ผู้เขียน: lalika69_admin

Amazon ทำวงการแอนิเมชันเดือด! ดันกองทุน AI Animation

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารในวงการบันเทิงคงได้ยินข่าวร้อนแรงเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการสตรีมมิ่งอย่าง Amazon ได้จุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ด้วยการประกาศเปิดตัว Amazon ทำวงการแอนิเมชันเดือด! ดันกองทุน AI Animation ขึ้นมา โดยโปรเจกต์นี้ตั้งใจจะนำเทคโนโลยี Generative AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตงานแอนิเมชันบนแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ

ผลกระทบเมื่อ Amazon ทำวงการแอนิเมชันเดือด! ดันกองทุน AI Animation

การเคลื่อนไหวของ Amazon ในครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่การนำ AI มาช่วยทุ่นแรง แต่มันคือการสั่นคลอนความมั่นคงของเหล่าศิลปินและนักสร้างสรรค์ผลงาน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ตัวละครที่กลายเป็นดราม่าหนักหน่วง เช่น กรณีของ Loryn Brantz ผู้สร้างสรรค์ตัวละครอย่าง The Good Advice Cupcake ที่ออกมาโวยว่าผลงานของเธอถูกนำไปใช้ในโปรเจกต์ AI โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับความยินยอมใดๆ ทั้งสิ้น

เสียงวิจารณ์ต่อการรุกรานจาก AI

ความไม่พอใจไม่ได้จบแค่นั้น แม้แต่ Jorge R. Gutierrez ผู้สร้างแอนิเมชันชื่อดังที่เคยเข้าร่วมโปรแกรมนี้ ก็ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างหนัก จนต้องถอนตัวออกมาในที่สุด การที่ Amazon ทำวงการแอนิเมชันเดือด! ดันกองทุน AI Animation นั้น ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การใช้เทคโนโลยี AI เพื่อลดเวลาและต้นทุนในการผลิตแอนิเมชัน คุ้มค่าพอที่จะแลกกับความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณของศิลปินหรือไม่

  • ผลกระทบต่อศิลปิน: รายได้และผลงานที่ถูก AI ละเมิด
  • กระแสบอยคอต: แฟนๆ เริ่มเรียกร้องให้แบนผลงานที่ใช้ AI ผลิต
  • การถดถอยของแรงงานคน: อนาคตที่น่ากังวลของนักวาดแอนิเมชัน

หลายคนมองว่าแม้การใช้ AI จะช่วยให้กระบวนการผลิตรวดเร็วขึ้น แต่นี่ถือเป็นการบ่อนทำลายศิลปะอย่างแท้จริง การที่บริษัทใหญ่พยายามผลักดันเทคโนโลยีโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนทำงานต้นทาง เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมในปัจจุบันให้ค่ากับตัวเลขมากกว่าคน

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าเทคโนโลยีควรเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวแทนของศิลปิน การพัฒนาที่ปราศจากจริยธรรมย่อมก่อให้เกิดแรงต้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหาก Amazon ยังคงเดินหน้าแบบไม่ฟังเสียงใคร บทเรียนจากความขัดแย้งครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ชมในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – Amazon Pisses Off Animation Industy With AI Animation Fund

Waymo กำลังเบียด Tesla ในรัฐเท็กซัสอย่างหนัก

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองสงครามรถยนต์ไร้คนขับกันอยู่ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่พยายามชิงพื้นที่ในรัฐเท็กซัส แต่ข่าวล่าสุดที่ออกมาอาจทำให้แฟนๆ ของ Tesla ต้องแอบคิดหนัก เพราะดูเหมือนว่า Waymo กำลังเบียด Tesla ในรัฐเท็กซัสอย่างหนัก จนกลายเป็นหัวข้อที่นักลงทุนและผู้ติดตามเทคโนโลยีต้องหันมามองใหม่เลยทีเดียว

