ผู้เขียน: lalika69_admin

โฆษก ป.ป.ส. เผยความคืบหน้าคดีแอร์โฮสเตสลอบขนยาเข้าออสเตรเลีย เร่งเก็บรอยนิ้วมือแฝง-ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง จ่อขยายผลถึงพะเยา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีข่าวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทย ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมในข้อหาลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศ ล่าสุดทางสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกและเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้เดินทางไปต่างประเทศทุกคนครับ

โฆษก ป.ป.ส. เผยความคืบหน้าคดีแอร์โฮสเตสลอบขนยาเข้าออสเตรเลีย เร่งเก็บรอยนิ้วมือแฝง-ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง จ่อขยายผลถึงพะเยา

คุณอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ออกมาอัปเดตข้อมูลว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมย่านบางนาของผู้ต้องหา พบเบาะแสสำคัญจากกล้องวงจรปิดที่มีชายปริศนามาส่งพัสดุให้ แม้ภาพจะไม่ชัดเจนเนื่องจากเป็นมุมอับ แต่กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ต้องนำไปสืบสวนต่อ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเก็บลายนิ้วมือแฝงจากกล่องพัสดุที่พบภายในห้อง เพื่อขยายผลหาตัวผู้ร่วมขบวนการต่อไป

นอกจากการตรวจสอบในกรุงเทพฯ แล้ว เจ้าหน้าที่ยังมีแผนจะขยายผลการตรวจค้นไปยังบ้านพักของมารดาผู้ต้องหาในจังหวัดพะเยา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด ในส่วนของแฟนหนุ่มของผู้ต้องหา แม้เบื้องต้นจะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อและต้องรอผลการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งคดีนี้มีความซับซ้อนเพราะยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นการทำด้วยเจตนา หรือเป็นเหยื่อของการถูกหลอกให้รับฝากของกันแน่

บทเรียนสำคัญจากคดีแอร์โฮสเตสกับกระเป๋าพัสดุ

สำหรับในส่วนของคดีความที่ประเทศออสเตรเลียนั้น ทราบมาว่าผู้ต้องหาได้เตรียมทนายความส่วนตัวเพื่อต่อสู้คดีแล้ว โดยทาง ป.ป.ส. ไทยก็มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ป.ป.ส. ยืนยันว่าก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมใดๆ มาก่อน ซึ่งนับว่าเป็นเคสที่น่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนในอาชีพนี้

สิ่งที่เป็นคำถามใหญ่คือ:

  • กฎระเบียบของสายการบินที่เคร่งครัดเรื่องการห้ามรับฝากของข้ามพรมแดนถูกละเลยอย่างไร?
  • ทำไมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎการบินถึงพลาดท่าให้กับขบวนการค้ายานี้ได้?
  • เราจะป้องกันตัวอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการขนของผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว?

ความเห็นส่วนตัวของผม มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีสำหรับยุคสมัยที่การเดินทางไปต่างประเทศกลายเป็นเรื่องปกติ เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเรื่องการรับฝากสิ่งของจากคนอื่น แม้จะเป็นคนใกล้ตัวหรือคนที่ดูน่าเชื่อถือ เพราะขบวนการค้ายาเสพติดมักแฝงตัวมาในรูปแบบแปลกใหม่และน่าเห็นใจ หากคุณต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ พึงระลึกไว้เสมอว่า “อย่ารับฝากของคนอื่นเด็ดขาด” เพราะความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

ที่มา – โฆษก ป.ป.ส. เผยความคืบหน้าคดีแอร์โฮสเตสลอบขนยาเข้าออสเตรเลีย เร่งเก็บรอยนิ้วมือแฝง-ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง จ่อขยายผลถึงพะเยา

ทนาย ‘ทรงศักดิ์’ ขึ้นโรงพักทุ่งสองห้อง ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพ์-หมิ่นประมาท 3 บุคคล โยงคลิปเสียงเรียกรับเงินสอบข้าราชการท้องถิ่น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองและกฎหมายกันหน่อย สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง คงผ่านตากับกรณีที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับคลิปเสียงปริศนาที่พาดพิงถึงการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทางฝั่งของรองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี ก็ไม่นิ่งเฉยครับ

