ผู้เขียน: lalika69_admin

ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 สภาพัฒน์แนะรัฐเร่งออกมาตรการรองรับแรงงานเสี่ยง 1.1 แสนคน

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเทคโนโลยีและคนที่ติดตามความเคลื่อนไหวในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ช่วงนี้ถ้าเราพูดถึงเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) บอกเลยว่านี่คือกระแสที่มาแรงแบบหยุดไม่อยู่จริงๆ ครับ ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองมากเมื่อประเทศไทยของเราประกาศเป้าหมายชัดเจนว่า ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับโฉมหน้าอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษเลยทีเดียว

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดในครั้งนี้ แน่นอนว่ามันไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องของนวัตกรรมหรือยอดขายรถยนต์เท่านั้น แต่มันสะเทือนไปถึงโครงสร้างการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 1.1 แสนคน หรือคิดเป็นประมาณ 16.3% ของแรงงานทั้งหมด กำลังตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงครับ

เจาะลึก ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 กับผลกระทบแรงงาน

ทำไมตัวเลขแรงงานถึงน่ากังวลขนาดนั้น? คำตอบคือความแตกต่างทางเทคนิคครับ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) แบบเดิมที่เราใช้กันอยู่ ประกอบด้วยชิ้นส่วนนับพันรายการ แต่สำหรับรถยนต์ EV นั้น ชิ้นส่วนลดลงมหาศาลจาก 2,000 ชิ้น เหลือเพียงไม่กี่สิบชิ้นเท่านั้น ดังนั้นโรงงานที่เคยผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แบบดั้งเดิมจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวครั้งใหญ่

ทางออกที่สภาพัฒน์แนะนำเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน

เพื่อให้ ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 เป็นไปได้อย่างราบรื่นและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สภาพัฒน์จึงได้เสนอแนะว่าภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างจริงจังครับ โดยแนวทางที่น่าสนใจประกอบด้วย:

  • สนับสนุนการปรับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับ EV
  • ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับสายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีการเติบโต เช่น ชิ้นส่วนทางการแพทย์ หรือนวัตกรรมพลังงานสะอาด
  • สร้างมาตรการเยียวยาและสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่ม Tier 1 และ Tier 2 ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหายไปของชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาป

หากเรามองในมุมของเทรนด์โลก การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ หากไทยไม่เร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะสูญเสียสถานะ ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ไปได้ง่ายๆ แต่ถ้ามองในแง่บวก นี่คือโอกาสที่เราจะยกระดับทักษะแรงงานไทยให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ความคิดเห็นส่งท้าย: การที่รัฐบาลพยายามผลักดันเป้าหมายนี้ถือเป็นเรื่องดีครับ แต่กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 50% เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การ ‘เปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม’ (Just Transition) ที่ต้องมั่นใจว่าแรงงานกว่าหนึ่งแสนคนที่อยู่ในจุดเสี่ยง จะมีงานใหม่รองรับและสามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างภาคภูมิใจครับ หากใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ผมแนะนำว่าถึงเวลาต้องเริ่มพัฒนาทักษะตนเองในด้านซอฟต์แวร์และอิเล็กทรอนิกส์กันตั้งแต่วันนี้แล้วครับ

ที่มา – ไทยตั้งเป้าผลิต EV แตะ 50% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี 2578 สภาพัฒน์แนะรัฐเร่งออกมาตรการรองรับแรงงานเสี่ยง 1.1 แสนคน

ทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายข่าวการเมืองและเทคโนโลยีทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจระดับอินเตอร์มาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดหมุดหมายสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส เมื่อทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69 โดยเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้ให้การต้อนรับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยอย่างอบอุ่นครับ

ทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69

การพบปะกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ทางการทูตทั่วไปนะครับ แต่เป็นการยกระดับความร่วมมือในแบบที่คนทำงานสาย Tech และธุรกิจต้องจับตามอง โดยมีสาระสำคัญแบ่งเป็น 4 ด้านหลักๆ ที่จะส่งผลต่ออนาคตของพวกเรา:

1. การเจาะตลาดเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอนาคต: ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทั้งพลังงานสะอาด, ระบบการบินและอวกาศ, ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และ Data Center ซึ่งปัจจุบันฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญระดับโลก นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าสนใจมากสำหรับสตาร์ทอัพไทยครับ

