ผู้เขียน: lalika69_admin

Signal Ring แหวนวัดความดันโลหิต สุดล้ำจาก Vital Signals

เชื่อไหมครับว่าตอนนี้เราสามารถตรวจสอบสุขภาพหัวใจได้ง่ายๆ เพียงแค่สวมแหวน! Signal Ring แหวนวัดความดันโลหิต รุ่นใหม่ล่าสุดจากบริษัท Vital Signals กำลังกลายเป็นTalk of the town ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมการเช็กสุขภาพของคนทั่วโลก ที่ผ่านมาการวัดความดันมักยุ่งยากเพราะต้องพึ่งพาเครื่องวัดแบบสายรัดต้นแขน แต่เทคโนโลยีใหม่นี้พร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นเรื่องง่าย

Signal Ring แหวนวัดความดันโลหิต อุปกรณ์ล้ำสมัยเพื่อสุขภาพ

ด้วยดีไซน์ภายนอกที่เป็นไทเทเนียมและบุเรซินด้านใน Signal Ring แหวนวัดความดันโลหิต ตัวนี้ไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับ แต่เป็นอุปกรณ์การแพทย์ขนาดจิ๋วที่ใส่เซนเซอร์ระดับสูงไว้ภายใน แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 5 วันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และที่สำคัญคือไม่ต้องวุ่นวายกับการคาลิเบรต (Calibration) เหมือนกับสมาร์ทวอทช์แบรนด์อื่นในท้องตลาดเลยครับ

ทำไม Signal Ring ถึงน่าจับตามองในตลาดปัจจุบัน?

ความโดดเด่นของ Signal Ring แหวนวัดความดันโลหิต คือความสามารถในการตรวจวัดความดันโลหิตแบบเรียลไทม์ผ่านการอ่านค่าการไหลเวียนเลือดที่รวดเร็วกว่าเซนเซอร์ทั่วไปถึง 4-5 เท่า ซึ่งทางผู้ผลิตเคลมว่ามันสามารถจับชีพจรและคลื่นหัวใจได้อย่างละเอียดแม่นยำ โดยวิเคราะห์ข้อมูลผ่านอัลกอริทึมบนระบบคลาวด์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับเครื่องวัดมาตรฐาน

  • ไม่ต้องคาลิเบรต: คุณไม่ต้องเสียเวลาปรับจูนเครื่องกับสายรัดต้นแขนก่อนใช้งานจริง
  • ดีไซน์สวยงาม: ดูคล้ายแหวนสมาร์ทริงทั่วไป สวมใส่ได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกอึดอัด
  • ใช้งานง่าย: มีแอปพลิเคชันคอยแนะนำท่าทางและการหายใจเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุด
  • ไม่ต้องมีสมาชิก: ผู้ใช้งานซื้อขาดอุปกรณ์ ไม่ต้องเสียรายเดือนรายปี

แม้ว่าก่อนหน้านี้สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (AHA) จะยังคงแนะนำให้ระมัดระวังการใช้เครื่องวัดแบบไร้สายรัด (cuffless) สำหรับการวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่ทาง Vital Signals ก็มีความมั่นใจสูงมาก โดยเตรียมเดินหน้าพัฒนารุ่นระดับทางการแพทย์ (Medical-grade) ออกมาในอนาคต

สำหรับใครที่สนใจ ทางบริษัทเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้วในราคา 399 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 14,xxx บาท) โดยจะได้รับชุดวัดไซส์แหวนเพื่อความพอดีก่อนจัดส่งจริงในช่วงเดือนตุลาคมนี้ครับ ส่วนตัวผมคิดว่าหากเทคโนโลยีนี้ทำได้แม่นยำจริงตามที่โฆษณาไว้ มันจะเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมพลิกโลกที่ช่วยให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอย่างมหาศาลเลยทีเดียว อย่าลืมติดตามอัปเดตจากทางเรากันต่อไปนะครับว่าผลตอบรับจากผู้ใช้จริงจะเป็นอย่างไร

ที่มา – Vital Signals’ New Ring Brings Blood Pressure Monitoring to Your Finger

บช.น. จับแก๊งเวียดนาม ยัดไอซ์ 2 กิโลฯ ซุกมะขามเปียก จ้างคนไทยหิ้วบินตรงญี่ปุ่น ขยายผลล่าตัวการใหญ่ฮานอย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวเตือนภัยสังคมที่น่าสนใจและอยากนำมาแชร์ให้ทุกคนระวังตัวกันให้ดีครับ เมื่อไม่นานมานี้ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ออกมาแถลงผลการจับกุมคดีสำคัญที่สะเทือนวงการขนส่งสินค้าข้ามชาติ นั่นคือกรณี บช.น. จับแก๊งเวียดนาม ยัดไอซ์ 2 กิโลฯ ซุกมะขามเปียก จ้างคนไทยหิ้วบินตรงญี่ปุ่น ขยายผลล่าตัวการใหญ่ฮานอย ซึ่งพฤติการณ์ของขบวนการนี้ถือว่าแนบเนียนและน่ากลัวมากครับ

