ผู้เขียน: lalika69_admin

‘ชัชชาติ’ ปิดฉากหาเสียง 24 ชม. ชู 260 นโยบายทำทันที เชื่อมั่น ‘ความโปร่งใส’ คือรากฐานที่จะพากรุงเทพฯไปสู่ความยั่งยืนแท้จริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาพูดถึงบรรยากาศโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้กันครับ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่คนกรุงเทพฯ หลายคนตื่นตัวกันมาก โดยเฉพาะการปรากฏตัวของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ที่ใช้กลยุทธ์การหาเสียงแบบมาราธอน 24 ชั่วโมงเต็มๆ ลงพื้นที่ครบทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ เพื่อสัมผัสปัญหาด้วยตาตนเอง

‘ชัชชาติ’ ปิดฉากหาเสียง 24 ชม. ชู 260 นโยบายทำทันที เชื่อมั่น ‘ความโปร่งใส’ คือรากฐานที่จะพากรุงเทพฯไปสู่ความยั่งยืนแท้จริง

เหตุผลที่หลายคนให้ความสนใจกับการหาเสียงในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของ 260 นโยบายที่ทำได้จริงทันที ซึ่งมีการวางแผนมาอย่างดีครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว การจัดการขยะ ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและคนทุกกลุ่มในเมืองใหญ่แห่งนี้ การที่ชัชชาติยืนยันว่า ‘ความโปร่งใส’ คือรากฐานที่จะพากรุงเทพฯไปสู่ความยั่งยืนแท้จริง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ทันสมัย ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับความตรงไปตรงมา จะช่วยให้งบประมาณถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด

ทำไมความโปร่งใสถึงต้องมาก่อน?

ในยุคดิจิทัลที่ใครๆ ก็เข้าถึงข้อมูลได้ การเลือกผู้บริหารเมืองที่เน้นเรื่องความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญครับ ชัชชาติมองว่าการสร้างระบบตรวจสอบที่ตรวจสอบได้ จะช่วยลดโอกาสการทุจริตและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของ กทม. ซึ่งหากถามว่าทำไมเราต้องสนใจเรื่องนี้ในฐานะคนรุ่นใหม่? คำตอบคือเพราะทุกบาททุกสตางค์ของภาษีพวกเรา ควรถูกเปลี่ยนเป็นบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ ในวันที่ ‘ชัชชาติ’ ปิดฉากหาเสียง 24 ชม. ชู 260 นโยบายทำทันที เชื่อมั่น ‘ความโปร่งใส’ คือรากฐานที่จะพากรุงเทพฯไปสู่ความยั่งยืนแท้จริง ณ สยามสแควร์ เขาได้เน้นย้ำถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญ เปรียบเสมือนพลังของเมืองที่ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ นี่ไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นการปลุกกระแสการเมืองภาคพลเมืองให้แข็งแรงขึ้น

กรอบแนวทางการทำงาน 4 ด้านหลักที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ด้านทรัพยากรบุคคล: พัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และความเป็นอยู่ของชาวกรุง
  • ด้านโครงสร้างพื้นฐาน: ปรับปรุงการเดินทางและการใช้ชีวิตให้สะดวกสบายขึ้น
  • ด้านความโปร่งใสและเทคโนโลยี: ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ
  • ด้านเศรษฐกิจ: กระตุ้นการจ้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน

ในฐานะที่เราติดตามข่าวสารอยู่เป็นประจำ ผมเชื่อว่าเมืองที่ยั่งยืนเริ่มต้นได้จากการมีผู้นำที่กล้าลงไปสัมผัสปัญหาถึงหน้างานจริงๆ การที่ชัชชาติเลือกปิดท้ายด้วยการปราศรัยแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่เน้นการทำงานเชิงบวก ไม่สาดโคลนใส่กัน แต่เน้นการลงมือทำเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

มุมมองทิ้งท้ายสำหรับคนเมือง: ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร พลังที่ประชาชนแสดงออกมาคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ ในฐานะคนรุ่นใหม่ เราควรทำหน้าที่ตรวจสอบและให้กำลังใจผู้บริหารเมือง เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง การเลือกตั้งไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เราทุกคนมีส่วนร่วมได้เสมอ

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ ปิดฉากหาเสียง 24 ชม. ชู 260 นโยบายทำทันที เชื่อมั่น ‘ความโปร่งใส’ คือรากฐานที่จะพากรุงเทพฯไปสู่ความยั่งยืนแท้จริง

