ผู้เขียน: lalika69_admin

ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวแบบเดิมแม่นยำแค่ 30% นักวิทยาศาสตร์พบวิธีที่ดีกว่า

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินเรื่อง ShakeAlert® ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้าของสหรัฐฯ แต่อาจจะยังไม่ทราบว่าระบบนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่คิด เพราะที่ผ่านมามันเคยส่งสัญญาณเตือนผิดพลาดจนสร้างความตื่นตระหนกมาแล้วหลายครั้ง ด้วยอัตราความแม่นยำที่ทำได้เพียง 30% เท่านั้น ทำให้ความหวังใหม่ในการป้องกันภัยพิบัติจึงตกไปอยู่ที่การค้นพบเทคโนโลยีใหม่ของนักธรณีฟิสิกส์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์

ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวแบบเดิมแม่นยำแค่ 30% นักวิทยาศาสตร์พบวิธีที่ดีกว่า

นักวิจัยจากศูนย์วิทยาศาสตร์แผ่นดินไหวของ USGS ได้ทดลองนำสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber-optic) ที่มีอยู่เดิมทั่วไปตามบ้านเรือนมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนแบบกระจาย หรือที่เรียกว่า DAS (Distributed Acoustic Sensing) โดยอาศัยความไม่สมบูรณ์เล็กๆ น้อยๆ ในตัวสายเคเบิลมาสร้างเป็นระบบเซนเซอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถจับสัญญาณการสั่นสะเทือนได้อย่างแม่นยำมหาศาล

ทำไมเทคโนโลยีการใช้สาย Fiber-optic ถึงเหนือกว่าในการเป็นระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวแบบเดิมแม่นยำแค่ 30% นักวิทยาศาสตร์พบวิธีที่ดีกว่า

ผลลัพธ์จากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าระบบ DAS นี้สามารถทำนายแผ่นดินไหวที่มีขนาดตั้งแต่ 5.4 แมกนิจูดขึ้นไปได้แม่นยำถึง 79% ซึ่งสูงกว่า ShakeAlert เกือบเท่าตัว โดยอาศัยข้อมูลจากการสั่นสะเทือนเพียงแค่ 4 วินาทีแรกเท่านั้น การค้นพบนี้ถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ควรจะมีค่ามากกว่าแค่การเชื่อมต่อข้อมูลทั่วไป

  • วิเคราะห์สัญญาณรวดเร็ว: ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการระบุขนาดของแผ่นดินไหว
  • ความแม่นยำที่สูงขึ้น: เพิ่มโอกาสรอดชีวิตด้วยความแม่นยำระดับ 79%
  • ใช้โครงสร้างเดิมให้คุ้มค่า: ไม่ต้องติดตั้งเซนเซอร์ราคาแพงในจุดที่เข้าถึงยาก

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการวิจัยในห้องทดลองเท่านั้น ทีมงานยังได้ทดสอบจริงในเขต Humboldt County รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นจุดที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยการประยุกต์ใช้ Machine Learning เข้ากับข้อมูลจากสายเคเบิล ทำให้ระบบสามารถแยกแยะความแตกต่างของแรงสั่นสะเทือนได้ดีเยี่ยม

ในอนาคต หากเรามีการลงทุนในโครงข่ายบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมมากขึ้น ไม่เพียงแค่ชุมชนห่างไกลจะได้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่พวกเขายังจะได้รับเกราะป้องกันภัยพิบัติจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถนำมาสร้างสรรค์เพื่อความปลอดภัยของสังคมและสร้างชุมชนที่ยั่งยืนได้ หากเรานำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้อย่างชาญฉลาดและเห็นคุณค่าของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง

ที่มา – The Government’s Earthquake Warning System Has a 30% Accuracy Rate. Scientists Found Something Better

ศิริราชเปิดตัว “ธงวันมหิดล Virtual Run 2026” ชวนคนไทยวิ่งสะสมระยะทาง ส่งต่อโอกาสการรักษาแก่ผู้ป่วย เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายสุขภาพและนักกิจกรรมใจบุญทุกคน วันนี้ผมมีข่าวดีมาฝากสำหรับใครที่กำลังมองหากิจกรรมดีๆ ที่ได้ทั้งสุขภาพและได้ทำบุญไปพร้อมกัน กับการเปิดตัวกิจกรรม ศิริราชเปิดตัว “ธงวันมหิดล Virtual Run 2026” ชวนคนไทยวิ่งสะสมระยะทาง ส่งต่อโอกาสการรักษาแก่ผู้ป่วย เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นโครงการสุดสร้างสรรค์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ต้องการเชิญชวนให้พวกเราทุกคนมาร่วมขยับร่างกายเพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อนมนุษย์ครับ