เบื้องลึกกระบวนการ บช.น. จับแก๊งเวียดนาม ยัดไอซ์ 2 กิโลฯ ซุกมะขามเปียก จ้างคนไทยหิ้วบินตรงญี่ปุ่น ขยายผลล่าตัวการใหญ่ฮานอย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อมีพลเมืองดีซึ่งรับจ้างหิ้วของไปต่างประเทศเกิดความสงสัยในกระปุกมะขามเปียกที่มีน้ำหนักผิดปกติ จึงได้นำมาส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางยี่ขัน ตรวจสอบ ผลปรากฏว่านั่นคือยาไอซ์น้ำหนักกว่า 2 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนมาอย่างแยบยลภายในอาหารสำเร็จรูปครับ

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า ขบวนการนี้ไม่ใช่กลุ่มชาวไทยทำกันเอง แต่เป็นขบวนการชาวเวียดนามที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยมีตัวการใหญ่สั่งการมาจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กอวตาร และใช้วิธีจ้างวานไรเดอร์ให้นำสินค้าไปส่งต่อให้คนไทยที่รับจ้างหิ้วของไปต่างประเทศ เพื่อเป็นการตัดช่องทางไม่ให้เจ้าหน้าที่สืบสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้โดยง่าย

บทเรียนเตือนใจจากเหตุการณ์ บช.น. จับแก๊งเวียดนาม ยัดไอซ์ 2 กิโลฯ ซุกมะขามเปียก จ้างคนไทยหิ้วบินตรงญี่ปุ่น ขยายผลล่าตัวการใหญ่ฮานอย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เราได้เห็นถึงความพยายามของแก๊งอาชญากรรมที่มักปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตลอดเวลา เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการใช้สินค้าที่ดูไม่มีพิษมีภัยอย่างมะขามเปียกหรือของกินเล่นมาเป็นเครื่องมือ หากใครที่รับจ้างหิ้วของหรือทำอาชีพขนส่งสินค้าไปต่างประเทศ ต้องระมัดระวังตัวให้มากที่สุดนะครับ ไม่ควรรับฝากของที่ไม่ทราบแหล่งที่มาแน่ชัด หรือของที่ถูกปิดผนึกมาให้อย่างมิดชิดโดยที่เราไม่ได้ตรวจสอบภายในด้วยตนเอง

  • ตรวจสอบสินค้าที่รับฝากให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • อย่าหลงเชื่อคำจ้างวานที่ดูง่ายเกินจริง
  • หากพบสิ่งผิดปกติ ให้รีบประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีเหมือนกรณีนี้

ในมุมมองของผม นี่เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการหรือผู้ที่รับจ้างหิ้วของต้องยกระดับความรอบคอบ ขบวนการเหล่านี้มักใช้ความโลภหรือความไม่รู้ของคนมาเป็นเครื่องมือ และเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้ที่รับจ้างหิ้วมักจะเป็นด่านแรกที่ต้องรับโทษทางกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจุบันทาง บช.น. ได้ประสานความร่วมมือไปยังสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อติดตามเครือข่ายนี้ที่ปลายทางแล้ว และยังคงเดินหน้าขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องที่เหลือต่อไปครับ อยากฝากให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังและมองเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ในการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจขนส่งครับ

ที่มา – บช.น. จับแก๊งเวียดนาม ยัดไอซ์ 2 กิโลฯ ซุกมะขามเปียก จ้างคนไทยหิ้วบินตรงญี่ปุ่น ขยายผลล่าตัวการใหญ่ฮานอย

KPop Demon Hunters ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

เชื่อเลยว่าหลายคนคงยังจำปรากฏการณ์ความสนุกกันได้ดี สำหรับภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องดังที่สร้างกระแสไปทั่วโลกอย่าง KPop Demon Hunters ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่าหนึ่งปีแล้วก็ตาม นับตั้งแต่เปิดตัวบน Netflix เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2025 เจ้ากลุ่มนักล่าปีศาจชุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังที่ดูสนุกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเพลงฮิตติดชาร์ต และการคว้ารางวัลออสการ์มาครองได้ถึง 2 รางวัล ซึ่งบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะทำได้ขนาดนี้