6 ปี วันเฉลิมสูญหาย: เรายัง ‘ไม่หมดหวัง’ ต่อความจริงและความยุติธรรม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมอยากชวนคุยเรื่องราวที่อาจจะดูหม่นหมอง แต่เป็นเรื่องสำคัญที่เราในฐานะคนในสังคมมองข้ามไม่ได้เลยครับ นั่นคือเรื่องราวของ 6 ปี วันเฉลิมสูญหาย: เรายัง ‘ไม่หมดหวัง’ ต่อความจริงและความยุติธรรม ซึ่งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบที่นักกิจกรรมทางการเมืองอย่าง “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” ได้หายตัวไปอย่างปริศนาที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา จนถึงวันนี้เวลาผ่านไปกว่า 6 ปีแล้ว แต่ครอบครัวและเครือข่ายสิทธิมนุษยชนก็ยังคงเดินหน้าตามหาความจริงต่อไป

6 ปี วันเฉลิมสูญหาย: เรายัง ‘ไม่หมดหวัง’ ต่อความจริงและความยุติธรรม

เหตุการณ์การบังคับสูญหายไม่ใช่เพียงแค่การที่ใครคนหนึ่งหายตัวไปจากหน้าสื่อหรือหายไปจากพื้นที่สาธารณะ แต่มันคือบาดแผลทางใจที่ครอบครัวผู้สูญเสียต้องแบกรับไว้ในทุกๆ วัน มูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้จัดงานรำลึกเพื่อบอกกับสังคมว่าเรายังไม่ลืม และเรายังคงยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวของวันเฉลิม การจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อย่าง ‘ต้นไม้แห่งความหวัง’ และ ‘กล่องกำลังใจ’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความเห็นใจ แต่เป็นการตอกย้ำว่า 6 ปี วันเฉลิมสูญหาย: เรายัง ‘ไม่หมดหวัง’ ต่อความจริงและความยุติธรรม ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมไทยต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อสังคมไทยในปัจจุบัน?

แน่นอนว่าในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและโลกเชื่อมต่อกันมากขึ้น การบังคับสูญหายกลายเป็นประเด็นที่นานาชาติจับตามอง เพราะมันสะท้อนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง การที่บุคคลหนึ่งหายไปโดยไร้ร่องรอยและขาดความคืบหน้าในการสอบสวนเป็นเวลาหลายปี เป็นบทพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งของกลไกยุติธรรมในประเทศนั้นๆ การติดตามคดีของวันเฉลิมจึงไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง แต่มันคือมาตรฐานกลางที่เราควรเรียกร้องให้เกิดขึ้นกับทุกคน

  • ความโปร่งใส: ทุกกระบวนการสอบสวนต้องเปิดเผยและตรวจสอบได้
  • ความยุติธรรม: ครอบครัวมีสิทธิที่จะได้รับรู้ชะตากรรมของคนที่เขารัก
  • การไม่เพิกเฉย: สังคมที่เข้มแข็งต้องไม่ปล่อยให้การละเมิดสิทธิเป็นเรื่องปกติ

ในวงเสวนาที่ผ่านมา เราได้เห็นมุมมองที่น่าสนใจจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งย้ำเสมอว่าความล่าช้าไม่ได้เพียงแค่ทำให้ความจริงเลือนหาย แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความทุกข์ระทมของครอบครัวที่ไม่ทราบชะตากรรมของคนในบ้าน การต่อสู้ครั้งนี้จึงไม่ใช่การสู้เพื่อวันเฉลิมเพียงคนเดียว แต่เป็นการสู้เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทยมีมาตรฐานและเป็นอิสระอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ ผมอยากเชิญชวนให้พวกเราทุกคนไม่นิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ครับ การให้กำลังใจหรือการตระหนักรู้ถึงปัญหาการบังคับสูญหาย คือจุดเริ่มต้นแรกที่สังคมจะขยับไปสู่ความยุติธรรมที่จับต้องได้ เราควรสนับสนุนการทำงานของกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เสียสละทำงานหนัก เพื่อให้วันหนึ่งคำว่า “ความยุติธรรม” จะไม่มีคำว่าสายเกินไปครับ พวกเราหวังว่าสังคมจะช่วยกันจับตาดูและผลักดันให้ความจริงปรากฏโดยเร็ววัน