สนามรบรถยนต์ไร้คนขับ: ทำไม Waymo กำลังเบียด Tesla ในรัฐเท็กซัสอย่างหนัก

การเปิดตัวบริการ Robotaxi ของ Tesla ในรัฐเท็กซัสที่หลายคนคาดหวังว่าจะเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรม กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตั้งเป้าไว้ จำนวนรถบนถนนของ Tesla เมื่อเทียบกับค่ายคู่แข่งอย่าง Waymo หรือการจ้างบริการผ่าน Uber นั้นถือว่ายังห่างชั้นกันอยู่มาก ข้อมูลจากฐานข้อมูลกรมการขนส่งทางบกของรัฐเท็กซัสชี้ให้เห็นว่า เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Tesla มีรถที่จดทะเบียนเป็น Robotaxi เพียง 42 คันเท่านั้น ในขณะที่ Waymo กลับมีรถจดทะเบียนสูงถึง 577 คัน ส่วนพันธมิตรของ Uber อย่าง Avride และ Nuro ก็มีตัวเลขรวมกันที่ค่อนข้างสูง

ความท้าทายที่ Tesla ต้องก้าวข้าม เมื่อ Waymo กำลังเบียด Tesla ในรัฐเท็กซัสอย่างหนัก

นอกจากตัวเลขจำนวนรถที่น้อยกว่าชัดเจนแล้ว Tesla ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายด้าน ดังนี้:

  • กฎหมายและข้อบังคับที่เข้มงวด: กฎหมายฉบับใหม่ในรัฐเท็กซัสกำหนดให้ผู้ให้บริการรถยนต์ไร้คนขับต้องรับรองตนเองว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ของ SAE
  • การเลื่อนกำหนดการ: เป้าหมายที่ Elon Musk เคยประกาศไว้ว่าจะนำรถ Robotaxi มาวิ่งในออสตินให้ได้ 500 คันภายในสิ้นปี 2025 ถูกลดทอนลงเหลือเพียง 60 คันเท่านั้น
  • แรงกดดันจากผู้ถือหุ้น: นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงระดับความเป็นอิสระของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมถึงประเด็นความปลอดภัยที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าฝั่งของ Waymo เองจะเผชิญกับปัญหาการเรียกคืนรถบ้างเป็นบางครั้ง เช่น กรณีซอฟต์แวร์เมื่อต้องเจอกับถนนที่มีน้ำท่วมขัง แต่ในแง่ของจำนวนรถที่พร้อมให้บริการบนท้องถนนจริง Waymo ยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เหนือกว่าในพื้นที่นี้อย่างชัดเจน

ถึงแม้ว่าทาง Tesla จะพยายามเร่งเครื่องด้วยการผลิต Cybercab ออกจากโรงงาน Gigafactory Texas แต่การจะตามให้ทันคู่แข่งที่ปูพรมให้บริการไปก่อนแล้วนั้นถือเป็นงานหินพอสมควร นี่ถือเป็นบทเรียนสำคัญของวงการเทคโนโลยีว่า แม้จะมีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยม แต่การนำไปปฏิบัติจริง (Execution) คือสิ่งที่กำหนดความสำเร็จของผู้ชนะตัวจริง

วิเคราะห์ในมุมมองของนักลงทุน นี่คือสัญญาณเตือนว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานทางเลือกไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และการแข่งขันจากคู่แข่งในจีนหรือยุโรปก็มีส่วนที่ทำให้สถานการณ์ของ Tesla ในตลาดทั่วไปเริ่มตึงเครียดมากขึ้นเช่นกัน คุณคิดว่า Tesla จะสามารถแก้เกมครั้งนี้และตีตื้นกลับมาเป็นผู้นำได้ภายในปี 2027 หรือไม่? หรือว่านี่จะเป็นยุคสมัยที่คู่แข่งอย่าง Waymo จะครองตลาดไปได้ในระยะยาว? เราคงต้องรอดูกันต่อไปครับ

ที่มา – Waymo Is Fleetmogging Tesla in Texas

อาลัย Marcia Lucas นักตัดต่อมือทองผู้อยู่เบื้องหลัง Star Wars

วงการภาพยนตร์ต้องสูญเสียบุคคลสำคัญไปอีกหนึ่งท่าน เมื่อมีการรายงานว่า Marcia Lucas หญิงแกร่งผู้เป็นมือตัดต่อระดับตำนานของภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Star Wars และ Taxi Driver ได้จากไปอย่างสงบในวัย 80 ปี จากโรคมะเร็งระยะแพร่กระจาย การจากไปของ อาลัย Marcia Lucas นักตัดต่อมือทองผู้อยู่เบื้องหลัง Star Wars ครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียผู้ขับเคลื่อนเบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด

ผลงานระดับตำนานของ อาลัย Marcia Lucas นักตัดต่อมือทองผู้อยู่เบื้องหลัง Star Wars

Marcia เริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากการเป็นบรรณารักษ์ภาพยนตร์ ก่อนจะก้าวเข้าสู่การตัดต่อภาพยนตร์อย่างเต็มตัว เธอคือผู้อยู่เบื้องหลังการร้อยเรียงเรื่องราวใน American Graffiti จนได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาตัดต่อยอดเยี่ยม และผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเธอคือการร่วมตัดต่อ Star Wars ภาคแรก ที่เธอสามารถเนรมิตฉากการต่อสู้บน Death Star ให้กลายเป็นผลงานระดับขึ้นหิ้งได้อย่างสมบูรณ์แบบ

บทบาทสำคัญและการเป็นที่จดจำในฐานะ อาลัย Marcia Lucas นักตัดต่อมือทองผู้อยู่เบื้องหลัง Star Wars

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า Marcia คือผู้เสนอไอเดียสำคัญให้ตัวละคร Obi-Wan Kenobi ไปสู่จุดจบในฉากดวลกับ Darth Vader รวมถึงการช่วยให้องก์สุดท้ายของ Raiders of the Lost Ark มีความสมบูรณ์ทางอารมณ์มากยิ่งขึ้น เธอมีทักษะพิเศษในการนำฟุตเทจดิบๆ มายกระดับให้กลายเป็นสิ่งที่น่าทึ่งได้เสมอ

  • ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กอบกู้ฉากการตัดต่อที่ยากลำบากของ Star Wars ครั้งแรก
  • เป็นแรงผลักดันสำคัญเบื้องหลังภาพยนตร์ระดับไอคอนยุค 70 และ 80
  • ได้รับจดจำในฐานะนักเล่าเรื่องผู้มีอัจฉริยภาพและความเข้าใจในจังหวะของภาพยนตร์อย่างลึกซึ้ง

แม้ว่าเธอจะถอยออกไปใช้ชีวิตครอบครัวในเวลาต่อมา แต่ชื่อของเธอยังคงถูกกล่าวขานในฐานะฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ Star Wars กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ ครอบครัวของเธอได้กล่าวถึงเธอไว้อย่างน่าประทับใจว่าเป็นนักเล่าเรื่องที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ เป็นคุณแม่ที่อบอุ่น และเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ ชีวิตของเธอไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวในห้องตัดต่อเท่านั้น แต่เธอคือความทรงจำที่จะยังคงมีชีวิตอยู่ในทุกๆ ฉากภาพยนตร์ที่เธอได้ฝากไว้

เราขอร่วมไว้อาลัยให้แก่การจากไปของบุคคลสำคัญผู้เป็นดั่งหัวใจในห้องตัดต่อที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไปตลอดกาล ประสบการณ์และความทุ่มเทของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังในวงการภาพยนตร์ต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ที่มา – RIP Marcia Lucas, Award-Winning Editor of ‘Star Wars’

บริษัททั่วโลกกำลังขาดทุนจากการเผาผลาญ Token มหาศาล

เมื่อเดือนที่แล้ว หนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในซิลิคอนแวลลีย์คือจำนวน “Tokens Burned” หรือหน่วยวัดพลังการประมวลผลที่ใช้ในโมเดล AI ต่างๆ เหล่าบรรดาผู้บริหารระดับสูงต่างออกมาเร่งรัดให้พนักงานใช้งาน AI ให้มากที่สุด ราวกับฉากในภาพยนตร์ The Wolf of Wall Street ที่บอกว่าถ้าตัวเลขยังไม่ถึงเป้า ก็ต้องปั๊มมันขึ้นไปอีก แต่ในวันนี้ บรรดา CEO เหล่านั้นกลับต้องออกมาสั่งให้พนักงาน “เหยียบเบรก” กันอย่างเร่งด่วน

บริษัททั่วโลกกำลังขาดทุนจากการเผาผลาญ Token มหาศาล จนเริ่มสะท้อนให้เห็นในผลประกอบการที่ติดลบจากการใช้งานที่ไร้ประสิทธิภาพ รายงานจาก Wall Street Journal ระบุว่าผู้บริหารเริ่มตระหนักแล้วว่าการเผาผลาญ Token โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นไม่ใช่กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ดีเลย แม้แต่นาย Dara Khosrowshahi CEO ของ Uber ยังออกมายอมรับว่ามันเริ่ม “อธิบายความคุ้มค่าได้ยากขึ้น” เพราะผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นไม่คุ้มกับต้นทุนที่เสียไป