ความสำเร็จที่ไม่เคยแผ่วของ KPop Demon Hunters ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลจากรายงานของ Deadline ได้เผยตัวเลขยอดผู้ชมที่น่าสนใจมาก โดยพบว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2026 ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงรั้งอันดับที่ 4 ของภาพยนตร์ที่มีผู้ชมสูงสุดของ Netflix ด้วยตัวเลข 130.4 ล้านวิว แม้จะลดลงจากช่วงปลายปี 2025 ที่เคยทำยอดได้มหาศาลกว่า 481.6 ล้านวิว แต่การที่งานศิลป์ชิ้นนี้ยังติดอันดับต้นๆ ได้ในระยะเวลาที่นานขนาดนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแฟนๆ ยังคงรักและรอคอยที่จะรับชมซ้ำอยู่เสมอ

เหตุผลที่ KPop Demon Hunters ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากตัวภาพยนตร์แล้ว กระแสความแรงยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ตามมามากมาย อาทิ:

  • ยอดรวมผู้ชมตลอดกาลที่สูงถึง 648.7 ล้านวิว
  • สินค้าลิขสิทธิ์ (Merch) ที่ออกมาเอาใจแฟนๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ชุดเลโก้สุดเท่
  • เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ยังคงมียอดสตรีมมิ่งสูงในทุกช่องทาง

ความสามารถในการรักษาฐานผู้ชมเอาไว้ได้นานขนาดนี้แสดงให้เห็นว่าทีมผู้สร้างประสบความสำเร็จในการสร้างเนื้อหาที่ ‘สดใหม่’ เสมอ ไม่ว่าเราจะกลับมาดูซ้ำกี่ครั้งก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้แทบจะไม่มีอาการ ‘ล้าสมัย’ แม้แต่น้อย สำหรับแฟนๆ ที่กำลังนับวันรอ ก็บอกได้เลยว่ามีข่าวดีแน่นอน เพราะการมาถึงของ KPop Demon Hunters 2 กำลังอยู่ในขั้นตอนที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ

หากพูดถึงภาพรวม สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นตำนานบทใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการที่มันสามารถผสานวัฒนธรรม K-Pop เข้ากับการผจญภัยปราบปีศาจได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ Netflix เองก็ยังอึ้ง คุณล่ะคิดว่าอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้คุณยังต้องกลับไปเปิดดูเรื่องนี้ซ้ำ? ส่วนตัวผมมองว่าความพยายามและเคมีของตัวละครคือจุดแข็งที่สุดที่ทำให้เราไม่เคยเบื่อเลยครับ

ที่มา – Over a Year Later, ‘KPop Demon Hunters’ Is Still Going Strong

เปิดแผนทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว ชลบุรี บุกจับ 4 รัสเซียตั้งบริษัทผีเช่า-ขายบ้าน ปิดช่องโหว่ฮุบที่ดินไทย

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวใหญ่ที่ทำเอาวงการอสังหาริมทรัพย์ต้องสะเทือน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. บุกตรวจค้นครั้งใหญ่ในจังหวัดชลบุรีภายใต้ปฏิบัติการ เปิดแผนทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว ชลบุรี บุกจับ 4 รัสเซียตั้งบริษัทผีเช่า-ขายบ้าน ปิดช่องโหว่ฮุบที่ดินไทย ซึ่งถือเป็นการเอาจริงเอาจังของภาครัฐในการจัดการกับกลุ่มทุนสีเทาที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่ถูกต้องครับ

เปิดแผนทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว ชลบุรี บุกจับ 4 รัสเซียตั้งบริษัทผีเช่า-ขายบ้าน ปิดช่องโหว่ฮุบที่ดินไทย

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะเจ้าหน้าที่ได้ทำการสนธิกำลังร่วมกว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายถึง 41 จุด และดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีไปถึง 33 แห่ง มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นพุ่งสูงถึง 235 ล้านบาท! จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่ามีการตั้งบริษัทผี โดยใช้ชื่อคนไทยหรือนิติบุคคลบังหน้าเพื่อถือครองที่ดินและบ้านพักอาศัย ซึ่งตามกฎหมายไทยแล้ว สิทธิในการถือครองที่ดินของคนต่างด้าวมีข้อกำหนดชัดเจน แต่กลุ่มเหล่านี้กลับหาช่องโหว่ทางบัญชีเพื่อเลี่ยงกฎหมาย