ร่วมก้าวไปกับกิจกรรม ศิริราชเปิดตัว “ธงวันมหิดล Virtual Run 2026” ชวนคนไทยวิ่งสะสมระยะทาง ส่งต่อโอกาสการรักษาแก่ผู้ป่วย เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2569

กิจกรรมในรูปแบบ Virtual Run ปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การวิ่งเพื่อออกกำลังกายตามปกติเท่านั้น แต่คือการ “ให้” อย่างแท้จริง ทุกย่างก้าวที่เราสะสมระยะทาง จะกลายเป็นรายได้เพื่อสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยด้อยโอกาสที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งถือเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ภายใต้แนวคิด “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” ครับ

ทำไมกิจกรรมนี้ถึงน่าสนใจ?

  • ยืดหยุ่นสูง: ไม่ว่าเพื่อนๆ จะอยู่ที่ไหน ในสวนสาธารณะ หน้าบ้าน หรือในฟิตเนส ก็สามารถร่วมสนุกและสะสมระยะทางได้ตามสะดวก
  • ส่งต่อคุณค่า: รายได้จากการจัดกิจกรรมทั้งหมดนำไปสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • สร้างนิสัยที่ดี: เป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยให้เราลุกขึ้นมาออกกำลังกายอย่างเป็นระบบเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น

ทางคณะผู้จัดงาน โดย ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้อย่างมาก เพื่อหวังให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปหันมาใส่ใจสุขภาพและมีจิตสาธารณะ การเข้าร่วมโครงการ ศิริราชเปิดตัว “ธงวันมหิดล Virtual Run 2026” ชวนคนไทยวิ่งสะสมระยะทาง ส่งต่อโอกาสการรักษาแก่ผู้ป่วย เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2569 จึงเปรียบเสมือนการผนึกกำลังกันของคนไทยทั้งชาติเพื่อสร้างปาฏิหาริย์แห่งการรักษาให้เกิดขึ้นได้จริงกับผู้ป่วยหลายๆ ท่านครับ

สมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้เลยตั้งแต่วันนี้

สำหรับการสมัครนั้นง่ายมากเพื่อนๆ สามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ Thai.run แล้วเริ่มเก็บระยะทางกันได้ยาวๆ ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้เท่านั้นนะครับ อีกทั้งยังสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอัปเดตต่างๆ ได้ผ่านทาง Facebook Page: TongMahidol บอกเลยว่ากิจกรรมสไตล์นี้กำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองที่เน้นความสะดวกแต่ยังคงไว้ซึ่งความหมายที่ดีงาม

มุมมองทิ้งท้ายจากผม: ส่วนตัวมองว่ากิจกรรมในรูปแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมโยงพลังของผู้คนให้มารวมกันผ่านเทคโนโลยี หากเพื่อนๆ อยากเริ่มต้นดูแลตัวเองพร้อมๆ กับสร้างตำนานแห่งการให้ ผมแนะนำให้ลองลงทะเบียนดูครับ นอกจากจะได้เหรียญที่ระลึกหรือความภาคภูมิใจแล้ว ยังได้เป็นส่วนหนึ่งของพลังศิริราชที่ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยอีกมากมาย อย่ารอช้านะครับ มาร่วมเป็นหนึ่งในพลังแห่งการให้นี้ไปด้วยกัน!

ที่มา – ศิริราชเปิดตัว “ธงวันมหิดล Virtual Run 2026” ชวนคนไทยวิ่งสะสมระยะทาง ส่งต่อโอกาสการรักษาแก่ผู้ป่วย เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2569 [PR NEWS]

ความลับใต้ทะเลสาบ Great Lakes กับทาร์ดิเกรดและเชื้อรากินหิน

คุณเคยสงสัยไหมว่าภายใต้ผืนดินที่เราเหยียบย่ำกันอยู่นี้มีอะไรซ่อนอยู่? ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ ความลับใต้ทะเลสาบ Great Lakes กับทาร์ดิเกรดและเชื้อรากินหิน ซึ่งเป็นระบบนิเวศขนาดจิ๋วที่อาศัยอยู่ลึกลงไปหลายร้อยฟุตใต้ชั้นหิน ดินแดนที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่อันตรายและไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ แต่กลับเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพอย่างน่าทึ่ง