ทนาย ‘ทรงศักดิ์’ ขึ้นโรงพักทุ่งสองห้อง ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพ์-หมิ่นประมาท 3 บุคคล โยงคลิปเสียงเรียกรับเงินสอบข้าราชการท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทนายความคู่ใจได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อเอาผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยคลิปเสียงดังกล่าว ซึ่งกล่าวหาว่าท่านรองนายกฯ มีส่วนพัวพันกับการเรียกรับเงินเข้าทำงานใน อปท. แบบงานนี้บอกเลยว่าไม่ได้มาเล่นๆ ครับ เพราะมีการระบุชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องชัดเจน ทั้ง ‘ส้ม’, ‘กิต’ และ ‘บังแจ็ค’ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อชื่อเสียงอย่างรุนแรง

รายละเอียดของคดีและข้อเท็จจริง

จากการให้สัมภาษณ์ของทนายความ เราได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า คลิปเสียงนี้ไม่ใช่ของใหม่ครับ แต่มันถูกบันทึกไว้นานแล้วตั้งแต่ปีก่อน ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีการระบุชื่อท่านทรงศักดิ์ด้วยซ้ำ เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ เรื่องโควตาและตัวเลขเงินมหาศาลกว่า 500 ล้านบาท การที่จู่ๆ มีการนำคลิปกลับมาแฉผ่านเพจดังโดยระบุชื่อท่านอย่างชัดเจน จึงมีเงื่อนงำว่าอาจเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองมากกว่าจะทำเพื่อความโปร่งใสครับ

ทำไมกรณี ทนาย ‘ทรงศักดิ์’ ขึ้นโรงพักทุ่งสองห้อง ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพ์-หมิ่นประมาท 3 บุคคล โยงคลิปเสียงเรียกรับเงินสอบข้าราชการท้องถิ่น ถึงสำคัญ?

  • เป็นการปกป้องเกียรติยศชื่อเสียงจากข้อมูลที่เป็นเท็จ
  • สะท้อนให้เห็นถึงการใช้โซเชียลมีเดียโจมตีกันในยุคปัจจุบัน
  • ความชัดเจนของหลักฐานที่ทนายความเตรียมไว้กว่า 80% ซึ่งน่าจะมัดตัวผู้กระทำความผิดได้ไม่ยาก

ทางทีมกฎหมายยืนยันหนักแน่นเลยว่า ทรงศักดิ์ ไม่เคยรู้จักหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้อย่างแน่นอน และการกระทำครั้งนี้เหมือนเป็นการพยายามเตะตัดขาทางการเมือง เพราะเสียผลประโยชน์จากการประมูลงานมากกว่า หากใครมีหลักฐานจริง ควรนำไปให้หน่วยงานตรวจสอบ แทนที่จะเอามาปั่นกระแสในโลกออนไลน์ ซึ่งการทำแบบนี้ถือว่าเป็นดาบสองคมที่อาจเข้าตัวได้ในภายหลังครับ

ในมุมมองของผม กรณี ทนาย ‘ทรงศักดิ์’ ขึ้นโรงพักทุ่งสองห้อง ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพ์-หมิ่นประมาท 3 บุคคล โยงคลิปเสียงเรียกรับเงินสอบข้าราชการท้องถิ่น เป็นบทเรียนที่ดีมากสำหรับสังคมยุคดิจิทัลครับ ก่อนที่เราจะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลอะไรจากคลิปเสียงที่ถูกตัดต่อหรือนำเสนอเพียงด้านเดียว เราต้องตรวจสอบที่มาที่ไปให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคดีความโดยไม่รู้ตัว และสำหรับฝั่งผู้ถูกกล่าวหา การดำเนินคดีทางกฎหมายตามความเป็นจริงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ครับ

สุดท้ายนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางตำรวจจะสามารถออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาได้เมื่อไหร่ และความจริงจะปรากฏออกมาในทิศทางไหน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าในโลกออนไลน์ ข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถืออาจมีวาระซ่อนเร้นเสมอครับ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใครจนกว่ากระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุดครับ

ที่มา – ทนาย ‘ทรงศักดิ์’ ขึ้นโรงพักทุ่งสองห้อง ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพ์-หมิ่นประมาท 3 บุคคล โยงคลิปเสียงเรียกรับเงินสอบข้าราชการท้องถิ่น

เลขา สมช. ชี้กรณีกองกำลังบูรพาประกาศกำหนดพื้นที่บ้านหนองจาน แค่ควบคุมคนเข้า-ออก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นที่หลายคนกำลังให้ความสนใจและอาจจะรู้สึกกังวลใจไปบ้าง นั่นก็คือข่าวคราวเกี่ยวกับความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง เลขา สมช. ชี้กรณีกองกำลังบูรพาประกาศกำหนดพื้นที่บ้านหนองจาน แค่ควบคุมคนเข้า-ออก ซึ่งมีการพูดถึงกันอย่างมากในช่วงวันสองวันที่ผ่านมา หลายคนกลัวว่าจะมีการสู้รบหรือเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นหรือเปล่า วันนี้เรามาเจาะลึกรายละเอียดกันครับ

เลขา สมช. ชี้กรณีกองกำลังบูรพาประกาศกำหนดพื้นที่บ้านหนองจาน แค่ควบคุมคนเข้า-ออก

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา คุณฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาเพื่อคลายข้อสงสัยในเรื่องนี้ครับ ท่านยืนยันอย่างชัดเจนเลยว่า การประกาศพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว นั้น ไม่ใช่การเตรียมพร้อมเพื่อการสู้รบแต่อย่างใด

ทำไมถึงต้องมีการประกาศพื้นที่แบบนี้? ตามคำชี้แจงของเลขา สมช. ระบุว่านี่เป็นเพียงการปฏิบัติภารกิจปกติของฝ่ายทหาร เพื่อสร้างความมั่นใจในการควบคุมคนเข้า-ออกพื้นที่ให้มีความรัดกุมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการดูแลพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวครับ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันเป็นอย่างไร?

หลายคนอาจจะมองว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนมีความเปราะบาง แต่เลขา สมช. ได้มองมุมบวกและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่า แม้พื้นที่นั้นจะถือว่ามีความเปราะบางในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ปัจจุบันช่องทางการสื่อสารระหว่างสองประเทศยังคงเปิดกว้างอยู่ เรายังสามารถพูดคุยประสานงานกันได้ทุกระดับ นี่คือหัวใจสำคัญของการรักษาความสงบสุขครับ

สิ่งที่เราเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้:

  • ความมั่นคงไม่ใช่เรื่องไกลตัว: การเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นเรื่องสำคัญในการป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
  • เสพข่าวอย่างมีสติ: การได้รับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่าง สมช. ช่วยลดความตื่นตระหนกในสังคมออนไลน์ได้เป็นอย่างดี
  • การทูตยังคงเป็นอาวุธสำคัญ: แม้จะมีการเพิ่มมาตรการความปลอดภัย แต่การเจรจายังคงเป็นทางออกหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สรุปแล้ว เพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลจนเกินไปกับการรายงานข่าวเรื่อง เลขา สมช. ชี้กรณีกองกำลังบูรพาประกาศกำหนดพื้นที่บ้านหนองจาน แค่ควบคุมคนเข้า-ออก นะครับ เพราะนี่คือมาตรการความมั่นคงปกติเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ครับ ในฐานะที่เราเป็นผู้ติดตามข่าวสาร การสังเกตการณ์อย่างเข้าใจบริบทจะช่วยให้เราไม่หลงเชื่อข่าวลือที่อาจสร้างความเข้าใจผิดได้

สำหรับในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วอาจทำให้ข่าวสารขยายตัวไปไวมาก แต่การย้อนกลับไปดูต้นตอหรือคำชี้แจงจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงยังคงเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุดครับ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ มีมุมมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง? ถ้าเราช่วยกันติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณแบบนี้ เชื่อเลยว่าสังคมไทยจะก้าวผ่านทุกสถานการณ์ไปได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – เลขา สมช. ชี้กรณีกองกำลังบูรพาประกาศกำหนดพื้นที่บ้านหนองจาน แค่ควบคุมคนเข้า-ออก บอกชายแดนเปราะบาง แต่ยังพูดคุยกันได้

รุทธพลเผยหลัง ป.ป.ส. บุกค้นห้องพักแอร์โฮสเตสสาวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กล้องวงจรปิดพบชายส่งสิ่งของหน้าคอนโดฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามความคืบหน้าประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ กับกรณีแอร์โฮสเตสสาวถูกจับกุมที่ออสเตรเลียในคดียาเสพติด ซึ่งล่าสุดทางเจ้าหน้าที่บ้านเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ โดย พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีนี้ให้เราได้ทราบกัน

รุทธพลเผยหลัง ป.ป.ส. บุกค้นห้องพักแอร์โฮสเตสสาวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กล้องวงจรปิดพบชายส่งสิ่งของหน้าคอนโดฯ

จากการปฏิบัติการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่ได้เข้าตรวจค้นห้องพักของแอร์โฮสเตสสาวคนดังกล่าว ย่านบางนา พบว่าสถานการณ์เป็นไปอย่างได้รับความร่วมมือจากแฟนหนุ่มเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม รุทธพลเผยหลัง ป.ป.ส. บุกค้นห้องพักแอร์โฮสเตสสาวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กล้องวงจรปิดพบชายส่งสิ่งของหน้าคอนโดฯ ซึ่งถือเป็นเบาะแสสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งแกะรอยตรวจสอบ