เบื้องหลังเครือข่ายทุนรัสเซียและการใช้บัญชีบังหน้า

จากการตรวจสอบพบว่ามีพฤติกรรมที่แยบยลมากครับ มีผู้ทำบัญชีชาวไทยบางรายเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจำนวนมหาศาลผิดปกติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มทุนรัสเซียในการกว้านซื้อบ้านเดี่ยวในโครงการหรูในพัทยา จนกลายสภาพเป็น “หมู่บ้านรัสเซีย” ไปโดยปริยาย โดยมีการใช้บริษัทนอมินีถึง 495 บริษัท เพื่อถือครองทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ที่คนไทยควรจะเป็นเจ้าของได้ แต่ยังเป็นการทำลายโครงสร้างการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอีกด้วย

การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมกลุ่มหัวหน้าขบวนการชาวรัสเซียได้ 4 ราย ถือว่าเป็นชัยชนะเล็กๆ ในสงครามปราบปรามนอมินีครั้งนี้ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ หลังจากนี้ตลาดอสังหาฯ ในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างชลบุรีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

บทเรียนและมุมมองต่ออนาคต

ในมุมมองของผม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าช่องโหว่ทางกฎหมายและการจดทะเบียนบริษัทที่ขาดการตรวจสอบอย่างเข้มงวด คือจุดอ่อนที่มิจฉาชีพมักมองหาเสมอครับ เปิดแผนทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว ชลบุรี บุกจับ 4 รัสเซียตั้งบริษัทผีเช่า-ขายบ้าน ปิดช่องโหว่ฮุบที่ดินไทย ครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เตือนให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย และปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อย่างเคร่งครัด เพราะหากตรวจสอบพบความผิดขึ้นมา ผลที่ตามมานั้นไม่คุ้มเสียแน่นอนครับ

  • ตรวจสอบความถูกต้องของโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทสม่ำเสมอ
  • หากพบเห็นเบาะแสการใช้ชื่อนอมินีถือครองที่ดิน ให้แจ้งความดำเนินคดีได้ที่สายด่วน 1599
  • การลงทุนที่ดีต้องเริ่มจากการทำตามกฎกติกาบ้านเมือง เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

ท้ายที่สุด การปราบปรามนี้ไม่ใช่แค่การไล่จับชาวต่างชาติ แต่เป็นการปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศเราเองครับ หากคุณพบเห็นการกระทำที่ผิดปกติในละแวกบ้าน อย่าลังเลที่จะส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ เพื่อรักษาทรัพยากรที่ดินของเราให้ยังคงเป็นของคนไทยต่อไป

ที่มา – เปิดแผนทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว ชลบุรี บุกจับ 4 รัสเซียตั้งบริษัทผีเช่า-ขายบ้าน ปิดช่องโหว่ฮุบที่ดินไทย

บอร์ดสรรหาประชุมลับชี้ชะตา ‘นพ.สรณ’ พ้นประธาน กสทช. ด้าน นพ.สุภัทร หอบหลักฐานมัดปมรับจ้างซ้อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนที่เป็นที่จับตามองในแวดวงองค์กรอิสระกันครับ กับข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสสังคม นั่นก็คือ บอร์ดสรรหาประชุมลับชี้ชะตา ‘นพ.สรณ’ พ้นประธาน กสทช. ด้าน นพ.สุภัทร หอบหลักฐานมัดปมรับจ้างซ้อน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในองค์กรกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของไทยโดยตรง

บอร์ดสรรหาประชุมลับชี้ชะตา ‘นพ.สรณ’ พ้นประธาน กสทช. ด้าน นพ.สุภัทร หอบหลักฐานมัดปมรับจ้างซ้อน

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศหน้าห้องประชุมคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นไปอย่างเคร่งเครียดและรัดกุมมากครับ มีการวางกำลังตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด เนื่องจากทางคณะกรรมการสรรหาฯ ได้นัดประชุมลับเพื่อตัดสินว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. จะต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือไม่ โดยประเด็นหลักคือข้อสงสัยเรื่องการมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่

ทางด้าน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ก็ได้นำหลักฐานสำคัญมายื่นต่อคณะกรรมการฯ โดยชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติหลายประการ อาทิ:

  • การรับจ้างซ้อน: หลักฐานการเสียภาษี ภ.ง.ด.90 ที่แสดงให้เห็นว่า นพ.สรณ ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราวของมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาที่มีการดำรงตำแหน่งสำคัญ
  • เรื่องตำแหน่งแพทย์: การออกตรวจรักษาในโรงพยาบาลชื่อดังต่างๆ ที่ดูจะขัดกับสถานะการดำรงตำแหน่งภาครัฐที่ต้องมีความโปร่งใส
  • ปมกรรมการอิสระ: เรื่องการดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจว่ามีการทับซ้อนทางผลประโยชน์หรือไม่

หลายคนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของความโปร่งใสในองค์กรระดับชาติ การที่ บอร์ดสรรหาประชุมลับชี้ชะตา ‘นพ.สรณ’ พ้นประธาน กสทช. ด้าน นพ.สุภัทร หอบหลักฐานมัดปมรับจ้างซ้อน ในครั้งนี้ จึงถือเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบโดยภาคประชาชน หากผลการตัดสินออกมาเป็นเช่นไร ย่อมส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการทำงานของ กสทช. ในอนาคต

ในมุมมองของนักวิเคราะห์มองว่า กสทช. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ดังนั้นเสถียรภาพของผู้นำจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เลยครับ ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องทำให้ความกระจ่างเกิดขึ้น เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีข้อกังขาจากสังคม การตัดสินใจครั้งนี้ควรยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง และดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

หากคุณเป็นคนที่ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล อย่าลืมจับตาดูความคืบหน้าเรื่องนี้กันต่อไปครับ เพราะนี่คืออนาคตของระบบสื่อสารโทรคมนาคมไทยที่เราทุกคนต้องร่วมกันตรวจสอบครับ

ที่มา – บอร์ดสรรหาประชุมลับชี้ชะตา ‘นพ.สรณ’ พ้นประธาน กสทช. ด้าน นพ.สุภัทร หอบหลักฐานมัดปมรับจ้างซ้อน

เจ้าหญิงอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นแค่ราชวงศ์ แต่เป็นนักธนูมือฉมัง

ถ้าพูดถึงชีวิตของเจ้าหญิงในอียิปต์โบราณ คุณคงนึกภาพสาวน้อยในวังหรูหราที่ใช้ชีวิตสุขสบายไปวันๆ ใช่ไหมครับ? แต่การศึกษาค้นพบใหม่ล่าสุดกลับเปลี่ยนมุมมองที่เราเคยมีต่อพวกเธอไปอย่างสิ้นเชิง เพราะงานวิจัยจากกระดูกมัมมี่บ่งชี้ว่า เจ้าหญิงอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นแค่ราชวงศ์ แต่เป็นนักธนูมือฉมัง ที่ผ่านการฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วงมาตลอดชีวิต

เจ้าหญิงอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นแค่ราชวงศ์ แต่เป็นนักธนูมือฉมัง

นักวิจัยได้ทำการตรวจสอบมัมมี่สตรีสูงศักดิ์ 6 ร่างจากยุคราชอาณาจักรกลาง ซึ่งถูกฝังพร้อมกับอุปกรณ์อย่างธนูและลูกศรมาเป็นเวลานาน เดิมทีนักโบราณคดีถกเถียงกันว่าของเหล่านี้ทำไว้เพียงเพื่อประดับในพิธีศพหรือเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริง แต่จากการวิเคราะห์โครงสร้างกระดูกพบว่า เจ้าหญิงเหล่านี้มีกล้ามเนื้อที่พัฒนาอย่างชัดเจน สอดคล้องกับการใช้งานอาวุธจริงอย่างสม่ำเสมอ

ความลับเบื้องหลังการเป็นเจ้าหญิงอียิปต์โบราณไม่ได้เป็นแค่ราชวงศ์ แต่เป็นนักธนูมือฉมัง

จากการศึกษาชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Environmental Archaeology ทำให้เราได้รับทราบข้อมูลเชิงลึกที่น่าทึ่งหลายประการ:

  • การฝึกฝนที่หนักหน่วง: เจ้าหญิง Ita, Khenmet, Itaweret และพระองค์อื่นๆ แสดงให้เห็นถึงการสะสมของมวลกล้ามเนื้อบริเวณส่วนบนของร่างกาย ซึ่งเกิดจากการดึงสายธนูซ้ำๆ หรือการถือครองอาวุธหนักเป็นเวลานาน
  • ร่องรอยการต่อสู้: โครงกระดูกของเจ้าหญิง Itaweret พบร่องรอยของกระดูกซี่โครงและเท้าที่เคยหัก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการตกจากม้าหรืออุบัติเหตุในสนามฝึก
  • อาวุธที่ใช้งานจริง: มีการพบกริชและอาวุธอื่นๆ ถูกฝังรวมอยู่ในห้องเก็บพระศพคู่กับมัมมี่เหล่านี้ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่แค่ของประดับ แต่เป็นเครื่องมือคู่กายที่ใช้ในการล่าสัตว์หรือการฝึกทหาร

