ผู้เขียน: lalika69_admin

พ.ต.อ.ภาคภูมิเปิดโปง ‘สินบนทองคำ’ คือแผนซ้อนแผนหักหลัง 2 ต่อ

กรณีคดี “สินบนทองคำ” ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการความมั่นคงและทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในระบบราชการ โดยวันนี้ (6 มกราคม 2569) พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานใกล้ชิดของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ออกมาเปิดใจให้สัมภาษณ์หลังจากให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ไปแล้ว

พ.ต.อ.ภาคภูมิเร่งลั่น ‘สินบนทองคำ’ คือแผนซ้อนแผนหักหลัง 2 ต่อ

พ.ต.อ.ภาคภูมิ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เขาต้องเป็นผู้นำทองคำไปมอบให้กรรมการ ป.ป.ช. นั้น เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2567 โดยได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา แต่เขามีข้อสงสัยทันทีว่าเหตุใดถึงต้องมอบผ่านคนกลาง และทำไมถึงต้องให้เขาบันทึกภาพไว้ด้วย ด้วยความระมัดระวัง เขาจึงตัดสินใจเก็บรักษาหลักฐานไว้ ซึ่งในภายหลังกลายเป็นข้อมูลชิ้นสำคัญ

“เมื่อไปถึงจุดนัดหมาย ทันทีที่ผมเดินไปถึงรถเป้าหมาย กระจกรถก็ลดลงทันทีโดยไม่ต้องเคาะเรียก ผมยกมือไหว้และส่งกระเป๋าให้โดยไม่มีการพูดคุย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้องมีการนัดหมายกันมาก่อนหน้านี้ระหว่างเจ้าของทองกับผู้รับ” พ.ต.อ.ภาคภูมิ เล่าด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

เขาวิเคราะห์ว่ากรณีนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างสถานการณ์แบบ “หักหลัง 2 ต่อ” โดย สินบนทองคำ ถูกใช้เป็นชิ้นส่วนของดักให้กับทั้งฝ่ายที่เป็นผู้รับ (กรรมการ ป.ป.ช.) และฝ่ายที่เป็นผู้ส่ง (ตัวเอง) เพื่อสร้างความอับอาย พร้อมทั้งใช้ข่มขู่ภายหลัง หากมีผู้ออกมาเปิดเผยความจริง

“ทุกคนติดกรงของตัวเอง” ใครจะเป็นฝ่ายเปิดทางให้กับความเป็นธรรม?

พ.ต.อ.ภาคภูมิ ระบุด้วยความเสียใจว่า เจ้าหน้าที่จำนวนมากในระบบอยู่ในฐานะ “ติดกรง” โดยบางรายถูกกรงของความกลัว บางคนจมอยู่กับอิทธิคุณ ทำให้ไม่กล้ากล่าวความจริง “วันนี้ผมได้เปิดประตูกรงให้กับทุกคนแล้ว ที่เหลือคือเรื่องของใครจะกล้าก้าวออกมาหรือไม่” คำพูดนี้ถือเป็นการฝากข้อความถึงกลุ่มผู้ที่มีข้อมูลสำคัญแต่ยังนิ่งเงียบ

เขาย้ำว่า ไม่เคยตั้งใจจะเรียกร้องสิทธิคืนตำแหน่งหรือการกลับเข้าสู่ระบบราชการ “เพราะรู้สึกอิ่มตัวและสูญเสียศรัทธาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ที่ทำในวันนี้เพื่อเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” มากกว่า

แรงกดดันเต็มพิกัด: ถูกข่มขู่ทั้งตัวและครอบครัว

นอกจากความเสี่ยงทางกฎหมาย พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยังเปิดเผยถึงแรงกดดันหนักที่เขาและคนใกล้ชิดต้องรับภาระ ทั้งการโทรมาข่มขู่จากผู้บังคับบัญชาเก่า ๆ การใช้ IO (Intelligence Operation) โจมตีข้อมูลผ่านจากอินฟลูเอนเซอร์ต่างประเทศ การคุกคามครอบครัว ไปจนถึงการ派人ติดตามเฝ้าบ้านของพยานในคดี

เมื่อวันที่ 5 มกราคม เขามาถึงสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านกรรมการท่านหนึ่งไม่ให้มีส่วนร่วมในสำนวนคดี พร้อมทั้งแจ้งขอรับการ คุ้มครองพยาน อย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่าต้องใช้มาตรการขั้นสูงเพื่อป้องกันอิทธิพลมืดที่กำลังคุกคามชีวิต

กรณีนี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาการใช้ตำแหน่งในทางทุจริตเท่านั้น แต่ยังเปิดคำถามลึกเกี่ยวกับ วัฒนธรรมผูกพันและความกลัวในระบบราชการ ว่าทำไมแม้ข้อเท็จจริงจะถูกเปิดโปง มีข้อมูลชัดเจน ยังมีผู้คนหลายคนเลือกเงียบงัน?