สำรวจความลับใต้ทะเลสาบ Great Lakes กับทาร์ดิเกรดและเชื้อรากินหิน

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อก๊าซในชั้นหินดาน Antrim Shale ลึกลงไปถึง 1,640 ฟุต ผลการวิจัยพบว่าน้ำเหล่านี้ถูกกักเก็บไว้นานกว่า 11,000 ปี ตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง นักวิจัยต้องประหลาดใจเมื่อพบเชื้อรากว่า 689 สายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งเคยพบครั้งแรก โดยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้รอดชีวิตมาได้ด้วยการกินสารอินทรีย์ที่ติดอยู่ในชั้นหิน

สิ่งมีชีวิตสุดแกร่งที่ซ่อนตัวอยู่

นอกจากเชื้อราแล้ว การศึกษาเรื่อง ความลับใต้ทะเลสาบ Great Lakes กับทาร์ดิเกรดและเชื้อรากินหิน ยังพบสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่:

  • ทาร์ดิเกรด (Tardigrades): หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “หมีน้ำ” สิ่งมีชีวิตที่ขึ้นชื่อเรื่องความอึดสุดขีด
  • หนอนปล้องขนาดเล็ก: ที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ไร้แสงแดดได้อย่างเหลือเชื่อ

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้สร้างห่วงโซ่อาหารใต้ดินขึ้นมาเอง บางชนิดเป็นผู้ล่าและบางชนิดเป็นปรสิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกใต้ดินไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด แต่มันคือระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง

การค้นพบในครั้งนี้กำลังเปลี่ยนมุมมองของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับชั้นใต้ผิวโลก เราอาจกำลังประเมินความหลากหลายทางชีวภาพของโลกต่ำเกินไป เพราะเราไม่เคยรวมพื้นที่ใต้ดินขนาดมหาศาลนี้เข้าในการคำนวณมาก่อน เชื้อราเหล่านี้ไม่เพียงแต่กินหินเป็นอาหาร แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการหมุนเวียนคาร์บอนซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในระดับลึกที่นักวิจัยต้องเร่งศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ในมุมมองของผม นี่คือเครื่องเตือนใจว่าธรรมชาติมีวิธีการปรับตัวที่น่าพิศวงเสมอ แม้ในที่ที่มืดมิดและยากลำบากที่สุด ชีวิตก็ยังหาทางออกไปจนได้ การทำความเข้าใจโลกใบเล็กๆ เหล่านี้อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การค้นพบความลับอื่นๆ เกี่ยวกับการกำเนิดชีวิตบนโลกหรือแม้แต่การมองหาความเป็นไปได้ของชีวิตบนดาวดวงอื่นในอนาคต

ที่มา – The Great Lakes Are Hiding a Secret Underworld of Tardigrades and Rock-Eating Fungi

สภากทม. ไฟเขียวข้อบังคับใหม่ ดันถ่ายทอดสดพร้อมล่ามภาษามือ-เปิดเผยรายงานการประชุม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีที่ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของวงการการเมืองท้องถิ่นบ้านเรามาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการประชุมสภากรุงเทพมหานครที่ทำเอาหลายคนต้องจับตามอง เพราะมีการลงมติเห็นชอบในเรื่องที่ส่งผลบวกต่อประชาชนโดยตรง นั่นคือ สภากทม. ไฟเขียวข้อบังคับใหม่ ดันถ่ายทอดสดพร้อมล่ามภาษามือ-เปิดเผยรายงานการประชุม อย่างเป็นทางการครับ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าชื่นชมมาก เพราะเป็นการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐให้เท่าเทียมกันมากขึ้น โดยแนวคิดนี้ถูกผลักดันขึ้นมาเพื่อให้สภากทม. ไม่ใช่แค่สถานที่ทำงานของสมาชิกสภาฯ เท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบได้จริง ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

สภากทม. ไฟเขียวข้อบังคับใหม่ ดันถ่ายทอดสดพร้อมล่ามภาษามือ-เปิดเผยรายงานการประชุม

หลายคนอาจสงสัยว่าการแก้ข้อบังคับในครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ผมขอสรุปประเด็นหลักๆ ที่น่าสนใจมาให้ครับ อย่างแรกคือเรื่องการเปิดเผยข้อมูลครับ ต่อไปนี้รายงานการประชุมและผลงานของคณะกรรมการต่างๆ จะถูกเปิดเผยสู่สาธารณะมากขึ้น ทำให้เราในฐานะประชาชนสามารถติดตามงานอภิปรายหรือการลงมติสำคัญๆ ได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ครับ

