พ.ต.อ.ภาคภูมิเปิดโปง ‘สินบนทองคำ’ คือแผนซ้อนแผนหักหลัง 2 ต่อ
กรณีคดี “สินบนทองคำ” ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการความมั่นคงและทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในระบบราชการ โดยวันนี้ (6 มกราคม 2569) พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานใกล้ชิดของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้ออกมาเปิดใจให้สัมภาษณ์หลังจากให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ไปแล้ว
พ.ต.อ.ภาคภูมิเร่งลั่น ‘สินบนทองคำ’ คือแผนซ้อนแผนหักหลัง 2 ต่อ
พ.ต.อ.ภาคภูมิ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เขาต้องเป็นผู้นำทองคำไปมอบให้กรรมการ ป.ป.ช. นั้น เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2567 โดยได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา แต่เขามีข้อสงสัยทันทีว่าเหตุใดถึงต้องมอบผ่านคนกลาง และทำไมถึงต้องให้เขาบันทึกภาพไว้ด้วย ด้วยความระมัดระวัง เขาจึงตัดสินใจเก็บรักษาหลักฐานไว้ ซึ่งในภายหลังกลายเป็นข้อมูลชิ้นสำคัญ
“เมื่อไปถึงจุดนัดหมาย ทันทีที่ผมเดินไปถึงรถเป้าหมาย กระจกรถก็ลดลงทันทีโดยไม่ต้องเคาะเรียก ผมยกมือไหว้และส่งกระเป๋าให้โดยไม่มีการพูดคุย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้องมีการนัดหมายกันมาก่อนหน้านี้ระหว่างเจ้าของทองกับผู้รับ” พ.ต.อ.ภาคภูมิ เล่าด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
เขาวิเคราะห์ว่ากรณีนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างสถานการณ์แบบ “หักหลัง 2 ต่อ” โดย สินบนทองคำ ถูกใช้เป็นชิ้นส่วนของดักให้กับทั้งฝ่ายที่เป็นผู้รับ (กรรมการ ป.ป.ช.) และฝ่ายที่เป็นผู้ส่ง (ตัวเอง) เพื่อสร้างความอับอาย พร้อมทั้งใช้ข่มขู่ภายหลัง หากมีผู้ออกมาเปิดเผยความจริง
“ทุกคนติดกรงของตัวเอง” ใครจะเป็นฝ่ายเปิดทางให้กับความเป็นธรรม?
พ.ต.อ.ภาคภูมิ ระบุด้วยความเสียใจว่า เจ้าหน้าที่จำนวนมากในระบบอยู่ในฐานะ “ติดกรง” โดยบางรายถูกกรงของความกลัว บางคนจมอยู่กับอิทธิคุณ ทำให้ไม่กล้ากล่าวความจริง “วันนี้ผมได้เปิดประตูกรงให้กับทุกคนแล้ว ที่เหลือคือเรื่องของใครจะกล้าก้าวออกมาหรือไม่” คำพูดนี้ถือเป็นการฝากข้อความถึงกลุ่มผู้ที่มีข้อมูลสำคัญแต่ยังนิ่งเงียบ
เขาย้ำว่า ไม่เคยตั้งใจจะเรียกร้องสิทธิคืนตำแหน่งหรือการกลับเข้าสู่ระบบราชการ “เพราะรู้สึกอิ่มตัวและสูญเสียศรัทธาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ที่ทำในวันนี้เพื่อเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” มากกว่า
แรงกดดันเต็มพิกัด: ถูกข่มขู่ทั้งตัวและครอบครัว
นอกจากความเสี่ยงทางกฎหมาย พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยังเปิดเผยถึงแรงกดดันหนักที่เขาและคนใกล้ชิดต้องรับภาระ ทั้งการโทรมาข่มขู่จากผู้บังคับบัญชาเก่า ๆ การใช้ IO (Intelligence Operation) โจมตีข้อมูลผ่านจากอินฟลูเอนเซอร์ต่างประเทศ การคุกคามครอบครัว ไปจนถึงการ派人ติดตามเฝ้าบ้านของพยานในคดี
เมื่อวันที่ 5 มกราคม เขามาถึงสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านกรรมการท่านหนึ่งไม่ให้มีส่วนร่วมในสำนวนคดี พร้อมทั้งแจ้งขอรับการ คุ้มครองพยาน อย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่าต้องใช้มาตรการขั้นสูงเพื่อป้องกันอิทธิพลมืดที่กำลังคุกคามชีวิต
กรณีนี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาการใช้ตำแหน่งในทางทุจริตเท่านั้น แต่ยังเปิดคำถามลึกเกี่ยวกับ วัฒนธรรมผูกพันและความกลัวในระบบราชการ ว่าทำไมแม้ข้อเท็จจริงจะถูกเปิดโปง มีข้อมูลชัดเจน ยังมีผู้คนหลายคนเลือกเงียบงัน?
**กรุณาช่วยกันส่งเสริมความกล้าหาญและการพูดความจริง เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในระบบที่มีปัญหา**