**กรุณาช่วยกันส่งเสริมความกล้าหาญและการพูดความจริง เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในระบบที่มีปัญหา**

ที่มา – ‘พ.ต.อ.ภาคภูมิ’ ยอมรับถูกใช้เป็นเครื่องมือ เปิดปมสินบนทองคำ คือแผนซ้อนแผนหักหลัง 2 ต่อ ฝากถึงเพื่อนร่วมชะตากรรม “ประตูกรงเปิดแล้ว อยู่ที่ใครจะกล้าเดินออกมา”

กทม. ผนึกกำลัง กระทรวงอุตสาหกรรม แถลงยกระดับแผนรับมือ PM2.5 ปี 69 ชูพร้อมเดินหน้ามาตรการเข้มข้น คุมรถ-คุมโรงงาน-เพิ่มพื้นที่สีเขียว

เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมกันแถลงข่าวภายใต้หัวข้อ กทม. ผนึกกำลัง กระทรวงอุตสาหกรรม แถลงยกระดับแผนรับมือ PM2.5 ปี 69 ชูพร้อมเดินหน้ามาตรการเข้มข้น คุมรถ-คุมโรงงาน-เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อประกาศยกระดับมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างครอบคลุม ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งกำเนิดยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงการคุ้มครองสุขภาพประชาชน

กทม. ผนึกกำลัง กระทรวงอุตสาหกรรม แถลงยกระดับแผนรับมือ PM2.5 ปี 69 ชูพร้อมเดินหน้ามาตรการเข้มข้น

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปีนี้ว่า มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในแง่จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและค่าเฉลี่ยความเข้มข้น ซึ่งนับเป็นผลผลิตที่ดีจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

แม้ดีขึ้น ยังต้องเฝ้าระวังตลอดม.ค. – ก.พ.

แม้ว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่เดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ยังถือเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระบบอากาศยังมีแนวโน้มด้านแรงลมและอุณหภูมิที่อาจทำให้ฝุ่นจับตัวแน่นในพื้นที่ ซึ่งจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศเปิดในเวลาต่อมา

“การทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงการบูรณาการที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรม ทำให้เราสามารถกลั่นกรองแหล่งกำเนิดของฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้เป้าหมายสำคัญคือคุณภาพชีวิตที่ดีและอากาศที่สะอาดสำหรับชาวกรุงเทพฯ” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

แผนระยะยาว 4 แกนนำพัฒนา

  • ตัดวงจรฝุ่นข้ามพื้นที่ – ความร่วมมือกับจังหวัดต่าง ๆ ภาคกลางและภาคตะวันออกช่วยลดจุดความร้อนจากการเผาพื้นที่เกษตรลงกว่า 28% ช่วยลดฝุ่นต้นลมที่พัดมาสู่กทม. ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • คุมเข้มยานยนต์ – กทม.ได้ปรับเกณฑ์ค่าควันดำจาก 30% เหลือ 20% ส่งผลให้จำนวนรถที่ถูกตรวจสอบเพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่า โครงการ ‘#ลดฝุ่น’ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนกว่า 1.86 แสนคัน ช่วยลดการปล่อยฝุ่นจากการเดินทางกว่า 9.3% นอกจากนี้ รถยนต์ขนาดเล็กและใหญ่เริ่มต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน ยูโร 6 (Euro 6) อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มกราคม 2569
  • Work From Home ลดมลพิษได้จริง – การประกาศ ‘WFH’ ในช่วงต้นเดือนธันวาคมพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดปริมาณการใช้ถนนเฉลี่ยได้ 8.5% และค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงถึง 58% ภายในเวลาเพียง 2 วัน
  • สร้างกำแพงสีเขียว – การดำเนินการปลูกต้นไม้ล้านต้นมีความก้าวหน้าล้ำเป้า โดยปลูกไปแล้วกว่า 2.3 ล้านต้น โดยเน้นพื้นที่ด้านตะวันออกของเมือง ซึ่งจะเป็น ‘แนวกันชน’ ที่ช่วยดักจับฝุ่น ผูกกับการสร้างสวนต่าง ๆ ที่ห่างกันไม่เกิน 15 นาที ซึ่งขณะนี้มีไปแล้ว 441 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

หนุนโรงงานควบคุมการปล่อยมลพิษ

ทางด้าน ณัฐพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า กระทรวงฯ ได้เร่งพัฒนามาตรการควบคุมห้องสมุดผลิตภัณฑ์ ที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประกาศแนวทางใหม่ในการควบคุมสารเจือปนในอากาศจากโรงงานในเขตกรุงเทพฯ ที่เข้มงวดขึ้น

อีกหนึ่งมาตรการการันตีความโปร่งคือ การบังคับให้โรงงานติดตั้งระบบวัดคุณภาพอากาศจากปล่อง CEMS (Continuous Emission Monitoring Systems) เวลาแบบเรียลไทม์ เพื่อแจ้งผลผ่านระบบสาธารณะภายในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตรวจสอบข้อมูลการปล่อยฝุ่นจากโรงงานแบบ 24 ชั่วโมง ทุกวัน

นอกจากรถโดยสารจากโรงงานแล้วยังรวมถึงมาตรการยุทธศาสตร์ด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV3.5), การบังคับใช้มาตรฐาน Euro 6 กับรถบรรทุกเครื่องยนต์เบนซิน, และส่งเสริมการเผาอ้อยอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วน เพื่อยืนยันว่า แผนนี้ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มุ่งไปที่การฟื้นคืนพลังให้คุณภาพอากาศของไทยระยะยาว