ที่มา – 6 ปี วันเฉลิมสูญหาย: เรายัง ‘ไม่หมดหวัง’ ต่อความจริงและความยุติธรรม

‘ทีมคนทำงาน’ ชู 3 แกนหลักปฏิรูปสภา กทม. ประกาศปลดแอกการเมืองมุ่งพัฒนากรุงเทพฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ถ้าใครได้ขับรถไปตามท้องถนนในกรุงเทพฯ คงจะสังเกตเห็นป้ายบิลบอร์ดสีสันสะดุดตาของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘ทีมคนทำงาน’ กันบ้างแล้วใช่ไหมครับ? ยิ่งเข้าใกล้ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ส.ก. ที่จะถึงนี้ ความคึกคักทางการเมืองท้องถิ่นยิ่งทวีคูณ และวันนี้ผมอยากจะหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจของกลุ่มนี้มาวิเคราะห์ให้ฟังกันครับ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การหาเสียงแบบทั่วไป แต่เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองหลวงของเรา

‘ทีมคนทำงาน’ ชู 3 แกนหลักปฏิรูปสภา กทม. ประกาศปลดแอกการเมืองมุ่งพัฒนากรุงเทพฯ

กลุ่มทีมคนทำงานซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ก. อิสระรวมตัวกันถึง 33 เขต ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับสนามเลือกตั้งด้วยการนำเสนอแนวคิดผ่าน 3 แกนหลัก ซึ่งผมมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ล้ำสมัยและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนเมืองอย่างเราได้ดีทีเดียวครับ โดยสรุปประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้ครับ:

  • การเอาการเมืองออกจากสภา: นี่คือหัวใจสำคัญเลยครับ เขาต้องการหยุดวาระซ่อนเร้นระดับชาติ แล้วเปลี่ยนมาคุยแต่ “งานเมือง” เพื่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่จริงๆ
  • การปลดแอกสภาแบบเดิมๆ: การทำงานแบบตรวจสอบได้ 100% คือสิ่งที่เราโหยหามานาน งานนี้เขาชูระบบเปิดเผยงบประมาณที่ประชาชนดูได้จริง ซึ่งเป็นเรื่องดีมากสำหรับยุคดิจิทัล
  • การสร้างสรรค์งานเมือง: การใช้ Data-driven และนวัตกรรมในการบริหารจัดการเมือง ถือเป็นข่าวดีของสายไอทีและคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นเมืองหลวงถูกบริหารด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

หากมองในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมือง นี่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีครับ เมื่อ ‘ทีมคนทำงาน’ ชู 3 แกนหลักปฏิรูปสภา กทม. ประกาศปลดแอกการเมืองมุ่งพัฒนากรุงเทพฯ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการตื่นตัวของภาคประชาชน การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้มีแค่เรื่องของการเมืองระดับใหญ่ แต่มันคือเรื่องของ ฟุตบาท สิ่งแวดล้อม ขยะ และคุณภาพชีวิตที่อยู่ติดตัวเราตลอด 24 ชั่วโมง

ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีและ Data จะกลายเป็นกุญแจสำคัญ การที่กลุ่มผู้สมัครหันมาให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นการสะท้อนว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การตัดสินใจบริหารงานต้องมีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่แค่การใช้อารมณ์หรือนโยบายที่จับต้องไม่ได้ การที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มอิสระที่เน้นความเป็นมืออาชีพเข้ามาทำงาน จะช่วยให้ระบบสภาเมืองมีความสดใหม่และมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมอยากเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกคนครับ การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือโอกาสสำคัญที่เราจะกำหนดอนาคตของกรุงเทพฯ ด้วยตัวเราเอง ออกไปใช้สิทธิ์ออกไปเลือกคนที่คิดว่าตอบโจทย์จริงๆ เพื่อให้เมืองหลวงของเราน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมครับ หากใครกำลังตัดสินใจอยู่ ลองศึกษาแนวคิดของแต่ละทีมให้ดี เพราะทุกคะแนนเสียงของคุณมีความหมายเสมอ

ที่มา – ‘ทีมคนทำงาน’ ชู 3 แกนหลักปฏิรูปสภา กทม. ประกาศปลดแอกการเมืองมุ่งพัฒนากรุงเทพฯ

ข่าวดี! 7 อุดมศึกษาไทย ติด Top 100 เวทีโลก ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ที่ต้องบอกต่อจริงๆ ครับ เพราะล่าสุดวงการการศึกษาไทยสร้างชื่อกระหึ่มโลกอีกครั้ง หลังจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้ออกมาเปิดเผยความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ว่ามี 7 อุดมศึกษาไทย ติด Top 100 เวทีโลก จากการประกาศผล Times Higher Education (THE) Sustainability Impact Ratings 2026 ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันว่ามหาวิทยาลัยบ้านเราไม่ได้มีดีแค่เรื่องวิชาการ แต่ยังสร้างอิมแพ็กเชิงบวกให้กับสังคมได้อย่างแท้จริงครับ