ส่งเสริมความเท่าเทียมด้วยเทคโนโลยีและภาษา

สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดจากการประชุมครั้งนี้คือประเด็นเรื่อง สภากทม. ไฟเขียวข้อบังคับใหม่ ดันถ่ายทอดสดพร้อมล่ามภาษามือ-เปิดเผยรายงานการประชุม ซึ่งรวมไปถึงการจัดให้มีล่ามภาษามือระหว่างถ่ายทอดสด นอกจากนี้ สมาชิกสภากทม. หลายท่านยังเสนอแนะให้มีการเพิ่มคำบรรยายสด รวมถึงจัดทำเอกสารในรูปแบบที่รองรับโปรแกรมอ่านหน้าจอสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นอีกด้วย นี่คือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างความเท่าเทียมอย่างแท้จริงครับ

ในแง่ของมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมากครับ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารขับเคลื่อนสังคม การทำให้หน่วยงานรัฐมีความโปร่งใสผ่านระบบ ‘Open Data’ ไม่ใช่เรื่องหรูหราอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นพื้นฐานที่ต้องมีในยุคดิจิทัล การที่สภากทม. กล้าที่จะปรับตัวและเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนพิจารณาร่างข้อบัญญัติ จะช่วยให้กฎหมายต่างๆ ที่ออกมามีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ปัญหาของคนกรุงเทพฯ ได้ตรงจุดมากขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนให้ทุกคนลองติดตามการดำเนินงานของสภากทม. กันให้มากขึ้นนะครับ เพราะยิ่งเราให้ความสนใจและร่วมตรวจสอบ การทำงานของภาครัฐก็จะยิ่งมีคุณภาพและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น หากเพื่อนๆ มีความเห็นอย่างไร หรืออยากเห็นสภาฯ พัฒนาด้านไหนเพิ่มเติม ก็สามารถแสดงความคิดเห็นทิ้งไว้ได้เลยครับ มาร่วมกันสร้างกรุงเทพฯ ที่โปร่งใสและน่าอยู่ไปพร้อมๆ กันครับ!

ที่มา – สภากทม. ไฟเขียวข้อบังคับใหม่ ดันถ่ายทอดสดพร้อมล่ามภาษามือ-เปิดเผยรายงานการประชุม

ชายญี่ปุ่นวัย 61 ถูกจับหลังซ้อมเล่นดนตรีเสียงดังนานนับสิบปี

ชายญี่ปุ่นวัย 61 ถูกจับหลังซ้อมเล่นดนตรีเสียงดังนานนับสิบปี

คุณเคยไหมครับที่ต้องเจอเพื่อนบ้านแย่ๆ อย่างเช่น คนที่เปิดเพลงเสียงดังในยามวิกาล แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครสู้ชาวนิชิเคียวในเกียวโตได้แน่นอน เพราะพวกเขาต้องทนทุกข์กับคุณคาซึโนริ โยโกอิ มานานกว่า 10 ปีเต็ม จนในที่สุดเขาก็กลายเป็นข่าวใหญ่ว่าเป็น ชายญี่ปุ่นวัย 61 ถูกจับหลังซ้อมเล่นดนตรีเสียงดังนานนับสิบปี ซึ่งความรุนแรงของเสียงนั้นไม่ใช่ระดับปกติ แต่เทียบเท่ากับการมีรถบรรทุกวิ่งผ่านห้องนอนของคุณตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

คุณโยโกอิคนนี้ไม่ได้แค่เปิดวิทยุดังๆ แต่ยังใช้กีตาร์ไฟฟ้าเล่นเพลงแนวร็อกเสียงดังกระหึ่ม จนเพื่อนบ้านวัย 60 ถึง 80 ปีเริ่มมีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคนอนไม่หลับ หรืออาการซึมเศร้า ที่แย่ที่สุดคือมีผู้เสียหายนางหนึ่งถึงขั้นมีอาการหูอื้อ (tinnitus) อันเป็นผลมาจากการปล่อยให้เสียงดังในระดับ 80-90 เดซิเบลดังต่อเนื่องกันเป็นปีๆ ซึ่งนักวิชาการระบุว่าเสียงระดับเกิน 85 เดซิเบลนั้นถือเป็นอันตรายต่อการได้ยินอย่างยิ่ง

เบื้องหลังพฤติกรรมสุดทนของ ชายญี่ปุ่นวัย 61 ถูกจับหลังซ้อมเล่นดนตรีเสียงดังนานนับสิบปี