เบาะแสสำคัญจากกล้องวงจรปิด

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากข่าวนี้คือความสำคัญของหลักฐานทางเทคโนโลยีครับ กล้องวงจรปิดบริเวณหน้าคอนโดฯ ได้จับภาพชายปริศนาที่นำของมาส่งตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งแม้ตัวบุคคลจะไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว แต่ทิ้งร่องรอยไว้ให้เจ้าหน้าที่ใช้เป็นหลักฐานเชื่อมโยงคดี นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบพัสดุในห้องพัก ซึ่งเบื้องต้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ นอกเหนือไปจากกล่องพัสดุทั่วไป

จากการสอบสวนเพิ่มเติมพบประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • เพื่อนของแอร์โฮสเตสให้ข้อมูลว่าเจ้าตัวมีอาชีพเสริมรับหิ้วของ ซึ่งเป็นเหตุผลที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว
  • จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ไม่พบความผิดปกติหรือเงินก้อนโตที่น่าสงสัย
  • ทางการออสเตรเลียแจ้งข้อมูลว่าพบของกลางในสินค้า 2 จาก 12 ใบที่ส่งไป

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ คดีนี้เป็นบทเรียนราคาแพงของการรับหิ้วสินค้าครับ แม้ว่าเราจะเจตนาดีหรือต้องการรายได้เสริม แต่ในยุคที่มิจฉาชีพหาวิธีการใหม่ๆ อยู่เสมอ การตรวจสอบของที่เราหิ้วให้คนอื่นเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย แม้ รุทธพลเผยหลัง ป.ป.ส. บุกค้นห้องพักแอร์โฮสเตสสาวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กล้องวงจรปิดพบชายส่งสิ่งของหน้าคอนโดฯ จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการหาพยานหลักฐาน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าทุกความเคลื่อนไหวทางดิจิทัลและกล้องวงจรปิดสามารถใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงได้เสมอ

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนเพื่อนๆ ที่ชอบรับหิ้วของนะครับว่า อย่าเห็นแก่รายได้เพียงเล็กน้อยจนละเลยความปลอดภัยของตัวเอง การรับของที่ไม่ทราบที่มาแน่ชัดอาจนำภัยมาสู่ชีวิตได้โดยไม่รู้ตัวครับ ควรตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อของขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้นะครับ หากใครมีข้อสงสัยหรือความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถคอมเมนต์คุยกันได้เลยครับ

ที่มา – รุทธพลเผยหลัง ป.ป.ส. บุกค้นห้องพักแอร์โฮสเตสสาวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กล้องวงจรปิดพบชายส่งสิ่งของหน้าคอนโดฯ

เจาะลึก หวยเกษียณ นโยบายเปลี่ยนเงินทิ้งให้เป็นเงินออมสำหรับอนาคต

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงคุ้นเคยกับการเสี่ยงโชคผ่านสลากกินแบ่งรัฐบาลกันอยู่เป็นประจำใช่ไหมครับ? จะดีกว่าไหมถ้าหากการเสี่ยงโชคของเราไม่ได้มีแค่โอกาสที่จะเสียเงินไปเปล่าๆ แต่กลับกลายเป็นการสร้างหลักประกันในชีวิตได้ในระยะยาว วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโครงการที่น่าสนใจอย่าง หวยเกษียณ ที่กำลังเป็นกระแสพูดถึงอย่างหนักในขณะนี้

ล่าสุด ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล ได้ออกมาแสดงความยินดีที่กระทรวงการคลังเดินหน้าผลักดันนโยบาย หวยเกษียณ อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนพฤติกรรมการเสี่ยงโชคของคนไทยให้กลายเป็นการออมเงินเพื่ออนาคต ภายใต้คอนเซปต์สุดล้ำที่ว่า “ซื้อหวย เงินไม่หาย กลายเป็นเงินออม” ซึ่งถือเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมและได้รับการยอมรับระดับสากลเลยทีเดียวครับ

ทำความรู้จัก หวยเกษียณ กับรูปแบบการลงทุนที่น่าจับตา

หลายคนอาจจะสงสัยว่า หวยเกษียณ มีรูปแบบการทำงานอย่างไร? สรุปง่ายๆ คือโครงการนี้จะเปิดให้เราซื้อสลากได้ในราคาใบละ 50 บาท เพื่อร่วมลุ้นรางวัลใหญ่ถึง 1 ล้านบาท จำนวน 5 รางวัล พร้อมรางวัลเลขหน้าและเลขท้ายที่ออกทุกวันศุกร์ แต่ความพิเศษที่แท้จริงอยู่ที่ “เงินต้น” ของเราครับ เพราะทุกบาทที่คุณใช้จ่ายไปจะถูกนำเข้าบัญชีออมเงินใน กอช. (กองทุนการออมแห่งชาติ) ซึ่งจะกลายเป็นเงินก้อนให้คุณเมื่ออายุครบ 60 ปีนั่นเอง