ศาสตราจารย์ Zeinab Hashesh หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า “เราพบพัฒนาการที่โดดเด่นของแขนและหัวไหล่ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นวิถีชีวิตปกติของพวกเธอ” นี่ทำให้เราเข้าใจเลยว่าชีวิตของสตรีในสมัยนั้นไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่ที่การดูแลวังเพียงอย่างเดียว แต่พวกเธอเป็นยอดฝีมือที่เปี่ยมด้วยความสามารถและพละกำลัง

การสืบค้นประวัติศาสตร์ในคราวนี้ไม่ได้เพียงแค่ระบุตัวตนของมัมมี่เท่านั้น แต่ยังช่วยคืนชีวิตและตัวตนของผู้หญิงที่ถูกหลงลืมไปตามกาลเวลาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เราอาจต้องมองภาพอดีตใหม่ว่า อิทธิพลและพลังของผู้หญิงนั้นมีมาตั้งแต่อดีตและไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย

นับเป็นเรื่องน่าทึ่งที่ประวัติศาสตร์จะเผยความจริงออกมาให้เราเห็นทีละน้อย สำหรับใครที่ชื่นชอบเรื่องราวอดีต ลองจินตนาการดูสิครับว่า หากเจ้าหญิงเหล่านี้ยังคงใช้ทักษะการเป็นนักธนูของพวกเธอในปัจจุบัน พวกเธอคงจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอีกมากมายอย่างแน่นอน

ที่มา – Princesses in Ancient Egypt Weren’t Just Royalty—They Were Trained Archers

เจ้าหญิงแอนน์แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จฯ เยือนไทย เปิดกิจกรรมฟุตบอล ‘Play for Change’ ย่านคลองเตย

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวที่น่ายินดีเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับการมาเยือนประเทศไทยของเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและงานด้านสังคม โดยเฉพาะการเสด็จฯ ไปยังโรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา ย่านคลองเตย เพื่อทรงเป็นประธานเปิดกิจกรรมสุดพิเศษอย่าง ‘Play for Change’ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

เจ้าหญิงแอนน์แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จฯ เยือนไทย เปิดกิจกรรมฟุตบอล ‘Play for Change’ ย่านคลองเตย

การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ เจ้าหญิงแอนน์ทรงปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้อุปถัมภ์องค์กร Save the Children โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันฟุตบอลธรรมดา แต่เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการใช้กีฬาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชนกว่า 60 คนที่มาจากหลากหลายพื้นที่ รวมถึงภาคเหนือของไทยเราด้วย งานนี้ยังได้นักฟุตบอลระดับตำนานอย่าง เอมิล เฮสกีย์ มาร่วมสร้างสีสันให้กับน้องๆ เรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความหวังอย่างแท้จริง

องค์ประกอบสำคัญของงานนี้คือการชี้ให้เห็นว่า ‘กีฬา’ ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อชัยชนะ แต่มันคือเครื่องมือในการพัฒนาชีวิต โดยเจ้าหญิงแอนน์ทรงมีพระดำรัสที่น่าประทับใจมากว่า กีฬาสอนให้เรามีความมั่นใจ การทำงานเป็นทีม และที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ที่จะยอมรับทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด ซึ่งเป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่เด็กๆ จะนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

ทำไมโครงการ ‘Play for Change’ ถึงมีความหมาย?

หากจะพูดถึงความน่าสนใจของโครงการนี้ เราต้องมองไปที่การเชื่อมโยงระหว่างระดับโลกและระดับชุมชน เจ้าหญิงแอนน์แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จฯ เยือนไทย เปิดกิจกรรมฟุตบอล ‘Play for Change’ ย่านคลองเตย ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเรื่องสิทธิเด็กและความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ การนำผู้เชี่ยวชาญระดับสากลอย่างมูลนิธิสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลมาประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น ถือเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน

  • การยอมรับความหลากหลาย: กีฬาเป็นภาษาสากลที่ช่วยลดกำแพงระหว่างเยาวชน
  • พัฒนาทักษะชีวิต: กิจกรรมในห้องเรียนควบคู่กับการเล่นช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบองค์รวม
  • ความยั่งยืน: องค์กรอย่าง Save the Children ทำงานในไทยมานานตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นจริงจัง

นอกจากนี้ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จมายังประเทศไทย ทรงเพิ่งได้เข้าพบเครือข่ายเยาวชนที่กรุงโซล เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ถือว่าพระองค์ทรงงานหนักและใกล้ชิดกับเยาวชนทั่วโลกจริงๆ