2. การเร่งปิดดีล FTA ไทย-สหภาพยุโรป: หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาให้จบภายในปีนี้ ซึ่งถ้าทำได้จริง จะเป็นการเปิดประตูโอกาสครั้งใหญ่ให้สินค้าไทยเข้าไปตีตลาดในยุโรปได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ

3. ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์: ในยุคที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ระบาด ไทยกำลังมองหาความร่วมมือระดับสากลกับฝรั่งเศสเพื่อปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางปฏิบัติระดับมืออาชีพ

4. จุดยืนภูมิรัฐศาสตร์: ในประเด็นเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับเพื่อนบ้าน ไทยเลือกใช้หลักกฎหมายสากลอย่าง UNCLOS เป็นตัวตั้ง เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

นอกจากบรรยากาศที่ดูเป็นกันเองแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้วางแผนปฏิบัติการร่วม 2026-2028 เพื่อยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่าจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้น การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับ Tech Infrastructure จะเป็นปัจจัยหนุนชั้นดีให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางดิจิทัลในภูมิภาค

มุมมองส่วนตัวและข้อแนะนำ: การที่ทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69 สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังขยับตัวเข้าสู่มาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่ในเชิงนโยบาย แต่รวมถึงการดึงดูดเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาในประเทศ สำหรับนักลงทุนและคนไอที ผมแนะนำให้ศึกษาโอกาสจากบริษัทในเครือ MEDEF ไว้ตั้งแต่วันนี้ เพราะการที่ยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศสจ้องจะขยายการลงทุนในไทย หมายความว่าเราจะได้เห็นความต้องการแรงงานทักษะสูง (High-skilled labor) พุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ทำเนียบเอลีเซเปิดรับนายกฯ ไทย ถกประเด็นร้อนภูมิรัฐศาสตร์-ตั้งเป้าปิดดีลการค้าเสรียุโรปปี 69

สช. ลงพื้นที่เชียงราย เยี่ยมชมโมเดลต้นแบบขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพผู้สูงอายุ หนุนชุมชนเข้มแข็ง-เศรษฐกิจผู้สูงวัยยั่งยืน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ จากจังหวัดเชียงรายมาฝากกันครับ เมื่อไม่นานมานี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมโมเดลการจัดการสังคมสูงวัยที่น่าสนใจมากที่ อ.พาน จ.เชียงราย ซึ่งที่นี่เขาได้ใช้ สช. ลงพื้นที่เชียงราย เยี่ยมชมโมเดลต้นแบบขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพผู้สูงอายุ หนุนชุมชนเข้มแข็ง-เศรษฐกิจผู้สูงวัยยั่งยืน มาเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยครับ

สช. ลงพื้นที่เชียงราย เยี่ยมชมโมเดลต้นแบบขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพผู้สูงอายุ หนุนชุมชนเข้มแข็ง-เศรษฐกิจผู้สูงวัยยั่งยืน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมพื้นที่นี้ถึงกลายเป็นต้นแบบได้ คำตอบคือความเข้มแข็งของชุมชนนั่นเองครับ ปัจจุบันอำเภอพานมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึงเกือบ 30% ของประชากรทั้งหมด แต่แทนที่จะมองว่าเป็นปัญหา ทางพื้นที่กับมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต โดยมีธรรมนูญสุขภาพผู้สูงวัยเป็นกติการ่วมกันใน 6 มิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม สภาพแวดล้อม ภูมิปัญญา เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีครับ

ถอดบทเรียนจากตำบลป่าหุ่งและตำบลหัวง้ม

จากการที่ สช. ลงพื้นที่เชียงราย เยี่ยมชมโมเดลต้นแบบขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพผู้สูงอายุ หนุนชุมชนเข้มแข็ง-เศรษฐกิจผู้สูงวัยยั่งยืน เราได้เห็นตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างที่ตำบลหัวง้ม ที่มีโครงการอย่าง “ธนาคารความดี” และ “บ้านชื่นสุข” ซึ่งไม่ใช่แค่การดูแลร่างกายด้วยทีมแพทย์แผนไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการดูแลทางจิตใจด้วย “สมุดเบาใจ” ที่ให้ผู้สูงอายุได้วางแผนชีวิตในช่วงสุดท้ายได้อย่างสงบสุขและมีคุณค่า