คำถามที่ทุกคนสงสัยคือ ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น? รายงานระบุว่าเขาตั้งใจหันลำโพงวิทยุออกไปทางหน้าต่างเพื่อเปิดกรอกหูเพื่อนบ้านโดยเฉพาะ แถมยังเล่นกีตาร์ไฟฟ้ากระหึ่มแต่เช้าตรู่ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะมีความขัดแย้งกับคนรอบข้างสะสมมานาน จนกระทั่งตำรวจตัดสินใจบุกเข้ายึดอุปกรณ์ดนตรีของเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์หรือแอมป์ขยายเสียง รวมแล้วถึง 76 รายการ

  • เปิดวิทยุเสียงดังตลอด 24 ชั่วโมง
  • เล่นกีตาร์ไฟฟ้าเสียงระดับ 90 เดซิเบล
  • เมินเฉยต่อคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมานับครั้งไม่ถ้วน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสอบปากคำ คุณโยโกอิกลับยืนยันว่าเขาเล่นดนตรีจริง แต่ปฏิเสธว่าเสียงของเขาไม่ได้ทำให้ใครต้องบาดเจ็บหรือป่วยไข้ นี่ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาการจดจำและมารยาทในการอยู่ร่วมกันในอาคารที่พักอาศัยที่ประเทศญี่ปุ่น โดยดูเหมือนว่าความต้องการที่จะปลดปล่อยความเป็นร็อกสตาร์ของเขาครั้งนี้ จะแลกมาด้วยอิสรภาพที่หายไปในคุกแทน

บทเรียนในเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การมีงานอดิเรกที่เรารักเป็นเรื่องดีครับ แต่ถ้ามันไปเบียดเบียนชีวิตสงบสุขของคนอื่นจนถึงขั้นกฎหมายต้องเข้ามาจัดการ ก็คงไม่คุ้มกันแน่นอน เราหวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยเตือนใจให้เพื่อนบ้านทุกคนหันมาประนีประนอมกัน เพื่อให้สังคมของเราน่าอยู่ขึ้นครับ

ที่มา – 61-Year-Old Japanese Man Arrested After Decade of Rocking Too Hard

เจาะเบื้องหลังหนังสุดฉาวใน Boorman and the Devil

สวัสดีครับคอหนังทุกคน! ใครที่เป็นแฟนตัวยงของภาพยนตร์สยองขวัญระดับตำนานอย่าง The Exorcist น่าจะพอทราบดีว่าชื่อนี้ไม่ได้มีดีแค่ภาคแรกเท่านั้น แต่เรื่องราวของมันก็มีทั้งความสำเร็จและบทเรียนราคาแพงซ่อนอยู่ โดยเฉพาะสารคดีเรื่องล่าสุดอย่าง เจาะเบื้องหลังหนังสุดฉาวใน Boorman and the Devil ที่จะพาทุกคนไปสำรวจความล้มเหลวครั้งมโหฬารของหนังภาคต่ออย่าง Exorcist II: The Heretic (1977)

เผยความล้มเหลวผ่านสารคดี เจาะเบื้องหลังหนังสุดฉาวใน Boorman and the Devil

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในหนังที่แย่ที่สุดตลอดกาล ทั้งที่ผู้กำกับอย่าง John Boorman ก็มีฝีมือดีจากผลงานอย่าง Deliverance สารคดีเรื่องนี้จะมาไขคำตอบครับว่าเกิดอะไรขึ้นในกองถ่าย และทำไมโปรเจกต์ที่เป็นดั่งโอกาสทองในตอนนั้นถึงกลายเป็นฝันร้ายที่เกือบทำลายอาชีพของเขาไปเลย

มุมมองใหม่ต่อตำนานหนังที่น่าจดจำ เจาะเบื้องหลังหนังสุดฉาวใน Boorman and the Devil

สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่การวิจารณ์ แต่ยังเป็นการรวบรวมเหล่าคนทำหนังชื่อดัง เช่น Mike Flanagan, Joe Dante และเหล่านักแสดงดั้งเดิมอย่าง Linda Blair มาร่วมย้อนความทรงจำถึงความทะเยอทะยานที่มากเกินไป แม้ว่า Exorcist II จะถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่ก็น่าสนใจที่ในวันนี้เรากลับมามองมันด้วยมุมมองที่เห็นใจมากขึ้นในแง่ของศิลปะและการกล้าเสี่ยง

