข้าหากันเพื่อ:

  • เร่งเจรจา FTA เพื่อปลดล็อกภาษีนำเข้าที่สูงเกินไป
  • ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับร้านอาหารไทยแท้ด้วยความร่วมมือทางการเงิน
  • เผยแพร่วัฒนธรรมไทยผ่านรสชาติอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน
  • สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในต่างแดน

ในมุมมองของผม นี่คือจังหวะสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรพลาดครับ การที่ระดับนโยบายลงมาฟังเสียงเอกชนอย่างจริงจังและพร้อมสนับสนุนด้านสินเชื่อ จะทำให้การบุกตลาดโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สำหรับใครที่เป็นเจ้าของธุรกิจหรือกำลังมองหาโอกาสขยายกิจการไปต่างประเทศ ลองติดตามความเคลื่อนไหวนี้ให้ดีครับ เพราะถ้านโยบาย FTA สำเร็จเมื่อไหร่ ต้นทุนการทำธุรกิจของคุณจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดและโอกาสทองในเวทีโลกจะเปิดกว้างขึ้นอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้การสนับสนุนให้คนไทยไปสร้างชื่อในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและสินค้าส่งออกคุณภาพสูงในยุโรป ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง มาร่วมส่งกำลังใจให้ภาครัฐทำภารกิจนี้ให้สำเร็จกันครับ!

ที่มา – อนุทินถกเอกชนไทยในปารีส ดัน FTA ไทย-EU เร่งลดภาษีเหลือ 0% หนุนร้านอาหารไทยแท้บุกยุโรป

นายกฯ บอกคนไทยในปารีส รัฐบาลปกป้องแผ่นดิน ยึดประโยชน์ชาติ แจ้งยูเนสโก หากกัมพูชาร้องขอสำรวจโบราณสถาน ต้องตรวจสอบ 2 ฝั่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากภารกิจนายกรัฐมนตรีในต่างแดนกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้มีการสื่อสารประเด็นสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องชาวไทยทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการยืนหยัดรักษาอธิปไตยของชาติ

นายกฯ บอกคนไทยในปารีส รัฐบาลปกป้องแผ่นดิน ยึดประโยชน์ชาติ แจ้งยูเนสโก หากกัมพูชาร้องขอสำรวจโบราณสถาน ต้องตรวจสอบ 2 ฝั่ง

ในการพบปะกับพี่น้องชาวไทย ณ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความรักชาติและยืนยันว่า นายกฯ บอกคนไทยในปารีส รัฐบาลปกป้องแผ่นดิน ยึดประโยชน์ชาติ แจ้งยูเนสโก หากกัมพูชาร้องขอสำรวจโบราณสถาน ต้องตรวจสอบ 2 ฝั่ง อย่างชัดเจนครับ โดยท่านระบุว่ารัฐบาลมีจุดยืนที่เข้มแข็งในการดูแลผลประโยชน์ของชาติและอธิปไตยเหนือดินแดนไทยอย่างถึงที่สุด ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบหรือคุกคามโดยเด็ดขาด

จุดยืนชัดเจนต่อกรณีพื้นที่ทับซ้อนและยูเนสโก

หนึ่งในประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมากคือเรื่องการสำรวจโบราณสถานในพื้นที่เขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนายกฯ ได้แจ้งไปยังผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกแล้วว่า หากฝ่ายกัมพูชามีการร้องขอให้เข้าไปสำรวจวัดที่เป็นมรดกโลกที่ได้รับความเสียหาย ยูเนสโกจะต้องเข้ามาดำเนินการตรวจสอบในพื้นที่ฝั่งไทยด้วยเพื่อให้ข้อมูลนั้นมีความสมบูรณ์ นายกฯ บอกคนไทยในปารีส รัฐบาลปกป้องแผ่นดิน ยึดประโยชน์ชาติ แจ้งยูเนสโก หากกัมพูชาร้องขอสำรวจโบราณสถาน ต้องตรวจสอบ 2 ฝั่ง ซึ่งถือเป็นแนวทางเชิงรุกที่แสดงออกถึงความโปร่งใสและปกป้องสิทธิของประเทศไทยในเวทีโลก

กระชับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสสู่โอกาสใหม่ๆ

นอกเหนือจากเรื่องการปกป้องอธิปไตยแล้ว การเยือนครั้งนี้ยังเป็นวาระสำคัญครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส โดยนายกฯ ได้เตรียมหารือกับประธานาธิบดี เอมานูว์แอล มาครง เพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศ รวมถึงการฝากฝังให้ดูแลชุมชนไทยในฝรั่งเศสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยครับ

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีให้แข็งแกร่งกว่าเดิม
  • สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านวงสนทนาแบบพิเศษ
  • เชิญชวนคนไทยในต่างแดนกลับมาเยี่ยมบ้าน เพื่อเห็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย
  • ส่งเสริมให้คนไทยในต่างประเทศเป็นทูตวัฒนธรรมเผยแพร่เอกลักษณ์ไทยให้ทั่วโลกประจักษ์

ในมุมมองของผม การสื่อสารที่ชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของชาติครับ การที่ผู้นำกล้าออกมายืนยันจุดยืนและสื่อสารแนวทางที่เที่ยงธรรมผ่านองค์กรระดับโลกอย่างยูเนสโก ทำให้เราคนไทยอุ่นใจได้ว่าไม่ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร รัฐบาลยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นที่ตั้งเสมอ สำหรับใครที่ไปทำงานหรือพำนักในต่างแดน อย่าลืมนำความภูมิใจในความเป็นไทยไปบอกต่อให้โลกรับรู้กันนะครับ เพราะคุณคือภาพลักษณ์สำคัญของประเทศเราครับ

ที่มา – นายกฯ บอกคนไทยในปารีส รัฐบาลปกป้องแผ่นดิน ยึดประโยชน์ชาติ แจ้งยูเนสโก หากกัมพูชาร้องขอสำรวจโบราณสถาน ต้องตรวจสอบ 2 ฝั่ง