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากโมเดลของเชียงรายคือการบูรณาการครับ โดยใช้คนเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มติดสังคมที่มาทำกิจกรรมในโรงเรียนผู้สูงอายุ หรือกลุ่มติดบ้านติดเตียงที่มี Caregiver คอยดูแลใกล้ชิด ทำให้เห็นว่าหัวใจของการขับเคลื่อนคือการที่คนในชุมชนลุกขึ้นมาช่วยกันเอง ภายใต้กติกาที่ตกลงกันไว้ในระดับตำบล

  • สุขภาพกาย: การเข้าถึงแพทย์แผนไทยและกิจกรรมออกกำลังกายสมอง
  • สุขภาพจิต: การใช้ธรรมะและการวางแผนชีวิตผ่านสมุดเบาใจ
  • เศรษฐกิจ: สร้างรายได้จากภูมิปัญญาและความเชี่ยวชาญของผู้สูงอายุ
  • สภาพแวดล้อม: การปรับบ้านให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงวัย

มุมมองและเทรนด์ในอนาคต

เทรนด์สังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปครับ ในอนาคตเราจะเห็นโมเดลแบบ “คนพานไม่ทิ้งกัน” กระจายตัวไปสู่จังหวัดอื่นๆ มากขึ้น การที่ชุมชนเข้มแข็งด้วยกลไกธรรมนูญสุขภาพ จะช่วยให้ผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงผู้รอรับการดูแล แต่เป็นพลังในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่นได้จริง ผมเชื่อว่าหากแต่ละท้องถิ่นเริ่มปรับตัวโดยใช้ดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ร่วมกับวิถีชุมชนเดิม เราจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของสังคมสูงวัยไปได้อย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – สช. ลงพื้นที่เชียงราย เยี่ยมชมโมเดลต้นแบบขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพผู้สูงอายุ หนุนชุมชนเข้มแข็ง-เศรษฐกิจผู้สูงวัยยั่งยืน

ประธานศาลฎีกาเซ็นคำแนะนำสกัด ‘คดีฟ้องปิดปาก’ ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีกลั่นแกล้ง-ปิดบังข้อเท็จจริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีเกี่ยวกับความยุติธรรมที่น่าสนใจมากครับ เมื่อประธานศาลฎีกาได้ออกแนวปฏิบัติใหม่เพื่อจัดการกับปัญหาที่หลายคนเรียกว่า คดีฟ้องปิดปาก หรือที่ในทางสากลรู้จักกันในชื่อ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความหนักใจให้กับประชาชนและนักเคลื่อนไหวมาอย่างยาวนาน

ประธานศาลฎีกาได้ลงนามในคำแนะนำเรื่องการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการให้อำนาจศาลยุติธรรมในการกลั่นกรองและตรวจสอบการฟ้องร้องคดีอาญาที่ดูแล้วน่าจะเป็นการกลั่นแกล้งมากกว่าการใช้สิทธิโดยชอบธรรมตามกฎหมายครับ

ประธานศาลฎีกาเซ็นคำแนะนำสกัด ‘คดีฟ้องปิดปาก’ ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีกลั่นแกล้ง-ปิดบังข้อเท็จจริง

เรามักจะเห็นข่าวการฟ้องร้องคดีอาญาเพื่อให้จำเลยเกิดความหวาดกลัวหรือเสียเวลาทำมาหากิน ทั้งที่จริงแล้วคดีเหล่านั้นอาจมีเจตนาแอบแฝง การออกคำแนะนำนี้จึงเป็นการวางมาตรฐานใหม่ให้ชัดเจนขึ้น โดยมีการระบุพฤติกรรมที่เข้าข่ายการฟ้องร้องไม่สุจริตไว้หลายประการ อาทิ:

  • การฟ้องคดีที่มีลักษณะข่มขู่ หรือสร้างความเดือดร้อนให้จำเลยเกินความจำเป็น
  • การใช้คดีความเพื่อกดดันให้คู่ความต้องทำ หรือละเว้นการทำบางอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
  • การนำข้อเท็จจริงเท็จหรือบิดเบือนไปบอกต่อศาลเพื่อจูงใจให้รับฟ้อง

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเหตุแห่งความสงสัยที่ศาลสามารถใช้ดุลพินิจตรวจสอบได้เข้มข้นขึ้น เช่น การฟ้องคดีในศาลที่อยู่ไกลจากที่ทำงานของจำเลย เพื่อสร้างภาระในการเดินทาง หรือการฟ้องซ้ำซากในเหตุการณ์เดียวกัน นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงว่า ประธานศาลฎีกาเซ็นคำแนะนำสกัด ‘คดีฟ้องปิดปาก’ ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีกลั่นแกล้ง-ปิดบังข้อเท็จจริง ได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในยุคดิจิทัลอย่างยิ่งครับ

กลไกการทำงานของอำนาจศาลในการคุ้มครองประชาชน

ตามคำแนะนำนี้ ศาลสามารถใช้มาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐาน หากพบว่ามีการกลั่นแกล้งจริง ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้องได้ทันทีตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องเลยครับ ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรของทั้งคู่ความและงบประมาณของศาลได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นการปกป้องคนสุจริตไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อของการใช้อำนาจเงินหรืออิทธิพลผ่านกระบวนการยุติธรรม

ในมุมมองของผม นี่เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการส่งเสริมสังคมประชาธิปไตย เพราะการที่ระบบศาลยอมรับและทำมาตรการป้องกัน ประธานศาลฎีกาเซ็นคำแนะนำสกัด ‘คดีฟ้องปิดปาก’ ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีกลั่นแกล้ง-ปิดบังข้อเท็จจริง ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบสังคมด้วยความสุจริตมีความมั่นใจมากขึ้น

สรุปเทรนด์ความยุติธรรม: ต่อจากนี้ผู้ที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีคงต้องรอบคอบขึ้น เพราะศาลมีเกราะป้องกันจำเลยที่เข้มแข็งขึ้นแล้ว หากใครที่มีเจตนาไม่ดีในการกระทำต่อคู่ความ ต่อไปนี้จะทำได้ยากขึ้นแน่นอนครับ นี่คือความก้าวหน้าทางกฎหมายที่คุณควรรับทราบไว้ครับ

ที่มา – ประธานศาลฎีกาเซ็นคำแนะนำสกัด ‘คดีฟ้องปิดปาก’ ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีกลั่นแกล้ง-ปิดบังข้อเท็จจริง

ดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก GIT เปิดตัว ‘The Cut : Design Identity Challenge’

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวใหญ่ที่น่าตื่นเต้นในวงการออกแบบมาฝากกัน สำหรับใครที่ชื่นชอบงานคราฟต์ งานอัญมณี หรือแม้แต่รายการเรียลลิตี้แนวสร้างสรรค์ ห้ามพลาดเด็ดขาดครับ เพราะล่าสุดทาง GIT (สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ) ได้เปิดตัวโครงการที่ชื่อว่า ดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก GIT เปิดตัว ‘The Cut : Design Identity Challenge’ เรียลลิตี้ที่จะมาเปลี่ยนโฉมวงการเครื่องประดับไทยให้ล้ำสมัยและน่าจับตามากกว่าที่เคย

ดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก GIT เปิดตัว ‘The Cut : Design Identity Challenge’

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับงานอัญมณีไทยว่ามีความประณีตและดั้งเดิม แต่โครงการ ดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก GIT เปิดตัว ‘The Cut : Design Identity Challenge’ นี้จะทำให้นิยามของงานออกแบบเปลี่ยนไปครับ เพราะเขามาในรูปแบบรายการเรียลลิตี้โชว์ที่เข้มข้น มุ่งเฟ้นหานักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์มาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทย โดยมองว่านี่คือการต่อยอด Soft Power ไทยที่แท้จริงให้ไปไกลระดับสากล ไม่ใช่แค่การขายตัวสินค้า แต่เป็นการขาย ‘อัตลักษณ์’ ที่มีเรื่องราวและดีไซน์ที่โลกต้องยอมรับ

เบื้องหลังและการพัฒนาศักยภาพนักสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใคร

สิ่งที่ผมประทับใจคือโครงการนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันออกแบบทั่วไปนะครับ แต่เขายกมาตรฐานการเรียนรู้มาให้ผู้เข้าแข่งขันแบบจัดเต็ม ทั้งเรื่อง AI-assisted Design ที่นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยออกแบบ และเทคโนโลยี 3D Printing สุดล้ำ เพื่อให้งานเครื่องประดับไทยในปัจจุบันมีความทันสมัยและตอบโจทย์ตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่เหล่าคนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ เพื่อให้ผลงานไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังต้องขายได้และสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

ไฮไลต์ที่เด็ดที่สุดสำหรับผม คือช่วง Business Matching ที่ผู้เข้าแข่งขันจะได้ประชันฝีมือต่อหน้าเหล่านักลงทุนตัวจริง นี่คือโอกาสทองที่งานของพวกคุณจะถูกผลักดันจากกระดาษร่าง กลายเป็นเครื่องประดับระดับแบรนด์เนมที่วางขายได้จริงครับ

  • ผู้สมัครสามารถเลือกได้ทั้งแบบเดี่ยวหรือแบบทีม
  • ผู้ชนะจะได้รับรางวัลรวมกว่า 2,500,000 บาท
  • Grand Finale สุดอลังการที่ย่านประวัติศาสตร์การค้าเครื่องประดับอย่างบางรัก-สัมพันธวงศ์-พระนคร

โอกาสทองสำหรับคนรุ่นใหม่และความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม

การจับมือกับค่ายยักษ์ใหญ่ด้านโปรดักชั่นอย่าง ‘KANTANA’ จะช่วยการันตีเลยว่ารายการนี้จะมีความสนุก เข้มข้น และเข้าถึงผู้ชมได้ทั่วโลกอย่างแน่นอน นี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะมากสำหรับการผลักดันอัญมณีไทยเข้าสู่กระแสนิยมโลก (Global Trend) ซึ่งผมมองว่าในอนาคตอันใกล้ เครื่องประดับไทยจะไม่ใช่แค่ของฝากจากเมืองไทย แต่จะเป็นไอเทมที่แฟชั่นนิสต้าทั่วโลกต้องครอบครอง

ใครที่มีไฟ อยากท้าทายตัวเอง และอยากเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Soft Power ไทยให้เฉิดฉายในเวทีระดับโลก นี่คือโอกาสที่คุณไม่ควรปล่อยให้หลุดมือครับ รีบไปสมัครกันได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2569 อย่าลืมเตรียมไอเดียให้พร้อม แล้วไปเจอกันในรายการนะครับ!

ที่มา – ดันอัญมณีไทยสู่เวทีโลก GIT เปิดตัว ‘The Cut : Design Identity Challenge’ เรียลลิตี้เฟ้นหานักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ปั้น Soft Power ไทย พร้อมต่อยอดธุรกิจจริง

‘ชนนพัฒฐ์’ สส.สงขลา พร้อมให้ DSI ตรวจสอบช่วงเปิดสมัยประชุม จี้ประธานสภาฯ สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยไม่เลือกปฏิบัติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามข่าวคราวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองกันสักนิดนะครับ เมื่อมีประเด็นที่กำลังเป็นที่จับตามองเกี่ยวกับ ‘ชนนพัฒฐ์’ สส.สงขลา พร้อมให้ DSI ตรวจสอบช่วงเปิดสมัยประชุม จี้ประธานสภาฯ สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมในสภาไทยเลยทีเดียวครับ

เรื่องมีอยู่ว่า คุณชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. สงขลา ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับกรณีที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ประสานงานเข้ามายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอเรียกตัวท่านไปให้ข้อมูลในระหว่างที่สภาฯ กำลังเปิดสมัยประชุมอยู่ ซึ่งปกติแล้วการทำงานของ สส. ในช่วงนี้จะมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง แต่การที่ท่านเลือกที่จะไม่ใช้เอกสิทธิ์นั้นเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในความโปร่งใสครับ

‘ชนนพัฒฐ์’ สส.สงขลา พร้อมให้ DSI ตรวจสอบช่วงเปิดสมัยประชุม จี้ประธานสภาฯ สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยไม่เลือกปฏิบัติ