มุมมองต่ออนาคต: เมื่อกีฬาเปลี่ยนชีวิตได้จริง

การเสด็จฯ ของพระองค์ในครั้งนี้เป็นมากกว่ารัฐพิธี แต่มันคือการส่งสัญญาณว่า ‘เสียง’ ของเยาวชนนั้นมีความหมายอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักในเรื่องของความเท่าเทียมและการใช้กีฬาขับเคลื่อนสังคม ผมเชื่อว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับอนาคต การสนับสนุนจากบุคคลสำคัญระดับโลกช่วยกระตุ้นให้ภาครัฐและเอกชนหันมาใส่ใจประเด็นเด็กและเยาวชนมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เชื่อเถอะครับว่า ในอนาคตเราจะได้เห็นโครงการที่คล้ายคลึงกับ เจ้าหญิงแอนน์แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จฯ เยือนไทย เปิดกิจกรรมฟุตบอล ‘Play for Change’ ย่านคลองเตย เกิดขึ้นอีกแน่นอน และนั่นคือสัญญาณที่ดีว่า สังคมเรากำลังขยับไปในทิศทางที่น่ามองกว่าเดิม ลองหาโอกาสไปร่วมกิจกรรมจิตอาสาหรือสนับสนุนโครงการเพื่อเด็กๆ กันดูนะครับ แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่ก็สามารถเปลี่ยนโลกได้เหมือนที่กีฬาฟุตบอลลูกหนี้ในสนามได้เปลี่ยนโลกของน้องๆ ที่คลองเตยมาแล้ว

ที่มา – เจ้าหญิงแอนน์แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จฯ เยือนไทย เปิดกิจกรรมฟุตบอล ‘Play for Change’ ย่านคลองเตย

กทม. ลุยตรวจผับบาร์ย่านวัฒนา สั่งแก้จุดเสี่ยงเพลิงไหม้ ขีดเส้น 30 วันต้องปลอดภัย 100%

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายปาร์ตี้และคนเมืองทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากทางศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร มาฝากกันครับ เกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัยในสถานบันเทิงที่เราไปใช้บริการกันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจอย่างย่านวัฒนา เพราะล่าสุดทาง กทม. ได้มีการลงพื้นที่เข้มงวดตรวจสอบสถานประกอบการอย่างจริงจังครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ พล.ต.อ. อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ร่วมกับสำนักงานเขตวัฒนาและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ลุยตรวจสถานบันเทิงหลายแห่ง เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัยให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ภายใต้หัวข้อปฏิบัติการสำคัญอย่าง กทม. ลุยตรวจผับบาร์ย่านวัฒนา สั่งแก้จุดเสี่ยงเพลิงไหม้ ขีดเส้น 30 วันต้องปลอดภัย 100% เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครั้งที่เราไปสังสรรค์ จะต้องมีความปลอดภัยกลับบ้านมาอย่างแน่นอน

กทม. ลุยตรวจผับบาร์ย่านวัฒนา สั่งแก้จุดเสี่ยงเพลิงไหม้ ขีดเส้น 30 วันต้องปลอดภัย 100%

จากการลงพื้นที่เชิงรุกในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัยอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบไฟฟ้า ไฟฉุกเฉิน อุปกรณ์ดับเพลิง และที่สำคัญที่สุดคือ ‘ทางหนีไฟ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยครับ พี่เจ้าหน้าที่มีการเน้นย้ำชัดเจนว่าทางหนีไฟห้ามล็อก ห้ามมีสิ่งกีดขวางเด็ดขาด และต้องสามารถใช้งานได้จริงหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา

แนวทางการตรวจสอบและมาตรการป้องกัน

นอกจากระบบป้องกันอัคคีภัยแล้ว การตรวจสอบยังครอบคลุมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการด้วย โดยมีประเด็นหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • การจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ: ห้ามให้สถานที่แออัดจนเกินความจุที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันความเสี่ยงเวลาเกิดเหตุชุลมุน
  • สุขอนามัยและสภาพแวดล้อม: ตรวจสอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด
  • ใบอนุญาตและโครงสร้าง: ตรวจสอบว่าอาคารมีความมั่นคงแข็งแรงตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หรือไม่

ผลจากการตรวจสอบพบว่ายังมีหลายแห่งที่ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข ทางสำนักงานเขตจึงได้ออกคำสั่งให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงต่างๆ ภายใน 30 วัน หากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด กทม. ยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบซ้ำและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ กทม. ลุยตรวจผับบาร์ย่านวัฒนา สั่งแก้จุดเสี่ยงเพลิงไหม้ ขีดเส้น 30 วันต้องปลอดภัย 100% เกิดขึ้นได้จริงจริงครับ

