ผู้เขียน: lalika69_admin

‘ธนารัตน์’ ให้ปากคำตำรวจไซเบอร์ แฉช่องโหว่ 20 หน่วยงานรัฐ ยันไร้นัยทางการเมือง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับวิกฤตข้อมูลรั่วไหลในบ้านเราที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยล่าสุด ‘ธนารัตน์’ ให้ปากคำตำรวจไซเบอร์ แฉช่องโหว่ 20 หน่วยงานรัฐ ยันไร้นัยทางการเมือง หลังจากที่เขาได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการรั่วไหลครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยกว่า 500,000 ราย

เจาะลึกกรณี ‘ธนารัตน์’ ให้ปากคำตำรวจไซเบอร์ แฉช่องโหว่ 20 หน่วยงานรัฐ ยันไร้นัยทางการเมือง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อชี้แจงกรณีที่เขาตัดสินใจเปิดเผยช่องโหว่ทางไซเบอร์ของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง โดยเขาเผยว่าที่ทำไปทั้งหมดนั้นไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงอย่างที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต แต่ทำไปเพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตื่นตัวและเร่งแก้ไขปัญหา หลังจากที่ได้แจ้งเตือนไปนานกว่า 2 เดือนแต่เรื่องกลับเงียบหายไป

เปิดโปงความเสี่ยงจากระบบฐานข้อมูลรัฐ

จากการให้ข้อมูลของคุณธนารัตน์ เราได้เห็นภาพที่น่าตกใจว่าข้อมูลที่หลุดออกมาไม่ได้เกิดจากการแฮ็กระบบฐานข้อมูลโดยตรงเสมอไป แต่เกิดจากพฤติกรรมความไม่ระมัดระวังของเจ้าหน้าที่:

  • มัลแวร์ในคอมพิวเตอร์เจ้าหน้าที่: รหัสผ่านเข้าถึงระบบรั่วไหลเพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์
  • การซื้อขายในตลาดมืด: ข้อมูลถูกรวบรวมและนำไปขายผ่าน Dark Web โดยใช้ข้อมูลของ VIP เพื่อเพิ่มมูลค่า
  • ช่องโหว่ API: มิจฉาชีพสร้าง API เพื่อดึงข้อมูลออกจากระบบอย่างต่อเนื่องเมื่อล็อกอินผ่านรหัสที่ขโมยมาได้สำเร็จ

สถานการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่า ปัญหาหลักอาจอยู่ที่การจัดเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น รวมถึงระบบความปลอดภัยที่ไม่รัดกุมพอ แม้ว่าปัจจุบันตำรวจไซเบอร์จะไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาคุณธนารัตน์และเรียกเขาไปในฐานะพยานเท่านั้น แต่ประเด็นที่เขาออกมาพูดถึงนับเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ให้เราต้องหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น

เมื่อ ‘ธนารัตน์’ ให้ปากคำตำรวจไซเบอร์ แฉช่องโหว่ 20 หน่วยงานรัฐ ยันไร้นัยทางการเมือง แล้วประชาชนอย่างเราต้องทำอย่างไร?

ท่ามกลางวิกฤตข้อมูลรั่วไหล พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ได้ย้ำเตือนประชาชนให้ระวังตัวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อาจนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้หลอกลวง หากคุณได้รับสายจากเบอร์แปลกที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและมีข้อมูลส่วนตัวเราอย่างแม่นยำ อย่าเพิ่งหลงเชื่อเด็ดขาด ให้รีบวางสายและติดต่อหน่วยงานต้นสังกัดผ่านช่องทางทางการเท่านั้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์เทคโนโลยี เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความผิดพลาดในอดีต แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหน้าที่พื้นฐาน ของทุกหน่วยงานรัฐที่จะต้องจัดการให้ได้มาตรฐานสากล เทรนด์ในอนาคตเราคงจะได้เห็นการนำระบบยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น (Multi-factor Authentication) มาใช้มากขึ้น และการที่ภาคประชาชนออกมาเป็นหูเป็นตาแบบคุณธนารัตน์ จะเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หากหน่วยงานรัฐยังไม่ปรับปรุงมาตรฐานการดูแลข้อมูลให้ดีกว่านี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนจะลดลงเรื่อยๆ จนยากจะเรียกคืนครับ

ที่มา – ‘ธนารัตน์’ ให้ปากคำตำรวจไซเบอร์ แฉช่องโหว่ 20 หน่วยงานรัฐ ยันไร้นัยทางการเมือง

Nikita Bier ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ X

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นสายโซเชียลตัวยงน่าจะคุ้นเคยกับชื่อของ Nikita Bier กันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหลังจากที่เขาได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญอย่างหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของแพลตฟอร์ม X เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2025 ที่ผ่านมา ในตอนนั้นเขาเคยโพสต์ข้อความสุดมั่นใจว่า “เขาได้โพสต์จนพาตัวเองมาถึงจุดสูงสุดของอาชีพการงานแล้ว” แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงอีกครั้ง

Nikita Bier ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ X

การตัดสินใจครั้งนี้ Nikita Bier ได้ประกาศผ่านโพสต์ของตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องส่งต่อไม้ต่อและ “ลดสถานะตัวเองกลับสู่ธรรมชาติที่แท้จริง” นั่นก็คือการเป็นนักโพสต์ตัวยงเหมือนเดิม โดยเขายังคงทิ้งท้ายว่าจะยังคงทำงานในฐานะที่ปรึกษาให้กับ X ต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งเหตุการณ์ Nikita Bier ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ X ในครั้งนี้ถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามองไม่น้อยสำหรับอนาคตของแพลตฟอร์ม

ย้อนรอยเส้นทางของ Nikita Bier ก่อนมาอยู่จุดนี้

หากเราวิเคราะห์สไตล์การทำงานของ Bier บน X เราจะพบว่าเขามีความคล้ายคลึงกับ Elon Musk อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์มุกตลกที่เข้าใจยาก การตอบกลับกระแสสังคมเชิงอนุรักษนิยม หรือการแสดงความเห็นต่อคอนเทนต์ต่างๆ บนแพลตฟอร์มอย่างดุเดือด ก่อนจะมาร่วมงานกับ X เขาคือผู้ประกอบการที่สร้างแอปพลิเคชันแนวไวรัลมากมาย เช่น:

  • แอปพลิเคชัน tbH ที่ถูก Facebook เข้าซื้อกิจการ
  • แอปพลิเคชัน Gas ที่ Discord ตัดสินใจเข้าซื้อในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เขารับตำแหน่ง Nikita Bier ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ X ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย ทั้งการที่ SpaceX เข้าซื้อกิจการบริษัทแม่ของ X จนกลายเป็นบริษัทมหาชน รวมถึงประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องภาพไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นผ่านระบบ AI ของ Grok ซึ่งสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแพลตฟอร์มอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานตัวเลขผลประกอบการล่าสุดของ SpaceX ยังเผยให้เห็นว่ารายได้จากค่าโฆษณาบน X ลดลงถึง 83 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงสภาวะที่ยากลำบากของแพลตฟอร์มในปัจจุบัน หากมองในมุมมองนักวิเคราะห์ การลาออกของเขาน่าจะเป็นสัญญาณของการปรับโครงสร้างใหม่ที่ X หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

สำหรับตัวผู้เขียนเองมองว่าการที่ Bier กลับไปใช้ชีวิตแบบ “นักโพสต์” อาจเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุด เพราะในยุคที่โซเชียลมีเดียเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การทำหน้าที่เป็นผู้สร้างสีสันอาจจะสนุกและกดดันน้อยกว่าการบริหารผลิตภัณฑ์ที่ต้องแบกรับตัวเลขกำไรขาดทุนมหาศาลแบบนี้ คุณล่ะคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้?

ที่มา – Nikita Bier Is Leaving His Job as X’s Head of Product

ประท้วงหน้า UN ต้านนายกฯ จับมือ มิน อ่อง หล่าย ร้องยกเลิกศูนย์ CI ตัดท่อน้ำเลี้ยงกองทัพเมียนมา

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อกลุ่ม ‘Bright Future’ ร่วมกับเครือข่ายแรงงานข้ามชาติ ได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านกรณีที่รัฐบาลไทยให้การต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา งานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่คนไทยต้องเผชิญโดยตรง

ประท้วงหน้า UN ต้านนายกฯ จับมือ มิน อ่อง หล่าย ร้องยกเลิกศูนย์ CI ตัดท่อน้ำเลี้ยงกองทัพเมียนมา

เหตุผลหลักที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องออกมา ประท้วงหน้า UN ต้านนายกฯ จับมือ มิน อ่อง หล่าย ร้องยกเลิกศูนย์ CI ตัดท่อน้ำเลี้ยงกองทัพเมียนมา ในครั้งนี้ ก็เพราะพวกเขามองว่าการกระทำของรัฐบาลไทยเป็นการให้ความชอบธรรมกับผู้นำที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ‘ศูนย์ CI’ (Certificate of Identity) ที่แรงงานข้ามชาติมองว่ากลายเป็นช่องทางสร้างรายได้เข้ากระเป๋ากองทัพเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้แรงงานโอนเงิน 25% ของรายได้กลับประเทศ หรือการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะจากนายหน้าเถื่อน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมแรงงานที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกเหนือจากเรื่องแรงงานแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าตกใจคือ ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ตัวแทนผู้ชุมนุมจากจังหวัดเชียงรายได้ออกมาสะท้อนความจริงว่า การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาภายใต้การดูแลของกลุ่มผู้มีอำนาจ ได้ทำให้แม่น้ำสายหลักของไทยหลายสาย เช่น แม่น้ำโขง กก และสาละวิน ปนเปื้อนสารโลหะหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนไทยจำนวนมหาศาล การที่รัฐบาลไทยเลือกจะจับมือกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แทนที่จะปกป้องประชาชนของตนเอง จึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายรับไม่ได้และออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

ข้อเสนอจากกลุ่มผู้ชุมนุมต่อรัฐบาลไทย

กลุ่ม Bright Future ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประการ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อนี้:

  • ยุติการสานสัมพันธ์กับเผด็จการทหาร: รัฐบาลไทยต้องหยุดให้ความชอบธรรมกับ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย เพื่อรักษาเกียรติภูมิในเวทีสิทธิมนุษยชนโลก
  • ยกเลิกการใช้เอกสาร CI: เปลี่ยนมาใช้การออก ‘บัตรสีชมพู’ โดยตรง เพื่อตัดวงจรผลประโยชน์ของกองทัพเมียนมาที่กดขี่แรงงาน
  • รับรองรัฐบาลประชาชน: ควรเปลี่ยนทิศทางการพูดคุยไปยังฝั่งรัฐบาลประชาชนที่ชอบธรรมแทน เพื่อเสถียรภาพในระยะยาวของภูมิภาค

ในมุมมองของนักวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน การต้อนรับผู้นำทหารไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบายต่างประเทศแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่มันคือการเลือกข้างในยุคที่กระแสประชาธิปไตยทั่วโลกกำลังจับตามอง หากรัฐบาลไทยยังคงเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนทั้งในเรื่องการค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และมลพิษข้ามพรมแดน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น ‘บูมเมอแรง’ ที่ย้อนกลับมาทำร้ายภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของไทยเองอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในท้ายที่สุดแล้ว พลังของภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า เราไม่ควรยอมรับความสัมพันธ์ที่แลกมาด้วยความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์และสุขภาพของคนไทยเอง การมีส่วนร่วมตรวจสอบนโยบายรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้นำของเรากำลังตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้อง ไม่ใช่เพียงเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ที่มา – ประท้วงหน้า UN ต้านนายกฯ จับมือ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ร้องยกเลิกศูนย์ CI ตัดท่อน้ำเลี้ยงกองทัพเมียนมา

นี่คือชิป AI ที่ทุกคนควรให้ความสนใจจริงๆ

ในยุคที่กระแสปัญญาประดิษฐ์กำลังมาแรง เรามักจะได้ยินข่าวการแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google, Amazon, OpenAI และ Anthropic ที่พยายามพัฒนาชิปประมวลผลของตัวเองขึ้นมาเพื่อชิงความได้เปรียบในตลาด AI แต่เชื่อไหมครับว่า ในโลกที่มีการแข่งขันสูงลิ่วแบบนี้ กลับมีบริษัทหนึ่งที่ประกาศว่าพวกเขาคือเจ้าของชิปที่สมบูรณ์แบบที่สุด และชิปที่ว่านั้นก็คือ ชิป AI ที่ทุกคนควรให้ความสนใจจริงๆ นั่นก็คือมันฝรั่งทอดกรอบ Pringles ครับ

เบื้องหลังความสำเร็จของ ชิป AI ที่ทุกคนควรให้ความสนใจจริงๆ

ฟังดูอาจจะตลกนะครับ แต่ทาง Kellanova บริษัทแม่ของ Pringles ได้ลงทุนไปกว่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยกระดับการผลิตมันฝรั่งทอดให้กลายเป็นวิทยาศาสตร์ขั้นสูง โดยพวกเขาได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า “Digital Twin” หรือฝาแฝดดิจิทัลของแป้งมันฝรั่งขึ้นมา เพื่อจำลองกระบวนการผลิตทั้งหมดในคอมพิวเตอร์ ทำให้รู้ว่าจุดไหนที่มักจะเกิดปัญหา เช่น แป้งแตกหรือชิ้นมันฝรั่งติดในเครื่องทอด

ทำไมเราถึงต้องสนใจ ชิป AI ที่ทุกคนควรให้ความสนใจจริงๆ

เมื่อนำระบบเซนเซอร์มาติดตั้งตลอดแนวการผลิต เพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์กว่า 200 จุด ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดของแป้ง หรืออุณหภูมิความร้อน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งเข้าโมเดล AI เพื่อแก้ไขปัญหาล่วงหน้าก่อนที่การผลิตจะติดขัด นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า AI ไม่ได้มีไว้แค่ประมวลผลข้อมูลกราฟิกหนักๆ เท่านั้น แต่มันคือเครื่องมือที่ทำให้:

  • รสชาติของ Pringles คงที่ในทุกๆ กระป๋องที่เปิดออกมา
  • ความกรอบที่แม่นยำและสมบูรณ์แบบที่สุด
  • ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างมหาศาล

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องลงทุนขนาดนี้กับแค่มันฝรั่ง? จริงอยู่ที่ว่ามันฝรั่งทอดแบบทั่วไปในถุงอาจจะมีความไม่สม่ำเสมอในเรื่องของขนาดและผงปรุงรส แต่ Pringles สร้างโจทย์ที่ยากขึ้นมาเองด้วยรูปร่างที่ต้องซ้อนทับกันได้พอดี ทำให้ความแม่นยำระดับไมโครเมตรกลายเป็นเรื่องจำเป็น และเทคโนโลยีที่พวกเขาใช้ ก็คือเทคโนโลยีแบบเดียวกับที่ Siemens ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนจรวดหรือไมโครชิปราคาแพงนั่นเอง

ในท้ายที่สุด เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนที่น่าสนใจมากครับว่า AI สามารถเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่คาดไม่ถึงได้เสมอ และไม่แน่ว่าในอนาคตสินค้าอุปโภคบริโภคที่เราหยิบกินอยู่ทุกวัน อาจถูกควบคุมด้วยระบบ AI ที่ซับซ้อนไม่แพ้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นี่คือเครื่องยืนยันว่า การลงทุนที่แท้จริงในยุค AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเซิร์ฟเวอร์ราคาแพงเท่านั้น แต่คือการสร้างสรรค์สิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในชีวิตประจำวันของเราครับ

ที่มา – These Are the Only AI Chips Anyone Should Care About

อดีตอธิบดี สถ. เข้าพบกองปราบ รับทราบข้อหาทุจริตสอบท้องถิ่น ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา-เตรียมสู้คดีในชั้นศาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามข่าวคราวที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงข้าราชการไทยกันหน่อยครับ กับประเด็นร้อนแรงกรณี อดีตอธิบดี สถ. เข้าพบกองปราบ รับทราบข้อหาทุจริตสอบท้องถิ่น ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา-เตรียมสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งถือว่าเป็นคดีที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบแข่งขันบรรจุเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นที่โปร่งใสควรจะเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานภาครัฐครับ

อดีตอธิบดี สถ. เข้าพบกองปราบ รับทราบข้อหาทุจริตสอบท้องถิ่น ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา-เตรียมสู้คดีในชั้นศาล

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่ออดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก โดยมีทีมทนายความร่วมเดินทางมาด้วย การสอบสวนกินเวลานานถึง 3 ชั่วโมง ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่ามีการซัดทอดจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ ซึ่งทำให้คดีนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นครับ

ประเด็นสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึง คือการที่ผู้ต้องหาระบุว่าตนเองปฏิบัติหน้าที่ตาม TOR ของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยเลือกที่จะไปพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลแทน การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมเกี่ยวกับมาตรฐานความโปร่งใสในระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการไทย

เบื้องลึกความคืบหน้าของคดี

นอกจากตัวอดีตอธิบดีแล้ว ยังมีข้าราชการท้องถิ่นอีก 7 รายที่มีกำหนดการเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งต่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ภายใต้กรอบเวลาที่ต้องชัดเจนและรวดเร็วเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับประชาชน

  • ผู้เกี่ยวข้องถูกซัดทอดจากผู้อำนวยการสำนักทดสอบฯ
  • กระบวนการสอบสวนจะครอบคลุมผู้ต้องหาทั้งหมด 8 ราย
  • การพิสูจน์ความบริสุทธิ์จะไปตัดสินกันที่ชั้นศาล

ในมุมมองของผม คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการทุจริตส่วนบุคคล แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบการคัดเลือกคนเข้าทำงานในภาครัฐจำเป็นต้องมีการปรับปรุงและตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นในยุคดิจิทัล การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบความโปร่งใสอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ลดช่องว่างการเกิดปัญหาทุจริตได้ในอนาคต

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของ อดีตอธิบดี สถ. เข้าพบกองปราบ รับทราบข้อหาทุจริตสอบท้องถิ่น ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา-เตรียมสู้คดีในชั้นศาล นี้จะลงเอยอย่างไร คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่าคนทำผิดจะต้องได้รับโทษอย่างสมน้ำสมเนื้อ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นๆ ในระบบราชการ และเพื่อให้ผู้สมัครสอบทุกคนมั่นใจว่าความสามารถของพวกเขาจะได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมครับ

ที่มา – อดีตอธิบดี สถ. เข้าพบกองปราบ รับทราบข้อหาทุจริตสอบท้องถิ่น ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา-เตรียมสู้คดีในชั้นศาล

บอร์ดปฐมวัย เคาะ 2 นโยบายด่วน เชื่อม Big Data 13 หลักอุดช่องโหว่เด็กตกหล่น-ห้ามสอบแข่งขันเด็กเล็ก เน้นเรียนรู้ผ่านการเล่น

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่หลายคนคงเคยรู้สึกเหนื่อยใจกับการแข่งขันในระบบการศึกษาไทยที่ดูจะเข้มข้นเกินวัยของลูกน้อยไปสักหน่อย ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าจับตามอง เมื่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยได้ขยับตัวครั้งสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานชีวิตที่ดีให้กับเด็กไทยผ่านการประกาศ บอร์ดปฐมวัย เคาะ 2 นโยบายด่วน เชื่อม Big Data 13 หลักอุดช่องโหว่เด็กตกหล่น-ห้ามสอบแข่งขันเด็กเล็ก เน้นเรียนรู้ผ่านการเล่น ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่น่าสนใจมากในการปรับจูนระบบการศึกษาให้กลับมาเป็นมิตรกับเด็กอย่างแท้จริงครับ

บอร์ดปฐมวัย เคาะ 2 นโยบายด่วน เชื่อม Big Data 13 หลักอุดช่องโหว่เด็กตกหล่น-ห้ามสอบแข่งขันเด็กเล็ก เน้นเรียนรู้ผ่านการเล่น

ประเด็นแรกที่ทางคณะกรรมการให้ความสำคัญคือการนำเทคโนโลยี Big Data มาปรับใช้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลจากกระทรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข มหาดไทย หรือกระทรวงศึกษาธิการ เข้าด้วยกันผ่านเลขบัตรประชาชน 13 หลัก นี่คือการพลิกโฉมการดูแลเด็กไทย เพราะต่อไปนี้หากเด็กคนไหนมีพัฒนาการช้าหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ระบบจะแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือได้ทันที ลดปัญหาเด็กตกหล่นออกจากระบบการศึกษาหรือการสาธารณสุขไปได้อย่างเด็ดขาด นี่คือความหวังใหม่ที่ภาครัฐจะเข้ามาดูแลลูกหลานเราได้อย่างแม่นยำและทั่วถึงยิ่งขึ้น

คืนความสุขให้เด็กเล็กด้วยการเล่นแทนการสอบ

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าประทับใจคือ การออกกฎเหล็กห้ามสอบแข่งขันในเด็กเล็ก ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่ควรทำมานานแล้วครับ เพราะธรรมชาติของเด็กวัยปฐมวัยคือการสำรวจโลกผ่านประสาทสัมผัสและการเล่น ไม่ใช่การนั่งท่องจำตำราเพื่อไปสอบเข้าโรงเรียนดัง การยกเลิกการสอบแข่งขันนี้จะช่วยลดความเครียดทั้งตัวเด็กและผู้ปกครองได้อย่างมหาศาล ทำให้เด็กไทยได้เติบโตสมวัย มีสุขภาพจิตที่ดี และมีเวลาได้เรียนรู้ผ่านแนวทาง บอร์ดปฐมวัย เคาะ 2 นโยบายด่วน เชื่อม Big Data 13 หลักอุดช่องโหว่เด็กตกหล่น-ห้ามสอบแข่งขันเด็กเล็ก เน้นเรียนรู้ผ่านการเล่น อย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้แค่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการกวดวิชาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนและครูได้มุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน แทนที่จะต้องมาพะวงกับการติวหนังสือเพียงอย่างเดียว นี่คือสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังเดินหน้าสู่การสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ที่แข็งแกร่งตั้งแต่วันที่พวกเขายังเล็กอยู่

  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทำให้เข้าถึงเด็กที่ขาดแคลนได้ง่ายขึ้น
  • ลดความเครียด: ยุคใหม่แห่งการเล่น เรียนรู้ และเติบโตอย่างมีความสุข
  • ประสิทธิภาพสูงสุด: ครูมีเวลาดูแลเด็กมากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องผลสอบ

ในมุมมองของผม นี่คือแนวโน้มใหม่ที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่งครับ การที่ภาครัฐหันมาเน้นคุณภาพชีวิตและพัฒนาการที่แท้จริงแทนที่การแข่งขันเชิงตัวเลข คือสิ่งที่โลกสมัยใหม่ต้องการ หากนโยบายนี้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและยั่งยืน เชื่อว่าอนาคตของเด็กไทยจะสดใสขึ้นกว่าที่เคยแน่นอน พ่อแม่เองก็ควรหันมาปรับตัวและโฟกัสที่กิจกรรมในครอบครัวให้มากขึ้น เพราะความสุขของลูกในวัยนี้คือต้นทุนที่ดีที่สุดสำหรับการเติบโตในอนาคตครับ

ที่มา – บอร์ดปฐมวัย เคาะ 2 นโยบายด่วน เชื่อม Big Data 13 หลักอุดช่องโหว่เด็กตกหล่น-ห้ามสอบแข่งขันเด็กเล็ก เน้นเรียนรู้ผ่านการเล่น

อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตั้งกรรมการสอบหัวหน้าสิมิลัน ปมปล่อย ‘วีระ’ เข้าพักแรม ทั้งที่ประกาศห้ามค้างคืนตั้งแต่ปี 61

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล เมื่อคุณวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้ออกมาอภิปรายถึงประสบการณ์การไปท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน โดยวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณภาพการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐาน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมายเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย

อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตั้งกรรมการสอบหัวหน้าสิมิลัน ปมปล่อย ‘วีระ’ เข้าพักแรม ทั้งที่ประกาศห้ามค้างคืนตั้งแต่ปี 61

หลังจากที่ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาในสภาฯ ทางคุณอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ ท่านได้ออกมาขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะที่ได้รับ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยล่าสุดได้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่หัวหน้าอุทยานฯ ในขณะนั้นอนุญาตให้คุณวีระและคณะเข้าพักแรม ทั้งที่มีอธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตั้งกรรมการสอบหัวหน้าสิมิลัน ปมปล่อย ‘วีระ’ เข้าพักแรม ทั้งที่ประกาศห้ามค้างคืนตั้งแต่ปี 61 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายกระทำผิดระเบียบหรือไม่

หากเราย้อนกลับไปดูเหตุผลของประกาศดังกล่าว การที่อุทยานฯ ต้องมีมาตรการห้ามค้างคืนนั้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นความตั้งใจที่ต้องการฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้:

  • เพื่อแก้ไขปัญหาขยะสะสมและน้ำเสียที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
  • เพื่อมุ่งเน้นการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและแนวปะการังที่เคยเสื่อมโทรม
  • เพื่อให้พื้นที่อุทยานฯ สามารถจัดการสิ่งแวดล้อมได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • สนับสนุนรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบ One-day trip ที่ช่วยลดความแออัด

ความน่าสนใจของประเด็นนี้คือ การปะทะกันระหว่าง “ความคาดหวังด้านบริการ” ของนักท่องเที่ยว กับ “ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ” เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ในฐานะที่ผมเองก็เป็นนักเดินทางและติดตามเทรนด์การท่องเที่ยวมาตลอด ผมมองว่าอุทยานแห่งชาติไม่ใช่โรงแรมหรูครับ แต่เป็นบ้านของธรรมชาติ การจะนำโมเดลการบริหารแบบเอกชน (PPP) มาใช้นั้นเป็นความคิดที่ดีในแง่ของประสิทธิภาพ แต่ต้องไม่ลืมว่าขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) ของเกาะนั้นมีจำกัด หากเราเน้นแต่กำไรหรือความสะดวกสบายจนลืมเรื่องสิ่งแวดล้อม สุดท้ายธรรมชาติที่เราอยากไปเที่ยวชมก็จะเสื่อมโทรมลงอย่างถาวร

สิ่งที่เราต้องจับตามองต่อไปคือ ผลสรุปจากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร และเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการปฏิรูประบบการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทั่วประเทศอย่างไรบ้าง หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นจุดสมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการท่องเที่ยวที่สะดวกสบายควบคู่ไปกับการรักษาสมบัติชาติให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งตั้งกรรมการสอบหัวหน้าสิมิลัน ปมปล่อย ‘วีระ’ เข้าพักแรม ทั้งที่ประกาศห้ามค้างคืนตั้งแต่ปี 61

ชวนร่วมงาน SDX 2026 มหกรรมด้านการพัฒนาสังคมใหญ่ที่สุดของประเทศ

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝาก สำหรับใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สังคม หรืออยากอัปเดตเทรนด์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะมาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น ต้องห้ามพลาดเลยครับ เพราะล่าสุดทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ออกมาประกาศจัดงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี นั่นก็คือ ชวนร่วมงาน SDX 2026 มหกรรมด้านการพัฒนาสังคมใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่รับรองว่าจะทำให้คุณได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนแน่นอน

ทำไมคุณถึงต้องไปงาน ชวนร่วมงาน SDX 2026 มหกรรมด้านการพัฒนาสังคมใหญ่ที่สุดของประเทศ?

งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดที่น่าประทับใจมากอย่าง ‘Co-Creating a Better Society : ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัย ไปด้วยกัน’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้นั้น เราต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน งานนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานีครับ

เปิดมิติใหม่ด้านคนพิการ ครั้งแรกของไทย

สิ่งที่ผมตื่นเต้นที่สุดสำหรับ ชวนร่วมงาน SDX 2026 มหกรรมด้านการพัฒนาสังคมใหญ่ที่สุดของประเทศ ในปีนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้คนพิการเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบมหกรรมระดับประเทศเป็นครั้งแรกเลยครับ คุณกันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. ได้เน้นย้ำว่างานนี้ออกแบบตามหลัก Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเพื่อการเข้าถึง หรือเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่น่าจับตามองมากจริงๆ ครับ

กิจกรรมภายในงานที่ครอบคลุมทุกมิติ

ภายในงานจะมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซนหลักที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ:

  • Co-Protect : Social Protection ระบบการคุ้มครองและสร้างหลักประกันทางสังคมที่มั่นคง
  • Co-Develop : People & Opportunities เน้นการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และสร้างโอกาสให้คนไทยทุกช่วงวัย
  • Co-Create : Innovation & Partnership โซนนี้น่าจะถูกใจสาย Tech สุดๆ เพราะเป็นการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม

นอกจากนี้ยังมี Service Clinic ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาสอบถามสิทธิสวัสดิการต่างๆ ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายหรือสิทธิที่ภาครัฐมอบให้ ทำให้งานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของหน่วยงานราชการ แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่พวกเราทุกคนควรเข้าไปเรียนรู้และทำความเข้าใจครับ

มุมมองส่งท้ายและเทรนด์อนาคต

ในมุมมองของผม งาน SDX 2026 ไม่ใช่แค่การจัดอีเวนต์ทั่วไป แต่เป็นการรวมตัวกันของนวัตกรรมและมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เทรนด์โลกในอนาคตกำลังมุ่งเน้นไปที่ความเท่าเทียมและการใช้เทคโนโลยีเพื่อสังคม (Social Tech) ซึ่งงานนี้จะช่วยให้พวกเราเห็นภาพว่า ต่อไปในอนาคตเราจะร่วมมือกันออกแบบสังคมให้น่าอยู่และเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้อย่างไร หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงและอยากเห็นสังคมไทยดีขึ้นกว่าเดิม ผมแนะนำเลยครับว่าต้องไปงานนี้ให้ได้สักครั้ง

ที่มา – ชวนร่วมงาน SDX 2026 มหกรรมด้านการพัฒนาสังคมใหญ่ที่สุดของประเทศ

ศาลออกหมายจับ ‘โทน บางแค’ ฐานฉ้อโกงประชาชน ปมแอบอ้างแบรนด์ Zeiss ลวงขายกล้องส่องพระลิมิเต็ด

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารวงการพระเครื่องหรือสายเทคโนโลยีเลนส์คงต้องสะดุ้งกันบ้าง เมื่อล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่กลายเป็นกระแสสังคมอย่างมาก นั่นคือกรณีที่ ศาลออกหมายจับ ‘โทน บางแค’ ฐานฉ้อโกงประชาชน ปมแอบอ้างแบรนด์ Zeiss ลวงขายกล้องส่องพระลิมิเต็ด ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่เตือนใจนักสะสมทุกคนได้เป็นอย่างดีว่า ต่อให้เป็นคนดังหรือเซียนพระที่มีชื่อเสียงแค่ไหน ก็ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าข้อมูลที่ได้รับจะเป็นความจริงเสมอไปครับ

ศาลออกหมายจับ ‘โทน บางแค’ ฐานฉ้อโกงประชาชน ปมแอบอ้างแบรนด์ Zeiss ลวงขายกล้องส่องพระลิมิเต็ด

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายจำนวนมาก ว่าถูกหลอกให้ซื้อกล้องส่องพระรุ่นพิเศษ ‘Zeiss Blue Marine’ โดยมีการสร้างเรื่องราวว่านี่คือโปรเจกต์คอลแลปส์ระดับโลกฉลองครบรอบ 175 ปี ของ Zeiss แบรนด์เลนส์ระดับตำนานจากเยอรมนี แน่นอนว่าเมื่อบวกกับคำโฆษณาว่าเป็นสินค้าลิมิเต็ด ผลิตเพียง 3,175 ชิ้น ก็ทำให้เหล่านักสะสมรีบควักกระเป๋าจ่ายเงินกว่า 15,999 บาท เพื่อให้ได้มาครอบครอง จนมียอดขายรวมพุ่งสูงถึง 20 ล้านบาทภายในเวลาอันสั้น

ทว่าเมื่อความจริงเปิดเผยผ่านการตรวจสอบจากบริษัทแม่ที่เยอรมนี กลับพบว่าไม่เคยมีการร่วมงานใดๆ เกิดขึ้นเลยครับ กล้องที่นำมาขายจริงๆ แล้วก็คือรุ่น D40 ธรรมดาที่วางขายทั่วไปในราคา 3,500 บาทเท่านั้น แต่มีการนำมาเปลี่ยนสีและสลักเลขให้ดูขลังขึ้นมาเอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้ ศาลออกหมายจับ ‘โทน บางแค’ ฐานฉ้อโกงประชาชน ปมแอบอ้างแบรนด์ Zeiss ลวงขายกล้องส่องพระลิมิเต็ด ในที่สุด หลังจากที่เจ้าตัวรู้ข่าวว่าหมายจับออก ก็ได้ไหวตัวหลบหนีไปทันที

บทเรียนสำคัญสำหรับนักสะสมในยุคดิจิทัล

จากเหตุการณ์นี้ มีข้อคิดหลายอย่างที่พวกเราในฐานะผู้บริโภคควรต้องพึงระวังครับ:

  • ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่มาโดยตรง: หากสินค้าแบรนด์เนมหรือของสะสมมีแคมเปญระดับโลก ให้ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ทางการของแบรนด์นั้นๆ เสมอ อย่าเชื่อเพียงแค่การกล่าวอ้างผ่านไลฟ์สดหรือสื่อโซเชียล
  • อย่าหลงเชื่อคำว่า “ลิมิเต็ด”: หลายครั้งคำนี้ถูกนำมาใช้เพื่อปั่นราคา หากสินค้าดูมีความน่าสงสัยหรือไม่สมเหตุสมผล ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจมีความผิดปกติ
  • เช็กราคาตลาดกลาง: การเปรียบเทียบราคากับร้านค้าที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของการตั้งราคาสูงเกินจริง

ในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนวงการพระ แต่เป็นเรื่องของการทำธุรกิจบนความไม่ซื่อสัตย์ การใช้ชื่อเสียงส่วนตัวมาสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงประชาชนถือเป็นความผิดร้ายแรงครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันคือความเท่าทันสื่อ เมื่อเราเห็นอะไรที่ “ดีเกินจริง” หรือ “พิเศษเกินเหตุ” ให้ตั้งสติให้ดีก่อนควักเงินออกจากกระเป๋า เพื่อที่ทรัพย์สินที่มีค่าของเราจะได้ไม่สูญเปล่าไปกับกลลวงของมิจฉาชีพที่มาในคราบของคนดังครับ

ที่มา – ศาลออกหมายจับ ‘โทน บางแค’ ฐานฉ้อโกงประชาชน ปมแอบอ้างแบรนด์ Zeiss ลวงขายกล้องส่องพระลิมิเต็ด