ความสำเร็จของ 7 อุดมศึกษาไทย ติด Top 100 เวทีโลก ในปีนี้

การจัดอันดับในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลยครับ เพราะ THE ประเมินสถาบันกว่า 1,600 แห่งจากทั่วโลก โดยเน้นดัชนีชี้วัดที่โปร่งใสใน 4 ด้านหลัก ทั้งงานวิจัย การบริหารจัดการ การบริการสังคม และการเรียนการสอน เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของ UN ซึ่งผลลัพธ์ในปีนี้มหาวิทยาลัยไทยทำผลงานได้โดดเด่นมากครับ

เจาะลึกความสำเร็จระดับโลกของมหาวิทยาลัยไทย

  • มหาวิทยาลัยมหิดล: คว้าอันดับ 1 ของโลกในด้าน SDG 3 (ด้านสาธารณสุขและสุขภาวะ) ซึ่งแสดงถึงความเป็นเลิศในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม
  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: คว้าอันดับ 1 ของโลกในด้าน SDG 16 (ด้านความยุติธรรมและสถาบันที่เข้มแข็ง) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านหลักธรรมาภิบาลและการกฎหมาย
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: สร้างหน้าประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าคะแนนรวมอันดับ 19 ของโลก ซึ่งเป็นการเข้ากลุ่ม Top 20 ครั้งแรกของไทย

นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกหลายแห่งที่ร่วมกันสร้างชื่อ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ติดกลุ่ม 7 อุดมศึกษาไทย ติด Top 100 เวทีโลก อย่างสง่างามครับ

มุมมองและทิศทางในอนาคต: นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรืออันดับที่สวยหรู แต่มันคือสัญญาณของ “ดีเอ็นเอใหม่” ของอุดมศึกษาไทยที่เปลี่ยนจากการเน้นแค่ตำรา มาเป็นการนำงานวิจัยไปแก้ปัญหาสังคมจริงๆ สำหรับเพื่อนๆ นักเรียนหรือผู้ที่กำลังมองหาที่เรียน นี่คือโอกาสที่ดีมากที่จะมั่นใจได้ว่าหลักสูตรในระดับสากลของไทยนั้นมีมาตรฐานสูงและพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะได้เห็นมหาวิทยาลัยไทยก้าวไปอยู่ในจุดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะความมุ่งมั่นของทั้งอาจารย์และนิสิตนักศึกษาในปัจจุบันมีความพร้อมเกิน 100% ครับ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดว่าสาขาไหนของไทยที่จะไปไกลกว่านี้อีกบนเวทีโลก ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – รมว.อว. เผย 7 อุดมศึกษาไทย ติด Top 100 เวทีโลก ‘มหิดล-มธ.’ คว้าที่ 1 ด้านสาธารณสุขและกฎหมาย จุฬาฯ คว้าคะแนนรวมอันดับ 19

MA-RE-DESIGN ฉลองความสำเร็จในการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเลในไทย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติกที่ล้นโลกและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก โดยเฉพาะขยะในทะเลที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น วันนี้ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกความสำเร็จของโครงการดีๆ ที่ชื่อว่า MA-RE-DESIGN กันครับ โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ได้ทำแค่ในระดับพื้นที่ แต่ยังเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศเพื่อเป้าหมายใหญ่ที่คือการสร้างโลกที่สะอาดขึ้น

MA-RE-DESIGN ฉลองความสำเร็จในการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเลในไทย

เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โครงการ MA-RE-DESIGN ได้จัดงานสรุปผลความสำเร็จตลอด 4 ปีที่ผ่านมาภายใต้ธีมการสร้างอนาคตพลาสติกที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรมครับ ข้อมูลที่น่าตกใจคือทุกปีมีพลาสติกไหลลงมหาสมุทรทั่วโลกถึง 11 ล้านตัน และประเทศไทยเราเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เร่งปรับตัวเพื่อจัดการขยะพลาสติกกว่า 3 ล้านตันต่อปีให้ได้ผล

ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนชีวิตคนท้องถิ่นและโลกธุรกิจ

