ผู้เขียน: lalika69_admin

ผู้เขียน The Social Network เตรียมทำหนังดาวเคราะห์น้อย

คุณรู้ไหมว่าตอนนี้มีดาวเคราะห์น้อยกำลังพุ่งตรงมาทางโลก และมีโอกาสเล็กน้อยที่จะชนเรา? มันจริงมากๆ เลยนะ ดาวเคราะห์น้อยตัวนี้ชื่อ 2024 YR4 ซึ่งกำลังจะกลายเป็นแรงบันดาลใจของนิยายเรื่องใหม่ที่เพิ่งขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ไป และมีชื่อดังๆ มาร่วมด้วย

ผู้เขียน The Social Network เตรียมทำหนังดาวเคราะห์น้อย

นิยายเรื่อง The Last Orbit กำหนดวางขายต้นปี 2027 โดยผู้เขียนชื่อดัง Ben Mezrich ผู้อยู่เบื้องหลังหนังดังหลายเรื่อง อย่าง The Accidental Billionaires ที่ถูกดัดแปลงเป็น The Social Network กำกับโดย David Fincher นอกจากนี้ยังมี Bringing Down the House ที่กลายเป็นหนัง 21 และ The Antisocial Network ที่กลายเป็น Dumb Money ด้วย

แต่นิยายเรื่องนี้ต่างออกไป เพราะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์สมมติ (speculative fiction) ที่สร้างเรื่องราวสมมติจากข้อเท็จจริงจริงๆ เช่น ถ้า 2024 YR4 ชนโลกจริงๆ เราจะรับมือยังไง? คล้ายหนัง Armageddon แต่ยึดหลักวิทยาศาสตร์มากกว่า

ผู้เขียน The Social Network เตรียมทำหนังดาวเคราะห์น้อยจริงจังแค่ไหน?

ถึงนิยายยังไม่วางขาย แต่ Deadline รายงานว่า TriStar Pictures ซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์แล้ว โดยตั้ง Matt Shakman (The Fantastic Four: First Steps) กำกับ และ Josh Friedman (Kingdom of the Planet of the Apes) เขียนบทภาพยนตร์ดัดแปลง ยังไม่มีกำหนดฉาย แต่เทียบกับ Project Hail Mary ที่ใช้เวลา 6 ปีกว่าจะฉายในอีก 2 สัปดาห์ ก็พอเดาได้

ทีมวิทยาศาสตร์ของเราที่ io9 (ส่วนหนึ่งของ Gizmodo) ติดตาม 2024 YR4 มาพักใหญ่แล้ว มันมีโอกาสชน ดวงจันทร์ 4% ในปี 2032 ซึ่งน้อยมาก แต่ก็ยังน่ากลัวอยู่ดี นี่แหละที่ Mezrich นำมาสร้างเรื่องราวสุดตื่นเต้น

ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 นี้มาจากจุดกำเนิดแปลกๆ ตามรายงาน และ NASA อัปเดตข้อมูลล่าสุด ที่นี่ ถ้าสนใจอ่านเพิ่ม คลิกเลย!

ผลงานเด่นของ Ben Mezrich ผู้เขียน The Social Network

  • The Accidental BillionairesThe Social Network (David Fincher กำกับ, Aaron Sorkin เขียนบท)
  • Bringing Down the House21 (หนังพนันแบล็คแจ็คสุดฮิต)
  • The Antisocial NetworkDumb Money (เรื่อง GameStop)
  • และอีกมากมายที่ขายดีจนกลายเป็นหนัง

ผู้เขียน The Social Network เตรียมทำหนังดาวเคราะห์น้อยเรื่องนี้ น่าจะเป็นโปรเจกต์สุดอลังการ เพราะ Mezrich ถนัดเล่าเรื่องจริงให้กลายเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ ผสมผสานวิทยาศาสตร์จริงกับจินตนาการ ทำให้คนดูตื่นเต้นและได้ความรู้ไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ โลกภาพยนตร์ไซไฟกำลังมาแรง มี Project Hail Mary ฉายใน 2 สัปดาห์ ใครชอบหนังอวกาศห้ามพลาด ติดตามข่าว Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

คุณคิดยังไงกับดาวเคราะห์น้อยจริงที่อาจชนดวงจันทร์? และหนังเรื่องนี้จะออกมาแบบไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ชื่นชอบหนังไซไฟ!

ที่มา – The Author Behind ‘The Social Network’ Has an Asteroid Movie Coming Out

ทำไม Lord Miller ดัดแปลง Project Hail Mary ก่อน Artemis

ทำไม Lord Miller ดัดแปลง Project Hail Mary ก่อน Artemis

ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของ The Martian เรื่องราวสุดมันส์ที่ผสมผสานแอคชั่น วิทยาศาสตร์ และดราม่าเข้าด้วยกัน คุณคงเคยคิดเหมือนกันว่า “อยากได้เรื่องแบบนี้อีก!” โชคดีที่ Andy Weir ผู้เขียนคนเดิมไม่ได้ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง ตั้งแต่ The Martian ออกมา เขาก็ส่ง Artemis ในปี 2017 เรื่องปล้นสุดกล้าในดวงจันทร์ ตามด้วย Project Hail Mary ในปี 2021 ที่กำลังจะมีหนังฉายวันที่ 20 มีนาคมนี้ สไตล์ทั้งสามเรื่องคล้ายกันมาก คือสมดุลระหว่างแนวเรื่องได้อย่างลงตัว และที่เจ๋งคือทั้ง Artemis กับ Project Hail Mary ขายลิขสิทธิ์หนังก่อนหนังสือจะวางขายซะอีก เหมือน The Martian เลย!

ทำไม Lord และ Miller ดัดแปลง Project Hail Mary ก่อน Artemis

Phil Lord และ Chris Miller ผู้กำกับ Project Hail Mary เคยติดต่อดัดแปลง Artemis มานานก่อนที่ Project Hail Mary จะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ “เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Andy Weir และ Aditya Sood ผู้ค้นพบ The Martian ในรูปแบบ e-book และเป็นโปรดิวเซอร์หนังเรื่องนั้น” Chris Miller เล่าให้ io9 ฟัง “พอ Ryan Gosling ได้ลิขสิทธิ์หนังเรื่องนี้แล้วโทรมาหาเรา เราก็บอกเลยว่า ‘ใช่เลย 100%’ เพราะเป็นทีมโปรดของเราทุกคน มันง่ายมากที่จะตกลง”

แต่ Artemis วางขายก่อน Project Hail Mary สี่ปี แล้วทำไมถึงล่าช้า? “เรายังพัฒนา Artemis อยู่ มันท้าทายเรื่องการถ่ายทำเพราะแรงโน้มถ่วง 1/6 บนดวงจันทร์ ต้องทำให้สมจริงแบบปฏิบัติได้จริง” Miller อธิบาย

“แต่เราคิดว่าหาทางแก้แล้ว” Lord เสริม

ใช่แล้ว! พวกเขาอยากนำเรื่องปล้นอวกาศบนดวงจันทร์ของ Jazz สมุกลอร์ตัวแสบมาสร้างให้สมจริง โดยนักแสดงต้องเคลื่อนไหวเบาๆ เหมือนอยู่ในแรงโน้มถ่วงต่ำบนกองถ่าย ซึ่งยากกว่าการสร้าง Rocky สัตว์หินพูดได้ใน Project Hail Mary เสียอีก “บ้ามาก แต่จริงๆ” Miller ยืนยัน

ความท้าทายในการดัดแปลง Project Hail Mary ก่อน Artemis ของ Andy Weir

Andy Weir เองบอกว่า “Artemis วนเวียนไปมาหลายที่ แต่ตอนนี้อยู่ในลิสต์優先ของ Lord และ Miller ผมอยากเห็นไอเดียเจ๋งๆ ของพวกเขา พวกเขา imaginatif มาก”

Drew Goddard ที่ดัดแปลงทั้ง Project Hail Mary และ The Martian ก็ชื่นชม “ไม่มีใครกำกับ Project Hail Mary ได้ดีเท่า Chris กับ Phil พวกเขานำ Rocky มาสร้างได้แบบ effortless เพราะเชี่ยวชาญแอนิเมชั่นเรื่องสำคัญๆ ทศวรรษที่ผ่านมา”

ยังไม่แน่ใจว่า Lord Miller จะทำ Artemis จริงไหม หรือใครจะรับช่วง แต่ Ryan Gosling ดาวเด่นของ Project Hail Mary ที่ติดโปรเจกต์นานเกือบ 6 ปี เชื่อมั่นในทีม “ผมอ่านต้นฉบับก่อนวางขาย มันพิเศษมาก ทีมเราคือ dream team ตั้งแต่ช่างกล้องไปจนถึงผู้กำกับ ผมภูมิใจมาก และคิดว่าเราทำสำเร็จแล้ว”

ทำไม Lord และ Miller ดัดแปลง Project Hail Mary ก่อน Artemis? เพราะมันพร้อมกว่า และทีมพร้อม แต่ถ้าพวกเขาคิดค้นวิธีถ่ายแรงโน้มถ่วงดวงจันทร์ได้สำเร็จ มันจะเป็นตำนาน! ลองนึกภาพนักแสดงลอยตัวเบาๆ สุดสมจริงสิ มันจะยกระดับหนังไซไฟไปอีกขั้น

ทั้งสามนิยายของ Weir คือของดีที่แฟน sci-fi ไม่ควรพลาด Project Hail Mary ฉาย 20 มีนาคมนี้ อย่าลืมไปดู แล้วรอ Artemis ต่อไป ถ้าคุณชอบหนังแนววิทยาศาสตร์สมจริงแบบนี้ ลองอ่านหนังสือก่อนดูหนังเพื่อความฟินคูณสอง!

อยากอัปเดตข่าวหนัง Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe หรือ Doctor Who? ติดตามบล็อกเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – Why Lord and Miller Adapted ‘Project Hail Mary’ Before Andy Weir’s Second Book

เปโดร พาสคาล ชอบเหตุผลหมวกหลุด เดอะ แมนดาโลเรียนและโกรกู

มีหลายเหตุผลที่เรายังไม่ค่อยเห็นหน้า เปโดร พาสคาล ในซีซั่นล่าสุดของ เดอะ แมนดาโลเรียน สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณพ่อสายบู๊คนนี้ยุ่งมาก! ส่วนใหญ่จึงเป็นสตั๊นต์แมนอย่าง Lateef Crowder และ Brendan Wayne ที่สวมชุดเกราะเบสการ์แทน อีกเหตุผลหนึ่งคือทุกครั้งที่ Din Djarin ถอดหมวกกันน็อก มันก่อปัญหาใหญ่ให้ตัวละครเสมอ เขาต้องชดใช้ด้วยการทำภารกิจอันตราย นั่นแหละที่ทำให้การเห็นหน้าหล่อ ๆ ของเปโดร พาสคาล ในตัวอย่างหนัง เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู กลายเป็นเรื่องใหญ่โต และตัวเขาเองก็สนับสนุนเต็มที่!

เปโดร พาสคาล ชอบเหตุผลหมวกหลุด เดอะ แมนดาโลเรียนและโกรกู

ในบทสัมภาษณ์กับ Empire เปโดร พาสคาล เล่าว่า Jon Favreau ผู้เขียนและผู้กำกับ บอกเขาว่าในหนัง Din จะถอดหมวก และอธิบายเหตุผลผ่านเนื้อเรื่อง “พอถึงส่วนนั้น ผมบอกได้เลยว่ามันสมเหตุสมผลสุด ๆ และเป็นสิ่งที่ผมหวังไว้จริง ๆ ถ้าผมเสนอไอเดีย ผมจะบอกว่า ‘เหตุผลเดียวที่ใช่คือ…’ และนั่นแหละที่ Jon เติมเต็ม ผมเลยบอกทันทีว่า ‘Jon นี่แหละที่ผมอยากได้!’”

เหตุผลลึกลับที่ทำให้เปโดร พาสคาล ชอบเหตุผลหมวกหลุด เดอะ แมนดาโลเรียนและโกรกู

แน่นอน เรายังไม่รู้เหตุผลแน่ชัด ต้องรอหนังฉาย แต่จากตัวอย่าง ดูเหมือนหมวกจะถูกถอดออกอย่างบังคับในบางฉาก นั่นคือเหตุผลที่เปโดรหวังไว้เหรอ? หวังว่าจะไม่ใช่ เพราะเขาถอดเพื่อเชื่อมต่ออารมณ์กับ Grogu มาแล้ว และนั่นก็น่าประทับใจที่สุด! เรื่องนี้ยังทำให้เราคิดถึงกฎของ Mandalorian ที่เคร่งครัดเรื่องหมวกกันน็อก ซึ่ง Bo-Katan ใช้ตำหนิ Din เรื่องความเชื่อเก่า ๆ จนเขาต้องไปภารกิจอันตรายที่ Mandalore เพื่อไถ่โทษ

นอกจากนี้ ในหนังครั้งนี้ เปโดร พาสคาล จะได้แสดงทั้งในชุดเกราะมีหมวกและไม่มี “คุณจะเห็นเปโดรในชุดเกราะทั้งมีหมวกและไม่มี” Favreau บอก “เขาเป็นนักแสดงที่เก่งเรื่องกายภาพ เราจึงผลักดันให้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะฉากไม่มีหมวก” สุดยอดไปเลย!

ความสัมพันธ์ของ Din กับหมวกกันน็อกเป็นประเด็นถกเถียงมาตลอดซีรีส์ มันไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อและตัวตน การถอดหมวกใน เดอะ แมนดาโลเรียน และ โกรกู จะเชื่อมโยงกับเส้นเรื่องเก่า ๆ เหล่านี้ไหม? อย่างการไถ่บาปหรือพัฒนาความสัมพันธ์กับ Grogu? เวลาจะบอกเอง หนังจะเข้าฉาย 22 พฤษภาคมนี้ รอไม่ไหวแล้ว!

มาดูกันว่าทำไม เปโดร พาสคาล ชอบเหตุผลหมวกหลุด เดอะ แมนดาโลเรียนและโกรกู ถึงน่าตื่นเต้น:

  • สมเหตุสมผลกับเนื้อเรื่อง: Favreau ออกแบบให้เข้ากับ arc ของ Din Djarin อย่างลงตัว
  • เพิ่มบทบาทเปโดร: ได้แสดงหน้าและกายภาพมากขึ้น ไม่ใช่แค่สตั๊นต์
  • พัฒนาตัวละคร: อาจนำไปสู่การเติบโตทางอารมณ์ โดยเฉพาะกับ Grogu
  • ตัวอย่างโชว์พลัง: ฉากแอคชั่นไม่มีหมวกจะมันส์สุด ๆ

นอกจากนี้ Star Wars กำลังขยายจักรวาล Mandalorian ไปสู่จอใหญ่ หลังจากซีซั่นที่ผ่านมาซึ่งเน้นสตั๊นต์มาก หนังเรื่องนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่แฟน ๆ รอคอย โดยเฉพาะแฟนที่ชื่นชอบ Pedro Pascal ในบท Din Djarin ผู้เป็นพ่อเลี้ยงสุดเท่ของ Baby Yoda หรือ Grogu การถอดหมวกไม่ใช่แค่ gimmick แต่เป็นก้าวสำคัญในเรื่องราว

คุณล่ะ คิดว่าเหตุผลที่ทำให้เปโดรตื่นเต้นคืออะไร? เป็นฉากต่อสู้สุดดุเดือด หรือโมเมนต์ซึ้ง ๆ กับลูกชายตัวน้อย? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลย! และอย่าลืมติดตามข่าว Marvel, Star Wars, Star Trek และเรื่องอื่น ๆ ที่นี่ เพื่อไม่พลาดอัปเดตเด็ด ๆ

นี่คือโอกาสที่ Star Wars จะทำให้เราหลงรัก Din Djarin มากขึ้นไปอีก!

ที่มา – Pedro Pascal Loves Why His Helmet Comes Off in ‘The Mandalorian and Grogu’

ดู Ryan Gosling พบ Rocky ใน Project Hail Mary

แฟนหนังไซไฟทั้งหลายคงกำลังตื่นเต้นรอคอยการฉายภาพยนตร์อวกาศเรื่องใหม่ของ ไรอัน กอสลิง อย่าง Project Hail Mary กันสุดๆ เลยใช่มั้ยล่ะ? ด้วยผู้กำกับคู่หูสุดเจ๋งอย่าง ฟิล ลอร์ด และ คริส มิลเลอร์ ที่เคยสร้างสรรค์ผลงานฮิตมาแล้ว บวกกับเอฟเฟกต์ปฏิบัติจริงเจ๋งๆ สุดยอด มันคือความฝันของคอหนังเลยนะ! ล่าสุด MGM ปล่อยคลิปอย่างเป็นทางการจากหนัง เพื่อเพิ่มความฮือฮาให้แฟนๆ ก่อนฉายปลายเดือนนี้

ดู Ryan Gosling พบ Rocky ใน Project Hail Mary

เรื่องราวดัดแปลงจากนิยายดังของ แอนดี้ วีร์ ผู้เขียน The Martian ตัวเอกอย่างไรแลนด์ เกรซ (รับบทโดยไรอัน กอสลิง) เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ที่กลายเป็นนักบินอวกาศแบบไม่พร้อมสุดๆ เขาตื่นขึ้นมาในห้วงอวกาศด้วยอาการจำอะไรไม่ได้ สุดท้ายค่อยๆ นึกออกว่าตัวเองมีภารกิจช่วยโลกจากภัยพิบัติจักรวาล!

หลายคนที่ดู ตัวอย่างแรก คงงงว่าทำไมถึงสปอยล์ตอนจบเรื่องเอเลี่ยน? แต่จริงๆ แล้ว Project Hail Mary มันเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างไรแลนด์กับเอเลี่ยนตัวจิ๋วน่ารักชื่อ ร็อคกี้ นี่แหละ!

ฉากดู Ryan Gosling พบ Rocky ใน Project Hail Mary สุดน่ารัก

คลิปนี้โชว์โมเมนต์พบกันครั้งแรกของไรแลนด์กับร็อคกี้แบบน่ารักมาก! มือกรงเล็บรูปยานของร็อคกี้โผล่พ้นกำแพงที่กั้นทั้งคู่ มันโชว์ตุ๊กตาเล็กๆ ที่แกะสลักเหมือนไรแลนด์เป๊ะ จากนั้นก็ดึงก้อนโลหะรูปยานของไรแลนด์ออกมา แล้วยังพากย์ตัวละครให้เดินกลับยานอีก เหมือนเด็กน้อยโชว์ของเล่นเลย! ไรแลนด์ก็ตอบแบบน่ารักๆ ว่า “เดี๋ยวเจอกันใหม่นะ” คล้ายเอลโม่ในเซซามีสตรีทเลย

หนังเรื่องนี้ฮอตฮิตมาก จน รีวิวแรกจากนักวิจารณ์ ชมกันยกย่อง บอกว่าหนังไซไฟแปลกๆ แต่ซึ้ง หัวเราะได้ นวัตกรรมเพียบ บางคนถึงขั้นเรียกว่า “ผลงานชิ้นเอก”! Germain Lussier จาก io9 ที่ได้ดู 30 นาที บอกว่าเป็น “ความสุขล้วนๆ” เลย

ยิ่งหนังฉายใน IMAX ภาพสวยอลังการ เสียงดังกระหึ่ม ยิ่งน่าตื่นเต้น! แต่สำหรับแฟนทั่วไปตอนนี้ก็ดูคลิปนี้ไปก่อน แล้วเล่นเลโก้ เซ็ต Project Hail Mary รอไป ละกันนะ ก่อนจะได้เห็นด้วยตาตัวเอง

Project Hail Mary ฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 20 มีนาคมนี้ อย่าพลาดเด็ดขาด!

นอกจากนี้ยังมีข่าว Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who อีกเพียบ รอติดตามได้เลย

คุณคิดว่ามิตรภาพไรแลนด์กับร็อคกี้จะซึ้งขนาดไหน? ไปดูคลิปแล้วมาคุยกันในคอมเมนต์นะ แล้วเตรียมตัวไปโรงฉายกันให้พร้อม!

ที่มา – Watch Ryan Gosling Meet His Adorable Alien Co-Star in This ‘Project Hail Mary’ Clip

ผู้บริหาร xAI บอกใช้ Grok เช็คภาษี! ผู้เชี่ยวชาญเตือน

เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็ถึงเดดไลน์ยื่นภาษี 15 เมษายนแล้ว คุณอาจกำลังคิดจะโยนงานนี้ให้แชทบอท AI ช่วย เพราะบริษัทต่างๆ โฆษณาว่าพวกมันเก่งขึ้นมาก สามารถเขียนโค้ดแอพได้ หรือแม้แต่ โจมตีเป้าหมายทางทหาร แน่นอนว่าจัดการรหัสภาษีอเมริกาได้สบาย… จริงหรือ?

เจมส์ เบิร์นแฮม ผู้บริหารทั่วไปของ xAI และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายกับรัฐบาล เชื่ออย่างนั้นเลย ใน โพสต์บน X เขาบอก follower ว่า “ตรวจสอบภาษีของคุณด้วย @Grok เพื่อนผมให้ Grok เช็ค TurboTax แล้วได้เงินคืนเพิ่ม 1,400 ดอลลาร์! พอจ่าย Grok Premium เกือบ 4 ปี!” (ต่อมาแก้เพิ่ม ดิสเคลเมอร์: นี่ไม่ใช่คำแนะนำภาษี ตรวจสอบเองด้วยนะ)

ผู้บริหาร xAI บอกใช้ Grok เช็คภาษี

ผู้บริหาร xAI บอกใช้ Grok เช็คภาษี แบบนี้ดูมีเหตุผลนะ เพราะแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง H&R Block ก็มี AI ช่วยเรื่องภาษี แต่ไม่ใช่ว่าจะเอา W-2 หรือ 1099 ส่งให้ Grok แล้วให้มันกรอกฟอร์มแทนคุณซะทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญภาษีไม่อยากให้ทำแบบนั้น เพราะเดี๋ยวต้องมาช่วยแก้ไขความผิดพลาดเอง

“ผมยังไม่เคยใช้ Grok ช่วยยื่นหรือตรวจภาษี และไม่แนะนำให้纳税人ลอง โดยเฉพาะแชทบอททั่วไป” โจเอล ซาลาส เจ้าของ Elevated Tax Strategies บอก Gizmodo “ปฏิบัติจริง มันไม่ใช่ไอเดียดีเลย”

เหตุผลหลักที่ไม่ควรให้ Grok เช็คภาษี

มีหลายเหตุผลที่ไม่ควรถือ信แชทบอทอย่าง Grok ให้เป็นนักบัญชีภาษีรับรอง ประการแรกคือความแม่นยำ นิวยอร์กไทมส์ ทดสอบแชทบอทหลายตัวด้วยสถานการณ์ภาษีจาก TaxSlayer พบว่าพวกมันคำนวณเงินคืนหรือหนี้ IRS ผิดเฉลี่ยกว่า 2,000 ดอลลาร์ Grok อาจช่วยเพื่อนของเบิร์นแฮมได้ 1,400 ดอลลาร์ แต่ไม่รู้ว่ามันหักเว้นได้จริง หรือแค่แต่งเลขขึ้นมา

ผลทดสอบอื่นๆ ก็ยืนยัน TaxCalcBench ทดสอบ AI คำนวณภาษี พบว่าส่วนใหญ่ไม่ถึง 50% แม่นยำ

“การยื่นภาษีต้องการระบบเฉพาะที่แม่นยำ ถูกกฎหมาย น่าเชื่อถือ และปลอดภัย” โฆษก Intuit บอก Gizmodo “ผู้ใช้ต้องการความมั่นใจในเรื่องเงินที่เสี่ยงจริง LLM ทั่วไปให้ข้อมูลกว้าง แต่ไม่ฝึกสำหรับภาษีซับซ้อนทั้งรัฐและ联邦”

ประการที่สองคือความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคล ซาลาสบอกว่า “มันยังใหม่เกินไปที่จะเชื่อใจบริษัทเหล่านี้ ถ้าอ่าน terms of service ดีๆ คุณกำลังเล่นลูกเต๋าโชคกับข้อมูล ถ้าไม่ opt out ข้อมูลอาจถูกใช้ต่อ”

ปีที่แล้ว นักวิจัยสแตนฟอร์ด วิเคราะห์ นโยบายความเป็นส่วนตัว พบว่าบริษัทชั้นนำอย่าง Anthropic, OpenAI, xAI ใช้แชท train โมเดล ต้อง opt out เอง Meta เคยเปิดให้ดูแชทคนอื่น xAI ก็เคยทำให้แชท Grok 公開ค้นหาได้

xAI และอีลอน มัสก์ อยากได้ข้อมูลภาษีมานาน DOGE ที่มัสก์นำ ขอเข้าถึงข้อมูล IRS มัสก์เองก็ โพสต์ “Grok ช่วยภาษีได้”

  • ความไม่แม่นยำ: ผิดพลาดนับพันดอลลาร์
  • เสี่ยงข้อมูล: อาจถูกใช้ train AI
  • ไม่ใช่เครื่องมือเฉพาะ: ขาด validation

ถ้าอยากใช้ AI ช่วย ซาลาสแนะ Taxbox เป็น tutor อธิบายเอกสาร สร้าง checklist ผิดพลาดทั่วไป ถามพื้นฐานได้ แต่ อย่าส่งเอกสารจริง “เสี่ยงตอน copy W-2 1099 เข้า bot มันอาจผิดมั่นใจ และข้อมูลหาย” เขาบอก ใช้ซอฟต์แวร์ภาษีจริงที่มี logic คำนวณ e-file ถ้าถูก audit bot ช่วยไม่ได้

Intuit บอกคล้ายๆ กัน “LLM ช่วย education ถามทั่วไปได้ แต่ภาษีต้องเครื่องมือเฉพาะ ปลอดภัย แม่นยำ”

ถ้าไม่เชื่อ ถาม Grok เอง มัน ตอบ “ผมไม่ใช่นักภาษีหรือซอฟต์แวร์จริง อย่ายื่นภาษีด้วยผมอย่างเดียว” เชื่อ bot เองเลย

สรุป ผู้บริหาร xAI บอกใช้ Grok เช็คภาษี ดูน่าดึงดูด แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนชัดเจนเพราะความเสี่ยงสูง แนะนำใช้ TurboTax หรือ Taxbox เพื่อความปลอดภัยและแม่นยำ ลองเช็คข้อมูลของคุณด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง แล้วยื่นภาษีอย่างมั่นใจได้เลย!

ที่มา – xAI Exec Says Have Grok Check Your Taxes! Tax Experts Say Do Not Do That!

ชาวเน็ตเชื่อ Nathan Fillion ฟื้น Firefly ผ่าน Instagram

ถ้าคุณยังไม่ติดตาม Nathan Fillion ใน Instagram แล้วล่ะก็ ต้องรีบไปตามด่วนเลยนะ! เพราะช่วงหลายสัปดาห์มานี้ เขากำลังสร้างความฮือฮาด้วยวิดีโอสุดลึกลับกับเหล่านักแสดงจากซีรีส์ดัง Firefly ที่ทำให้แฟนๆ ทั่วโลกตื่นเต้นไปตามๆ กัน

Nathan Fillion ผู้แจ้งเกิดจากบท Mal Reynolds ใน Firefly กำลังถ่ายวิดีโอคู่กับเพื่อนร่วมแก๊ง Serenity แต่ละคน โดยทุกคลิปจะมีประโยคซ้ำๆ ว่า “ถึงเวลาแล้ว” (It’s time) ทำให้หลายคนคาดเดาว่า Nathan Fillion ฟื้น Firefly ผ่าน Instagram จริงๆ หรือเปล่า? แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งดีใจไป มาดูรายละเอียดกันดีกว่า

Nathan Fillion ฟื้น Firefly ผ่าน Instagram? ความจริงคืออะไร

เรื่องเริ่มต้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ Nathan โพสต์วิดีโอกับ Gina Torres (Zoe Washburne) ที่เธอถามว่า “ถึงเวลาแล้วเหรอ?” แล้วเขาตอบ “ถึงเวลาแล้ว” จากนั้นก็ตามมาด้วย Morena Baccarin (Inara), Sean Maher (Simon), Summer Glau (River) และล่าสุด Jewel Staite (Kaylee) ทุกคลิปลุ้นสุดๆ!

ส่วน Alan Tudyk (Wash) ที่หายไป? ไม่ต้องห่วง เพราะวิดีโอเหล่านี้มาจากอินสตาแกรม Once We Were Spacemen ซึ่งเป็นพอดแคสต์ของ Nathan กับ Alan เอง เขาจึงมีส่วนร่วมแน่นอน

คำใบ้จากแคปชั่น: ไม่ใช่คอนเวนชั่น ไม่ใช่พอดแคสต์

ในแคปชั่นวิดีโอ Sean Maher เขียนชัดๆ ว่า “บางคนเดาว่าเป็นคอนเวนชั่น พอดแคสต์ หรือครอสโอเวอร์ คุณเดาผิด!” ดังนั้นตัวเลือกเหล่านี้ตกรอบไปแล้ว แต่ Nathan Fillion ฟื้น Firefly ผ่าน Instagram ยังเป็นไปได้ไหม? แน่นอน แต่คงไม่ใช่การรีไววัลเต็มตัว

Firefly เคยได้โอกาสครั้งที่สองจากหนัง Serenity ปี 2005 แล้ว และ Joss Whedon ผู้สร้าง ก็หายเงียบไปหลังดราม่าปัญหาพฤติกรรม abuse allegations ทำให้ยากที่จะทำโปรเจกต์ใหม่โดยไม่มีเขา

ข่าวดีจะประกาศเมื่อไหร่? วิดีโอล่าสุดกับ Jewel Staite บอกชัด วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม ซึ่งตรงกับวันที่มี Firefly แพนแนลของ Nathan กับ Alan ที่ AwesomeCon ใน Washington, DC แน่นอนว่าจะมีการเปิดตัวที่นั่น!

  • Firefly ออกอากาศปี 2002 จะครบ 25 ปีในปี 2027
  • น่าจะเป็นการรวมตัวฉลองครบรอบใหญ่ เช่น อีเวนต์พิเศษหรือทัวร์
  • เป็นการให้เกียรติ Ron Glass (Shepard Book) ที่จากไป และอาจมี Adam Baldwin (Jayne) ด้วย

ไม่ว่าจะยังไง แคมเปญนี้ก็สนุกมาก ทำให้แฟนๆ รำลึกถึงความเจ๋งของ Firefly ที่มีพล็อตสุดล้ำ ตัวละครน่าจดจำ และคำพูดติดปากอย่าง “Shiny!” ถ้าเป็นการ reunion จริง ก็คงอบอุ่นหัวใจไม่น้อย

คุณคิดว่า Nathan Fillion ฟื้น Firefly ผ่าน Instagram จะกลายเป็นอะไร? Reunion, ทัวร์, หรือเซอร์ไพรส์อื่น? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย แล้วอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวซีรีส์ sci-fi สุดมันส์!

อยากได้ข่าวเพิ่ม? เช็คตาราง Marvel, Star Wars, Star Trek และ Doctor Who ได้ที่นี่

ที่มา – People Are Convinced Nathan Fillion Is Reviving ‘Firefly’ Via… Instagram Posts?

ตร. ยกระดับรักษาความปลอดภัยสูงสุด รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมคุมเข้มชายแดน-สกัดข่าวปลอม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่ชื่นชอบข่าวสารบันเทิงและเทคโนโลยีทุกคน! ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันผ่านโซเชียลมีเดียและข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วแบบนี้ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามดราม่าจากข่าวต่างประเทศ หรือกังวลเรื่องผลกระทบต่อชีวิตประจำวันในไทย วันนี้ผมมีอัปเดตล่าสุดมาฝาก จากการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ ที่ตำรวจแห่งชาติประกาศ ตร. ยกระดับรักษาความปลอดภัยสูงสุด รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมคุมเข้มชายแดน-สกัดข่าวปลอม เพื่อให้เราทุกคนอยู่กันอย่างสบายใจ

ตร. ยกระดับรักษาความปลอดภัยสูงสุด รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมคุมเข้มชายแดน-สกัดข่าวปลอม

ตามที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงหลังประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) นั้น รัฐบาลโดยนายกฯ สั่งการด่วนให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อม 24 ชม. เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่เดือดร้อนและรักษาความสงบในประเทศ พล.ต.อ.กิตติ์รัตน์ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ก็ขานรับทันที สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยเฉพาะบุคคลสำคัญ สถานทูต สถานกงสุล และสถานที่ราชการต่างๆ

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการ์ดเกมหรือหนังแอคชั่นในวงการบันเทิงนะครับ แต่เป็นมาตรการจริงจังที่บูรณาการกับกระทรวงต่างประเทศ เหล่าทัพ และหน่วยอื่นๆ ร่วมกันสืบสวนชาวต่างด้าวจากกลุ่มเสี่ยงที่อาจเชื่อมโยงกับความมั่นคง ผมในฐานะคนติดตามเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย มองว่านี่คือการใช้ data intelligence แบบ real-time ที่ชาญฉลาดมาก

คุมเข้มชายแดนและท่าอากาศยาน

ส่วนหนึ่งของมาตรการคือเพิ่มการลาดตระเวน จุดตรวจจุดสกัดตามชายแดนทั้งช่องทางปกติและธรรมชาติ รวมถึงเตรียมรับคนไทยอพยพที่สนามบิน นอกจากนี้ ยังใช้ช่องทางทูตตำรวจประสาน INTERPOL เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทันที สำหรับคนรักการเดินทางหรือตามข่าว celeb ที่ไปเที่ยวตะวันออกกลาง ก็วางใจได้เลยครับ ชายแดนไทยเข้มแน่น!

  • เพิ่มจุดตรวจชายแดน 24 ชม.
  • สแกนบุคคลต่างด้าวกลุ่มเสี่ยง
  • อำนวยความสะดวกผู้เดินทางกลับไทย
  • ประสาน Interpol แบบเรียลไทม์

สกัดข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดีย

ที่สำคัญสุดสำหรับยุค tech อย่างเรา คือการเฝ้าระวังข่าวปลอมบนโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม! ผบ.ตร. สั่งตรวจสอบและปิดกั้นข้อมูลเท็จที่สร้างpanic ทันทีตาม พ.ร.บ.คอมฯ โดยเฉพาะข่าวบิดเบือนที่กระทบความมั่นคง ในฐานะ expert ด้าน tech ผมบอกเลยว่า fake news แบบนี้แพร่กระจายเร็วกว่าไวรัส โดยเฉพาะในกลุ่ม entertainment ที่คนชอบแชร์คลิปดราม่า ถ้าเราเจอข่าวแปลกๆ อย่าเพิ่งรีโพสต์ ตรวจสอบก่อนนะครับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ก็รัดกุมเรื่องอนุญาตอยู่ต่อให้ต่างชาติที่อ้างสงคราม ป้องกันฉวยโอกาส

ศูนย์ปฏิบัติการ ตร. ติดตาม 24 ชม. โดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ดูแลทั้งหมด มาตรการนี้ครอบคลุมและทันสมัย เหมาะกับโลกดิจิทัลที่ข่าวสารปน fake เยอะ

จากประสบการณ์ผมที่ตาม dõiเทรนด์ security tech ทั่วโลก ไทยกำลังก้าวหน้าด้วยการผสม AI ตรวจจับข่าวปลอมและ surveillance system ที่ชาญฉลาด ในอนาคต เราน่าจะเห็น app รายงานข่าวปลอมแบบ citizen journalism มากขึ้น สถานการณ์ตะวันออกกลางอาจกระทบราคาน้ำมันหรือเที่ยวบิน แต่ไทยพร้อมรับมือแล้ว

คำแนะนำจากผม: เพื่อนๆ ที่ชอบติดตามข่าวบันเทิงและ tech จงเช็คแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเสมอ อย่าให้ fake news มาทำลาย mood การดูหนังหรือเล่นเกมออนไลน์ของคุณ! ติดตามอัปเดตต่อไป และแชร์บทความนี้หากเห็นเป็นประโยชน์นะครับ

ที่มา – ตร. ยกระดับรักษาความปลอดภัยสูงสุด รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมคุมเข้มชายแดน-สกัดข่าวปลอม

โลกของราชสำนักแห่งหนามและกุหลาบขยายตัวครั้งใหญ่

สวัสดีเพื่อนๆ แฟน romantasy ทุกคน! ยุคนี้แนวโรแมนติกแฟนตาซีกำลังมาแรงสุดๆ เลยนะ ไม่แปลกใจที่ Pluribus จะมีตัวเอกอย่าง Carol Sturka เป็นนักเขียนดังในแนวนี้ และส่วนใหญ่ก็ต้องยกเครดิตให้ Sarah J. Maas นักเขียนที่ทำให้แนวนี้บูมไปทั่วโลก ถึงแม้ซีรีส์ Throne of Glass กับ Crescent City จะประสบความสำเร็จ แต่ที่ทำให้ Maas กลายเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักคือ ราชสำนักแห่งหนามและกุหลาบ (A Court of Thorns and Roses หรือ ACOTAR) นั่นเอง และวันนี้เรามีข่าวดีมาบอกว่า โลกของราชสำนักแห่งหนามและกุหลาบจะขยายตัวครั้งใหญ่ ด้วยหนังสือใหม่สองเล่ม!

โลกของราชสำนักแห่งหนามและกุหลาบจะขยายตัวครั้งใหญ่

เล่มล่าสุด A Court of Silver Flames วางขายตั้งแต่ปี 2021 แล้ว แต่แฟนๆ ก็ยังได้อ่าน Crescent City เล่ม 3 House of Flame and Shadow ในปี 2024 ดังนั้นไม่แห้งขาดขนาด Game of Thrones นะ แต่การกลับมาของ ACOTAR ที่ทุกคนรอคอยกำลังจะมาแล้ว! หนังสือ A Court of Thorns and Roses 6 (ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ) จะวางจำหน่ายทั่วโลกวันที่ 27 ตุลาคม 2025 ตามประกาศจากสำนักพิมพ์ Bloomsbury ที่บอกว่า Sarah J. Maas ขายหนังสือได้กว่า 75 ล้านเล่ม แปลแล้ว 40 ภาษา!

ในพรีสเรียลส์ บอกใบ้ว่าเรื่องราวจะกลับสู่ราชสำนัก Prythian อีกครั้ง “โรแมนติก อันตราย และการเมืองสุดเข้มข้นรอคุณอยู่ในเล่มใหม่ที่สวยงามนี้” อู้ววว น่าอ่านมาก! ส่วน A Court of Thorns and Roses 7 ก็ตามมาไม่ทัน วันที่ 12 มกราคม 2027 ด้วยคำโปรโมตว่า “เวทมนตร์ยังคงดำเนินต่อไปในเล่มต่อไปที่ตื่นเต้น” ข้อมูลยังคลุมเครือ แต่แฟนๆ คงอดใจรอไม่ไหวแน่ๆ

การประกาศสุดไวรัลและอัปเดต adaptation

Maas ประกาศข่าวนี้ในพอดแคสต์ Call Her Daddy กับพิธีกร Alex Cooper ในตอน “The Wait Is Over” ซึ่งดังระเบิดบน YouTube เลยทีเดียว เธอยังอัปเดตเรื่อง adaptation ของ ACOTAR ด้วย ที่เคยประกาศปี 2021 กับ Hulu แต่หลังจาก罢工ฮอลลีวูดสองครั้ง ก็ถูกยกเลิกไปในกุมภาพันธ์ 2025

“ตอนนี้ฉันได้สิทธิ์คืนหมดแล้ว” Maas บอก “การได้สิทธิ์คืนเป็นส่วนสำคัญในเส้นทางของฉันช่วงหลังๆ อาจจะเล่าเพิ่มอีกสักพัก แต่ตอนนี้โฟกัสที่หนังสือ เพราะแฟนๆ รอนานแล้ว” เธออยากควบคุม adaptation เองเพราะเป็นคน type A ชอบเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหนังและทีวี “ฉันอยากให้มันออกมาตามวิสัยทัศน์ของฉันและที่แฟนๆ ต้องการ”

ดูท่าทางแล้ว โอกาสดีเลยนะ เพราะตอนนี้จักรวาล Cosmere ของ Brandon Sanderson กำลังมาที่ Apple TV, Eragon ถูก remake ที่ Disney+, และ Westeros ของ George R.R. Martin ยังเฟื่องฟูที่ HBO แฟน ACOTAR รอได้เลย!

ทำไม ACOTAR ถึงดังขนาดนี้?

ซีรีส์นี้เริ่มจาก Feyre Archeron สาวมนุษย์ที่ถูกจับไปราชสำนัก fae หลังฆ่าหมาป่าเวทมนตร์ แล้วพัฒนาเป็นเรื่องรัก ดราม่า สงคราม และพลังอำนาจสุดเข้มข้น ผสมโรแมนติกแบบ enemies-to-lovers ที่แฟนๆ กรี๊ด โดยเฉพาะคู่ Feyre กับ Rhysand หรือ Nestha ในเล่มล่าสุด BookTok ทำให้มันไวรัล กลายเป็น TikTok phenomenon ขายดีเป็นเท่าตัว

  • จุดเด่น: ตัวละครพัฒนาดี รักหวานปน spicy
  • โลก Prythian: 7 ราชสำนักแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์
  • ธีม: เสรีภาพ ความยุติธรรม การเยียวยา

โลกของราชสำนักแห่งหนามและกุหลาบจะขยายตัวครั้งใหญ่แบบนี้ แฟนๆ ต้องเตรียมกระเป๋าตังค์รอเลย ระหว่างรออ่านหนังสือ ลอง reread ซีรีส์เก่าหรือดู fan art บน Pinterest สิ สนุกแน่!

คุณคิดยังไงกับข่าวนี้? คาดหวังอะไรจากเล่ม 6 บ้าง คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะ ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ให้เพื่อนแฟน Maas ด้วยล่ะ อย่าลืมติดตามข่าว fantasy ล่าสุดที่นี่!

ที่มา – The World of ‘A Court of Thorns and Roses’ Will Expand in a Big Way

กทม. เปิดบ้านศูนย์ฯ ประเวศ ชวนคนรักสัตว์อุปการะสุนัขและแมว พร้อมบริการฝังไมโครชิปฟรี

สวัสดีเพื่อนๆ คนรักสัตว์ทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกสำหรับคนที่อยากมีเพื่อนสี่ขาเพิ่มในบ้าน แต่ยังลังเลว่าจะไปรับเลี้ยงจากไหนดี ล่าสุด กทม. เปิดบ้านศูนย์ฯ ประเวศ ชวนคนรักสัตว์อุปการะสุนัขและแมว พร้อมบริการฝังไมโครชิปฟรี เรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองเลยนะ เพราะน้องๆ สุนัขและแมวที่ศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) กำลังรอเจ้าของคนใหม่ด้วยสายตาแป๋วๆ อยู่เลย

กทม. เปิดบ้านศูนย์ฯ ประเวศ ชวนคนรักสัตว์อุปการะสุนัขและแมว พร้อมบริการฝังไมโครชิปฟรี

กิจกรรมนี้จัดโดยสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้น้องหมาและเหมียวมีบ้านใหม่ที่อบอุ่น ลดความแออัดในศูนย์ และยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ จากประสบการณ์ของผมที่เคยรับเลี้ยงน้องหมาจากศูนย์แบบนี้ บอกเลยว่ามันคือการเปลี่ยนชีวิตทั้งเจ้าของและสัตว์เลยนะ สัตว์ที่มาจากที่นี่ส่วนใหญ่เชื่องดี ได้รับการดูแลเบื้องต้นมาครบแล้ว

ไฮไลต์สำคัญคือบริการฟรี! น้องทุกตัวที่รับไป จะได้ฝังไมโครชิปเพื่อระบุตัวตน แถมจดทะเบียนสัตว์เลี้ยงตามกฎหมายให้อีก ไม่ต้องเสียตังค์เพิ่มสักบาท ไมโครชิปนี่แหละเทคโนโลยีเจ๋งๆ ที่เหมือน GPS เล็กๆ ฝังใต้ผิวหนัง สแกนได้ข้อมูลเจ้าของทันที ถ้าน้องหลงทางก็ตามหาเจอไม่ยาก ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยชีวิตสัตว์ได้แบบนี้ กรุงเทพฯ เขาเดินหน้าดีมาก

ทำไมควรไปรับอุปการะที่นี่?

อย่างแรก สัตว์ที่นี่สุขภาพดี ได้รับการตรวจและฉีดวัคซีนแล้ว ลดความเสี่ยงโรคระบาด ประการสอง ช่วยลดปัญหาสุนัขจรจัดในเมืองหลวงได้จริงๆ จากสถิติล่าสุด ศูนย์ประเวศมีน้องๆ รอคอยบ้านใหม่นับร้อยตัว การรับอุปการะ 1 ตัว ช่วยเปิดช่องว่างให้ตัวอื่นๆ ได้โอกาสใหม่ สาม ราคาฟรี! แค่บ้านและความรักก็พอ

ผมในฐานะคนเลี้ยงสัตว์มานาน แนะนำว่าก่อนไป ลองเช็กไลฟ์สไตล์ตัวเองก่อน ถ้าชอบออกกำลังกาย น้องหมาพันธุ์ active อย่างลาบราดอร์หรือไทยหลังอานเหมาะมาก ถ้าเป็นคอนโดเล็กๆ แมวหรือน้องหมาขนาดเล็กก็ดี ในแง่เทคโนโลยี ไมโครชิปช่วยเชื่อมต่อกับแอป tracking ได้ด้วยนะ ตอนนี้มีแอปสัตว์เลี้ยงหลายตัวที่ sync กับชิปนี้ ตามน้องได้ real-time สุดยอดไปเลย

วิธีติดต่อและไปเยี่ยมศูนย์

  • โทรสอบถาม: 02-328-7460 (จันทร์-ศุกร์ 08.00-15.00 น.)
  • ที่ตั้ง: ศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) ใช้ Google Maps ค้นหาได้ง่ายๆ

อยากเห็นหน้าตาก่อน? คลิกดูน้องแมวได้ที่ ลิงก์นี้ และน้องหมาที่ ลิงก์นี้ น่ารักทุกตัวเลย!

เทรนด์ปัจจุบัน การรับอุปการะสัตว์กำลังมาแรง โดยเฉพาะหลังโควิดที่คนอยากมีเพื่อนคลายเหง่า สถิติจากทั่วโลกชี้ว่าอุปการะช่วยลด euthanasia ในศูนย์ได้ 30-50% ถ้าทุกคนช่วยกัน กทม. จะกลายเป็นเมืองสัตว์เลี้ยงแฮปปี้แน่นอน

เชิญชวนเลยนะเพื่อนๆ ไปเปิดใจให้โอกาสน้องๆ สิ มันคือความสุขที่ซื้อไม่ได้ ไปวันนี้ อาจได้สมาชิกใหม่กลับบ้านเลย!

ที่มา – กทม. เปิดบ้านศูนย์ฯ ประเวศ ชวนคนรักสัตว์อุปการะสุนัขและแมว พร้อมบริการฝังไมโครชิปฟรี