บริษัททั่วโลกกำลังขาดทุนจากการเผาผลาญ Token มหาศาล

เหตุการณ์นี้นำไปสู่เคสที่น่าตกใจอย่างเช่น มีที่ปรึกษาด้าน AI รายหนึ่งเปิดเผยว่าลูกค้าของเขาเผลอใช้เงินไปกว่าครึ่งพันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว เพียงเพราะลืมตั้งค่าจำกัดการใช้งานของพนักงานในเครื่องมืออย่าง Anthropic’s Claude หรือกรณีของสถาบันการเงินแห่งหนึ่งที่พนักงานทิ้งเงินหลายแสนดอลลาร์ไปกับการถามคำถามทั่วไปที่ไร้สาระกับ AI รุ่นพรีเมียม

บทเรียนราคาแพงจากการแข่งขันบน Leaderboard

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งพยายามกระตุ้นการใช้งานด้วยการทำ “Leaderboard” หรือกระดานจัดอันดับผู้ใช้งาน AI สูงสุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นผลร้าย:

  • Meta ตัดสินใจลบกระดานผู้นำออก หลังจากพบว่ามีพนักงานบางคนเผาผลาญ Token ไปกว่า 281 พันล้านหน่วยเพียงเดือนเดียว ซึ่งมากกว่าพลังงานที่ใช้ในการสร้างสารานุกรม Wikipedia ทั้งหมดถึง 33 รอบ
  • Amazon ได้ยกเลิกการจัดอันดับพนักงานที่ใช้งาน AI สูงสุด หลังจากพบว่าพนักงานพยายามทำภารกิจที่ไร้ประโยชน์กับ AI เพียงเพื่อให้ชื่อของตัวเองคงอยู่บนกระดานจัดอันดับ

ความพยายามขององค์กรในการพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุน AI กลายเป็นดาบสองคม เมื่อพนักงานหันมาใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างพร่ำเพรื่อเพื่อตอบสนองนโยบายบริษัท กลายเป็นว่าตอนนี้ บริษัททั่วโลกกำลังขาดทุนจากการเผาผลาญ Token มหาศาล และนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามแล้วว่าราคาที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับกลับมาในยามที่ต้องแถลงผลประกอบการรายไตรมาสหรือไม่

ในมุมมองของผม นี่คือบทเรียนสำคัญว่า “เทคโนโลยีที่ดีที่สุด” อาจกลายเป็น “ความสูญเปล่าที่ใหญ่ที่สุด” หากไม่มีการบริหารจัดการต้นทุนและเป้าหมายที่ชัดเจน การใช้ AI ไม่ได้แปลว่าฟรี และการใช้งานที่เกินความจำเป็นกำลังกลายเป็นกับดักที่ทำลายผลกำไรของบริษัทอย่างน่าเสียดายครับ

ที่มา – Companies Are Getting Burned by Burning Tons of Tokens

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม แนะสู้โลกธรรมด้วยความเพียร เนื่องในวันวิสาขบูชา 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน เนื่องในโอกาสวันสำคัญทางพุทธศาสนาอย่างวันวิสาขบูชา วันนี้ผมมีเรื่องราวดีๆ และข้อคิดที่เป็นมงคลยิ่งมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้เผยแพร่พระคติธรรมที่น่าสนใจมาก ซึ่งเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานเนื่องในวันวิสาขบูชา 2569 เกี่ยวกับหัวข้อสำคัญที่ว่า สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม แนะสู้โลกธรรมด้วยความเพียร เนื่องในวันวิสาขบูชา 2569 ซึ่งถือเป็นหลักธรรมที่นำมาปรับใช้ได้ดีมากในยุคปัจจุบันครับ

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม แนะสู้โลกธรรมด้วยความเพียร เนื่องในวันวิสาขบูชา 2569

ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว โลกภายนอกเต็มไปด้วยกระแสการแข่งขัน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปแทบทุกวัน หลายคนอาจรู้สึกหวั่นไหวกับสิ่งที่เข้ามากระทบ หรือที่เรียกว่า ‘โลกธรรม’ 8 ประการ ทั้งเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ หรือความเสื่อมต่างๆ แต่พระคติธรรมในครั้งนี้สอนให้เรามองย้อนกลับมาที่ ‘ความเพียร’ ครับ พระองค์ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การทำบุญตักบาตร แต่คือการ ‘ปฏิบัติบูชา’ ด้วยการศึกษาพระธรรมและลงมือทำอย่างจริงจัง

แนวทางการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

การจะใช้ชีวิตให้สมกับความเป็นมนุษย์ผู้มีโอกาสอันประเสริฐ เราควรยึดหลักการที่พระองค์ท่านได้เตือนสติไว้ ดังนี้ครับ:

  • ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค: ทุกปัญหาที่เข้ามาเปรียบเสมือนแบบทดสอบ ให้เรามองว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ความอดทนเหมือนที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสมบารมีมาอย่างยาวนาน
  • มีศรัทธาที่มั่นคง: แม้โลกภายนอกจะผันผวนเพียงใด แต่หากเรามีเป้าหมายที่สุจริตและยึดมั่นในความถูกต้อง เราย่อมผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
  • หมั่นเพียรศึกษาเพิ่มพูน: ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางโลกหรือทางธรรม การเรียนรู้ไม่ควรหยุดนิ่ง เพื่อเป็นการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่เจริญที่สุดตามกำลังของตน

พระอาสภิวาจาของพระพุทธเจ้าที่ว่า “เราคือผู้เลิศของโลก” ไม่ใช่เรื่องของการอวดอ้าง แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าในตัวเอง ว่าศักยภาพความเป็นมนุษย์นั้นสามารถฝึกฝนให้บรรลุความดีงามได้ หากเรามีความเพียรพยายามครับ

ในมุมมองของผม วันวิสาขบูชาปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่วันหยุดยาวหรือโอกาสในการเข้าวัดเท่านั้น แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการ ‘รีเซ็ต’ จิตใจ ท่ามกลางกระแสข่าวสารและโซเชียลมีเดียที่ท่วมท้นในปัจจุบัน การหันมาตั้งหลักด้วยธรรมะและสร้างวินัยในความเพียร คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ทำให้เราไม่ไหลไปตามกระแสโลกที่ไร้จุดจบครับ ลองเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัว ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในทุกวัน เชื่อว่าผลลัพธ์นั้นจะคุ้มค่าต่อตัวเราและคนรอบข้างอย่างแน่นอน มาเริ่มต้นลงมือทำความดีด้วยความเพียรกันตั้งแต่วันนี้เลยครับ

ที่มา – สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม แนะสู้โลกธรรมด้วยความเพียร เนื่องในวันวิสาขบูชา 2569

สืบทอดนับ 100 ปี ประเพณีเลี้ยงดง บวงสรวงปู่แสะ-ย่าแสะ กุศโลบายรักษาผืนป่าดอยสุเทพ ดอยคำ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสน่ห์ของวัฒนธรรมล้านนาและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ เชื่อเลยว่าคุณคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมโบราณที่มีชื่อว่า ‘ประเพณีเลี้ยงดง’ ซึ่งวันนี้เราจะพาไปเจาะลึกความสำคัญของ สืบทอดนับ 100 ปี ประเพณีเลี้ยงดง บวงสรวงปู่แสะ-ย่าแสะ กุศโลบายรักษาผืนป่าดอยสุเทพ ดอยคำ กันครับ

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทีมข่าวของเราได้เดินทางไปสัมผัสบรรยากาศความขลังที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ แม้ว่าเช้านั้นจะมีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้ต้องเลื่อนเวลาพิธีไปบ้าง แต่พลังศรัทธาของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวก็ไม่มีแผ่วเลยครับ ภาพที่เห็นคือพิธีบวงสรวงที่สืบทอดโดยชาวลัวะมานับร้อยปี เพื่อเป็นการขอขมาและขอพรจาก ‘ปู่แสะ-ย่าแสะ’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำป่าดอยสุเทพและดอยคำ ก่อนที่จะเริ่มฤดูกาลทำนาในปีนี้

สืบทอดนับ 100 ปี ประเพณีเลี้ยงดง บวงสรวงปู่แสะ-ย่าแสะ กุศโลบายรักษาผืนป่าดอยสุเทพ ดอยคำ

หัวใจสำคัญของงานอยู่ที่ ‘ผ้าบฎ’ โบราณอายุกว่า 1 ศตวรรษจากวัดป่าชี ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าหากผ้าบฎโบกสะบัด นั่นคือสัญญาณว่าพระพุทธเจ้าได้รับรู้และเป็นการตักเตือนให้ปู่แสะ-ย่าแสะ ออกมาทำหน้าที่ปกปักรักษาผืนป่าให้คงความเขียวขจีตลอดไป นี่แหละคือภูมิปัญญาที่ชาญฉลาด เพราะ สืบทอดนับ 100 ปี ประเพณีเลี้ยงดง บวงสรวงปู่แสะ-ย่าแสะ กุศโลบายรักษาผืนป่าดอยสุเทพ ดอยคำ ไม่ได้มีไว้เพียงแค่ความเป็นสิริมงคลเท่านั้น แต่เป็นการใช้ ‘ความเชื่อ’ มาเป็นกุศโลบายฝังรากลึกให้คนในชุมชนรักและหวงแหนผืนป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของชาวเชียงใหม่

ความงดงามและคุณค่าที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมีพิธีที่ดูเข้มขลังขนาดนี้ ต้องมีการเซ่นไหว้ด้วยควายดำด้วยหรือ? คำตอบคือ พิธีดังกล่าวเป็นการสร้างกุศโลบายทางสังคมที่ทรงพลังมากครับ เพราะในยุคที่เทคโนโลยีอาจจะทำให้เราห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้น ประเพณีเหล่านี้กลับทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่ให้กลับมามองเห็นความสำคัญของป่าดอยสุเทพและดอยคำอย่างจริงจัง

  • การอนุรักษ์เชิงวัฒนธรรม: ช่วยรักษาอัตลักษณ์ของชาวลัวะในพื้นที่ล้านนา
  • จิตสำนึกรักษ์โลก: ความเชื่อเรื่องผู้พิทักษ์ป่าช่วยลดการบุกรุกป่าไม้ได้จริงในเชิงทางผ่านความเกรงกลัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
  • การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสวัฒนธรรมที่จับต้องได้จริง

ความน่าสนใจของประเพณีนี้คือมันไม่ใช่แค่ ‘พิธีกรรมที่ตายไปแล้ว’ แต่เป็นวิถีชีวิตที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับเวลา หากคุณมีโอกาสแวะเวียนไปเชียงใหม่ในช่วงเดือน 9 เหนือ ผมอยากแนะนำให้ลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองสักครั้ง ความเคารพต่อธรรมชาติของพวกเขาจะทำให้มุมมองในการใช้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

มุมมองทิ้งท้ายสำหรับคนยุคใหม่: ในยุคที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤตโลกร้อน การหันกลับมามองรากเหง้าภูมิปัญญาที่ผูกพันกับธรรมชาติแบบนี้ شایدจะเป็นหนึ่งในคำตอบที่ดีที่สุดในการดูแลโลกให้ยั่งยืนครับ ไม่ใช่แค่เรื่องงมงาย แต่คือเรื่องของ ‘จิตสำนึก’ ที่ถูกปลูกฝังมานับร้อยปีผ่านประเพณีที่มีคุณค่าทางจิตใจอย่างแท้จริง

ที่มา – สืบทอดนับ 100 ปี ประเพณีเลี้ยงดง บวงสรวงปู่แสะ-ย่าแสะ กุศโลบายรักษาผืนป่าดอยสุเทพ ดอยคำ

ซาบีดาเปิดวัฒนธรรมสร้างสรรค์สัญจร ปี 4 ดึงเยาวชนร่วมขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรม รับมือยุค AI

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ในวงการวัฒนธรรมมาอัปเดตให้อ่านกันครับ เมื่อไม่นานมานี้ คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาเปิดตัวโครงการที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ซาบีดาเปิดวัฒนธรรมสร้างสรรค์สัญจร ปี 4 ซึ่งโครงการนี้ไม่ใช่แค่การจัดงานอีเวนต์ธรรมดาๆ แต่มันคือการวางรากฐานสำคัญให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในการรักษาและต่อยอดรากเหง้าของไทยในยุคที่เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างเต็มตัวครับ

ทำไมซาบีดาเปิดวัฒนธรรมสร้างสรรค์สัญจร ปี 4 ถึงสำคัญต่ออนาคต?