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากหน่วยงานเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของ GIZ, WWF, UNEP และภาครัฐของไทย โดยโครงการ MA-RE-DESIGN ฉลองความสำเร็จในการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเลในไทย ผ่านการทำงานที่ครบวงจร:

  • การจัดการในระดับท้องถิ่น: นำร่องที่เกาะเต่าและจังหวัดตรัง สร้างโมเดล Plastic Smart Cities มีทั้งธนาคารขยะ ระบบมัดจำคืนเงิน (DRS) และตู้เติมน้ำดื่มที่ช่วยลดการใช้ขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้มหาศาล
  • การออกแบบอย่างยั่งยืน (Eco-design): สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME และสตาร์ทอัพ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น (Design for Recycling) เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลก
  • การวางรากฐานระบบ EPR: ช่วยเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการทำระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่ขยายครอบคลุมไปถึงหลังการบริโภคผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก โครงการนี้ยังช่วยสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้แน่ใจว่าแนวทางปฏิบัติที่ดีจะถูกส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย การทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายภาคส่วนพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อเรามีเป้าหมายร่วมกัน การจัดการปัญหาที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จขึ้นมาได้

มุมมองต่ออนาคต: ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับเรา?

โลกในปัจจุบันหมุนเร็วมากครับ กฎระเบียบโลกอย่าง PPWR หรือ ESPR ของสหภาพยุโรปเริ่มบีบให้ผู้ผลิตต้องปรับตัว หากเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ธุรกิจไทยอาจเสียเปรียบในการส่งออกไปทั่วโลก การที่ MA-RE-DESIGN ส่งมอบเครื่องมือและแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ไว้ให้ถือเป็นมรดกทางองค์ความรู้ที่ล้ำค่ามาก

ในฐานะผู้บริโภค ผมคิดว่าเราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ เริ่มง่ายๆ จากการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนสินค้าจากแบรนด์ที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน เพราะเทรนด์การใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบเก่ากำลังจะจบลง และยุคของการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างคุ้มค่าได้เริ่มต้นขึ้นแล้วครับ

ใครอยากติดตามความเคลื่อนไหวต่อยอดจากโครงการดีๆ แบบนี้ อย่าลืมมองหานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ทางเลือกใหม่ๆ ที่จะออกมาสู่ตลาดเร็วๆ นี้นะครับ แล้วคุณจะพบว่าการรักโลกไม่จำเป็นต้องลำบาก แต่เป็นการปรับจูนไลฟ์สไตล์ให้เข้ากับความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้ครับ

ที่มา – MA-RE-DESIGN ฉลองความสำเร็จในการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกและป้องกันขยะทะเลในไทย

‘ซาบีดา’ เปิดงาน ‘ฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด 2026’ ดันสตูลสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวฮาลาลอาเซียน ชูอาหาร-วัฒนธรรมไทย-มลายูกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศความคึกคักที่จังหวัดสตูลกันครับ เมื่อไม่นานมานี้ คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานสุดยิ่งใหญ่ที่ใครหลายคนรอคอย นั่นก็คืองาน ‘ซาบีดา’ เปิดงาน ‘ฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด 2026’ ดันสตูลสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวฮาลาลอาเซียน ชูอาหาร-วัฒนธรรมไทย-มลายูกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจัดขึ้น ณ สระใหญ่บ้านทุ่ง ตำบลฉลุง จังหวัดสตูล งานนี้บอกเลยว่าไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้ถึงมนต์เสน่ห์ของอาหารฮาลาลและวัฒนธรรมไทย-มลายูที่เข้มข้นสุดๆ ครับ

‘ซาบีดา’ เปิดงาน ‘ฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด 2026’ ดันสตูลสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวฮาลาลอาเซียน ชูอาหาร-วัฒนธรรมไทย-มลายูกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

การจัดงานในครั้งนี้เปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้จังหวัดสตูลก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวฮาลาลในระดับภูมิภาคอาเซียนครับ คุณซาบีดาได้เน้นย้ำว่า การนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การขายอาหาร แต่เป็นการขายวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และมิตรไมตรีของคนท้องถิ่น โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านอาหารฮาลาลของชาวฉลุง ที่ถือเป็นจุดแกร่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียให้แวะเวียนมาสัมผัสได้อย่างต่อเนื่อง

ไฮไลท์ที่คุณไม่ควรพลาดในงาน

ภายในงานมีการรวบรวมร้านอาหารฮาลาลและของดีของเด็ดจากชุมชนมารวมกันกว่า 120 บูธเลยทีเดียวครับ เรียกได้ว่าเดินไปทางไหนก็เจอของอร่อย ไม่ว่าจะเป็น:

  • เมนูพื้นถิ่นหาทานยาก เช่น แกงตอแมะ และปัสมอส
  • การโชว์ลีลาการทำโรตีและชาชักที่ดูเพลินและอร่อยถึงใจ
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย-มลายูที่สะท้อนถึงการผสมผสานอันลงตัว
  • การประกวดความงามในธีม ‘เสน่ห์เคบาย่า’ ที่ดึงความโดดเด่นของเครื่องแต่งกายออกมาได้อย่างมีคุณค่า

นอกจากจะได้อิ่มอร่อยแล้ว งาน ‘ซาบีดา’ เปิดงาน ‘ฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด 2026’ ดันสตูลสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวฮาลาลอาเซียน ชูอาหาร-วัฒนธรรมไทย-มลายูกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ยังมีความพิเศษคือการมีผู้ประกอบการและคณะการแสดงจากประเทศมาเลเซียมาร่วมสร้างสีสัน ทำให้งานนี้กลายเป็น Soft Power ระดับอินเตอร์อย่างแท้จริงครับ

มุมมองและเทรนด์การท่องเที่ยวฮาลาลในอนาคต

ผมมองว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) กำลังเป็นที่นิยม และการที่สตูลชูธงเรื่องอาหารฮาลาลนั้นถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคม เพราะกลุ่มนักท่องเที่ยวฮาลาลถือเป็นตลาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง หากเราสามารถรักษามาตรฐานความสะอาด รสชาติ และคงอัตลักษณ์ความเป็นพื้นถิ่นไว้ได้ เชื่อได้เลยว่าสตูลจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่คนทั้งอาเซียนต้องมาเยือนอย่างแน่นอนครับ

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศความสนุกและของอร่อยๆ อย่ารอช้าครับ รีบวางแผนเดินทางมาท่องเที่ยวกันดู แล้วคุณจะหลงรักในเสน่ห์ของสตูลและความน่ารักของคนในพื้นที่อย่างแน่นอน แล้วมาช่วยกันสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – ‘ซาบีดา’ เปิดงาน ‘ฉลุงฮาลาลสตรีทฟู้ด 2026’ ดันสตูลสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวฮาลาลอาเซียน ชูอาหาร-วัฒนธรรมไทย-มลายูกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

เบอร์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2569 เช็กให้ชัวร์ก่อนเข้าคูหา

เชื่อว่าเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ หลายคนกำลังเฝ้ารอนับถอยหลังกับวันตัดสินอนาคตของเมืองหลวงของเรากันอยู่ใช่ไหมครับ? การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องปากท้อง การเดินทาง และคุณภาพชีวิตในแต่ละวันที่เราต้องเจอ สำหรับใครที่กำลังวางแผนไปทำหน้าที่พลเมืองดีในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม และที่สำคัญที่สุดคือ เบอร์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2569 เช็กให้ชัวร์ก่อนเข้าคูหา เพื่อป้องกันความผิดพลาดและจะได้กาบัตรเลือกคนที่ใช่ให้ตรงกับใจที่สุดครับ

เบอร์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2569 เช็กให้ชัวร์ก่อนเข้าคูหา

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลักแบบนี้ การตั้งสติและตรวจสอบรายชื่อพร้อมหมายเลขให้ถูกต้องถือเป็นสิ่งจำเป็นมากครับ หลายคนอาจจะจำหน้าผู้สมัครได้แม่น แต่อาจจะลืมหมายเลขไปบ้าง หรือบางคนอาจจะมีตัวเลือกในใจมากกว่าหนึ่งคน การมีตารางสรุปข้อมูลไว้ใกล้ตัวจะช่วยให้เรามั่นใจก่อนเดินเข้าคูหาได้มากเลยทีเดียว

ทำไมต้องเช็กข้อมูลให้ดีก่อนเลือกตั้ง?