เรื่องของอากาศที่หายใจได้เป็นเรื่องของทุกคน การร่วมมือของรัฐ ภาคเอกชน และพลเมืองเป็นพลังที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในครั้งนี้ ขอให้ทุกคนตระหนักว่าการเลือกที่จะใช้ระบบขนส่งสาธารณะ, เลี่ยงเผาขยะ, และปลูกต้นไม้ไม่ใช่แค่ความดีงาม แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่ออนาคตสุขภาพที่ดีของคนกรุงเทพฯ

ที่มา – กทม. ผนึกกำลัง กระทรวงอุตสาหกรรม แถลงยกระดับแผนรับมือ PM2.5 ปี 69 ชูพร้อมเดินหน้ามาตรการเข้มข้น คุมรถ-คุมโรงงาน-เพิ่มพื้นที่สีเขียว

ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร้องทุกข์กล่าวโทษตำรวจชุดทำคดีสินบนทอง ละเว้นไม่แจ้งข้อหา ‘พ.ต.อ.ภาคภูมิ’ ตั้งข้อสงสัยคลิปหลักฐาน – อำนาจสอบสวน

วันนี้ (6 มกราคม 2569) สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน เป็นเวทีสำคัญเมื่อ สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อยื่นคำร้องกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน 2 ชุด ที่เกี่ยวข้องกับคดีสินบนทอง พร้อมกับเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างชัดเจน

ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร้องทุกข์กล่าวโทษตำรวจชุดทำคดีสินบนทอง ละเว้นไม่แจ้งข้อหา ‘พ.ต.อ.ภาคภูมิ’ ตั้งข้อสงสัยคลิปหลักฐาน – อำนาจสอบสวน

ทนายสัญญาภัชระ ระบุว่าการกล่าวโทษในครั้งนี้เกิดจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งตนเองเข้าร่วมรับฟังการสืบสวนแล้วพบความผิดปกติสำคัญ คือ พนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ผู้ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้นำทองคำมอบให้กรรมการ ป.ป.ช.

“ตามกฎหมาย หากจะใช้บุคคลเป็นพยาน ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีไปก่อน” ทนายสัญญาภัชระ กล่าวเสริม และมองว่าพฤติการณ์ของชุดสอบสวนนี้เข้าข่ายละเมิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สองชุดสอบสวนที่ถูกกล่าวโทษ

  • ชุดพนักงานสืบสวนตามคำสั่ง ตร. ที่ 580/2566 นำโดย พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์
  • ชุดคณะพนักงานสอบสวนตามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ 343/2566 นำโดย พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว

ทนายยังตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของหลักฐานที่เผยต่อสื่อ โดยเฉพาะคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับทองคำ ซึ่งเขาชี้ว่าในคลิปไม่ปรากฏภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่อย่างใด และตั้งคำถามว่ามีการตัดต่อภาพหรือเสียงตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย มาตรา 22 หรือไม่

อีกประเด็นคือมีข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกรรมการ ป.ป.ช. ถูกควบคุมตัวเพื่อให้การ ซึ่งหากเป็นจริงถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.อุ้มหาย อย่างชัดเจน และอาจทำลายความน่าเชื่อถือของคดีอย่างรุนแรง

อำนาจสอบสวนควรอยู่ที่ใคร?

ทนายสัญญาภัชระ ย้ำว่ากรณีนี้ควรอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยตรงตาม พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 61 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง และการให้พนักงานสอบสวนตำรวจดำเนินคดีเองสร้างรังเกียจเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากหลายคนเป็นคู่กรณีเดิมกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

ในตอนท้ายทนายได้ยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนที่ สน.พหลโยธิน จะไปขอยื่นหนังสือคัดค้านต่อ ป.ป.ช. เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความไม่โปร่งใสและความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรม มันเปิดกว้างต่อการตีความและ istedi็นท์หลายมุม การขอความเป็นธรรมในครั้งนี้จึงเป็นเพราะไม่เพียงแค่ตัวบุคคล แต่เพื่อคุ้มครองกระบวนการยุติธรรมของสังคมด้วย

อย่าลืมติดตามประเด็นนี้ต่อเนื่อง เพราะความจริงย่อมต้องปรากฏ

ที่มา – ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร้องทุกข์กล่าวโทษตำรวจชุดทำคดีสินบนทอง ละเว้นไม่แจ้งข้อหา ‘พ.ต.อ.ภาคภูมิ’ ตั้งข้อสงสัยคลิปหลักฐาน – อำนาจสอบสวน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มั่นใจหลักฐานมัดตัวการใหญ่คดีสินบนทองคำ เผยปม พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยอมเป็นพยานเพราะห่วงศักดิ์ศรีบิดา

วันนี้ (6 มกราคม 2026) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือรอง ผบช.ก. ได้ให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อหาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ให้สินบนทองคำแก่กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งคดีนี้มีความซับซ้อนและดึงดูดความสนใจของสาธารณชนจำนวนมาก

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มั่นใจหลักฐานมัดตัวการใหญ่คดีสินบนทองคำ

ในการเปิดเผยครั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ย้ำว่า การดำเนินคดีเป็นไปโดยไม่มีเจตนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือการกลั่นแกล้ง แต่เน้นไปที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มั่นใจหลักฐานมัดตัวการใหญ่คดีสินบนทองคำ โดยใช้พยานหลักฐานจริงและข้อเท็จจริงในการพิสูจน์ทุกขั้นตอน

