ผู้เขียน: lalika69_admin

นวัตกรรมเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นเชื้อเพลิงสะอาด

ปัญหาขยะพลาสติกที่ล้นโลกและวิกฤตพลังงานสะอาดที่กำลังทวีความรุนแรง กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมโลกต้องเร่งหาทางออก ล่าสุดมีข่าวดีจากงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำขยะพลาสติกมาผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อแปลงร่างให้กลายเป็นก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่สะอาดที่สุดในปัจจุบัน

นวัตกรรมเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นเชื้อเพลิงสะอาด

หลายคนอาจสงสัยว่าขยะที่เราทิ้งกันอยู่นี้จะกลายเป็นพลังงานได้อย่างไร? ปกติแล้ววิธีการรีไซเคิลพลาสติกมักจำกัดด้วยความยุ่งยากในการคัดแยกประเภทและต้นทุนที่สูงเกินคุ้ม แต่เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Alkaline Thermal Treatment (ATT) เข้ามาเปลี่ยนเกมนี้ด้วยการใช้ปฏิกิริยาเคมีที่อุณหภูมิต่ำ ช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นเชื้อเพลิงสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการคัดแยกขยะที่ซับซ้อน

จุดเด่นของกระบวนการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นเชื้อเพลิงสะอาด

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Ewha Womans ได้พัฒนาเทคนิคนี้ขึ้นมาเพื่อจัดการกับพลาสติกยอดฮิตอย่าง PET, PE และ PP โดยผ่านกระบวนการดังนี้:

  • การใช้สารเคมี: ผสมพลาสติกเข้ากับโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เพื่อลดอุณหภูมิที่ต้องใช้ในการทำปฏิกิริยา
  • การกรองคัดแยก: ลดภาระการคัดแยกขยะ เพราะระบบสามารถจัดการกับขยะพลาสติกผสมได้ดียิ่งขึ้น
  • การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์: เทคโนโลยีนี้แทบไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างกระบวนการ ทำให้มันเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่าวิธีการแบบเดิมๆ

หากเรานำเทคโนโลยีนวัตกรรมเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นเชื้อเพลิงสะอาดนี้มาใช้ในเชิงอุตสาหกรรมในอนาคต เราอาจแก้ปัญหาขยะล้นโลกและวิกฤตพลังงานไปพร้อมๆ กันได้ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฮโดรเจนไม่ได้เป็นแค่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มันคือความเป็นไปได้ที่เราสามารถทำได้โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแนวคิดเรื่องขยะทิ้ง ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่า

แม้ว่าในตอนนี้งานวิจัยจะยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองและต้องศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่ก็นับว่าเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับโลกของเรา การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและนำขยะมาหมุนเวียนใช้ใหม่คือหัวใจสำคัญของการสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกนำมาใช้จริงในเร็ววันเพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – This New Process Turns Plastic Trash Into Clean Fuel Instead of Pollution

กทม. สั่งรื้อระบบสอบบรรจุข้าราชการ ยกเลิกสัญญาจ้าง มศว เลื่อนสอบถึง ก.ย. พร้อมลุยสางปมเครื่องออกกำลังกาย 17 โครงการ

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ส่งตรงจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานครที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะใครที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการ หรือติดตามเรื่องการตรวจสอบความโปร่งใสในหน่วยงานรัฐ เพราะล่าสุดทาง กทม. ออกมาขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการทำงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

กทม. สั่งรื้อระบบสอบบรรจุข้าราชการ ยกเลิกสัญญาจ้าง มศว เลื่อนสอบถึง ก.ย. พร้อมลุยสางปมเครื่องออกกำลังกาย 17 โครงการ

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาเผยนโยบายที่ถือว่าเป็นข่าวใหญ่สำหรับแวดวงงานราชการเลยก็ว่าได้ นั่นคือการประกาศสั่งระงับการจัดสอบเดิมและทำการรื้อระบบการจัดสอบบรรจุข้าราชการใหม่ทั้งหมด เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อป้องกันข้อครหาและสร้างความโปร่งใสให้ถึงที่สุด โดยมีการสั่งให้สำนักงาน ก.ก. และ สกจ. ลงไปปรับแก้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ การจัดสอบ ไปจนถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าเดิมครับ

การปรับเปลี่ยนกำหนดการสอบและการคืนสิทธิ์ผู้สมัคร

สำหรับเพื่อนๆ ที่รอสอบกันอยู่ เดิมทีการสอบถูกล็อกไว้ที่วันที่ 17–18 กรกฎาคม 2569 แต่ทาง กทม. จำเป็นต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือนกันยายนแทน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้มาพร้อมกับการตัดสินใจยกเลิกสัญญาจ้างกับทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งเป็นผู้จัดสอบรายเดิม โดยทางมหาวิทยาลัยก็มีความเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีครับ สำหรับผู้สมัครกลุ่มที่มีประมาณ 7,000 คน หากใครไม่สะดวกในตารางใหม่ ทาง กทม. ก็เปิดช่องให้สามารถดำเนินการขอเงินค่าสมัครคืนได้ ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาสิทธิ์ของผู้สมัครได้อย่างดีเยี่ยมและแสดงถึงความรับผิดชอบที่โปร่งใส

สรุปประเด็นสำคัญที่น่าติดตาม:

  • 15 สิงหาคม 2569: คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับหน่วยงานภายนอกรายใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการจัดสอบ
  • ปลายสิงหาคม 2569: เตรียมประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบและสถานที่สอบอย่างเป็นทางการ
  • การคืนเงินค่าสมัคร: กทม. จะแจ้งรายละเอียดช่องทางการขอคืนเงินให้ทราบในเร็วๆ นี้

ไม่จบแค่ข้อสอบ! ลุยสางปมเครื่องออกกำลังกาย 17 โครงการต่อ

นอกเหนือจากเรื่อง กทม. สั่งรื้อระบบสอบบรรจุข้าราชการ ยกเลิกสัญญาจ้าง มศว เลื่อนสอบถึง ก.ย. พร้อมลุยสางปมเครื่องออกกำลังกาย 17 โครงการ แล้ว ทาง กทม. ยังเดินหน้าตรวจสอบโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่ค้างคากันอยู่ก่อนหน้านี้ด้วยครับ โดยล่าสุดปลัด กทม. ได้เซ็นสั่งการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในโครงการที่เหลืออีก 17 โครงการ โดยให้เวลาทำงานภายใน 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลเบื้องต้นภายในกลางเดือนสิงหาคมนี้

การดำเนินการเชิงรุกครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของฝ่ายบริหารที่ต้องการกู้คืนความเชื่อมั่นจากประชาชน โดยใช้การนำข้อมูลจากการตรวจสอบครั้งเก่ามาเปรียบเทียบกับชุดใหม่ เพื่อจะหาจุดผิดปกติที่อาจจะตกหล่นไป บอกเลยว่ามาตรการนี้คือสัญญาณบวกของระบบราชการไทยที่จะต้องตรวจสอบได้จริงครับ

มุมมองทิ้งท้าย: ผมมองว่านี่คือมูฟเมนต์ที่ถูกต้องสำหรับเมืองยุคใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดสอบที่ต้องแม่นยำและเป็นธรรม แต่การรุกไล่ตรวจสอบปมการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นข่าวใหญ่ก่อนหน้านี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ากรุงเทพมหานครยุคนี้จะสามารถลบข้อครหาและสร้างความโปร่งใสในระยะยาวได้สำเร็จหรือไม่ สำหรับใครที่รอสอบอยู่ ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะมีเวลาอ่านหนังสือทบทวนความรู้เข้มข้นขึ้นไปอีกครับ ส่วนโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เราในฐานะประชาชนต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือพื้นฐานสำคัญที่สุดของเมืองที่น่าอยู่ครับ

ที่มา – กทม. สั่งรื้อระบบสอบบรรจุข้าราชการ ยกเลิกสัญญาจ้าง มศว เลื่อนสอบถึง ก.ย. พร้อมลุยสางปมเครื่องออกกำลังกาย 17 โครงการ

อัยการเบิกตัวอดีตผู้ว่าฯ สตง. ขึ้นศาลคดีตึกถล่ม ‘อิตาเลียนไทย-ไชน่าเรลเวย์’ ค้านผลตรวจคอนกรีต ยื่นร้องขอเก็บตัวอย่างส่งพิสูจน์สวิสฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามคดีสำคัญที่เป็นประเด็นร้อนแรงในวงการก่อสร้างและกระบวนการยุติธรรมของไทยกันครับ นั่นคือเรื่องราวที่ อัยการเบิกตัวอดีตผู้ว่าฯ สตง. ขึ้นศาลคดีตึกถล่ม ‘อิตาเลียนไทย-ไชน่าเรลเวย์’ ค้านผลตรวจคอนกรีต ยื่นร้องขอเก็บตัวอย่างส่งพิสูจน์สวิสฯ ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากว่าด้วยมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคารภาครัฐ เพราะเหตุการณ์ตึกถล่มไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างมหาศาลครับ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อศาลอาญาได้นัดสืบพยานโจทก์ในคดีที่อัยการยื่นฟ้องคุณเปรมชัย กรรณสูต และพวก รวม 23 ราย ในฐานความผิดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การก่อสร้างจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยในคดีนี้ อัยการเบิกตัวอดีตผู้ว่าฯ สตง. ขึ้นศาลคดีตึกถล่ม ‘อิตาเลียนไทย-ไชน่าเรลเวย์’ ค้านผลตรวจคอนกรีต ยื่นร้องขอเก็บตัวอย่างส่งพิสูจน์สวิสฯ มาให้ข้อมูลในฐานะพยานโจทก์ เพื่อมัดตัวผู้กระทำความผิดจากผลตรวจสอบทางวิศวกรรมที่บ่งชี้ว่าคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน

ความพยายามของจำเลย: อัยการเบิกตัวอดีตผู้ว่าฯ สตง. ขึ้นศาลคดีตึกถล่ม ‘อิตาเลียนไทย-ไชน่าเรลเวย์’ ค้านผลตรวจคอนกรีต ยื่นร้องขอเก็บตัวอย่างส่งพิสูจน์สวิสฯ

จุดที่น่าจับตามองในคดีนี้คือ ฝั่งจำเลยอย่าง อิตาเลียนไทย และ ไชน่า เรลเวย์ ได้ยื่นคำร้องขอให้นำตัวอย่างคอนกรีตไปตรวจสอบใหม่ไกลถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นการโต้แย้งผลทดสอบเดิมที่ศาลเคยพิจารณาไปแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าการขอส่งพิสูจน์ต่างแดนจะสามารถเปลี่ยนทิศทางของคดีหรือเป็นเพียงกลยุทธ์ยืดเวลาเท่านั้น นี่คือความซับซ้อนของคดีความเชิงเทคนิคที่ต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างกันอย่างตรงไปตรงมาครับ

  • ประเด็นการฟ้องร้อง: ความผิดฐานประมาทในการก่อสร้างตามประมวลกฎหมายอาญา
  • ข้อโต้แย้งหลัก: จำเลยไม่ยอมรับผลตรวจกำลังอัดคอนกรีตในคดีเดิม
  • ทางออกที่จำเลยเสนอ: การส่งตัวอย่างพิสูจน์โดยหน่วยงานกลางในสวิตเซอร์แลนด์

ในมุมมองของผม คดีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำกับดูแลงานก่อสร้างในไทย หากผลลัพธ์ออกมาว่าวัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานจริง การตรวจสอบจะต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ไม่ใช่แค่คดีอาญา แต่รวมถึงจริยธรรมของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้อง

ทิศทางของคดีนี้จะเป็นบทเรียนให้แวดวงวิศวกรรมและการก่อสร้างต้องเข้มงวดกับ “มาตรฐานวัสดุ” ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะประหยัดต้นทุนอย่างไร แต่ชีวิตคนไม่มีราคาไหนมาชดเชยได้ครับ เรามาร่วมกันจับตาดูว่าในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ศาลจะมีคำสั่งอย่างไรต่อคำร้องขอส่งพิสูจน์คอนกรีตนี้ เพราะนั่นอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ปิดฉากความคลุมเครือของคดีตึกถล่มในครั้งนี้ครับ

หากใครสนใจความเคลื่อนไหวคดีนี้เพิ่มเติม สามารถติดตามข้อมูลอัปเดตได้ที่นี่ แล้วลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันว่า เพื่อนๆ คิดอย่างไรกับการที่จำเลยขอส่งผลตรวจไปถึงสวิตเซอร์แลนด์? คิดว่านี่คือความพยายามหาความจริง หรือเป็นแค่เทคนิคทางกฎหมายกันแน่ครับ?

ที่มา – อัยการเบิกตัวอดีตผู้ว่าฯ สตง. ขึ้นศาลคดีตึกถล่ม ‘อิตาเลียนไทย-ไชน่าเรลเวย์’ ค้านผลตรวจคอนกรีต ยื่นร้องขอเก็บตัวอย่างส่งพิสูจน์สวิสฯ

รฟม. รายงานแก้น้ำรั่วอุโมงค์สายสีม่วงวงเวียนใหญ่ ยันโครงสร้างปลอดภัย ดีเดย์ 19 ก.ค. เปิดจราจรถนนประชาธิปก 3 ช่อง

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเดินทางและชาวกรุงทุกคน วันนี้มีข่าวอัปเดตสำคัญเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่หลายคนรอคอย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเล็กน้อยจนทำให้เกิดความกังวลใจกันพอสมควร อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมมีข้อมูลจากทางการมาฝากครับ โดย รฟม. รายงานแก้น้ำรั่วอุโมงค์สายสีม่วงวงเวียนใหญ่ ยันโครงสร้างปลอดภัย ดีเดย์ 19 ก.ค. เปิดจราจรถนนประชาธิปก 3 ช่อง ให้ใช้งานได้ตามปกติแล้วครับ

เหตุการณ์น้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์บริเวณแยกวงเวียนใหญ่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้หลายคนหวั่นใจเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างและสภาพถนนด้านบน แต่วิศวกรจากโครงการได้รุดเข้าจัดการปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยมีการปรับปรุงคุณภาพดิน (Grouting) ในระดับความลึกถึง 37 เมตรเพื่ออุดช่องว่างและหยุดการไหลของน้ำใต้ดินได้อย่างอยู่หมัด ควบคู่ไปกับการติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดความเคลื่อนไหวของอาคารโดยรอบในรัศมี 30 เมตร ซึ่งผลที่ออกมาคือโครงสร้างทุกอย่างยังคงความมั่นคงแข็งแรงตามมาตรฐานวิศวกรรมระดับสูงครับ

รฟม. รายงานแก้น้ำรั่วอุโมงค์สายสีม่วงวงเวียนใหญ่ ยันโครงสร้างปลอดภัย ดีเดย์ 19 ก.ค. เปิดจราจรถนนประชาธิปก 3 ช่อง

สำหรับใครที่ต้องใช้เส้นทางถนนประชาธิปกเป็นประจำ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นี้ ทางการจะเริ่มเปิดการจราจรฝั่งขาเข้าจำนวน 3 ช่องทาง ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นข่าวดีที่ช่วยบรรเทาภาระการเดินทางไปได้มากครับ อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่มาจากสะพานพระปกเกล้าหรือถนนอิสรภาพที่ต้องการไปฝั่งวงเวียนใหญ่ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในช่วงที่ยังมีการซ่อมแซมจุดอื่นๆ อยู่ ผมแนะนำให้ลองวางแผนเส้นทางหลีกเลี่ยง ดังนี้ครับ:

  • หากมาจากสะพานพระปกเกล้า: แนะนำให้เลี้ยวซ้ายที่แยกบ้านแขก ตรงไปเลี้ยวขวาเข้าถนนท่าดินแดง และเลี้ยวขวาที่ถนนลาดหญ้าเพื่อเข้าสู่วงเวียนใหญ่
  • หากมาจากถนนอิสรภาพ: ขับตรงผ่านแยกบ้านแขก เลี้ยวขวาเข้าถนนท่าดินแดง และต่อด้วยถนนลาดหญ้าเช่นกันครับ

การติดตาม รฟม. รายงานแก้น้ำรั่วอุโมงค์สายสีม่วงวงเวียนใหญ่ ยันโครงสร้างปลอดภัย ดีเดย์ 19 ก.ค. เปิดจราจรถนนประชาธิปก 3 ช่อง ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในยุคก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การตรวจสอบและความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญครับ แม้จะมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นบ้าง แต่การจัดการที่รวดเร็วและเป็นมืออาชีพก็ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี

ในมุมมองของผม โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน – ราษฎร์บูรณะ) ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นทางคมนาคม แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมฝั่งธนบุรีให้เชื่อมต่อกับใจกลางเมืองได้สะดวกยิ่งขึ้น การเลือกใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ในการแก้ไขปัญหาใต้ดินถือเป็นเรื่องปกติในงานวิศวกรรมระดับโลก ผมเชื่อว่าเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคนให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สุดท้ายนี้ ขอฝากเพื่อนๆ ช่วยกันตรวจสอบเส้นทางก่อนออกจากบ้านเสมอ และหากพบความผิดปกติในพื้นที่ก่อสร้าง อย่าลืมช่วยกันแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยของทุกคนนะครับ ส่วนใครที่ต้องใช้ถนนเส้นนี้อย่าลืมเผื่อเวลาเดินทางในช่วงวันแรกของการเปิดใช้ถนนด้วยนะครับ

ที่มา – รฟม. รายงานแก้น้ำรั่วอุโมงค์สายสีม่วงวงเวียนใหญ่ ยันโครงสร้างปลอดภัย ดีเดย์ 19 ก.ค. เปิดจราจรถนนประชาธิปก 3 ช่อง

10 เรื่องต้องรู้ เกณฑ์ตั้ง ‘ผบ.ตร.’ คนใหม่ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน หลายคนอาจจะเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้นำองค์กรตำรวจกันมาบ้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาตลอด วันนี้ผมอยากจะพาทุกคนมาเจาะลึก 10 เรื่องต้องรู้ เกณฑ์ตั้ง ‘ผบ.ตร.’ คนใหม่ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 กันครับ เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตำรวจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการวางรากฐานระบบยุติธรรมที่โปร่งใสขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว

10 เรื่องต้องรู้ เกณฑ์ตั้ง ‘ผบ.ตร.’ คนใหม่ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การแต่งตั้งตำแหน่งใหญ่ระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใส แต่กฎหมายฉบับใหม่ปี 2565 ได้เข้ามาจัดระเบียบใหม่ให้ชัดเจนขึ้น โดยเน้นระบบคะแนน 50:50 ระหว่างความอาวุโสและความสามารถ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจตามใจชอบครับ

รายละเอียดเกณฑ์คัดเลือกที่ควรรู้

สำหรับการสรรหาครั้งนี้ กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเข้มงวด ดังนี้ครับ:

  • อำนาจเบ็ดเสร็จ: นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เสนอชื่อเข้าสู่ ก.ตร. เพื่อพิจารณา ก่อนนำกราบบังคมทูลฯ ตามขั้นตอน
  • คุณสมบัติผู้สมัคร: ต้องเป็นนายตำรวจระดับ ‘พล.ต.อ.’ ที่อยู่ในตำแหน่ง ‘จเรตำรวจแห่งชาติ’ หรือ ‘รอง ผบ.ตร.’ เท่านั้น
  • คะแนนสัดส่วน 50:50: นี่คือหัวใจสำคัญครับ คะแนน 50% แรกวัดจากความอาวุโส ส่วนอีก 50% วัดจากความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดความสมดุล
  • การคิดคะแนนความสามารถ: ถูกแบ่งย่อยออกเป็นสายงานหลัก ได้แก่ งานสืบสวน 12 คะแนน, งานสอบสวน 12 คะแนน, งานป้องกันปราบปราม 12 คะแนน และงานด้านอื่นๆ อีก 14 คะแนน ใครไม่เคยผ่านงานด้านไหนก็จะไม่ได้คะแนนในส่วนนั้นไปครับ
  • การข้ามอาวุโส: สามารถทำได้ แต่ต้องมีเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่นและตรวจสอบได้ ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจส่วนตัว
  • การป้องกันการวิ่งเต้น: กฎหมายนี้ดุมากครับ ใครที่คิดจะวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี ส่วนตัวผู้บังคับบัญชาที่จงใจทำผิดก็มีความผิดวินัยร้ายแรงเช่นกัน
  • สิทธิ์ในการร้องทุกข์: หากใครรู้สึกว่าการแต่งตั้งไม่เป็นธรรม สามารถทำเรื่องร้องเรียนต่อ ก.พ.ค.ตร. ได้ภายใน 30 วัน

มุมมองและบทสรุปทิ้งท้าย

เมื่อเราพิจารณาจาก 10 เรื่องต้องรู้ เกณฑ์ตั้ง ‘ผบ.ตร.’ คนใหม่ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 สิ่งที่น่าสนใจคือความพยายามของกฎหมายที่ต้องการเปลี่ยนผ่านระบบอุปถัมภ์ไปสู่ระบบที่วัดผลจาก ‘ผลงาน’ และ ‘ประสบการณ์’ จริงๆ ครับ ในยุคที่เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านอาชญากรรมพัฒนาไปไกล ผู้นำองค์กรตำรวจจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสายงานหลักอย่างงานสืบสวนและสอบสวนอย่างแท้จริง

ในอนาคต ผมเชื่อว่าแนวโน้มการบริหารงานบุคคลในภาครัฐจะมุ่งเน้นความโปร่งใสแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ หากกลไกนี้ถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัด ก็จะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้องค์กรตำรวจมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ พวกเราในฐานะประชาชนก็ต้องช่วยกันติดตามและตรวจสอบเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคมต่อไปครับ

ที่มา – 10 เรื่องต้องรู้ เกณฑ์ตั้ง ‘ผบ.ตร.’ คนใหม่ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565

กทม. ดีเดย์ 1 เดือน ปูพรมสแกนสถานประกอบการคล้ายผับบาร์ 919 แห่งทั่วกรุงฯ ชู ‘เช็กลิสต์ใหม่’ ยกระดับความปลอดภัย

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายปาร์ตี้และผู้ประกอบการทุกท่าน วันนี้มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในกรุงเทพฯ มาอัปเดตให้ทราบกันครับ ล่าสุดทางกรุงเทพมหานครได้ขยับตัวครั้งใหญ่เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในยามค่ำคืนของเรา โดยมีการประกาศแผนงานระดับนโยบายที่น่าจับตามองมาก นั่นคือการที่ทาง กทม. ดีเดย์ 1 เดือน ปูพรมสแกนสถานประกอบการคล้ายผับบาร์ 919 แห่งทั่วกรุงฯ ชู ‘เช็กลิสต์ใหม่’ ยกระดับความปลอดภัย ให้ได้มาตรฐานสากลและอุ่นใจสำหรับนักเที่ยวยิ่งขึ้นครับ

กทม. ดีเดย์ 1 เดือน ปูพรมสแกนสถานประกอบการคล้ายผับบาร์ 919 แห่งทั่วกรุงฯ ชู ‘เช็กลิสต์ใหม่’ ยกระดับความปลอดภัย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้? คำตอบคือความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ครับ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ได้เผยว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่จากทั้ง 50 เขตเตรียมลุยตรวจร้านที่มีลักษณะคล้ายผับบาร์กว่า 919 แห่งทั่วเมือง เพื่อเช็กทั้งเรื่องใบอนุญาตที่ถูกต้อง การจำหน่ายแอลกอฮอล์ และที่สำคัญคือระบบป้องกันอัคคีภัยที่หลายร้านอาจมองข้ามไป โดยการตรวจสอบครั้งนี้จะใช้เช็กลิสต์ใหม่ที่ออกแบบมาให้รัดกุมแต่ปฏิบัติได้จริงครับ

เช็กลิสต์ใหม่ที่ร้านต้องรู้

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวให้พร้อมคือการเช็กว่าธุรกิจของตัวเองมีใบอนุญาตครบหรือไม่ โดยเฉพาะใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (หากมีการเล่นดนตรี) ซึ่งเช็กลิสต์ใหม่นี้จะโฟกัสไปที่ประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

  • โครงสร้างอาคาร: ต้องมีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัยตามหลักวิศวกรรม
  • ระบบป้องกันอัคคีภัย: ทางหนีไฟต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง และอุปกรณ์ถังดับเพลิงต้องพร้อมใช้งาน
  • ระบบไฟฟ้า: การวางระบบสายไฟต้องมีมาตรฐาน ลดความเสี่ยงในการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
  • แสงสว่างและทางออก: ต้องชัดเจนและมองเห็นได้ง่ายในสภาวะฉุกเฉิน

สำหรับในมุมของคนไปเที่ยว เราเองก็มีส่วนร่วมได้นะครับ ทาง กทม. เปิดช่องทางผ่าน Traffy Fondue ให้พวกเราสามารถเป็นหูเป็นตา ช่วยกันแจ้งเบาะแสหากพบร้านไหนที่ปล่อยปละละเลยความปลอดภัย เช่น ปิดทางหนีไฟ หรือบันไดหนีไฟชำรุด เพียงแค่ถ่ายรูปและระบุพิกัดส่งไป แจ้งข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีคนแจ้งเข้ามาไม่น้อยเลยทีเดียวครับ ถือว่าเป็นเทรนด์ที่ดีมากที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตรวจสอบแบบ Real-time

หากจะมองในมุมเทรนด์ธุรกิจ การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ที่จะดึงดูดลูกค้าให้มั่นใจได้มากขึ้น หากคุณเป็นผู้ประกอบการ ผมแนะนำว่าให้รีบตรวจสอบร้านของท่านตามแนวทางของ กทม. ดีเดย์ 1 เดือน ปูพรมสแกนสถานประกอบการคล้ายผับบาร์ 919 แห่งทั่วกรุงฯ ชู ‘เช็กลิสต์ใหม่’ ยกระดับความปลอดภัย ตั้งแต่วันนี้เลยครับ อย่ารอให้ถึงคิวเจ้าหน้าที่มาตรวจแล้วถูกสั่งปิด เพราะความปลอดภัยคือหัวใจหลักที่จะทำให้ร้านของคุณยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา – กทม. ดีเดย์ 1 เดือน ปูพรมสแกนสถานประกอบการคล้ายผับบาร์ 919 แห่งทั่วกรุงฯ ชู ‘เช็กลิสต์ใหม่’ ยกระดับความปลอดภัย

ทบ. เผยความคืบหน้าทหารเหยียบระเบิดศรีสะเกษ พบทุ่นระเบิดเก่า PMN-1 19 ทุ่น เร่งปูพรมเก็บกู้คืนความปลอดภัย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจและอยากนำมาแบ่งปันเกี่ยวกับสถานการณ์ความปลอดภัยบริเวณชายแดนไทย หลังจากที่เกิดเหตุการณ์สุดระทึกเมื่อทหารไทยได้ประสบอุบัติเหตุเหยียบกับระเบิดในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจกันอย่างมากครับ

รายละเอียดสถานการณ์ ทบ. เผยความคืบหน้าทหารเหยียบระเบิดศรีสะเกษ พบทุ่นระเบิดเก่า PMN-1 19 ทุ่น เร่งปูพรมเก็บกู้คืนความปลอดภัย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่กำลังพลกำลังปฏิบัติภารกิจเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนในอำเภอกันทรลักษ์ โดยทางกองทัพบกได้ออกมาชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณบุกเบิกใหม่ที่ยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างละเอียดมาก่อน ซึ่งเดิมทีเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่อาจมีระเบิดตกค้างจากการสู้รบในอดีตนานแล้วครับ

จากการตรวจสอบพบว่า ทุ่นระเบิดที่หลงเหลืออยู่นั้นคือรุ่น PMN-1 ซึ่งแม้จะมีสภาพเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา แต่ด้วยแรงอัดของมันก็ยังสร้างความเสียหายได้ โดยหลังจากเกิดเหตุ หน่วยทหารช่างและหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 หรือ TMAC ได้เข้าพื้นที่และทำการปูพรมตรวจค้นทันที จนพบระเบิดเพิ่มเติมอีกจำนวน 19 ทุ่น ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและแสดงให้เห็นว่าพื้นที่เก่าเหล่านี้ยังคงมีความเสี่ยงสูงต่อชีวิตของผู้ปฏิบัติงานครับ

การดำเนินการเพื่อความปลอดภัยและบทเรียนที่ได้รับ

ทบ. เผยความคืบหน้าทหารเหยียบระเบิดศรีสะเกษ พบทุ่นระเบิดเก่า PMN-1 19 ทุ่น เร่งปูพรมเก็บกู้คืนความปลอดภัย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าวไว้อย่างเข้มงวด เพื่อให้ทีมเก็บกู้เข้าไปทำลายและเคลียร์พื้นที่ให้กลับมาปลอดภัย 100% อีกครั้ง นอกจากนี้ ทางกองทัพภาคที่ 2 ยังได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการส่งกำลังพลเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่เคยผ่านการสำรวจมาก่อน จะต้องมีการตรวจค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำซ้อนขึ้นอีกครับ

ในเชิงความคิดเห็นส่วนตัว ผมมองว่าเทคโนโลยีการตรวจค้นและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในปัจจุบันควรถูกนำมาปรับใช้ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์สำรวจขนาดเล็กหรือโดรนที่ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับโลหะประสิทธิภาพสูง เพราะความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ การลงทุนกับเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงมนุษย์ลงไปได้มากครับ

สรุปทิ้งท้าย: เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราเห็นว่า สงครามอาจจบลงไปแล้ว แต่ผลกระทบจากวัตถุอันตรายยังคงซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินอีกยาวนานครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบการติดตามข่าวสถานการณ์หรือเทคโนโลยีป้องกันประเทศ การหมั่นอัปเดตข้อมูลข่าวสารจะช่วยให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยรอบตัวเรา หากใครผ่านไปในพื้นที่แนวชายแดนช่วงนี้ ก็ขอให้ปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดนะครับ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

ที่มา – ทบ. เผยความคืบหน้าทหารเหยียบระเบิดศรีสะเกษ พบทุ่นระเบิดเก่า PMN-1 19 ทุ่น เร่งปูพรมเก็บกู้คืนความปลอดภัย

ดราม่า All-In Podcast: อ่านอีเมลไม่จบอ้างเป็นแชมป์ดีเบต

ดราม่า All-In Podcast: อ่านอีเมลไม่จบอ้างเป็นแชมป์ดีเบต

วงการ PODCAST ต้องสั่นสะเทือนเมื่อ Jason Calacanis หนึ่งในสมาชิกคนดังจาก All-In Podcast ตกเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล หลังจากที่เขาออกมาประกาศชัยชนะเหนือ Lina Khan ประธาน FTC ในสมรภูมิแห่งความคิด โดยอ้างว่าเธอ “ถอดใจ” หนีการดีเบตกับเขา แต่กลายเป็นว่าความจริงนั้นเป็นหนังคนละม้วนเลยทีเดียวครับ

เรื่องของเรื่องคือ Calacanis โพสต์ผ่าน X ว่ามีสื่อใหญ่อย่าง NYT ชวนเขามาดีเบตกับ Lina Khan แต่ฝ่ายหญิงกลับปฏิเสธ ทำให้เขาสรุปเอาเองว่าคู่แข่งกลัว และยกให้ตัวเองกลายเป็นแชมป์ดีเบตไปโดยปริยาย แต่ดูเหมือนว่า ดราม่า All-In Podcast: อ่านอีเมลไม่จบอ้างเป็นแชมป์ดีเบต ครั้งนี้จะกลายเป็นบูเมอแรงพุ่งเข้าหาตัวเองเต็มๆ

ความจริงที่มาพร้อมใบเสร็จ

Douglas Farrar ฝ่ายสื่อสารของ Lina Khan ได้ออกมาตอกหน้าด้วยการโชว์อีเมลตอบกลับที่ชัดเจนมากว่า สาเหตุที่ปฏิเสธเพราะ Khan ลาคลอดอยู่ และที่สำคัญกว่านั้นคือ มันไม่ใช่การดีเบตอย่างที่ Calacanis พยายามสร้างภาพ แต่มันคือการพูดคุยเพื่อหาจุดร่วมกัน (Common Ground) เท่านั้น

ประเด็นที่น่าขันคืออีเมลฉบับนั้นมีความยาวเพียงแค่ 25 คำเท่านั้น แต่ Calacanis กลับบอกว่าเขาอ่านไม่จบ อ้างว่างานยุ่งจนได้รับอีเมลวันละ 500 ฉบับ จนมองข้ามใจความสำคัญไป ทำให้ชาวเน็ตต่างพากันวิจารณ์ว่า ดราม่า All-In Podcast: อ่านอีเมลไม่จบอ้างเป็นแชมป์ดีเบต ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการเสพข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อประโยชน์ของตัวเองชัดเจนเกินไป

  • Calacanis อ้างว่าโดนเท แต่ความจริงมีการแจ้งปฏิเสธตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
  • อีเมลแค่ 25 คำ แต่กลับเลือกอ่านแค่บางส่วนเพื่อสร้างสตอรี่
  • มีการยืนยันจากบุคคลที่สามว่าที่ Calacanis พูดนั้น “ไม่เป็นความจริง”

ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการขี้เกียจอ่านอีเมล แต่มันคือการแสดงออกถึงอีโก้ที่พยายามบิดเบือนความจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองดูเหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่ดีว่า ก่อนที่จะออกมาประกาศชัยชนะบนโลกออนไลน์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นสำคัญกว่ายอดเอนเกจเมนต์เสมอครับ

คุณล่ะคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? คิดว่าเป็นการโชว์พาวที่พลาดไปหน่อยหรือเป็นกลยุทธ์สร้างกระแสกันแน่?

ที่มา – All-In Podcast Bro Fails to Read 25-Word Email, Concludes He Is Debate Champion

Bethesda ยืนยันเตรียม Remaster Fallout 3 และ New Vegas

ในที่สุดสิ่งที่แฟนเกมรอคอยก็กลายเป็นความจริง! หลังจากกระแสข่าวลือที่หนาหูมานานหลายเดือน ล่าสุดทาง Bethesda Game Studios ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า พวกเขากำลังพัฒนาเวอร์ชันรีมาสเตอร์ของเกมระดับตำนานอย่าง Fallout 3 และ Fallout: New Vegas อยู่ ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ทำเอาเหล่าสาวกเวสต์แลนด์ต้องเฮกันยกใหญ่ แม้จะเป็นเรื่องที่คอเกมหลายคนคาดการณ์ไว้แล้วก็ตาม

Bethesda ยืนยันเตรียม Remaster Fallout 3 และ New Vegas

เหตุผลที่โปรเจกต์นี้ได้รับความสนใจสูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากความสำเร็จของซีรีส์ Fallout ทาง Prime Video ซึ่งซีซันสองที่เพิ่งออกฉายไปเมื่อปลายปี 2025 ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้คนทั่วโลกหันกลับมาหยิบเกมซีรีส์นี้ขึ้นมาเล่นอีกครั้ง โดยเฉพาะ Fallout: New Vegas ที่แฟน ๆ ยกย่องว่าเป็นภาคที่ดีที่สุดของซีรีส์ และการประกาศรีมาสเตอร์ครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากกระแสของซีรีส์ได้เป็นอย่างดี

ทำไมการมาถึงของ Bethesda ยืนยันเตรียม Remaster Fallout 3 และ New Vegas จึงน่าสนใจ?

หากถามว่าทำไมเราถึงตื่นเต้นกันนัก ก็เพราะว่าเกมอย่าง New Vegas นั้นมีเนื้อเรื่องและระบบการเล่น RPG ที่ลึกซึ้งมาก แต่ในปัจจุบันหากใครลองกลับไปเล่นเวอร์ชันเดิม อาจจะเจอปัญหาเรื่องกราฟิกที่ดูเก่าหรือบั๊กที่กวนใจอยู่บ้าง ดังนั้นการได้รับอัปเกรดให้เล่นได้ลื่นไหลบนเครื่องคอนโซลและพีซีรุ่นใหม่จึงเป็นสิ่งที่เราเฝ้ารอคอยมาตลอด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เบื้องหลังของการประกาศนี้อาจไม่ได้ดูสดใสไปเสียทั้งหมด แม้ Bethesda ยืนยันเตรียม Remaster Fallout 3 และ New Vegas ออกมา แต่ทางบริษัทแม่คือ Microsoft เพิ่งประกาศลดขนาดองค์กรและมีการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากรวมถึงในส่วนของ ZeniMax ทำให้แฟนเกมหลายคนมองว่าการประกาศข่าวรีมาสเตอร์ในตอนนี้ อาจเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นดราม่าการเมืองภายในบริษัทมากกว่า

  • รายละเอียดเบื้องต้น: ยังไม่มีการประกาศวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
  • ความคาดหวัง: แฟน ๆ ต่างรอคอยงานภาพที่สวยขึ้นและระบบการเล่นที่ทันสมัย
  • สถานะปัจจุบัน: อยู่ในระหว่างการพัฒนา ยังไม่มีสกรีนช็อตหรือวิดีโอตัวอย่างออกมาให้เห็น

ในมุมมองของผม แม้จะรู้สึกแย่กับข่าวดราม่าเรื่องการลดพนักงาน แต่ในฐานะเกมเมอร์ที่อยากเห็นเกมคลาสสิกกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ผมก็อดไม่ได้ที่จะรอคอยการกลับไปท่องโลก Wasteland ด้วยกราฟิกที่สมบูรณ์แบบ หวังว่า Bethesda จะให้ความสำคัญกับการรีมาสเตอร์ครั้งนี้อย่างเต็มที่และไม่ทำให้แฟนคลับที่รอคอยมานานต้องผิดหวังครับ

ที่มา – Obviously, Bethesda Is Remastering ‘Fallout: New Vegas’ and ‘Fallout 3’