สาเหตุที่หนังเรื่องนี้ได้รับความสนใจในแง่ลบมาตลอดหลายทศวรรษ มีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้:

  • การเปลี่ยนแนวทางจากสยองขวัญสุดโต่งไปสู่หนังจิตวิทยาที่ซับซ้อนเกินเข้าใจ
  • การปรากฏชื่อดาราดังคับคั่งที่ผู้ชมคาดหวังสูงเกินไป
  • บทภาพยนตร์ที่พยายามจะฉีกกฎเกณฑ์เดิมจากภาคแรก ซึ่งแฟนหนังในยุคนั้นรับไม่ได้
  • เพลงประกอบโดย Ennio Morricone ที่ถึงแม้หนังจะแย่ แต่ดนตรีกลับกลายเป็นผลงานระดับขึ้นหิ้ง

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการศึกษาประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ไม่ควรพลาดสารคดีเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง เพราะมันคือบทเรียนของการลองผิดลองถูกในยุคทองของ Hollywood ที่เตือนสติผู้กำกับรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดีว่า การทำภาคต่อจากหนังที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะเคยดู Exorcist II แล้วรู้สึกอย่างไร สารคดีเรื่องนี้อาจทำให้คุณเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ “ความล้มเหลว” ไปสิ้นเชิง เพราะบางครั้งหนังที่ถูกตราหน้าว่าแย่ที่สุด ก็อาจมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าหลงใหลที่สุดซ่อนอยู่ครับ

ที่มา – The ‘Boorman and the Devil’ Trailer Peeks Behind the Scenes of the Notorious ‘Exorcist’ Sequel

โคราชลอง ‘เทส’ จริง โลก Creative ใกล้ตัวกว่าที่คิด

เชื่อไหมครับว่า โลกของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หรือ Creative Industry ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ และล่าสุดภารกิจส่งท้ายของโครงการ Awesome Skills Project ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรุ่นใหม่ในจังหวัดนครราชสีมามีความพร้อมแค่ไหนในการก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ กับกิจกรรมที่ชื่อว่า โคราชลอง ‘เทส’ จริง โลก Creative ใกล้ตัวกว่าที่คิด ซึ่งอบอวลไปด้วยพลังงานบวกและความสนุกสนานอย่างเต็มเปี่ยม

ทำความรู้จักโคราชลอง ‘เทส’ จริง โลก Creative ใกล้ตัวกว่าที่คิด

ตลอดทั้งวันในกิจกรรมนี้ น้องๆ เยาวชนและผู้ที่สนใจได้สัมผัสกับเบื้องหลังของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากคนทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นสายภาพยนตร์ งานคอนเทนต์ครีเอเตอร์ หรือแม้แต่นักพัฒนาเกมมืออาชีพ กิจกรรม โคราชลอง ‘เทส’ จริง โลก Creative ใกล้ตัวกว่าที่คิด ไม่ได้เป็นเพียงการมานั่งฟังบรรยายธรรมดา แต่คือการเปิดโลกทัศน์ที่เน้นการลงมือทำจริงผ่าน 5 ฐานกิจกรรมสุดเข้มข้น

5 ฐานกิจกรรมเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นทักษะ

  • ‘เทส’ TALK: ฟังประสบการณ์ตรงจากรุ่นพี่มืออาชีพที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในสายงาน Creative มาถ่ายทอดเทคนิคและคำแนะนำที่หาไม่ได้จากห้องเรียน
  • ‘เทส’ LAB: จุดนี้คือส่วนที่สนุกที่สุด เพราะทุกคนได้ลงมือคิดและลองทำจริง เปลี่ยนไอเดียในหัวให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้
  • ‘เทส’ ให้ดู: เป็นการเปิดเผย Workflow หรือเบื้องหลังการทำงานแบบไม่มีกั๊ก เผยให้เห็นกระบวนการคิดของคนระดับมือโปร
  • ‘เทส’ ที่ใช่: กิจกรรมสำรวจหา Passion และเส้นทางสายอาชีพที่ตอบโจทย์ตัวเองมากที่สุด
  • ‘เทส’ ระบบ: พื้นที่สำหรับเชื่อมต่อและพูดคุยกับบริษัทในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยตรง

การจัดงานในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า เยาวชนในต่างจังหวัดมีความสามารถและความสนใจในสายงานสร้างสรรค์สูงมาก ขอเพียงแค่มีพื้นที่ให้พวกเขาได้ปล่อยของและทดลองทำ การค้นหาเป้าหมายและเส้นทางชีวิตของตัวเองไม่ได้แปลว่าเราต้องรู้ทุกคำตอบตั้งแต่วันแรก แต่สำคัญที่ว่า “คุณกล้าที่จะลองเทสหรือไม่?”