การที่ ‘ชนนพัฒฐ์’ สส.สงขลา พร้อมให้ DSI ตรวจสอบช่วงเปิดสมัยประชุม จี้ประธานสภาฯ สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยไม่เลือกปฏิบัติ ในครั้งนี้ ได้กลายเป็นกระแสที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่า ต่อไปนี้บรรทัดฐานของสมาชิกสภาฯ ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมควรเป็นอย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือตัวแทนประชาชนรายนี้ได้ฝากข้อความถึงประธานสภาฯ ให้ยึดถือมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน ไม่ว่าใครจะอยู่ในสถานะใดก็ควรเข้าสู่กระบวนการได้โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติครับ

สำหรับมุมมองของผม ประเด็นนี้ถือว่าสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญในยุคสมัยที่โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ประชาชนติดตามการทำงานของนักการเมืองได้ตลอด 24 ชั่วโมง การที่ ‘ชนนพัฒฐ์’ สส.สงขลา พร้อมให้ DSI ตรวจสอบช่วงเปิดสมัยประชุม จี้ประธานสภาฯ สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยไม่เลือกปฏิบัติ เป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง ซึ่งถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่นักการเมืองยุคนี้ควรให้ความสำคัญ นั่นคือความโปร่งใสและการเข้าถึงได้ของกระบวนการยุติธรรม

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อสังคมไทย?

  • ทำให้เห็นถึงความจริงใจในการตรวจสอบตนเองของสมาชิกสภาฯ
  • เป็นการกดดันให้เกิดระบบยุติธรรมที่เท่าเทียม ไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใด
  • เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนที่คอยติดตามการทำงานของผู้แทนราษฎร

ท้ายที่สุดแล้ว การที่คนการเมืองกล้าออกมาเรียกร้องให้มีการใช้วิธีปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันเสมอหน้ากัน ย่อมส่งผลดีต่อภาพรวมของประเทศครับ ผมเชื่อว่าหากเราสนับสนุนให้เกิดบรรทัดฐานเช่นนี้ต่อไป การเมืองไทยจะมีความเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือมากขึ้นอย่างแน่นอน สุดท้ายนี้เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ทางประธานสภาฯ จะหยิบยกกรณีนี้ไปเป็นแนวทางปฏิบัติในอนาคตอย่างไร

ที่มา – ‘ชนนพัฒฐ์’ สส.สงขลา พร้อมให้ DSI ตรวจสอบช่วงเปิดสมัยประชุม จี้ประธานสภาฯ สร้างบรรทัดฐานใหม่โดยไม่เลือกปฏิบัติ

SMEs ไทยยืนอยู่ตรงไหน? เมื่อรายเล็ก 3 ล้านราย กำลังแบกหนี้ แข่งทุนใหญ่ และรอทางรอดจากรัฐ

เชื่อว่าในวินาทีนี้ หลายคนคงเริ่มสังเกตเห็นว่าบรรยากาศการค้าขายรอบตัวเรานั้นมีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ที่เราเรียกกันว่า SMEs ซึ่งปัจจุบันต้องเผชิญกับสารพัดปัญหา ทั้งต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น กำลังซื้อที่แผ่วลง และการรุกคืบของทุนข้ามชาติที่เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไปอย่างหนักหน่วง คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้คือ SMEs ไทยยืนอยู่ตรงไหน? เมื่อรายเล็ก 3 ล้านราย กำลังแบกหนี้ แข่งทุนใหญ่ และรอทางรอดจากรัฐ เพื่อหาคำตอบและแนวทางแก้ไขให้ธุรกิจเหล่านี้ยังพอมีลมหายใจต่อไปได้

SMEs ไทยยืนอยู่ตรงไหน? เมื่อรายเล็ก 3 ล้านราย กำลังแบกหนี้ แข่งทุนใหญ่ และรอทางรอดจากรัฐ

จากการพูดคุยกับ ดร. ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs พบความจริงที่น่าตกใจว่า ผู้ประกอบการกลุ่มไมโครหรือธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปีนั้น มีจำนวนรวมกันกว่า 2.75 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้คือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานราก ไม่ว่าจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านโชห่วย หรือธุรกิจครอบครัวที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยต่างๆ

ทว่าปัญหาใหญ่ที่ SME ไทยต้องเผชิญ คือการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เนื่องจากขาดงบการเงินที่ชัดเจน ทำให้หลายรายจำใจต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยโหดร้ายถึง 20-30% ต่อเดือน ซึ่งเท่ากับเป็นการทำงานเพื่อจ่ายดอกเบี้ยไปวันๆ โดยไม่มีโอกาสเหลือเงินมาต่อยอดหรือพัฒนากิจการของตัวเองเลย

ข้อเสนอทางรอด: ปรับเกณฑ์สินเชื่อใหม่ให้ถึงใจคนตัวเล็ก

นอกจากปัญหาหนี้สินแล้ว สมาพันธ์ฯ ยังเน้นย้ำเรื่องการแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ได้รับงบอุดหนุนจากต่างประเทศ ซึ่งสร้างความได้เปรียบด้านราคามหาศาล สมาพันธ์ฯ จึงได้ยื่นข้อเสนอกับภาครัฐว่า ไม่ควรใช้วิธีการแบบหว่านแห แต่ต้องเน้นการช่วยเหลือที่ตรงจุด ได้แก่:

  • ปลดล็อกสินเชื่อ: ยกระดับการประเมินสินเชื่อโดยไม่ดูแค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่ให้มองที่ศักยภาพจริงของผู้ประกอบการผ่านเครือข่ายในท้องถิ่น
  • ลดภาระชั่วคราว: รัฐควรเข้ามาช่วยบริหารจัดการภาระหนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียนและมีเวลาหายใจ
  • Upskill & Reskill: สนับสนุนความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้ร้านเล็กๆ สามารถปรับตัวสู้กับยุคสมัยได้

หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้เกิดแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในระดับ 5-7% ต่อปีได้จริง จะเป็นการพลิกฟื้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะเมื่อร้านเล็กๆ มีสภาพคล่อง พวกเขาจะกล้าซื้อของ กล้าสต็อกสินค้า และกล้าจ้างงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของผม ตราบใดที่ร้านอาหารริมทางหรือร้านค้าหน้าปากซอยยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ เศรษฐกิจในภาพรวมย่อมฟื้นตัวได้ยาก การรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่าเราจะสามารถรักษา SMEs ไทย ให้รอดพ้นจากมรสุมนี้ไปได้หรือไม่ สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเงินคือโครงสร้างโอกาสที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพคนตัวเล็ก ให้กลายเป็นฟันเฟืองที่แข็งแกร่งของประเทศอีกครั้ง

ที่มา – SMEs ไทยยืนอยู่ตรงไหน? เมื่อรายเล็ก 3 ล้านราย กำลังแบกหนี้ แข่งทุนใหญ่ และรอทางรอดจากรัฐ

จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้านเราโดยตรงมาเล่าสู่กันฟังครับ หลายคนอาจจะสังเกตเห็นว่าช่วงนี้ภาคธุรกิจ ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ไปจนถึงงานบริการ เริ่มบ่นกันอุบว่าหาคนทำงานยากมาก ยิ่งเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานคนเยอะๆ ยิ่งขาดแคลนหนักจนน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากทางภาครัฐ เมื่อคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบรับข้อเสนอจาก กกร. หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เพื่อเตรียมแนวทางในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างเร่งด่วน

จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่

ปัจจุบันปัญหาขาดแคลนแรงงานไทยกำลังสะสมตัวจนเข้าขั้นวิกฤต โดยตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ราว 5 แสนคน ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากทั้งปัญหาความตึงเครียดตามแนวชายแดน และการแย่งชิงแหล่งแรงงานกับประเทศคู่แข่ง ทำให้แรงงานดั้งเดิมโดยเฉพาะจากเมียนมาไหลเข้าไทยน้อยลง ทาง กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาการจุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการในระยะสั้นก่อน

แผนการจัดการแรงงานต่างด้าวในระยะยาว

นอกจากมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการต่อใบอนุญาตให้แรงงาน 4 สัญชาติเดิม (เมียนมา, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม) แล้ว ทางกระทรวงแรงงานยังมองถึงการขยายฐานไปสู่ประเทศใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแรงงานเพียงไม่กี่แหล่ง ประเทศที่เป็นเป้าหมายใหม่ ได้แก่:

  • ศรีลังกา
  • บังกลาเทศ
  • ฟิลิปปินส์
  • อินโดนีเซีย

การขยายความร่วมมือผ่านการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เหล่านี้ ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจมากครับ เพราะถ้าเรามีฐานแรงงานที่หลากหลายขึ้น นอกจากจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนได้อย่างไม่สะดุดแล้ว ยังเป็นการสร้างสมดุลเชิงโครงสร้างแรงงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

มุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต

การแก้ปัญหาแรงงานในยุคที่จำนวนวัยทำงานของไทยเราลดลงเรื่อยๆ แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ทางคุณจุลพันธ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลพร้อมจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม. เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด และจะพยายามจัดการเคสแรงงานที่ค้างคาให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้องถูกกฎหมาย เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าต่อได้โดยไม่ติดขัดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ รัฐบาลจะสามารถเจรจา MOU กับประเทศใหม่ๆ ได้รวดเร็วแค่ไหน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งหวังจะเห็นผลนั้น จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการได้เพียงใด

ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ: ผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดีที่ภาครัฐหันมาฟังเสียงเอกชนอย่างจริงจัง ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นระบบการนำเข้าแรงงานที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น หรือมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ในภาคส่วนที่แรงงานหายาก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวทันเพื่อนบ้านครับ สุดท้ายนี้ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านสวัสดิการและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้กับเราให้นานที่สุดครับ

ที่มา – จุลพันธ์รับข้อเสนอ กกร. จ่อขอ ครม. ต่ออายุใบอนุญาต 4 สัญชาติแรงงานต่างด้าว-ขยายฐานนำเข้าแรงงานประเทศใหม่

ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ที่พวกเราต้องหันมาจับตามองกันอย่างใกล้ชิดครับ เมื่อทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์การไลฟ์สดเนื้อหาลามกอนาจารที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ โดยล่าสุดทางภาครัฐได้ร่วมกันจัดงาน ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคมและยกระดับมาตรการป้องกันให้เข้มข้นยิ่งขึ้นครับ

ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สั่นสะเทือนวงการโซเชียลมีเดียอย่างมากครับ เพราะมีการไลฟ์สดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 10 ชั่วโมงโดยไม่มีการระงับ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าระบบการคัดกรองของแพลตฟอร์มอยู่ที่ไหน? ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ จึงได้เร่งเรียกตัวแทนจากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่มาหารือเพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดกรณีนี้ซ้ำรอยอีก

เบื้องหลังการทำงานของรัฐและบทลงโทษที่ต้องเจอ

จากการตรวจสอบพบว่ามีบัญชีผู้ใช้งานมากกว่า 30 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าว โดยบางส่วนมีการนำภาพบุคคลอื่นมาแอบอ้างทำเป็นบัญชีอวตารเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วแฝงลิงก์ฟิชชิงหรือโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ไว้ ซึ่งนี่ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปีเลยทีเดียว

สิ่งที่ทางภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ได้แก่:

  • การขอข้อมูลจากแพลตฟอร์มเพื่อระบุตัวตนตัวการผู้อยู่เบื้องหลังอย่างจริงจัง
  • การปรับปรุงกฎเกณฑ์การแจ้งลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แทนการรอคอยในกรอบเวลา 24 ชั่วโมงแบบเดิมที่อาจไม่ทันการณ์
  • การพิจารณาความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม หากพบว่ามีการละเลยในการระงับเนื้อหาตามมาตรา 15

บทเรียนสำคัญสำหรับพวกเราชาวเน็ต

สำหรับเพื่อนๆ ชาวโซเชียล ผมอยากย้ำเตือนไว้ตรงนี้เลยว่า การกดไลก์ แชร์ หรือส่งต่อเนื้อหาที่มีลักษณะลามกอนาจารนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความไม่เหมาะสมทางจริยธรรมเท่านั้น แต่มันมีความผิดตามกฎหมายด้วย การที่ ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม ในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาลเอาจริงกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ดังนั้น ก่อนจะพิมพ์หรือคลิกอะไรลงไปในโซเชียลมีเดีย ต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนนะครับ

ในอนาคต ผมมองว่าเทคโนโลยีการตรวจจับด้วย AI จะถูกนำมาใช้มากขึ้น และความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์มกับรัฐบาลจะเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นผู้ใช้งานทุกคนควรใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับเราทุกคนครับ

ที่มา – ดีอี-ตำรวจไซเบอร์ แถลงกรณี live สด อนาจาร ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เร่งขยายผลถึงผู้โพสต์-แพลตฟอร์ม