โครงการ ซาบีดาเปิดวัฒนธรรมสร้างสรรค์สัญจร ปี 4 ภายใต้แนวคิด ‘Culture’s Future is Now: พลังวัฒนธรรมสร้างอนาคต’ คราวนี้จัดขึ้นที่โรงเรียนอนุบาลเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี โดยมีเป้าหมายหลักคือการดึงเยาวชนทั่วประเทศเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก การที่กระทรวงวัฒนธรรมหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มเยาวชนถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมที่ดีเยี่ยมครับ เพราะเมื่อเด็กๆ เข้าใจในคุณค่าของวัฒนธรรมตัวเอง เขาก็จะสามารถนำไปปรับใช้หรือสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านเครื่องมือสมัยใหม่ได้โดยไม่สูญเสียตัวตน

เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ รับมือความเปลี่ยนแปลงด้วยพลังคนรุ่นใหม่

ในยุคที่ AI เข้ามาแย่งพื้นที่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การที่คนกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะใช้ “ทุนทางวัฒนธรรม” มาเป็นจุดแข็ง จึงเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมมากครับ กิจกรรมนี้เปิดเวทีให้เด็กและเยาวชนได้ระดมสมอง แลกเปลี่ยนไอเดียผ่านเวิร์กชอป ซึ่งจะเป็นการปูทางให้พวกเขาไม่เพียงแค่เป็นผู้รับวัฒนธรรม แต่เป็น “เจ้าของวัฒนธรรม” ที่ขับเคลื่อนมันด้วยตัวเองครับ การสัญจรไปใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เริ่มจากภาคเหนือต่อด้วยภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคใต้ จะช่วยกระจายโอกาสให้เยาวชนไทยทั่วทุกมุมประเทศได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องนี้อย่างทั่วถึง

  • ภาคกลางและตะวันออก: วันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่จังหวัดนครปฐม
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่จังหวัดบุรีรัมย์
  • ภาคใต้: ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่จังหวัดชุมพร

มุมมองส่วนตัวและเทรนด์ในอนาคต: ผมมองว่าเทรนด์การอนุรักษ์ในอนาคตจะไม่ใช่แค่การเก็บของเก่าเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่คือการ “นำมาประยุกต์ใช้” ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลครับ ผมขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนที่สนใจ อย่าปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไป ลองเข้าร่วมโครงการและแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ของคุณออกมาครับ เพราะถ้าเราไม่เริ่มขับเคลื่อนวัฒนธรรมของเราเองในวันนี้ ก็คงยากที่จะรักษาอัตลักษณ์ไทยให้ยืนหยัดอยู่ในโลกที่มี AI ได้อย่างภาคภูมิ

ที่มา – ซาบีดาเปิดวัฒนธรรมสร้างสรรค์สัญจร ปี 4 ดึงเยาวชนร่วมขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรม รับมือยุค AI

Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่

เชื่อว่าหลายคนในช่วงนี้คงรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น หรือข่าวคราวทางเศรษฐกิจที่ดูจะไม่ค่อยสู้ดีนัก ล่าสุดผลวิจัยจาก Ipsos ได้ตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนว่าบ้านเรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องคิดหนัก โดยเฉพาะรายงานเรื่อง Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างมากในรอบเดือนที่ผ่านมา

เจาะลึกสถานการณ์ Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่

จากข้อมูลของ Ipsos พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยลดลงฮวบฮาบจนเกือบเท่ากับช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ กลุ่มคนรายได้สูงที่ปกติมักจะเป็นกำลังซื้อหลักของตลาด กลับกลายเป็นกลุ่มที่แสดงอาการ ‘รัดเข็มขัด’ หนักที่สุดในเวลานี้ โดยมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเรื่องของชิ้นใหญ่และของใช้ในบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้สะท้อนว่าความไม่มั่นใจในอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มรายได้น้อย แต่กำลังลามไปทั่วทุกระดับชั้นสังคมแล้ว

ความกังวลใจของคนไทยในยุคปัจจุบัน

นอกเหนือจากเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว ความเชื่อมั่นในมิติอื่นๆ ก็ดูจะสั่นคลอนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชันทางการเมืองที่ขึ้นแท่นเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง ตามมาติดๆ ด้วยปัญหาความไม่เท่าเทียมทางสังคม และปัญหาเงินเฟ้อที่กลับมาหลอกหลอนผู้บริโภคอีกครั้ง ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการลงทุนและเน้นเก็บออมเพื่อรองรับความเสี่ยงในวันข้างหน้า แทนที่จะนำเงินออกมาหมุนเวียนในระบบเหมือนช่วงที่ผ่านมา

ปรับตัวอย่างไรท่ามกลางความกังวล?

แม้สถานการณ์จะดูตึงเครียด แต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป สำหรับหลายคน รถยนต์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังมาแรงเพราะช่วยเรื่องประหยัดพลังงานได้จริง ยิ่งเราเห็นข่าว Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่ เรายิ่งต้องวางแผนการเงินให้รัดกุมมากขึ้น การเลือกลงทุนในสิ่งที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพระยะยาวจึงเป็นทางออกที่ฉลาดที่สุดในยุคที่ความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

ในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมมองว่านี่คือสัญญาณเตือนให้แบรนด์ทั้งหลายต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ การจะขายของโดยชูแค่ความหรูหราอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป แบรนด์จำเป็นต้องนำเสนอ ‘คุณค่าที่จับต้องได้’ และความจริงใจในการแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค หากมองในแง่ดี วิกฤตนี้คือโอกาสในการคัดกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกไป และเหลือไว้เพียงแบรนด์ที่เข้าใจหัวอกลูกค้าและพร้อมจะเติบโตไปกับพวกเขาในระยะยาวครับ สรุปเลยว่าช่วงนี้ใครมีเงินเย็นให้เก็บไว้ก่อน และวางแผนการใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคเท่าที่จำเป็นจริงๆ จะปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตลอดเดือน มิ.ย.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน เดือนมิถุนายนนี้ถือเป็นเดือนแห่งมหามงคลอย่างยิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทย เพราะรัฐบาลได้เชิญชวนพสกนิกรชาวไทยร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยตลอดทั้งเดือนมิถุนายนนี้ ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เตรียมความพร้อมการจัดงานไว้อย่างสมพระเกียรติ ทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสถานเอกอัครราชทูตไทยทั่วโลกครับ

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตลอดเดือน มิ.ย.นี้

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร รัฐบาลได้จัดเตรียมพื้นที่หลักไว้ 3 แห่ง เพื่อให้เราได้ไปร่วมเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมีและร่วมกิจกรรมมงคลต่างๆ ดังนี้ครับ:

  • วัดราชาธิวาสวิหาร (1-3 มิ.ย. 69): มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘นวัคคหายุสมธัมม์’ พร้อมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และการแสดงทางวัฒนธรรมที่หาดูได้ยาก เช่น โขน หุ่นกระบอกไทย และโนราห์ครับ
  • ศูนย์การค้าสยามพารากอน (2-7 มิ.ย. 69): จัดนิทรรศการนำเสนอพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่งดงาม เพื่อนๆ สามารถแวะไปชมได้ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ที่ลานแฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 ครับ
  • ท้องสนามหลวง (3 มิ.ย. 69): จุดศูนย์รวมใจของคนไทยจะมีพิธีทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลในช่วงค่ำ ซึ่งถือเป็นพิธีการที่สำคัญและเปี่ยมไปด้วยพลังแรงศรัทธา

ร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและเก็บความทรงจำสุดพิเศษ

นอกจากนี้ ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ติดตามไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยี เรายังสามารถมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ ด้วยการตกแต่งสถานที่ด้วยธงอักษรพระนามาภิไธย ส.ท. หรือเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นการส่งต่อความดีให้แก่สังคมได้อย่างน่าชื่นชม สำหรับใครที่เป็นสายสะสม ทางการยังได้จัดทำเข็มที่ระลึกงานเฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 300,000 เข็ม ให้ได้จับจองเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวด้วยครับ

ในมุมมองของผม กิจกรรมในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเทิดพระเกียรติเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตไทยผ่านนิทรรศการที่ทันสมัยขึ้น การนำเอาสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีการจัดแสดงเข้ามาปรับใช้ ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรู้สึกถึงความมีส่วนร่วมมากขึ้นครับ ผมอยากชวนเพื่อนๆ ลองหาเวลาไปสัมผัสบรรยากาศจริงที่สถานที่จัดงาน รับรองว่าได้ทั้งความรู้ ความประทับใจ และรูปสวยๆ กลับมาแน่นอน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กเพจ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือเว็บไซต์ www.opm.go.th ได้เลยครับ

ที่มา – รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตลอดเดือน มิ.ย.นี้