สิทธิประโยชน์ที่มากกว่าการเสี่ยงดวง

นอกจากจะได้ลุ้นรางวัลกันทุกสัปดาห์แล้ว โครงการนี้ยังมีข้อดีที่น่าสนใจอีกหลายจุดที่คอหวยยุคใหม่ต้องรู้:

  • เงินออมที่ปลอดภัย: เงินต้นที่คุณซื้อหวยจะไม่หายไปไหน แต่จะถูกเก็บสะสมไว้ในระบบกองทุนการออมแห่งชาติ
  • รองรับทุกวัย: แม้จะอายุเกิน 60 ปีแล้ว ก็ยังสามารถเข้าร่วมโครงการออมเงิน 5 ปีเพื่อรับเงินต้นคืนได้
  • มรดกมั่นคง: หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เงินออมในส่วนนี้จะตกทอดสู่ทายาทตามกฎหมาย ไม่สูญเปล่าแน่นอน
  • ลุ้นสนุกและออมไปในตัว: เปลี่ยนความตื่นเต้นทุกวันศุกร์ให้กลายเป็นความมั่นคงในวัยเกษียณ

ในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการพนันที่ถูกกฎหมาย แต่มันคือการวางรากฐานการเงินที่ดีให้กับสังคมไทยครับ การผลักดันเทคโนโลยีของ กอช. ให้รองรับนโยบายนี้ ถือเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่และวัยทำงานหันมาออมเงินได้ง่ายขึ้นผ่านความบันเทิงและเทคโนโลยีที่จับต้องได้

หากโครงการนี้เดินหน้าเต็มรูปแบบและเปิดใช้งานจริงเมื่อไหร่ ผมเชื่อมั่นว่านี่จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลังที่สุดในการช่วยให้คนไทยหลุดพ้นจากปัญหาไม่มีเงินเก็บในวัยเกษียณ เพื่อนๆ ล่ะครับคิดอย่างไรกับโครงการนี้? ส่วนตัวผมมองว่า “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม” คือนิยามที่ชัดเจนที่สุดสำหรับนโยบายนี้ ลองเตรียมวางแผนการออมผ่านการเสี่ยงโชคในรูปแบบใหม่นี้กันดูนะครับ รับรองว่าอนาคตทางการเงินของคุณจะสดใสขึ้นแน่นอน

ที่มา – ‘เผ่าภูมิ’ ยินดีคลังเดินหน้า ‘หวยเกษียณ’ ชูนโยบายยุคเพื่อไทย ย้ำแนวคิด ‘ซื้อหวย เงินไม่หาย กลายเป็นเงินออม’

เตรียมพบกับคีย์บอร์ด Mechanical จาก OpenAI สุดล้ำ

เตรียมพบกับคีย์บอร์ด Mechanical จาก OpenAI สุดล้ำ

วงการนักพัฒนาต้องตื่นเต้นกันอีกครั้ง เมื่อมีข่าวหลุดออกมาว่า OpenAI กำลังร่วมมือกับแบรนด์คีย์บอร์ดชื่อดังอย่าง Work Louder เตรียมเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ โดยมีการโพสต์ภาพและข้อความที่สื่อว่าทางลัดต่างๆ ใน Codex จะได้รับการอัปเกรดให้ใช้งานได้สะดวกและเร้าใจกว่าเดิม ซึ่งการมาของ คีย์บอร์ด Mechanical จาก OpenAI นี้ ถือเป็นสีสันใหม่ของชาว Dev เลยทีเดียว

ทำไมเราถึงต้องการ คีย์บอร์ด Mechanical จาก OpenAI ตัวใหม่นี้?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องมี Macro Pad แยกต่างหากนอกเหนือจากคีย์บอร์ดปกติ? คำตอบคือความฟินในการกดและความรวดเร็วในการสั่งงานครับ หากคุณเป็นสาย Vibe Coding ที่ชื่นชอบทางลัดเยอะๆ อุปกรณ์ตัวนี้จะเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานที่น่าเบื่อให้กลายเป็นความสนุกเหมือนการเล่นเกม Simon Says การได้ยินเสียงคลิกหรือเห็นไฟ RGB กะพริบเวลาพิมพ์โค้ดนั้นช่วยให้เรามีสมาธิและลดความผิดพลาดได้จริงอย่างไม่น่าเชื่อ

หากวิเคราะห์จากภาพที่ปล่อยออกมา อุปกรณ์นี้มีหน้าตาคล้ายกับ Work Louder Macro Pad ที่เคยได้รับคำชมอย่างมากในปี 2023 โดยคาดว่า คีย์บอร์ด Mechanical จาก OpenAI ตัวนี้จะมาพร้อมกับปุ่มกดที่ตั้งค่าได้เองเพื่อรองรับฟีเจอร์ต่างๆ ของ AI โดยเฉพาะ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทซอฟต์แวร์หันมาทำฮาร์ดแวร์ เพราะก่อนหน้านี้ Figma ก็เคยเปิดตัวอุปกรณ์ในลักษณะเดียวกันมาแล้ว

  • ดีไซน์ที่เน้นความสวยงามและสัมผัสที่ดี (Tactile Feedback)
  • ปุ่มที่ตั้งค่าทางลัดสำหรับโค้ดดิ้งได้แบบเฉพาะเจาะจง
  • ระบบไฟที่ช่วยนำทางในการใช้งาน
  • ขนาดกะทัดรัดเหมาะกับโต๊ะทำงานยุคใหม่

หลายคนมองว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ ‘ของเล่น’ ชิ้นใหม่ของสาย Geek แต่สำหรับคนที่ต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และพิมพ์โค้ดทั้งวัน การลงทุนกับอุปกรณ์ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมและช่วยเพิ่ม Productivity ถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่ามากครับ นอกจากเรื่องฟังก์ชันแล้ว ดีไซน์ที่ดูดีบนโต๊ะทำงานยังช่วยจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ได้อีกด้วย

โดยสรุปแล้ว การเปิดตัวครั้งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างโลกของ AI และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่น่าจับตามองมาก ไม่ว่ามันจะเป็นแค่ทางลัดสำหรับ Codex หรือจะเป็นเครื่องมือที่ปฏิวัติการเขียนโค้ด แต่สิ่งที่แน่นอนคือชาว Dev หลายคนคงเตรียมกดสั่งซื้อกันตั้งแต่เปิดตัวอย่างแน่นอน เพราะใครจะไม่อยากได้ของเจ๋งๆ มาประดับโต๊ะทำงานล่ะจริงไหม?

ที่มา – Simon Says… Buy This OpenAI Mechanical Keyboard Thingy

กทม. ส่งมอบผลคะแนน 6,628 หน่วยให้ กกต. สรุปคนกรุงใช้สิทธิ 52.79% พร้อมเปิดรายชื่อว่าที่ ส.ก. 50 เขต

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองท้องถิ่นกันอยู่ใช่ไหมครับ? หลังจากที่เราได้ร่วมกันไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งสำคัญ ล่าสุดทางกรุงเทพมหานครก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดย กทม. ส่งมอบผลคะแนน 6,628 หน่วยให้ กกต. สรุปคนกรุงใช้สิทธิ 52.79% พร้อมเปิดรายชื่อว่าที่ ส.ก. 50 เขต อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องก่อนประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการครับ

สำหรับบรรยากาศการเลือกตั้งที่ผ่านมาถือว่าคึกคักไม่เบาเลยทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นคอการเมืองรุ่นเก๋าหรือคนรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจเทคโนโลยีการติดตามผลคะแนนแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ดออนไลน์ ต่างก็ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมาก สถิติที่น่าสนใจคือมีผู้เดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึง 2,338,098 คน จากผู้มีสิทธิทั้งหมดกว่า 4.4 ล้านคน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีที่คนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในกติกาบ้านเมือง

กทม. ส่งมอบผลคะแนน 6,628 หน่วยให้ กกต. สรุปคนกรุงใช้สิทธิ 52.79% พร้อมเปิดรายชื่อว่าที่ ส.ก. 50 เขต

ในแง่ของผลการนับคะแนนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างไม่เป็นทางการ ผลปรากฏชัดเจนว่าคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 คือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายถึง 1,537,784 คะแนน แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการทำงานของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. ทั้ง 50 เขต ซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘สภาเมืองหลวง’ ในการคอยตรวจสอบและผลักดันนโยบายในระดับเขตครับ

รายชื่อว่าที่ ส.ก. ทั้ง 50 เขต

เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมของตัวแทนในพื้นที่ของตัวเอง นี่คือรายชื่อผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในแต่ละเขตอย่างไม่เป็นทางการครับ:

  • เขตคลองเตย: สุชัย พงษ์เพียรชอบ
  • เขตคลองสาน: สมชาย เต็มไพบูลย์กุล
  • เขตคลองสามวา: สุรเกียรติ หวังพิทักษ์
  • เขตคันนายาว: ชญาดา วิภัติภูมิประเทศ
  • เขตจตุจักร: อภียวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย
  • เขตจอมทอง: สุทธิชัย วีรกุลสุนทร
  • เขตดอนเมือง: อดิศร ฤกษ์ลักษณี
  • เขตดินแดง: อัมรินทร์ สวัสยานุภาพ
  • เขตทุ่งครุ: กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์
  • เขตบางขุนเทียน: สารัช ม่วงศิริ
  • เขตบางเขน: นริสสร แสงแก้ว
  • และเขตอื่นๆ อีก 39 เขตทั่วกรุงเทพฯ ที่มุ่งมั่นจะเข้าไปทำหน้าที่เพื่อพวกเราทุกคน

หลังจากนี้ กกต. จะทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารทุกอย่างให้โปร่งใสเรียบร้อยที่สุดครับ ส่วนในมุมมองของผม การที่ กทม. ส่งมอบผลคะแนน 6,628 หน่วยให้ กกต. สรุปคนกรุงใช้สิทธิ 52.79% พร้อมเปิดรายชื่อว่าที่ ส.ก. 50 เขต ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของระบบการจัดการฐานข้อมูลและการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ที่ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นครับ ต่อจากนี้การทำงานของ ส.ก. และผู้ว่าฯ จะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่านโยบายที่หาเสียงไว้จะถูกนำไปใช้จริงได้อย่างไร ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ทุกคนติดตามการทำงานของสมาชิกเขตตัวเองอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพราะการตรวจสอบจากภาคประชาชนนี่แหละครับ คือตัวขับเคลื่อนเมืองที่ทรงพลังที่สุด หากเราช่วยกันจับตาดูการทำงานของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง เมืองของเราก็จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – กทม. ส่งมอบผลคะแนน 6,628 หน่วยให้ กกต. สรุปคนกรุงใช้สิทธิ 52.79% พร้อมเปิดรายชื่อว่าที่ ส.ก. 50 เขต

ทางการไต้หวันบุกค้น Supermicro สะเทือนผู้ส่งออกชิป AI

เชื่อว่าหลายคนในแวดวงเทคโนโลยีคงกำลังจับตามองสถานการณ์ของ Supermicro บริษัทฮาร์ดแวร์ชื่อดังจากเมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากมีรายงานข่าวจาก Bloomberg ว่ามีการบุกค้นสำนักงานในไต้หวันและสถานที่อื่นที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 9 แห่ง เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงประเด็นการควบคุมการส่งออกชิป AI ที่สหรัฐฯ กำลังเข้มงวดอย่างหนัก

ทางการไต้หวันบุกค้น Supermicro สะเทือนผู้ส่งออกชิป AI

การบุกค้นครั้งนี้อยู่ในกรอบคดีของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งออกชิป AI ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการควบคุมการส่งออกที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับจีน แม้ว่ากฎหมายไต้หวันเองจะยังไม่ได้ระบุว่าการส่งออกชิปเหล่านี้เป็นอาชญากรรมโดยตรง แต่แรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดกั้นไม่ให้เทคโนโลยีขั้นสูงตกไปอยู่ในมือของจีน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่เข้มข้นขึ้นจนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้านไปทั้งวงการเทคโนโลยี

จุดเปลี่ยนสำคัญของกระบวนการตรวจสอบและทางออกของเรื่องนี้

หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีคดีอื้อฉาวที่พนักงานและผู้รับเหมาของ Supermicro ถูกตั้งข้อหาลักลอบส่งออกฮาร์ดแวร์ NVIDIA มูลค่ากว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ไปยังจีน โดยใช้วิธีที่คาดไม่ถึงอย่างการนำไดร์เป่าผมมาลอกสติกเกอร์หมายเลขซีเรียลจากเครื่องจริงไปติดบนเซิร์ฟเวอร์จำลอง เพื่อตบตาการตรวจสอบ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ความเชื่อมั่นของบริษัทลดลงอย่างมาก นักลงทุนหลายท่านคงทราบดีว่าหลังจากมีข่าวออกมา หุ้นของ Supermicro ก็ปรับตัวลดลงกว่า 8% ทันที

  • ผลกระทบต่อภาพรวม: การบุกค้นสำนักงานในไต้หวันบ่งบอกว่าสหรัฐฯ กำลังยกระดับความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อปิดช่องโหว่การส่งออกชิป AI
  • จุดจบของเส้นทางการส่งออกที่ผิดกฎหมาย: นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ายุคของการหลบเลี่ยงมาตรการส่งออกเทคโนโลยีแบบเดิมๆ กำลังจะสิ้นสุดลง
  • การตอบสนองของบริษัท: ทาง Supermicro ได้ออกมาแถลงว่าพวกเขามุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกฎหมายและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีของบริษัทถูกกระจายออกไปอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทเดียว แต่ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก หากไต้หวันปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสหรัฐฯ มากขึ้นในอนาคต เราอาจได้เห็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้ผู้ส่งออกชิป AI ต้องระมัดระวังตัวกันมากขึ้นหลายเท่าตัว ใครที่อยู่ในธุรกิจนี้ต้องหมั่นอัปเดตกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้

ที่มา – Taiwanese Authorities Reportedly Raid Supermicro in Move That Could Signal Big Change For AI Chip Exporters

เจาะลึก ‘ศาลออกหมายจับ อนันต์ อัศวโภคิน’ คดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น กับข้อเท็จจริงที่ต้องรู้

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองโดยเฉพาะประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคม คงจะผ่านตากับประเด็นร้อนแรงล่าสุด กรณีที่ศาลออกหมายจับ อนันต์ อัศวโภคิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังระดับประเทศ ในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งถือเป็นคดีมหากาพย์ที่สังคมให้ความสนใจมายาวนาน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นหลักให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนเท่าทันสถานการณ์ในมุมมองที่รอบด้านครับ

ทำไมถึงเกิดข่าว ศาลออกหมายจับ อนันต์ อัศวโภคิน ในตอนนี้?

ประเด็นสำคัญที่นำมาสู่การออกหมายจับครั้งนี้ เกิดจากการที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องคุณอนันต์ในความผิดฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงิน โดยมีที่มาจากการรับซื้อที่ดินและเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับคดีทุจริตยักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ คลองจั่น เดิมทีทางพนักงานอัยการได้นัดหมายเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการสั่งฟ้องต่อศาล แต่ผู้ต้องหากลับไม่ได้เดินทางมาตามนัดหมายหลายครั้งต่อเนื่องกัน โดยอ้างเรื่องปัญหาสุขภาพร้ายแรง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าผู้ต้องหามีภาวะไตวายระยะสุดท้ายและอาการแทรกซ้อนหลายประการจนอยู่ในสภาวะวิกฤติ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด จนนำไปสู่การที่ศาลอนุมัติศาลออกหมายจับ อนันต์ อัศวโภคิน ในวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ปรากฏตัวตามนัดหมายสุดท้ายนั่นเองครับ

ความเคลื่อนไหวจากฝั่งผู้เสียหาย

นอกจากข่าวหมายจับแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองคือความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้เสียหาย โดยคุณเขษมศักดิ์ กันภัย ทนายความตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย ได้เดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่ออัยการ เพื่อจี้ให้เร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 5 กลุ่ม ซึ่งรวมไปถึงวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย เนื่องจากมองว่ามีความเชื่อมโยงกับยอดเงิน 303 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงที่สุด

  • ความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม: สังคมกำลังจับตาดูว่ากฎหมายไทยจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาอย่างไรในกรณีนี้
  • เส้นทางการเงิน: ปมปัญหาการฟอกเงินมักมีความซับซ้อน แต่เชื่อว่าดีเอสไอจะสามารถคลี่คลายความกระจ่างได้
  • การเยียวยาผู้เสียหาย: หัวใจสำคัญของคดีนี้ไม่ใช่แค่การลงโทษ แต่คือการคืนเงินแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อน

ในมุมมองของผม คดีในลักษณะนี้เป็นบทเรียนสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงในยุคที่การตรวจสอบทางการเงินเข้มข้นขึ้น การที่ภาครัฐเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เราต้องติดตามต่อไปว่าการติดตามตัวผู้ต้องหาจะมีความคืบหน้าอย่างไร และผลสรุปของคดี 5 กลุ่มที่ถูกกล่าวถึงจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งแน่นอนว่านี่คือบททดสอบสำคัญของความยุติธรรมที่ทุกคนในสังคมต้องจับตามองครับ

ที่มา – ศาลออกหมายจับ ‘อนันต์ อัศวโภคิน’ คดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น หลังเบี้ยวนัดอัยการ ด้านตัวแทนผู้เสียหายจี้ฟัน 5 กลุ่มเอี่ยวธรรมกาย