ในมุมมองของผม นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อชีวิตของประชาชนครับ สำหรับพวกเราในฐานะผู้ใช้บริการ การมีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญมาก หากพบเห็นร้านไหนที่เป็นจุดเสี่ยง หรืออุปกรณ์ความปลอดภัยชำรุด สามารถแจ้งเบาะแสผ่านระบบ Traffy Fondue ได้เลยครับ ข้อมูลของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับแน่นอน

สุดท้ายนี้ ฝากถึงเพื่อนๆ เวลาไปปาร์ตี้ อย่าลืมสังเกตทางหนีไฟและอุปกรณ์ดับเพลิงใกล้ตัวไว้บ้างนะครับ ปลอดภัยไว้ก่อนสนุกได้ยาวๆ แน่นอนครับ และถ้าใครอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่าลืมช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะเมืองที่ปลอดภัยต้องเริ่มจากความร่วมมือของทุกคนครับ

ที่มา – กทม. ลุยตรวจผับบาร์ย่านวัฒนา สั่งแก้จุดเสี่ยงเพลิงไหม้ ขีดเส้น 30 วันต้องปลอดภัย 100%

ในหลวง-พระราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทรงรับ ‘เจ้าหญิงแอนน์’ และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ ในโอกาสเสด็จเยือนไทย

สวัสดีครับแฟนข่าวทุกท่าน วันนี้มีข่าวที่เป็นมงคลและเป็นที่สนใจของพสกนิกรชาวไทยอย่างมาก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา เวลา 17.07 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อทรงรับ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร พร้อมด้วยพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ พระสวามี ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ในหลวง-พระราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทรงรับ ‘เจ้าหญิงแอนน์’ และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ ในโอกาสเสด็จเยือนไทย

เหตุการณ์สำคัญนี้ถือเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ของทั้งสองประเทศที่มีเยื่อใยที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน การเสด็จเยือนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของทางการทูตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงน้ำพระราชหฤทัยและความใส่พระราชหฤทัยในมิตรภาพระหว่างประเทศที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น

หลายท่านที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองคงทราบดีว่า เจ้าหญิงแอนน์ทรงได้รับความเคารพอย่างสูงจากปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่ต่อเนื่องยาวนาน การที่ ในหลวง-พระราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทรงรับ ‘เจ้าหญิงแอนน์’ และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ ในโอกาสเสด็จเยือนไทย ในครั้งนี้ เป็นภาพที่แสดงถึงไมตรีจิตอันอบอุ่นและสมพระเกียรติ ซึ่งสร้างรอยยิ้มให้กับประชาชนที่ได้เห็นข่าวผ่านสื่อต่างๆ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญต่อความสัมพันธ์ระว่างประเทศ

หากเรามองผ่านเลนส์ของนักวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะพบว่าการเสด็จเยือนครั้งนี้มีนัยสำคัญที่นอกเหนือจากระเบียบปฏิบัติทางสังคมดังนี้:

  • Soft Power และความร่วมมือ: สหราชอาณาจักรเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทยในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา วัฒนธรรม รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี
  • สายสัมพันธ์เหนือระดับ: ความใกล้ชิดระหว่างราชวงศ์เป็นพื้นฐานที่ช่วยให้การหารือในระดับรัฐบาลมีความราบรื่นและเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจอันดี
  • จุดเชื่อมต่อทางประวัติศาสตร์: การสานต่อไมตรีจากอดีตสู่ปัจจุบันช่วยให้พันธกิจความร่วมมือต่างๆ มีความยั่งยืน

สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ สื่อต่างชาติและคนไทยต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยความที่เจ้าหญิงแอนน์ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีบทบาทโดดเด่นในด้านการกุศลและการกีฬา ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับความสนใจของผู้คนในยุคปัจจุบัน การที่ไทยได้ต้อนรับบุคคลระดับสูงเช่นนี้ ยิ่งเป็นการกระชับความร่วมมือให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ในมุมมองของผม นี่เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เห็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในระดับประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อประชาชนไทยในอนาคต อยากให้ทุกท่านคอยติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่น่าสนใจ เพราะโลกยุคปัจจุบันการเชื่อมต่อระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราก็พร้อมที่จะเดินเคียงข้างไปกับนานาอารยประเทศอย่างภาคภูมิใจครับ

ที่มา – ในหลวง-พระราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทรงรับ ‘เจ้าหญิงแอนน์’ และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ ในโอกาสเสด็จเยือนไทย