  • ลดโอกาสบัตรเสีย: การจำเลขแม่นช่วยให้การกากบาทเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่เสียสิทธิ์ที่ตั้งใจมาใช้
  • ตอกย้ำนโยบาย: การตรวจสอบเลขประกอบกับนโยบายจะช่วยให้เรามั่นใจว่าเรากำลังเลือกคนที่ตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงจริงๆ
  • ความรวดเร็ว: เมื่อมีความพร้อม เราก็จะสามารถลงคะแนนได้อย่างรวดเร็วและไม่ทำให้แถวสะดุดครับ

เตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมก่อนวันจริง

นอกจากเรื่องของ เบอร์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2569 เช็กให้ชัวร์ก่อนเข้าคูหา แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนให้พร้อมตรวจสอบวันหมดอายุให้ดีครับ และสำหรับเทรนด์การเลือกตั้งในสมัยนี้ ต้องบอกเลยว่าผู้สมัครแต่ละคนต่างงัดกลยุทธ์ทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหารเมืองยุคใหม่ และการปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตดิจิทัลของคนเมืองมาเป็นจุดขาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร

การเลือกตั้งในครั้งนี้ผมมองว่าเป็น “เกมเปลี่ยนกรุง” ที่น่าจับตามองที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะปัญหาเดิมๆ ที่เราเจอมานาน ทั้งเรื่องฝุ่น PM 2.5 ปัญหาน้ำท่วม หรือการขนส่งมวลชน กำลังถูกท้าทายด้วยวิสัยทัศน์ของผู้สมัครคนใหม่ๆ ดังนั้น การออกไปใช้สิทธิถือเป็นการส่งเสียงที่ทรงพลังที่สุดที่คุณทำได้

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนให้ทุกคนลองใช้เวลาช่วงโค้งสุดท้ายในการอ่านนโยบายเปรียบเทียบกันอีกสักนิด ฟังเสียงจากหลายๆ ฝ่าย และเลือกคนที่คิดว่าจะสามารถทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนจริงๆ การเมืองเรื่องท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของชีวิตเรา ออกไปกาบัตรให้มั่นใจ แล้วมาลุ้นไปพร้อมๆ กันว่าใครจะได้เข้ามานั่งเก้าอี้พ่อเมืองคนใหม่ของเราครับ

ที่มา – เบอร์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2569 เช็กให้ชัวร์ก่อนเข้าคูหา

อนิเมะ The Ribbon Hero แตกต่างจากมังงะคลาสสิกของ Osamu Tezuka

เชื่อว่าแฟนๆ อนิเมะหลายคนคงได้เห็นข่าวการมาของโปรเจกต์ใหม่บน Netflix อย่าง The Ribbon Hero กันไปแล้ว ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าอนิเมะเรื่องนี้มีแรงบันดาลใจมาจากมังงะระดับตำนานอย่าง Princess Knight (เจ้าหญิงอัศวิน) ของปรมาจารย์นักวาดมังงะอย่าง Osamu Tezuka นั่นเอง แม้ว่าเมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว อนิเมะเรื่องนี้จะดูมีความแตกต่างจากต้นฉบับอย่างเห็นได้ชัด แต่นี่กลับเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการตีความใหม่ของผลงานคลาสสิก

อนิเมะ The Ribbon Hero แตกต่างจากมังงะคลาสสิกของ Osamu Tezuka

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมภาพลักษณ์ถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ ต้องบอกว่างานนี้ได้ดีไซเนอร์ฝีมือดีอย่าง Kei Mochizuki และ Mai Yoneyama จาก Cyberpunk: Edgerunners มาช่วยออกแบบตัวละครภายใต้การกำกับของ Yuki Igarashi ซึ่งเป็นการหยิบเอาเรื่องราวของเจ้าหญิง Sapphire มาเล่าใหม่ในมุมมองที่ทันสมัยมากขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เราควรจับตามอง:

  • การตีความใหม่ที่สดใหม่: แม้งานภาพจะเปลี่ยนไป แต่แก่นแท้ของเรื่องราวที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะการละครของญี่ปุ่นยังคงอยู่
  • การเล่าเรื่องที่ทันสมัย: อนิเมะเรื่องนี้ไม่ได้เน้นแค่การต่อสู้ แต่ยังสำรวจแง่มุมความสัมพันธ์และความเป็นตัวตนของตัวละคร
  • อิทธิพลจากตำนาน: การนำผลงานของ Tezuka มาทำใหม่เปรียบเสมือนการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมไปสู่คนรุ่นใหม่

ความคาดหวังต่ออนิเมะ The Ribbon Hero

สำหรับแฟนตัวยงของ Osamu Tezuka ความรู้สึกที่มีต่อ อนิเมะ The Ribbon Hero แตกต่างจากมังงะคลาสสิกของ Osamu Tezuka อาจจะมีความกังวลอยู่บ้างในเรื่องของโทนภาพ แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปดูผลงานอย่าง Pluto ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการตีความเรื่อง Astro Boy การที่ Netflix กล้าที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ออกมานั้นมักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจเสมอ การที่ทีมงานเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวของ Sapphire ในเวอร์ชันใหม่ที่โฟกัสไปที่ความสัมพันธ์และประเด็นร่วมสมัย แสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความเคารพต่อต้นฉบับในฐานะพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เข้าไปเพื่อให้เข้าถึงผู้ชมยุคปัจจุบัน

โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าการปรับเปลี่ยนสไตล์ภาพไม่ใช่ข้อเสีย แต่เป็นโอกาสที่ดีในการแนะนำผลงานอมตะให้แก่คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการผจญภัยที่ผสมผสานความสนุกในสไตล์สาวน้อยเวทมนตร์เข้ากับความเข้มข้นของการกู้ชาติ The Ribbon Hero จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ห้ามพลาดบน Netflix ในเดือนสิงหาคมนี้ครับ

ที่มา – Netflix’s ‘The Ribbon Hero’ Anime Looks Wildly Different From Osamu Tezuka’s Classic Manga

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี 100% ตอบโต้ประเทศที่เก็บภาษี Big Tech

ในยุคที่การเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเรื่องใกล้ตัว ล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนอีกครั้งเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายทางการค้าที่ดุเดือด โดยทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี 100% ตอบโต้ประเทศที่เก็บภาษี Big Tech หากประเทศเหล่านั้นกล้าจัดเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax หรือ DST) กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการข่มขู่ที่กลับมาอยู่ในกระแสความสนใจของโลกอีกครั้ง

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี 100% ตอบโต้ประเทศที่เก็บภาษี Big Tech

แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน เช่น Google, Apple และ Amazon จากการที่ประเทศในยุโรปหลายแห่ง อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และสหราชอาณาจักร ได้พยายามบังคับใช้กฎหมาย DST เพื่อจัดเก็บรายได้จากบริษัทเหล่านี้ ซึ่งทำเงินมหาศาลจากการดำเนินธุรกิจในประเทศของตนแต่กลับไม่มีการจ่ายภาษีที่เหมาะสมในระดับท้องถิ่น โดยทรัมป์มองว่าการกระทำนี้คือการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมต่อบริษัทของสหรัฐฯ

ผลกระทบหากรัฐบาลเดินหน้า ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี 100% ตอบโต้ประเทศที่เก็บภาษี Big Tech

คำขู่ล่าสุดผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ของทรัมป์ระบุว่า หากประเทศใดบังคับใช้ภาษีดังกล่าว เขาจะตอบโต้ทันทีด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศนั้นๆ สูงถึง 100% ซึ่งเขาอ้างว่าภาษีนี้จะอยู่เหนือข้อตกลงทางการค้าใดๆ ที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันอาจไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว เนื่องจาก:

  • ข้อจำกัดทางกฎหมาย: ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้เคยวินิจฉัยก่อนหน้านี้ว่าอำนาจในการขึ้นภาษีแบบเบ็ดเสร็จของทรัมป์ภายใต้กฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉินนั้นมีขีดจำกัด
  • ความสัมพันธ์กับบริษัทเทคโนโลยี: มีการตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นการแสดงท่าทีปกป้องกลุ่มทุนที่สนับสนุนแคมเปญการเมืองของเขา แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในที่สาธารณะก็ตาม
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก: หากมีการบังคับใช้กฎหมายนี้จริง จะนำไปสู่สงครามการค้าครั้งใหญ่ที่เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจโลกและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างประเทศ

ในอดีต กลยุทธ์การขู่ทำนองนี้เคยได้ผลมาแล้วกับการกดดันแคนาดาให้ล้มเลิกแผนการเก็บภาษีบริการดิจิทัล แต่ในครั้งนี้ความท้าทายอยู่ที่ว่ากลไกทางกฎหมายภายในสหรัฐฯ จะยอมโอนอ่อนตามความต้องการของเขาได้มากน้อยเพียงใด เพราะการใช้อำนาจเด็ดขาดโดยไม่ผ่านรัฐสภานั้นถือเป็นเรื่องท้าทายหลักการปกครองอย่างหนัก

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ นี่คือสัญญาณเตือนว่านโยบายการค้าของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงที่ผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ เพราะท่ามกลางกระแสการเมืองโลก ผลกระทบจากมาตรการทางภาษีอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกไปอีกยาวนาน

ที่มา – Trump Is Threatening 100% Tariffs Again, This Time as Retaliation for Taxes on Big Tech