ผู้เขียน: lalika69_admin

เปิดหลักสูตร ‘โหราศาสตร์ไทย’ ระดับ ป.ตรี สถาบันรัชต์ภาคย์หวังดันเข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ยกระดับมาตรฐานวิชาการ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่า ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จะสามารถก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฐานะวิชาชีพที่มีมาตรฐานระดับสากลได้อย่างไร วันนี้มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจ เมื่อสถาบันรัชต์ภาคย์ได้ประกาศเปิดตัวหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพยากรณ์และโหราศาสตร์อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความรู้และความเชื่อให้เป็นวิชาการที่จับต้องได้และตรวจสอบได้จริง

เปิดหลักสูตร ‘โหราศาสตร์ไทย’ ระดับ ป.ตรี สถาบันรัชต์ภาคย์หวังดันเข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ยกระดับมาตรฐานวิชาการ

ดร.ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันให้เกิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของการเป็นเพียง ‘หมอดู’ ไปสู่การเป็น ‘นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ’ ที่มีฐานข้อมูล จรรยาบรรณ และหลักวิชาการรองรับ โดยมองว่าปัจจุบันทุกวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือวิศวกร ต่างก็มีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน การที่สถาบันรัชต์ภาคย์ได้เปิดหลักสูตร ‘โหราศาสตร์ไทย’ ระดับ ป.ตรี สถาบันรัชต์ภาคย์หวังดันเข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ยกระดับมาตรฐานวิชาการ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้ศาสตร์นี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชีวิตสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ไม่ได้สอนแค่ดูดวง แต่สอนให้เข้าใจชีวิตในยุค AI

หลายคนอาจกังวลว่าในยุคดิจิทัลที่ AI แย่งงานมนุษย์ ศาสตร์โบราณจะยังคงอยู่ได้หรือไม่? ดร.กฤติกาวลัย หิรัญสิ ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า AI ไม่ใช่อุปสรรคแต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง เพราะในขณะที่เทคโนโลยีสามารถคำนวณและประมวลผลดวงชะตาได้อย่างรวดเร็ว แต่มันขาด ‘ความเป็นมนุษย์’ ซึ่งหลักสูตรที่เปิดสอนนี้ได้เน้นย้ำเรื่องจิตวิทยา การให้คำปรึกษา และจริยธรรม เพื่อให้บัณฑิตจบไปเป็นที่พึ่งทางใจให้กับผู้คนได้อย่างแท้จริง

โครงสร้างวิชาที่เรียนนั้นเข้มข้นไม่แพ้คณะอื่น โดยมีการเรียนการสอนทั้ง:

  • โหราศาสตร์หลากหลายแขนง ทั้งไทย จีน และสากล
  • วิชาจิตวิทยาและการให้คำปรึกษา
  • สถิติและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
  • การเป็นผู้ประกอบการและการบริหารจัดการ

ด้วยหลักสูตรที่ออกแบบมากว่า 121 หน่วยกิต ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการเป็นหมอดูเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการวางแผนธุรกิจ การบริหารองค์กร หรือแม้แต่การพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อความสำเร็จในชีวิตส่วนตัวได้เป็นอย่างดี

ก้าวต่อไปของศาสตร์การพยากรณ์ไทย

การผลักดันให้เกิดมาตรฐานเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย การที่สถาบันรัชต์ภาคย์ตัดสินใจดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำให้โหราศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องงมงายอีกต่อไป แต่เป็นศาสตร์แห่งการวางแผนและทำความเข้าใจมนุษย์ ซึ่งถ้าหากเรามองในมุมของเทรนด์โลก การผสมผสานระหว่าง ‘ภูมิปัญญาดั้งเดิม’ กับ ‘ทักษะแห่งอนาคต’ (เช่น การอ่านวิเคราะห์ข้อมูล) จะกลายเป็นทักษะที่ตลาดต้องการในอนาคต

หากคุณเป็นคนที่เชื่อในพลังของศาสตร์การพยากรณ์และต้องการนำมันมาพัฒนาให้เป็นวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับระดับมหาวิทยาลัย นี่คือโอกาสที่ไม่ควรพลาด เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเรียนรู้เพื่อพยากรณ์ แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างมีหลักการ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนี้ไปพร้อมกันครับ

ที่มา – เปิดหลักสูตร ‘โหราศาสตร์ไทย’ ระดับ ป.ตรี สถาบันรัชต์ภาคย์หวังดันเข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ยกระดับมาตรฐานวิชาการ

กองปราบฯ ขีดเส้น 31 ก.ค. เรียก 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น จ่อฟัน 7 ข้อหาหนัก ‘อดีตอธิบดี สถ.-ผอ.สำนักทดสอบฯ’

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีโกงการสอบบรรจุบุคลากรเข้าสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบข้าราชการไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางกองปราบปรามได้มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับ กองปราบฯ ขีดเส้น 31 ก.ค. เรียก 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น จ่อฟัน 7 ข้อหาหนัก ‘อดีตอธิบดี สถ.-ผอ.สำนักทดสอบฯ’ เพื่อเร่งรัดดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดครับ

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาจำนวน 13 รายให้เข้ามาพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ โดยในรายชื่อกลุ่มนี้ประกอบด้วยบุคคลสำคัญที่เป็นระดับอดีตผู้บริหาร ได้แก่ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

เจาะลึกรายละเอียด กองปราบฯ ขีดเส้น 31 ก.ค. เรียก 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น จ่อฟัน 7 ข้อหาหนัก ‘อดีตอธิบดี สถ.-ผอ.สำนักทดสอบฯ’

สำหรับการดำเนินคดีในครั้งนี้ ถือว่ามีความเข้มข้นมากครับ เพราะมีการตั้งข้อหาหนักถึง 7 ข้อหา ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 157 การปลอมแปลงเอกสารราชการ การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่เอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างขบวนการทุจริตครั้งนี้แบบถอนรากถอนโคน หากใครที่ไม่ยอมมารายงานตัวตามกำหนด ก็จะมีการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 และยกระดับไปถึงการขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป

ในส่วนของผู้ต้องหาอีก 11 รายที่เหลือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตรวจพบความผิดคาหนังคาเขาขณะกำลังแก้ไขข้อมูลข้อสอบนั้น ทางเจ้าหน้าที่เชื่อมั่นว่าจะสามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีได้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่ผู้ต้องหาหลักที่อยู่ในเรือนจำอีก 3 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขบวนการทุจริตนี้เป็นเครือข่ายที่มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน

ความเห็นและบทวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์สำคัญนี้

เหตุการณ์ กองปราบฯ ขีดเส้น 31 ก.ค. เรียก 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น จ่อฟัน 7 ข้อหาหนัก ‘อดีตอธิบดี สถ.-ผอ.สำนักทดสอบฯ’ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของหน่วยงานรัฐและระบบการสอบคัดเลือกในยุคดิจิทัลครับ ในยุคที่เทคโนโลยีสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น การที่หน่วยงานภาครัฐแสดงให้เห็นว่าไม่เกรงใจอิทธิพลหรือตำแหน่งหน้าที่ เป็นสิ่งสำคัญมากในการกู้คืนความศรัทธาจากประชาชน

ในมุมมองของผม การจัดการคดีนี้ให้จบสิ้นโดยเร็วและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับอนาคต การทุจริตในการสอบไม่เพียงแต่เป็นการทำลายโอกาสของคนเก่งที่มีความสามารถที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ แต่ยังเป็นการทำลายรากฐานการบริหารงานส่วนท้องถิ่นให้ถอยหลังลงไปอีกด้วย เราควรจับตามองต่อไปครับว่าผลลัพธ์ของคดีนี้จะดำเนินไปอย่างไร และจะมีใครที่พลาดพลั้งนำตัวเองเข้าไปพัวพันกับเส้นทางสีเทาแบบนี้อีกหรือไม่

สุดท้ายนี้ ฝากถึงน้องๆ หรือผู้ที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการ ให้เชื่อมั่นในความพยายามของตัวเองครับ แม้ว่าระบบจะมีช่องโหว่ แต่วันนี้สังคมกำลังสอดส่องและเจ้าหน้าที่ก็กำลังทำงานอย่างหนัก เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับทุกคนครับ

ที่มา – กองปราบฯ ขีดเส้น 31 ก.ค. เรียก 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น จ่อฟัน 7 ข้อหาหนัก ‘อดีตอธิบดี สถ.-ผอ.สำนักทดสอบฯ’

มหาดไทยกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ จับตาอนุทินโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สิงหาคมนี้

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองคงกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงคลองหลอดอย่างใกล้ชิดครับ เพราะล่าสุดมีความชัดเจนแล้วว่า มหาดไทยกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ จับตาอนุทินโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สิงหาคมนี้ หลังจากที่ผ่านมามีปัญหาหมักหมมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่าวฉาวเรื่องทุจริตการสอบท้องถิ่น ปัญหากลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องนอมินีที่กระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองระดับฐานราก

มหาดไทยกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ จับตาอนุทินโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สิงหาคมนี้

คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการปรับทัพขนานใหญ่ เพื่อกู้คืนภาพลักษณ์ของกระทรวงไม่ให้ถูกมองว่าเป็น ‘กระทรวงมหาไถ’ อีกต่อไป โดยเน้นย้ำความสำคัญของการทำงานเชิงรุกเพื่อประชาชนเป็นหลัก การโยกย้ายครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อการเมือง แต่ทำเพื่อปรับจูนคนให้เหมาะสมกับงานและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ข้าราชการในสังกัดหันมาโฟกัสที่ภารกิจ ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข’ มากยิ่งขึ้น

ในส่วนของเกณฑ์การคัดเลือก รายงานข่าวระบุว่าเน้นไปที่ความอาวุโส ประสบการณ์ และประวัติที่ขาวสะอาด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามาก เพราะในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้บริหารระดับสูงหลายรายที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ ทำให้ต้องมีการวางตัวบุคลากรที่จะเข้ามาสานต่องานอย่างมีประสิทธิภาพ

สลายขั้วความขัดแย้ง มุ่งเน้นประสิทธิภาพการทำงาน

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือความตั้งใจของนายอนุทินที่จะทลายกำแพงของระบบ ‘สิงห์ดำ-สิงห์แดง’ หรือการแบ่งก๊วนแบ่งสายภายในกระทรวง โดยประกาศชัดว่าปัจจุบันไม่มีสีอื่น มีเพียงสีของแผ่นดินเท่านั้น ซึ่งหากทำได้จริงจะเป็นผลดีอย่างมหาศาลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังข้าราชการทั่วประเทศว่า ผลงานและความดีงามจะเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้ามากกว่าระบบเส้นสายเหมือนในอดีต

สำหรับรายชื่อที่มีการจับตาว่าจะมีการโยกย้ายนั้น ครอบคลุมตั้งแต่นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงฯ ไปจนถึงบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด เช่น ปัตตานี แพร่ ยโสธร และอุดรธานี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นและต้องติดตามว่าจะส่งผลบวกต่อประชาชนอย่างไรบ้าง

มุมมองทิ้งท้าย: การปรับทัพในครั้งนี้เปรียบเสมือนการรีเซ็ตระบบครั้งใหญ่ ซึ่งความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่แค่การโยกย้ายคน แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่ยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นศูนย์กลาง หาก ‘มหาดไทยกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ จับตาอนุทินโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สิงหาคมนี้’ สำเร็จตามเป้าหมาย เราน่าจะได้เห็นการบริการภาครัฐที่รวดเร็วและตรวจสอบได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมจริงๆ ครับ


ที่มา – มหาดไทยกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่ จับตาอนุทินโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สิงหาคมนี้

Waymo กลับมาวิ่งบนทางด่วนอีกครั้งหลังผ่านกระบวนการเรียกคืน

หากคุณอาศัยอยู่ในเมืองฟีนิกซ์ช่วงนี้ คุณอาจจะเริ่มสังเกตเห็นรถแท็กซี่ไร้คนขับกลับมาวิ่งบนทางหลวงกันอีกครั้ง หลังจากที่ Waymo ได้ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาพร้อมแล้วที่จะนำบริการ Waymo กลับมาวิ่งบนทางด่วนอีกครั้งหลังผ่านกระบวนการเรียกคืน เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้งานทุกคน

Waymo กลับมาวิ่งบนทางด่วนอีกครั้งหลังผ่านกระบวนการเรียกคืน

การกลับมาในครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับหลายคนที่เคยชินกับการใช้บริการ Express บนทางด่วน เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานมีรายงานว่าผู้ใช้งานบางรายถึงกับหันไปใช้บริการคู่แข่งอย่าง Uber เนื่องจากความอึดอัดที่รถ Robotaxi ไม่สามารถใช้เส้นทางด่วนได้ชั่วคราวในช่วงที่ผ่านมา

สาเหตุของการเรียกคืนครั้งสำคัญ

ก่อนที่ Waymo กลับมาวิ่งบนทางด่วนอีกครั้งหลังผ่านกระบวนการเรียกคืน ทางบริษัทได้ตัดสินใจระงับการเดินรถบนทางหลวงด้วยตนเองในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ทางบริษัทตรวจพบปัญหาด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับระบบการจดจำพื้นที่ก่อสร้างบนถนน ซึ่งอาจส่งผลให้รถขับเคลื่อนอัตโนมัติเกิดความสับสนและไม่สามารถหลีกเลี่ยงอันตรายได้อย่างเหมาะสม การตัดสินใจทำ Software Recall ร่วมกับ NHTSA ในครั้งนั้นถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้โดยสารและเพื่อนร่วมทางอย่างชัดเจน

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการแก้ไขในรอบนี้มีดังนี้:

  • อัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับโซนก่อสร้าง
  • ปรับปรุงการตัดสินใจของรถเมื่อเจอสถานการณ์ที่ซับซ้อนบนทางด่วน
  • การขยายผลการบริการกลับมาในพื้นที่เมืองใหญ่ เช่น ซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิส

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบรรยากาศโดยรวมจะเริ่มกลับมาสดใส แต่ Waymo ยังคงต้องรับมือกับความท้าทายในหลายด้าน โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงวันหยุดวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งรถของ Waymo เกิดปัญหาการจราจรติดขัดจนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในซานฟรานซิสโก เหตุการณ์นี้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายควบคุม Robotaxi ในระดับชาติให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น

ในฐานะผู้ใช้งาน เทคโนโลยีรถไร้คนขับยังคงเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น แต่ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ การที่แบรนด์เลือกทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยการหยุดให้บริการเพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่ย้ำให้เห็นว่าความปลอดภัยของชีวิตผู้โดยสารสำคัญกว่าการทำยอดการใช้งานให้เติบโตเพียงอย่างเดียว ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ คิดว่าเราพร้อมรับมือกับรถไร้คนขับบนถนนจริงในระดับที่มากกว่านี้แล้วหรือยัง?

ที่มา – Waymo Returns to Freeways After Recall

Meta เผชิญความท้าทายจากงบลงทุน AI และคดีความทางกฎหมาย

ในโลกของธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลก คงไม่มีใครไม่รู้จัก Meta ยักษ์ใหญ่เจ้าของ Facebook และ Instagram ที่ล่าสุดกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ทั้งในเรื่องของกำไรจากงบลงทุนมหาศาล และปัญหาคดีความในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ Mark Zuckerberg ต้องเร่งไขให้กระจ่าง

Meta เผชิญความท้าทายจากงบลงทุน AI และคดีความทางกฎหมาย

รายงานผลประกอบการล่าสุดชี้ให้เห็นว่า Meta เผชิญความท้าทายจากงบลงทุน AI อย่างหนัก โดยกระแสเงินสดอิสระลดลงเหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 8.55 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ซึ่งนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การทุ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อสร้างเทคโนโลยี AI นั้น จะคุ้มค่าและนำไปสู่ความสำเร็จตามที่วาดฝันไว้จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเรากำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ของ AI กันแน่

ก้าวต่อไปของ Meta กับการเดิมพันครั้งสำคัญ

แม้จะมีความกังวลจากนักวิเคราะห์ แต่ Zuckerberg ยังคงเชื่อมั่นว่านี่คือการลงทุนที่ถูกต้อง โดยเขากล่าวว่า “คนที่กล้าลงทุนในเรื่องนี้จะได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต” ปัจจุบัน Meta ได้นำ LLM มาช่วยปรับปรุงอัลกอริทึมและการจัดอันดับโฆษณา ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บน Reels และ Feed ได้พอสมควร ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทยังซุ่มเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นแว่นตาอัจฉริยะ หรือเอเจนท์ AI ที่สามารถทำงานแทนเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้จบแค่เรื่องงบประมาณ เพราะสิ่งที่ต้องจับตามองอีกอย่างคือ:

  • วิกฤตความเชื่อมั่น: Reality Labs ของ Zuckerberg ประสบภาวะขาดทุนสะสมกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
  • คดีความเด็กและเยาวชน: Meta เผชิญกับคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับการออกแบบแพลตฟอร์มที่เสพติดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้งานอายุน้อย
  • ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย: ไตรมาสที่ผ่านมาบริษัทจ่ายเงินไปแล้วกว่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ในคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย

สถานการณ์ที่น่าหนักใจที่สุดคือคดีที่ 4 รัฐในสหรัฐฯ ฟ้องร้อง Meta ซึ่งอาจมีค่าเสียหายสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่เกือบจะเท่ากับมูลค่าตลาดของบริษัททั้งหมดในปัจจุบัน แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่น่าอภิรมย์สำหรับนักลงทุน

โดยสรุปแล้ว Meta เผชิญความท้าทายจากงบลงทุน AI และคดีความทางกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีหน้าเราคงจะได้เห็นกันว่าวิสัยทัศน์ของ Zuckerberg จะพาบริษัทก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ หรือจะเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีกันแน่ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า AI จะเป็นตัวช่วยกู้สถานการณ์หรือจะเป็นภาระที่หนักอึ้งกว่าเดิมสำหรับ Meta

ที่มา – Meta Struggles With Limited Returns on Its AI Spending, Social Media Legal Woes

EU จ่อจัด ChatGPT และ Roblox เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก

สหภาพยุโรปหรือ EU กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการเทคโนโลยีอีกครั้ง ภายใต้กฎหมาย Digital Services Act (DSA) ซึ่งถือเป็นกรอบกฎหมายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการควบคุมอุตสาหกรรมดิจิทัลทั่วโลก ล่าสุดมีรายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลของยุโรปเตรียมดำเนินการครั้งสำคัญ นั่นคือการจัดให้ ChatGPT และ Roblox เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก หรือที่เรียกกันว่า "Very Large Online Platforms" นั่นเอง

EU จ่อจัด ChatGPT และ Roblox เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก

สำหรับการตัดสินใจของ EU ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแปะป้ายชื่อเล่นเท่ๆ ให้กับบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การที่ EU จ่อจัด ChatGPT และ Roblox เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก จะนำมาซึ่งภาระความรับผิดชอบที่มหาศาล เพราะบริษัทเหล่านี้จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุดของยุโรป เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน

เบื้องลึกสถานะแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มากคืออะไร?

ตามเกณฑ์ของ DSA แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเกิน 45 ล้านคนต่อเดือนใน EU จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "Very Large Online Platforms" โดยในปัจจุบันรายชื่อสมาชิกในกลุ่มนี้มีทั้ง TikTok, YouTube, Facebook, Instagram ไปจนถึง LinkedIn ซึ่งการที่ EU จ่อจัด ChatGPT และ Roblox เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก ก็เนื่องมาจากจำนวนฐานผู้ใช้งานที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนนั่นเอง

  • การตรวจสอบความปลอดภัย: ต้องมีมาตรการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอย่างจริงจัง
  • ความโปร่งใสของอัลกอริทึม: ต้องอธิบายการทำงานของระบบที่คัดเลือกเนื้อหาให้ผู้ใช้เห็น
  • ความเสี่ยงต่อเยาวชน: โดยเฉพาะกับ Roblox ที่มักตกเป็นประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน
  • การรับมือกับ AI: สำหรับ ChatGPT ต้องเผชิญกับกฎระเบียบด้านจริยธรรมและการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน

เหตุผลที่หลายบริษัทเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ กับกฎหมาย DSA ของ EU เป็นเพราะบทเรียนจากกรณีของแพลตฟอร์ม X (Twitter เดิม) ที่เคยถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจนนำไปสู่การเสียค่าปรับมหาศาล การที่ EU ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองพลเมืองในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นสัญญาณว่ายุคสมัยของการทำแพลตฟอร์มแบบ "ไร้ขอบเขต" กำลังสิ้นสุดลงแล้ว

ในแง่มุมของผู้ใช้งานอย่างเรา นี่เป็นก้าวที่น่าสนใจ เพราะมันหมายความว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและจริยธรรมมากกว่าการเร่งโตแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนทางฝั่งของ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT และ Roblox คงต้องเตรียมตัวปรับโครงสร้างการทำงานภายในครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับมาตรฐานระดับยุโรปนี้ให้ทัน

ที่มา – EU Will Reportedly Label ChatGPT and Roblox ‘Very Large Online Platforms’ (Derogatory)

พุทธศาสนิกชนเนืองแน่นวัดเจดีย์หลวง ร่วมเวียนเทียน-จุดผางประทีป เนื่องในวันอาสาฬหบูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมจะพาไปชมบรรยากาศแห่งความศรัทธาที่แสนอบอุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ครับ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสำคัญอย่างวันอาสาฬหบูชา ผมได้เห็นภาพความประทับใจที่ พุทธศาสนิกชนเนืองแน่นวัดเจดีย์หลวง ร่วมเวียนเทียน-จุดผางประทีป เนื่องในวันอาสาฬหบูชา บรรยากาศภายในวัดเจดีย์หลวง วรวิหาร ในวันนั้นเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจมาทำบุญและชมความงามของประเพณีในยามค่ำคืนครับ

พุทธศาสนิกชนเนืองแน่นวัดเจดีย์หลวง ร่วมเวียนเทียน-จุดผางประทีป เนื่องในวันอาสาฬหบูชา

เมื่อเราก้าวเข้าสู่เขตวัดเจดีย์หลวง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความสงบแม้คนจะเยอะมาก แสงสว่างจากผางประทีปที่วางเรียงรายระยิบระยับไปทั่วบริเวณ ดูสวยงามและทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมมากครับ กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ดึงดูดใจสายมูและสายถ่ายรูปได้เป็นอย่างดี เพราะการจุดผางประทีปถวายเป็นพุทธบูชานั้น นอกจากจะได้บุญแล้ว ยังถ่ายรูปออกมาสวยมากจริงๆ ครับ

สำหรับการเดินทางมาร่วมงาน พุทธศาสนิกชนเนืองแน่นวัดเจดีย์หลวง ร่วมเวียนเทียน-จุดผางประทีป เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ครั้งนี้ ทุกคนต่างมารวมตัวกันด้วยใจที่มุ่งมั่นในการสวดมนต์และเวียนเทียนรอบโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งวัดเจดีย์หลวงถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเชียงใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง ยิ่งในวันเพ็ญเดือน 8 แบบนี้ พลังแห่งศรัทธามันส่งผ่านออกมาอย่างชัดเจนเลยครับ

ความสำคัญของวันอาสาฬหบูชาที่ควรทราบ

วันอาสาฬหบูชาไม่ได้เป็นแค่การเข้าวัดทำบุญเท่านั้นนะครับ แต่เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพระธรรมคำสอนที่อยู่คู่เรามาจนถึงวันนี้ การที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวตื่นตัวกับกิจกรรมทางศาสนาแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าวัฒนธรรมไทยเรายังมีเสน่ห์และเข้มแข็งเสมอครับ

มุมมองในเชิงเทรนด์และการท่องเที่ยว:

  • เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Culture Tourism) กำลังเติบโตอย่างมาก นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มหันมาสนใจสัมผัสประสบการณ์ทางศาสนาที่จับต้องได้จริง
  • การใช้ Social Media บอกเล่าเรื่องราวความสวยงามของประเพณีในวัดสำคัญ ช่วยสร้าง Soft Power ให้กับจังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ได้มหาศาล
  • ผมเชื่อว่ากิจกรรมแบบนี้จะถูกยกระดับให้เป็นจุดขายหลักที่เชื่อมโยงระหว่าง “ความศรัทธา” และ “วิถีชีวิตคนเมือง” ได้เป็นอย่างดีในอนาคต

สรุปและอยากชวนทุกคนมาพิสูจน์ครับ: หากปีหน้าใครยังไม่มีแพลนจะไปที่ไหน ผมอยากแนะนำให้ลองปักหมุดมาที่เชียงใหม่แล้วแวะเวียนมาที่วัดเจดีย์หลวงดูสักครั้งครับ การได้รับพลังบวกจากการร่วมเวียนเทียนและจุดผางประทีปในสถานที่ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่คุณจะจำไปอีกนานแน่นอน แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมคนถึงหลั่งไหลกันมามากมายขนาดนี้ครับ

ที่มา – พุทธศาสนิกชนเนืองแน่นวัดเจดีย์หลวง ร่วมเวียนเทียน-จุดผางประทีป เนื่องในวันอาสาฬหบูชา

พี่ชาย ‘ฮลุน โซโล่’ เผยได้รับแจ้งพบน้องชายแล้ว ขอบคุณทุกภาคส่วนช่วยตามหา ครอบครัวของความเป็นส่วนตัว งดแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน

เป็นข่าวที่สร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนคลับสายท่องเที่ยวทั่วประเทศ เมื่อมีการยืนยันจากทางครอบครัวว่า พี่ชาย ‘ฮลุน โซโล่’ เผยได้รับแจ้งพบน้องชายแล้ว ขอบคุณทุกภาคส่วนช่วยตามหา ครอบครัวของความเป็นส่วนตัว งดแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการระดมกำลังใจและช่วยแชร์ข่าวการตามหา บวรทัต เป็งสุข หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘ฮลุน โซโล่’ ยูทูบเบอร์ท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งได้หายตัวไปในต่างแดน

พี่ชาย ‘ฮลุน โซโล่’ เผยได้รับแจ้งพบน้องชายแล้ว ขอบคุณทุกภาคส่วนช่วยตามหา ครอบครัวของความเป็นส่วนตัว งดแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักเดินทางและผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวคนเดียว การจากไปของยูทูบเบอร์ท่านนี้สร้างความสูญเสียให้กับวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่างมาก โดยทางครอบครัวได้ออกมาสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้พบร่างของฮลุน โซโล่ แล้วเมื่อเวลา 01.35 น. ของวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ในสภาพที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจต่อผู้ติดตามทุกคนเป็นอย่างยิ่ง

ในแถลงการณ์ที่ทำโดยครอบครัวระบุว่า พวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจในทุกพลังใจที่ส่งมาให้ ไม่ว่าจะเป็นการแชร์โพสต์ การประสานงานกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่ความห่วงใยที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย พี่ชาย ‘ฮลุน โซโล่’ เผยได้รับแจ้งพบน้องชายแล้ว ขอบคุณทุกภาคส่วนช่วยตามหา ครอบครัวของความเป็นส่วนตัว งดแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน ซึ่งทางครอบครัวย้ำชัดเจนว่าในขณะนี้ต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อจัดการเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อย จึงอยากขอความร่วมมือจากแฟนคลับและสื่อต่างๆ งดการคาดเดาถึงสาเหตุหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ

ข้อคิดจากการจากไปของนักเดินทางชื่อดัง

  • การเดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนควรมีการวางแผนที่รัดกุมและแจ้งพิกัดให้คนใกล้ชิดทราบเสมอ
  • สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางที่ทรงพลังในการช่วยประสานงานติดตามผู้สูญหาย แต่ข้อมูลต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น
  • การเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้สูญเสียและครอบครัวเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญมากที่สุดในช่วงเวลาอันยากลำบาก

ในมุมมองของกูรูด้านการท่องเที่ยว การหายตัวไปและพบในสภาพเสียชีวิตของนักเดินทางนั้นเป็นเครื่องเตือนใจว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกเวลา สำหรับแฟนคลับหรือผู้ที่ติดตามผลงานของฮลุน โซโล่ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำเพื่อเป็นการให้เกียรติผู้จากไปได้ คือการจดจำผลงานดีๆ ที่เขาได้สร้างสรรค์เอาไว้ผ่านช่องทางยูทูบ และหยุดการแชร์ข่าวลือที่อาจส่งผลเสียต่อความรู้สึกของครอบครัว

ทางทีมงานขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของฮลุน โซโล่ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ หวังว่าครอบครัวจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – พี่ชาย ‘ฮลุน โซโล่’ เผยได้รับแจ้งพบน้องชายแล้ว ขอบคุณทุกภาคส่วนช่วยตามหา ครอบครัวของความเป็นส่วนตัว งดแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน

ผู้สร้าง Spider-Man ยังไม่ปิดโอกาส Venom Crossover

แฟนๆ ซูเปอร์ฮีโร่หลายคนคงตั้งตารอคอยมานาน กับความฝันที่อยากเห็นการปะทะกันระหว่างไอ้แมงมุมและเจ้าปรสิตต่างดาว ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นทั้งหนัง Venom และ Spider-Man ออกมามากมาย แต่กลับไร้วี่แววของ ผู้สร้าง Spider-Man ยังไม่ปิดโอกาส Venom Crossover ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ เสียที แม้จะมีบ้างที่ Tom Hardy ในบท Eddie Brock พูดถึง Spider-Man หรือการเผชิญหน้ากันในมัลติเวิร์สยุคเก่า แต่สำหรับปัจจุบัน ทั้งสองตัวละครหลักยังคงเดินบนเส้นทางของตัวเองอยู่

ผู้สร้าง Spider-Man ยังไม่ปิดโอกาส Venom Crossover ในอนาคต

ในการสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Happy Sad Confused โปรดิวเซอร์ระดับตำนานอย่าง Amy Pascal และ Kevin Feige ได้ออกมาพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ทั้งคู่จะมาเจอกัน โดย Amy Pascal ได้ให้ความเห็นว่า “มันจะดีมากเลยทีเดียว” ในขณะที่ Kevin Feige เสริมสั้นๆ ว่า “จงมีความหวังเสมอ” ซึ่งคำตอบเหล่านี้แม้จะดูไม่ชัดเจน แต่ที่แน่นอนคือพวกเขาไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้นี้เลย

ทำไมแฟนๆ ถึงคาดหวังกับ ผู้สร้าง Spider-Man ยังไม่ปิดโอกาส Venom Crossover?

หลายคนตั้งคำถามว่า หากการเจอกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในภาค Brand New Day แล้วมันจะเกิดขึ้นที่ไหนได้บ้าง? นี่คือความเป็นไปได้ที่เราสรุปมาให้:

  • เวอร์ชันแอนิเมชัน: ปัจจุบันมีการยืนยันเรื่องโปรเจกต์หนัง Venom ฉบับแอนิเมชัน ซึ่งเป็นโลกที่เชื่อมโยงกับ Spider-Verse อยู่แล้ว จึงมีความเป็นไปได้สูง
  • ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์: แม้ Avengers: Secret Wars จะมีข่าวลือเรื่องตัวละครรับเชิญมากมาย แต่นักวิจารณ์หลายคนมองว่าการปูเรื่องผ่านหนังภาคแยกในอนาคตน่าจะเป็นไปได้มากกว่า
  • จักรวาล Sony: ด้วยความสำเร็จด้านรายได้ของหนัง Spider-Man ทำให้ทางค่ายมีแนวโน้มที่จะขยายจักรวาล ซึ่ง Venom คือคู่ปรับที่เหมาะสมที่สุด

ถึงแม้ในขณะนี้เราจะยังไม่มีกำหนดการที่แน่ชัด แต่ความหวังก็ยังคงถูกจุดประกายอยู่เสมอ แฟนๆ คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่า เมื่อจักรวาลขยายตัวไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงหลังจบเหตุการณ์ Secret Wars เราจะมีโอกาสได้เห็นการปะทะระดับตำนานระหว่าง Tom Holland และ Tom Hardy หรือไม่ ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่าหากมีการปูบทมาดีๆ นี่จะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่แฟน Marvel ทั่วโลกต้องจดจำไปตลอดกาลอย่างแน่นอน

ที่มา – Spider-Man’s Producers Still Aren’t Ruling Out a Venom Crossover