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังได้รวบรวมหลักฐานใหม่ๆ ที่เสริมความน่าเชื่อถือ เช่น การจำลองเหตุการณ์ที่ใช้รถยนต์รุ่นเดียวกันกับที่เกิดเหตุจริง โดยมี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย เป็นผู้ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งเรื่องระยะการมองเห็นและรายละเอียดอื่นๆ และมีคลิปวิดีโอเป็นการยืนยัน

ปมพยานรับสภาพด้วยความหนักใจเพราะห่วงศักดิ์ศรีบิดา

สิ่งที่น่าสนใจคือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยสาเหตุที่ทำให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ตัดสินใจ “เปิดประตู” ออกมาเป็นพยาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่องศักดิ์ศรีของครอบครัว โดยเฉพาะความเสียใจของบิดา ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ต้องเสียใจจนเปรยเรื่องการฆ่าตัวตายจากความกดดันและความเสื่อมเสียภาพลักษณ์

“.เขากระตุกหูกระตุกตาผมจนมองข้ามสิ่งผิดพลาดขององค์กรไปแล้ว คืนนี้เขาสารภาพกับตัวเองว่าต้องใช้ชีวิตเพื่อต่อสู้กับความผิด ผมก็รู้สึกสะเทือนใจ และเริ่มเข้าใจเหตุผลที่เขาเปิดใจ

คดีสร้างคลื่นกระทบภาพลักษณ์ตำรวจ

ที่ผ่านมาคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่เผยให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งกระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามกับธรรมนิยมภายในองค์กรตำรวจ ทั้งในเรื่องของสิทธิบัตรเจ้าหน้าที่ การสนับสนุนและปกป้องสมาชิก และบทบาทของผู้บังคับบัญชาที่ควรรับผิดชอบมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเปิดเผยว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีพฤติกรรมที่รุนแรงกับลูกน้อง ทั้งการถือเสื้อขูดกับข้างรถ หรือทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้มีใบรับรองแพทย์ชัดเจน ซึ่งเป็นปัญหาที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง

ขณะนี้สำนวนคดียังอยู่ในมือของ ป.ป.ช. ซึ่งพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด หากมีความผิดก็จะแจ้งข้อกล่าวหาทันที โดยไม่มีการกลั่นแกล้งหรือช่วยเหลือใคร

ในที่สุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ทิ้งท้ายว่า เขาเชื่อว่าด้วยความชัดเจนของหลักฐาน ผู้ถูกกล่าวหาอาจเลือกหนีออกจากประเทศในอนาคต แต่ตนยืนยันอย่างมั่นใจว่า “แม้เคยเป็นพี่น้องสนิท แต่ถ้าทำผิดกฎหมายต้องยอมรับผลตามกฎหมาย”

ในยุคที่ประชาชนต้องการความโปร่งใส คดีประเภทนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคนในเบื้องต้น แต่เป็นเสียงสะท้อนของสังคมที่เรียกร้องให้มีระบบยุติธรรมที่ยุต्यธรรมและมีจริยธรรม ดังนั้นการปฏิรูป และการบริหารภายในหน่วยงานความมั่นคงจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อเคารพความเชื่อมั่นของประชาชนที่วางไว้ไว้เสมอ

อย่าลืมติดตามข่าวคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับความยุติธรรมไม่มีทางเลือก หากเราเงียบเสียงจะกลายเป็นภาคีของความไม่ถูกต้อง

ที่มา – พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มั่นใจหลักฐานมัดตัวการใหญ่คดีสินบนทองคำ เผยปม พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยอมเป็นพยานเพราะห่วงศักดิ์ศรีบิดา

ตำรวจไล่ไทมไลน์ เปิดคลิปภาพ-เสียง ใบเสร็จทอง พฤติกรรมคดีสินบนทองคำโยงอดีตรองผบ.ตร. ยืนยันไม่มีตัดต่อใส่ความ ขอศาลโซเชียลอย่าตัดสิน

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการบช.ก. และ พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ร่วมแถลงข่าวคดีสินบนทองคำที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ประเด็นคดีมีต้นเนื่องจากการที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งการให้ สามารถ ส่งมอบทองคำ จำนวน 2 กล่อง น้ำหนักรวม 246 บาท ให้กับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย เพื่อไปส่งต่อให้ กก.ป.ป.ช. โดยมีเป้าหมายเพื่อ “จูงใจ” ให้มีการตัดสินไม่ชี้มูลความผิดในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาในแง่ทั้งวินัยและการถูกกล่าวหาอาญา

ตำรวจไล่ไทมไลน์ เปิดคลิปภาพ-เสียง ใบเสร็จทอง พฤติกรรมคดีสินบนทองคำโยงอดีตรองผบ.ตร.