มุมมองในอนาคต: แนวโน้มของอุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด งานในสาย Creative ไม่จำกัดแค่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป เทคโนโลยีช่วยให้คนโคราชหรือจังหวัดไหนๆ ก็สามารถผลิตคอนเทนต์ไปสู่ระดับโลกได้ หากเราเริ่มสร้างพื้นฐานทักษะ (Skill) และมีโอกาสที่ดีในการฝึกฝน วันนี้เราอาจแค่ทดลองทำ แต่ในอนาคตเราอาจเป็นผู้กำหนดเทรนด์เองก็ได้

ใครที่พลาดกิจกรรมในรอบนี้ ไม่ต้องเสียใจครับ เพราะโอกาสยังรออยู่เสมอ หมั่นอัปเดตทักษะของตัวเองให้เท่าทันโลก และอย่าหยุดที่จะมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ถ้าคุณชอบความท้าทาย ลองเริ่มสร้างผลงานเล็กๆ ของตัวเองดูตั้งแต่วันนี้ แล้วคุณจะพบว่าโลก Creative ของจริงนั้นสนุกกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

ที่มา – โคราชลอง ‘เทส’ จริง โลก Creative ใกล้ตัวกว่าที่คิด

โรคเรื้อนในฟลอริดาพุ่ง 36 ราย ต้นเหตุอาจทำให้คุณประหลาดใจ

หลายคนอาจคิดว่าโรคเรื้อนเป็นโรคที่ห่างไกลจากตัวเรา หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา กลับพบการระบาดที่น่าสนใจ เมื่อมีการรายงานว่า โรคเรื้อนในฟลอริดาพุ่ง 36 ราย ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้เชี่ยวชาญไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าพาหะของโรคอาจมาจากสัตว์ใกล้ตัวอย่างตัวนิ่ม (Armadillo)

โรคเรื้อนในฟลอริดาพุ่ง 36 ราย และแหล่งที่มาที่คาดไม่ถึง

โรคเรื้อน หรือ Hansen’s disease เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Mycobacterium leprae เชื้อชนิดนี้ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง ดวงตา และระบบประสาท หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่ความพิการถาวรได้ แม้ในระดับโลกเราจะควบคุมโรคได้ดีขึ้นด้วยยาปฏิชีวนะ แต่เหตุการณ์ที่ โรคเรื้อนในฟลอริดาพุ่ง 36 ราย ในปีเดียว กลับกลายเป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องหันมาจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทำไมเจ้าตัวนิ่มถึงกลายเป็นผู้ต้องสงสัย?

นักวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตัวนิ่มสายพันธุ์เก้าแถบ (nine-banded armadillo) ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ สามารถเป็นพาหะตามธรรมชาติของเชื้อแบคทีเรียนี้ได้ ซึ่งกระบวนการส่งผ่านเชื้อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic transmission) นี้ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้คนในพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือสัมผัสกับดินและสิ่งปฏิกูลของพวกมัน

  • เชื้อโรคสามารถอาศัยอยู่ในดินได้นานกว่าที่คาดคิด
  • คนส่วนใหญ่ประมาณ 95% มีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะติดเชื้อได้ง่ายๆ
  • การติดต่อต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน ซึ่งลดความเสี่ยงสำหรับคนทั่วไปลงได้มาก

แม้จำนวนตัวเลขจะดูน่ากลัว แต่ทางการฟลอริดายืนยันว่าเราไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะการติดเชื้อนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อจากตัวนิ่มมักเป็นผู้ที่มีประวัติสัมผัสคลุกคลีโดยตรง ความเข้าใจผิดที่ว่าโรคเรื้อนติดต่อกันง่ายเหมือนโรคไข้หวัดนั้นไม่เป็นความจริง แต่การเฝ้าระวังพฤติกรรมและความสะอาดของที่อยู่อาศัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์ที่โรคกลายเป็นโรคประจำถิ่นในบางพื้นที่

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เราตระหนักว่า ธรรมชาติรอบตัวอาจมีเชื้อโรคที่เรามองข้ามได้เสมอ การศึกษาข้อมูลและปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้ห่างไกลจากความเสี่ยง คือหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะครับ เคยคิดมาก่อนไหมว่าสัตว์น่ารักๆ อย่างตัวนิ่มจะเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพระดับท้องถิ่นได้ขนาดนี้?