วันที่ 1 กันยายน พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้นำทองคำไปส่งมอบกับ สุรสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวของคุณ เอกวิทย์ กุลศรี กรรมการ ป.ป.ช. ณ ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า มีพยานที่ยืนยันการรับทองของกรรมการ เอกวิทย์ นั่งในรถประจำตำแหน่งขณะเกิดเหตุ

ภายหลังจากการรับทอง เอกวิทย์ ได้ขยับการสอบสวนให้ดำเนินไปอย่างเร่งด่วน จนกระทั่งทำให้มีการ มติไม่ชี้มูลความผิด ต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

พนักงานสอบสวนบุกค้นและรวบรวมหลักฐานที่สำคัญ รวมถึง ใบเสร็จรับทองกว่า 70 ใบ และพบทองคำอีก 120 บาท ในห้องทำงานของผู้ต้องหารายหนึ่ง โดยมีการตรวจสอบว่าเป็นทองรางเดียวกันหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ

สำหรับสถานะของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พนักงานสอบสวนจัดว่าอยู่ในฐานะเป็นผู้กล่าวโทษและพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา เนื่องจากการกระทำเกิดขึ้นตามคำสั่งและภายใต้ความจำยอมของผู้รับผิดชอบ เป็นคำสั่งจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล โดยไม่มีความล่วงเกินหรือความแค้นส่วนตัว

หลักฐานจากคลิปภาพและเสียงสำคัญ

สำคัญที่สุดคือเจ้าหน้าที่เปิดเผยวิดีโอและคลิปเสียงสนทนาที่ระบุถึงรายละเอียดของการจัดการสินบน โดยมีภาพการส่งทองจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ ไปยังเจ้าหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. และยืนยันไม่มีการตัดต่อ หรือดัดแปลงใดๆ

เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม ทางตำรวจยืนยันว่าได้ทำงานอย่างรอบคอบ เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกตรวจสอบข้อมูล พร้อมกันนั้น ตำรวจยืนยันว่าไม่กังวลต่อข้อกล่าวหาหรือการฟ้องร้องกลับ เพราะถือว่าหน้าที่ของตนคือการ สืบสวนเพื่อความเป็นธรรม และทุกผลย่อมต้องพิจารณาโดยศาลเท่านั้น

  • เอกวิทย์: เจ้าพนักงานรับทรัพย์สินโดยมิชอบ
  • สุรสิทธิ์: สนับสนุนเจ้าพนักงานรับทรัพย์สิน
  • พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และผู้ร่วมขบวนการอีก 4 ราย: ร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าหน้าที่เพื่อจูงใจ

ข่าวคดีนี้สะท้อนให้เห็นภาพใหญ่ของรัฐธรรมนูญที่มีพลวัต และการท้าทายระบบคุณธรรมในวงการบังคับใช้กฎหมาย การติดตามรายละเอียดคดีนี้อาจช่วยให้สังคมเข้าใจความซับซ้อนของอำนาจและบทบาทของ กก.ป.ป.ช./คณะกรรมการ ป.ป.ช. มากยิ่งขึ้น

ใครสนใจข่าวคดีดังกล่าว สามารถติดตามและเตรียมใจรับข้อมูลเพิ่มเติมจากทั้งด้านกฎหมายและจริยธรรมทางราชการได้ต่อ อย่าลืมติดตามแนวโน้มต่อเนื่องที่อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การทำงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในไทย

ติดตามข่าวเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้ที่ ที่มา

Hyundai แย่งซีน Tesla เรื่องโรงงานหุ่นยนต์?

Hyundai ไม่ได้อ้างว่าหุ่นยนต์จะครองโลก หรือช่วยมนุษยชาติ แต่ในวันจันทร์ที่งาน CES ที่ผ่านมา พวกเขาอาจทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนใน Elon Musk และ Tesla ก็เป็นได้

Hyundai ผลิตรถยนต์ได้มากกว่า Tesla มาก ในช่วงสามปีที่ผ่านมา Hyundai ขายรถยนต์ได้ประมาณ 7 ล้านคันต่อปีทั่วโลก ในขณะที่ Tesla ขายได้ราวๆ 1.8 ล้านคันต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้ Tesla เป็นที่รักของ Wall Street ไม่ใช่ปริมาณการผลิตในปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องราวทางธุรกิจที่ทำให้นักลงทุนต้องการซื้อหุ้นด้วยความคาดหวังว่าจะได้กำไรมหาศาล เรื่องราวนั้นส่วนหนึ่งมาจากคำสัญญาของ Elon Musk เกี่ยวกับอนาคตของรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งเขาอ้างว่า Tesla จะเอาชนะ Waymo ได้อย่างราบคาบ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือคำกล่าวอ้างของ Musk ที่ว่าหุ่นยนต์ Optimus ของเขามีประสิทธิภาพมากจนอาจ ยุติความยากจน กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดตลอดกาล” และสร้างรายได้ “ไม่จำกัด”

แต่หุ่นยนต์ของ Tesla ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก Elon Musk เคยกล่าวเมื่อไม่ถึงห้าปีที่แล้วว่าจะเปิดตัวหุ่นยนต์ต้นแบบ แต่กลับกลายเป็นคนใส่ชุดไลคร่า และ ทั้งหมดเป็นเรื่องตลกปลอมๆ ที่น่าอึดอัด

ในทางตรงกันข้าม Hyundai เป็นเจ้าของ Boston Dynamics บริษัทที่มีอายุสามทศวรรษ และเป็นผู้บุกเบิกหุ่นยนต์สี่ขาที่น่าขนลุก และหุ่นยนต์ สองขา ที่เคยเป็นไวรัลและทำให้ผู้คนพูดตลกซ้ำๆ ว่า “กำจัดมันด้วยไฟ” Boston Dynamics เขียนหนังสือเกี่ยวกับหุ่นยนต์ในยุคปัจจุบันอย่างแน่นอน

ลองชม Zachary Jackowski หัวหน้าโครงการ Atlas ที่ Boston Dynamics โปรโมทหุ่นยนต์ของเขา โดยคำนึงถึงว่าคู่แข่งของเขาคือ Elon Musk:

เขาอ้างว่าในขณะที่สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่นั้นเป็นเพียงหุ่นยนต์ต้นแบบเพื่อการวิจัย บริษัทของเขากำลัง “ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ Atlas จริง” และมันจะเป็น “หุ่นยนต์ที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดเท่าที่เราเคยสร้างมา” เขาอ้างว่ามันจะกันน้ำได้ และสามารถทนต่ออุณหภูมิได้ต่ำถึง -4 องศาฟาเรนไฮต์ และสูงถึง 104 องศาฟาเรนไฮต์

Jackowski อ้างว่า Boston Dynamics และ Hyundai กำลังรวบรวม “ชุดข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกเพื่อฝึกทักษะหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในการผลิต” และฝั่งรถยนต์ของบริษัทจะใช้และผลิตสิ่งเหล่านี้ใน “โรงงานหุ่นยนต์แห่งใหม่ที่สามารถผลิตหุ่นยนต์ Atlas ได้ 30,000 ตัวต่อปี”

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการโฆษณาเกินจริง ยังไม่มีทางรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการปลอบประโลมนักลงทุนและคณะกรรมการบริหารที่กระตือรือร้นที่จะลดต้นทุนแรงงาน และอะไรคือสิ่งที่ต้องการดึงดูดความสนใจของธุรกิจที่กำลังคิดจะมาเป็นลูกค้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

ในขณะเดียวกัน Elon Musk จะได้รับค่าตอบแทนมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ก็ต่อเมื่อเขา ติดตั้งหุ่นยนต์ Optimus 1 ล้านตัว ดังนั้นจึงค่อนข้างชัดเจนว่าอะไรเป็นแรงจูงใจของเขา อย่างไรก็ตาม เขาได้เลื่อนวันเริ่มต้นสำหรับหุ่นยนต์ Optimus ซึ่งย้อนกลับไปในปี 2024 ควรจะทำงานในโรงงาน Tesla ในปี 2025 และวางจำหน่ายให้บริษัทอื่นๆ ในปี 2026 แต่คำกล่าวอ้างของ Musk เกี่ยวกับแอปพลิเคชันสำหรับหุ่นยนต์ของเขายังคงขยายออกไป ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เขา เปรียบเทียบ หุ่นยนต์ Optimus กับการมี “C-3PO/R2-D2 ส่วนตัว”

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความวิเคราะห์นี้ Tesla อาจไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นใจ แต่ Hyundai ก็ไม่ควรเช่นกัน มันคือ Chaebol ซึ่งหมายถึงหนึ่งใน บริษัทขนาดใหญ่ที่อื้อฉาวและมีความสัมพันธ์ที่น่ากังวลกับรัฐบาลของประเทศนั้น เมื่อพูดถึงการสร้างกองทัพหุ่นยนต์ที่มีศักยภาพในการบดขยี้อำนาจแรงงานและสร้างรายได้ “ไม่จำกัด” คำถามคือคุณควรสนับสนุนบริษัทอย่าง Tesla หรือบริษัทอย่าง Hyundai หรือไม่? มันคือ เรื่องราวที่แปลกประหลาดของบริษัทไหนที่คุณคิดว่าน่าเชื่อถือมากกว่ากัน?

Hyundai อาจแย่งซีน Tesla เรื่องโรงงานหุ่นยนต์

Hyundai อาจแย่งซีน Tesla เรื่องโรงงานหุ่นยนต์ ทำให้เกิดคำถามว่าใครจะเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

ความท้าทายของ Tesla ในการสร้างโรงงานหุ่นยนต์

ความสำเร็จของ Hyundai ในการสร้างความน่าเชื่อถือในด้านหุ่นยนต์ ทำให้ Hyundai อาจแย่งซีน Tesla เรื่องโรงงานหุ่นยนต์ ได้อย่างน่าสนใจ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ Tesla เผชิญในการทำให้วิสัยทัศน์ของ Optimus เป็นจริง

Hyundai กำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็วในการพัฒนาหุ่นยนต์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของ Hyundai อาจแย่งซีน Tesla เรื่องโรงงานหุ่นยนต์ ในอนาคตอันใกล้

การแข่งขันในตลาดหุ่นยนต์กำลังร้อนระอุ และการที่ Hyundai ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรม Hyundai อาจแย่งซีน Tesla เรื่องโรงงานหุ่นยนต์

ที่มา – Hyundai and Boston Dynamics May Have Just Stolen the Robot Factory Narrative Away from Tesla

นายกฯ แถลงจี้กัมพูชาแจงข้อเท็จจริง ปมอ้างอุบัติเหตุระเบิดเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 นาย ยันพร้อมตอบโต้ทั้งการทูต-กองทัพ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากมีรายงานว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดบริเวณเนิน 469 ใกล้พรมแดน อันเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมเตรียมการตอบโต้ทั้งทางการทูตและทางทหาร ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว และชี้แจงแนวทางการดำเนินการของรัฐบาลอย่างรอบด้าน

นายกฯ แถลงจี้กัมพูชาแจงข้อเท็จจริง

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เกิดเหตุ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลง Joint Statement ที่ลงนามร่วมกับกัมพูชามายาวนาน อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนเบื้องต้น พบว่ากัมพูชาอ้างว่าเป็นความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุจากฝ่ายตน ซึ่งรัฐบาลไทยต้องการให้ฝ่ายกัมพูชาให้รายละเอียดชัดเจนว่าจะรับผิดชอบอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศได้ออกหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อเรียกร้องให้มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ และรัฐบาลไทยยืนยันว่าจะพิจารณาทุกทางเลือก ทั้งทางการทูตและทางทหาร หากจำเป็นและเหมาะสม

การเตรียมพร้อมของไทยอยู่ในทุกด้าน

พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กองทัพไทยได้ตรวจสอบสถานการณ์ทันทีหลังเกิดเหตุ และทำการประท้วงทางทหารต่อฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชาแล้วตามขั้นตอนที่เหมาะสม โดยระบุว่าแม้ลูกกระสุนที่ตกในดินแดนไทยจะไม่ได้เปิดฉากการยิงตอบโต้ทันที แต่กองทัพพร้อมจะพิจารณาใช้มาตรการตอบโต้ในทุกรูปแบบหากจำเป็น

  • ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์จากหน่วยลาดตระเวนชายแดน
  • ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสม
  • ประท้วงทางทหารต่อฝ่ายกัมพูชาเพื่อเรียกร้องความชัดเจน
  • เตรียมแผนตอบโต้ทั้งทางการทูตและทางทหารไว้พร้อมใช้งาน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นเพียงการแจ้งข่าวเบื้องต้นเท่านั้น ประเทศไทยจะเดินหน้าติดตามสถานการณ์อย่างละเอียด และหากถึงจุดที่ต้องมีการตอบโต้อย่างจริงจัง รัฐบาลจะดำเนินการอย่างมีเป้าหมายและเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและทหารไทยเป็นอันดับหนึ่ง

ชาวบ้านยังปลอดภัย แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างนี้ รัฐบาลยังไม่ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน evacuate (อพยพ) อย่างไรก็ตาม หน่วยงานท้องถิ่นได้ถูกกำชับให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และพร้อมประสานความช่วยเหลือหากมีความจำเป็น กระทรวงมหาดไทยได้จัดเจ้าหน้าที่วงในติดต่อกับชุมชนบริเวณชายแดนเพื่อให้ความมั่นใจว่าการดำเนินชีวิตประจำวันของชาวบ้านยังเป็นไปอย่างปกติ

อย่างไรก็ตาม การยุติความขัดแย้งนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายกัมพูชาที่ต้องชี้แจงสถานการณ์อย่างชัดเจนและยอมรับความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้

สุดท้ายนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้เป็นการเตือนความจำอีกครั้งว่าความสงบสุขมิใช่เรื่องที่มั่นคงตลอดกาล ทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลงร่วมกันเพื่อรักษาความมั่นคงบนพรมแดน ขอให้ทั้งสองประเทศหาทางออกร่วมกันอย่างชาญฉลาดและมีสติ เพื่อรักษาความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่

หากคุณเป็นผู้ติดตามประเด็นการเมืองหรือความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าพลาดการติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และช่วยกันเดินหน้าเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นกลาง สร้างความเข้าใจรอบด้านในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้

ที่มา – นายกฯ แถลงจี้กัมพูชาแจงข้อเท็จจริง ปมอ้างอุบัติเหตุระเบิดเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 นาย ยันพร้อมตอบโต้ทั้งการทูต-กองทัพ

รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน ย้ำการเดินรถราบรื่น ปลอดภัย ไร้ผู้โดยสารตกค้าง

ตามรายงานล่าสุดจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวานนี้ (5 มกราคม 2569) ทรงศักดิ์ อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟฯ รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา (ระหว่าง 26 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569) รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างมาก

ทั้งนี้ การรถไฟฯ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุมและปลอดภัย โดยมีการจัดขบวนรถเฉลี่ยวันละ 210 ขบวน รวมถึงการเพิ่มตู้โดยสารและจัดขบวนรถเสริมพิเศษในเส้นทางที่มีความต้องการสูง เช่น สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ ทำให้การเดินรถเป็นไปอย่างราบรื่น และไม่มีรายงานผู้โดยสารตกค้าง

รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน

ยอดรวมผู้โดยสารรถไฟทั่วประเทศในช่วงเทศกาลปีใหม่รวมเป็นจำนวน 948,416 คน โดยแบ่งตามประเภทขบวนรถและทิศทางการเดินทางดังนี้:

  • ขบวนรถปกติ: 931,745 คน
  • ขบวนรถเสริมพิเศษ: 16,671 คน
  • ผู้โดยสารขาเข้า: 470,189 คน
  • ผู้โดยสารขาออก: 478,227 คน

เมื่อวิเคราะห์ตามเส้นทางที่มีความหนาแน่นสูงสุด พบว่า เส้นทางสายใต้ เป็นสายที่มีผู้โดยสารมากที่สุด โดยมียอดโดยสารรวม 310,293 คน รองลงมาคือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ 251,228 คน และ สายเหนือ 181,265 คน

ความปลอดภัยเป็นอันดับแรก

ท่านรองผู้ว่าการฯ ย้ำว่า ความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญของการเดินรถ โดยมีการตรวจสอบสภาพรถจักร ตู้โดยสาร และทีมงานอย่างละเอียดก่อนเดินรถ นอกจากนี้ยังมีการจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดสำคัญและมีศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

“การรถไฟแห่งประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพและดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่ เพื่อให้การเดินทางของทุกคนสะดวก ปลอดภัย และไม่มีกังวล”

ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและความพร้อมอย่างครอบคลุม รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน ภายใต้บรรยากาศของการเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัย เป็นสัญญาณที่ดีของระบบขนส่งสาธารณะในประเทศไทยที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลหรือแจ้งเหตุด่วนได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์โทร. 1690 หรือติดตามข่าวสารได้ทางเพจ Facebook: ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้เดินทางในเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา พวกเรายินดีที่จะฟังประสบการณ์ของคุณผ่านคอมเมนต์ใต้โพสต์ อย่าลืมแชร์และช่วยกระจายข่าวดี ๆ แบบนี้ให้เพื่อน ๆ ได้รับรู้ด้วยนะคะ!

ที่มา – รฟท. เผยยอดผู้โดยสารรถไฟช่วงปีใหม่ 2569 ทะลุ 9.4 แสนคน ย้ำการเดินรถราบรื่น ปลอดภัย ไร้ผู้โดยสารตกค้าง

Qualcomm โชว์แผนที่ AI พัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ในงาน CES ที่ผ่านมา Qualcomm ได้นำเสนอระบบแผนที่ AI ที่จะช่วยยกระดับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น โดยระบบนี้จะทำงานร่วมกับ Snapdragon Ride Pilot ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือการขับขี่ของ Qualcomm เอง

ถึงแม้ว่าระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติในเมืองและบนทางหลวงจะเป็นที่น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ฟีเจอร์เพิ่มเติมอย่างแผนที่ AI พัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัตินี้กลับได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีเป้าหมายที่จะสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น

(หมายเหตุ: Qualcomm เป็นผู้สนับสนุนการเดินทาง ที่พัก และอาหารในการเดินทางไปงาน CES ของฉัน แต่ไม่มีค่าตอบแทนอื่น ๆ และ Qualcomm ไม่มีส่วนร่วมในการแก้ไขหรือมีอิทธิพลต่อเนื้อหาของฉัน)

Qualcomm ได้แสดงให้เห็นว่าแผนที่ AI พัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่สร้างโดย HERE Technologies สามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อทำงานร่วมกับ Snapdragon Ride Pilot ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 2+ ทาง Qualcomm กล่าวว่าแผนที่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นและปลอดภัย ทั้งในขณะที่ผู้ขับขี่ที่เป็นมนุษย์และคอมพิวเตอร์กำลังควบคุมรถ

HERE กล่าวว่าแผนที่ของพวกเขาสร้าง “e-horizon” ที่คาดการณ์ถนนที่อยู่ไกลเกินกว่าที่รถจะมองเห็นได้ นอกจากนี้ยังมีมุมมองของภูมิประเทศถนนแบบเลนต่อเลน ซึ่งช่วยให้การเปลี่ยนเลนทำได้ดีขึ้น

แม้ว่า Qualcomm จะไม่ได้เข้ามาแข่งขันในตลาด robotaxi แต่ก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังยานยนต์หลายคันบนท้องถนนด้วยชิป Snapdragon

Qualcomm ให้บริการด้านข้อมูลและความบันเทิง การเชื่อมต่อในรถยนต์ จอแสดงผลบนแดชบอร์ด ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และฟีเจอร์ขั้นสูงอื่น ๆ ในรถยนต์จากผู้ผลิตเช่น BMW, General Motors และ Ford ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจ Snapdragon Digital Chassis HERE เป็นหนึ่งในintegrationsมากมายที่สามารถทำงานร่วมกับ Snapdragon Ride Pilot ของ Qualcomm ได้

HERE กล่าวว่าแผนที่การขับขี่ขั้นสูงของบริษัทฯ สามารถใช้งานได้ใน 60 ประเทศแล้ว และมีแผนที่จะขยายไปยัง 100 ประเทศภายในปีนี้

แผนที่ AI พัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

แผนที่ AI พัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัตินี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนารถยนต์แห่งอนาคต เพราะช่วยให้รถยนต์สามารถรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างแม่นยำและวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของแผนที่ AI พัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

  • เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
  • ช่วยให้การขับขี่ราบรื่นยิ่งขึ้น
  • ประหยัดพลังงาน
  • ลดการปล่อยมลพิษ

แผนที่ AI พัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนารถยนต์แห่งอนาคต และมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางของเราไปอย่างสิ้นเชิง การผสานรวมเทคโนโลยี AI เข้ากับแผนที่นำทางจะช่วยให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การลดอุบัติเหตุ ลดการปล่อยมลพิษ และสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งานทุกคน

ที่มา – Qualcomm Shows Off AI-Powered Maps, a New Feature to Level Up Self-Driving Cars