ที่มา – Florida Saw 36 Leprosy Cases Last Year. The Source May Surprise You

GISTDA เผยระดับน้ำแม่สายพุ่งสูง เตือน 4 ชุมชนริมน้ำ ‘สายลมจอย-เกาะทราย-ไม้ลุงขน-เหมืองแดง’ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

สวัสดีครับทุกคน! ช่วงนี้สถานการณ์ดินฟ้าอากาศบ้านเราดูจะไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะใครที่พักอาศัยอยู่ในโซนภาคเหนือ ต้องเกาะติดสถานการณ์น้ำกันแบบวันต่อวันเลยครับ ล่าสุดหน่วยงานที่น่าเชื่อถืออย่าง GISTDA ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญที่พวกเราทุกคนควรต้องทราบไว้ครับ

GISTDA เผยระดับน้ำแม่สายพุ่งสูง เตือน 4 ชุมชนริมน้ำ ‘สายลมจอย-เกาะทราย-ไม้ลุงขน-เหมืองแดง’ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

จากสถานการณ์ฝนตกหนักสะสมในหลายพื้นที่ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายเริ่มน่าเป็นห่วง ทาง GISTDA จึงได้นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศระดับสูงมาประเมินความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที โดยเฉพาะกลุ่มพื้นที่ลุ่มต่ำที่มักจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ ครับ ข้อมูลจากการประมวลผลผ่านแบบจำลองอุทกวิทยาที่ผสานกับข้อมูลความสูงของพื้นที่ ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนเลยว่ามวลน้ำมีทิศทางการเคลื่อนตัวอย่างไร

พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ:

  • ชุมชนสายลมจอย
  • ชุมชนเกาะทราย
  • ชุมชนไม้ลุงขน
  • ชุมชนเหมืองแดง

หลายคนอาจสงสัยว่าเทคโนโลยีที่ GISTDA นำมาใช้นั้นล้ำสมัยแค่ไหน? คำตอบคือเขานำข้อมูลดาวเทียมและระบบวิเคราะห์ความลาดชัน (DEM) มาประเมินแบบเรียลไทม์ครับ ทำให้ GISTDA เผยระดับน้ำแม่สายพุ่งสูง เตือน 4 ชุมชนริมน้ำ ‘สายลมจอย-เกาะทราย-ไม้ลุงขน-เหมืองแดง’ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ณ สถานีตรวจวัดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 รายงานล่าสุดเผยให้เห็นว่าระดับน้ำขึ้นถึง 396.55 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงที่หากเพิ่มขึ้นอีกเพียงนิดเดียว น้ำจะทะลักเข้าสู่ย่านชุมชนทันทีครับ

รับมืออย่างไรในสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกลแบบนี้ เราสามารถเป็นคนหนึ่งที่ช่วยกันเฝ้าระวังได้ครับ สำหรับใครที่มีบ้านเรือนอยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยง ผมแนะนำให้ปฏิบัติตามนี้ครับ:

  • เตรียมกระเป๋าสิ่งของจำเป็น (ชุดฉุกเฉิน) ให้พร้อมหยิบใช้งานได้ทันที
  • ยกเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือของมีค่าขึ้นที่สูง หากพบว่าระดับน้ำเริ่มเอ่อล้นเข้าใกล้ตัวบ้าน
  • ติดตามการแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทาง Cell Broadcast
  • เข้าเช็กสถานการณ์แบบ Real-time ได้ที่เว็บไซต์ https://disaster.gistda.or.th/flood

เหตุการณ์ GISTDA เผยระดับน้ำแม่สายพุ่งสูง เตือน 4 ชุมชนริมน้ำ ‘สายลมจอย-เกาะทราย-ไม้ลุงขน-เหมืองแดง’ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน ครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราไม่ประมาทต่อธรรมชาติครับ เทคโนโลยีช่วยให้เรารู้ล่วงหน้า แต่การปรับตัวและเตรียมความพร้อมของคนในชุมชนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ ผมหวังว่าทุกคนในพื้นที่ดังกล่าวจะปลอดภัยและผ่านวิกฤตินี้ไปได้ด้วยดีนะครับ

ที่มา – GISTDA เผยระดับน้ำแม่สายพุ่งสูง เตือน 4 ชุมชนริมน้ำ ‘สายลมจอย-เกาะทราย-ไม้ลุงขน-เหมืองแดง’ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน