ผู้เขียน: lalika69_admin

พนักงาน Google OpenAI ยื่นเอกสารสนับสนุน Anthropic

ในวงการ AI ที่กำลังร้อนระอุ พนักงาน Google OpenAI ยื่นเอกสารสนับสนุน Anthropic กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการ ล่าสุด Anthropic ได้รับการหนุนหลังจากคู่แข่งอย่าง Google และ OpenAI ผ่านเอกสาร amicus curiae brief ซึ่งยื่นต่อศาลเพื่อช่วยเหลือในการต่อสู้ทางกฎหมายกับรัฐบาลสหรัฐฯ

พนักงาน Google OpenAI ยื่นเอกสารสนับสนุน Anthropic

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ Anthropic ฟ้องร้องกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (หรือที่เรียกว่า Department of War ในบางบริบท) ที่ประกาศให้บริษัทนี้เป็น “ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานต่อความมั่นคงแห่งชาติ” ส่งผลให้บริษัทใหญ่ๆ ไม่สามารถทำธุรกิจร่วมกับ Anthropic ได้ เอกสารสนับสนุนนี้มีผู้ลงนามถึง 37 คน ซึ่งเป็นวิศวกร นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจาก Google และ OpenAI

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือชื่อของ Jeff Dean หัวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ของ Google ทั้งหมด และเป็นนักลงทุนในสตาร์ทอัพ AI หลายแห่งด้วย การที่พนักงานจากบริษัทคู่แข่งมาร่วมสนับสนุนแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นห่วงร่วมกันในอุตสาหกรรม

เหตุผลหลักที่พนักงาน Google OpenAI ยื่นเอกสารสนับสนุน Anthropic

เอกสารดังกล่าวแบ่ง аргумент ออกเป็น 3 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรกคือ การกระทำของรัฐบาลเป็น “การใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสมและลำเอียง” ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออุตสาหกรรม AI ทั้งหมด ประเด็นที่สองและสามเกี่ยวข้องกับ “red lines” หรือเส้นแดงของ Anthropic ที่ยืนกรานไม่พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการสอดแนมหมู่และอาวุธสังหารอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้รัฐบาลไม่พอใจ

  • Grant Birkinbine – วิศวกรความปลอดภัยที่ OpenAI
  • Sanjeev Dhanda – วิศวกรซอฟต์แวร์ที่ Google
  • Leo Gao – สมาชิกทีมเทคนิคที่ OpenAI
  • Zach Parent – วิศวกรที่ OpenAI
  • Kathy Korevec – ผู้อำนวยการผลิตที่ Google Labs
  • Ian McKenzie – วิศวกรวิจัยที่ Google

Sam Altman CEO ของ OpenAI ก็แสดงจุดยืนชัดเจนตั้งแต่แรก โดยโพสต์บน X (Twitter) ว่า “นี่เป็นการตัดสินใจที่แย่มากจาก Department of War และหวังว่าพวกเขาจะยกเลิก” แม้จะยอมรับว่าข้อตกลงของ OpenAI กับเพนตากอนดู “ฉวยโอกาสและไม่เป็นระเบียบ” แต่ก็ยืนยันในการวิจารณ์

Amicus brief หรือ “เพื่อนของศาล” เป็นเครื่องมือที่ใครก็ยื่นได้ในคดีใหญ่ๆ มักน่าเบื่อ แต่กรณีนี้พิเศษเพราะมาจากคู่แข่ง ทำให้มีน้ำหนักมาก ศาลมักพิจารณาเพื่อให้มุมมองกว้างขึ้น

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในอุตสาหกรรม AI ระหว่างนวัตกรรมกับความมั่นคงแห่งชาติ Anthropic ยืนหยัดในหลักจริยธรรม ขณะที่รัฐบาลกดดันด้วยอำนาจ การที่พนักงาน Google OpenAI ยื่นเอกสารสนับสนุน Anthropic แสดงถึงความสามัคคีที่หาได้ยาก

นอกจากนี้ ยังมีลิงก์เพิ่มเติมสำหรับติดตาม: Anthropic ฟ้องเพนตากอน และ เอกสาร amicus brief

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากศาลรับฟัง อาจนำไปสู่การกำกับดูแล AI ที่สมดุลมากขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าว AI ล่าสุดกับเรา!

ที่มา – Employees of Google and OpenAI Just Filed a Legal Brief in Support of Anthropic

ดิสนีย์ลองรูปแบบใหม่รีเมคไลฟ์แอคชั่นถัดไป

เวลาผ่านไป ความล้มเหลวของรีเมคไลฟ์แอคชั่น สโนว์ไวท์ จากดิสนีย์เริ่มดูเหมือนเป็นกรณีพิเศษไปแล้ว ปีที่แล้ว Lilo & Stitch ไลฟ์แอคชั่นประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จนมีภาคต่อมาแล้ว และแฟนๆ ก็ตั้งความหวังสูงกับ Moana และ Tangled (อาจจะน้อยหน่อยสำหรับสปินออฟ แกสตัน จาก Beauty and the Beast ที่เพิ่งประกาศ) และตอนนี้มีโปรเจกต์ใหม่บนโต๊ะ: Tink ซีรีส์ไลฟ์แอคชั่นนำแสดงโดย Tinker Bell เพื่อนแฟรี่จาก Peter Pan

คำว่า “ซีรีส์” สำคัญมาก เพราะแทนที่จะเป็นภาพยนตร์ใหญ่บนจอเงิน มันเป็นรายการสตรีมมิงบน Disney+ ดิสนีย์ไม่เคยกลัวที่จะลองรูปแบบใหม่ๆ กับทรัพย์สินทางปัญญามูลค่าสูง แฟนๆ คงจำได้ว่า Moana 2 แอนิเมชั่น เดิมทีจะเป็นซีรีส์แต่ถูกปรับเป็นบล็อกบัสเตอร์โรงภาพยนตร์ แต่รีเมคไลฟ์แอคชั่นทั้งหมดยังคงเป็นหนังโรงอยู่

ดิสนีย์ลองรูปแบบใหม่รีเมคไลฟ์แอคชั่นถัดไป

ตามรายงานจาก Deadline Tink (ที่อธิบายอย่างน่าฉงนว่า “ซีรีส์ดราม่า”) มาจาก Liz Heldens (The Orville, Will Trent, Friday Night Lights) และ Bridget Carpenter (11.22.63, Dead Like Me, Friday Night Lights) สื่อยังระบุว่าภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นนำโดย Reese Witherspoon ชื่อ Tink เคยพัฒนามากว่า 10 ปีก่อน และรีทูลในปี 2021 “สตูดิโอกำลังวางแผนเวอร์ชันอัปเดตของตัวละครคลาสสิกที่ J.M. Barrie สร้างขึ้นมานาน และเป็นโปรเจกต์ใหญ่สำหรับสตรีมเมอร์”

ที่ดิสนีย์อยากทำโปรเจกต์ศูนย์รวมตัวละครนี้ไม่แปลกใจ เพราะ Tinker Bell ได้รับความนิยมครั้งแรกภายใต้ดิสนีย์ในแอนิเมชั่นปี 1953 แต่ที่แปลกใหม่คือการทำเป็นสตรีมมิง คุณต้องสงสัยว่าถ้า Tink ฮิต ดิสนีย์จะหันไปทำรายการอื่นจากคลังทรัพย์สินมหาศาลไหม?

นั่นอาจรวมถึงโปรเจกต์รีเมคไลฟ์แอคชั่นที่ค้างอยู่ในคิว เช่น Bambi ที่รอคอยมานาน หรือ Robin Hood ที่เพิ่งประกาศตายแล้ว—หรือแม้แต่ Hercules, Cruella 2, สปินออฟ Aladdin, The Sword in the Stone, The Black Cauldron, Pocahontas, The Hunchback of Notre Dame, รีเมค Prince Charming, และ The Aristocats—และนี่ยังไม่ครบรายการ รู้เลยว่าพวกเขาจะทำ Frozen สักวันหนึ่งแน่ๆ

ดิสนีย์ลองรูปแบบใหม่รีเมคไลฟ์แอคชั่นถัดไป จะสำเร็จไหม?

การที่ดิสนีย์ลองรูปแบบใหม่รีเมคไลฟ์แอคชั่นถัดไปด้วยซีรีส์ดราม่า Tinker Bell บน Disney+ ถือเป็นก้าวเดินฉลาด เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากงบยักษ์บนโรงหนัง และเข้าถึงแฟนๆ ทั่วโลกได้ง่ายกว่า แฟน Peter Pan คงตื่นเต้นกับการตีความใหม่ของ Tink ที่อาจลึกซึ้งกว่าภาพเดิม ลองนึกภาพดราม่าของแฟรี่ตัวเล็กที่ต้องเผชิญโลกมนุษย์ หรือความขัดแย้งกับ Peter มันน่าจะสนุก!

  • Bambi: รีเมคที่รอคอย อาจกลายเป็นซีรีส์ธรรมชาติดราม่า
  • Hercules: พลังเทพกรีกในรูปแบบเอปิโซด
  • Frozen: Elsa และ Anna ในซีรีส์ผจญภัย
  • อื่นๆ: Cruella 2, Aladdin spin-off ที่พร้อมสตรีม

นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับดิสนีย์ ที่ผสมผสานรีเมคคลาสสิกเข้ากับสตรีมมิง ถ้าสำเร็จ เครื่องจักรรีเมคไลฟ์แอคชั่นจะหมุนต่อไปอย่างแข็งแกร่ง คุณคิดยังไงกับซีรีส์ Tink ดราม่า? มันจะช่วยดิสนีย์ไว้ได้ไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เลย และติดตามข่าวดิสนีย์เพิ่มเติม!

อยากรู้ข่าว io9 เพิ่ม? เช็คตาราง Marvel, Star Wars, Star Trek ใหม่ๆ, สถานการณ์ DC Universe บนจอเงินและทีวี และอนาคตของ Doctor Who

ที่มา – Disney Is Trying Something Different With Its Next Live-Action Remake

ผู้ใช้ X ที่เคารพตัวเองน่าจะอยากเปลี่ยนการตั้งค่าใหม่นี้

ต้นปีนี้ ผู้ใช้บางกลุ่มบน X (เดิมคือ Twitter) ค้นพบว่าสามารถสั่งให้ Grok แชทบอทจาก xAI ของ Elon Musk สร้างภาพลามกอนาจารของคนอื่น ๆ ได้ แม้ไม่ได้รับอนุญาต อย่างเช่น ภาพทางเพศของเด็กและผู้ใหญ่ สร้างความเดือดร้อนมหาศาล

หลังจากนั้น 3 เดือน X ก็ตอบสนองด้วยฟีเจอร์ใหม่ในแอป iOS ตามรายงานจาก Social Media Today ผู้ใช้สามารถเปิดตัวเลือก “บล็อกการแก้ไขโดย Grok” ขณะอัปโหลดรูปภาพหรือวิดีโอได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้ Grok แก้ไขเนื้อหาเหล่านั้นในทฤษฎี

ผู้ใช้ X ที่เคารพตัวเองน่าจะอยากเปลี่ยนการตั้งค่าใหม่นี้

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์เพราะตอนนี้ทุกโพสต์บน X มักมีคนแท็ก @Grok เพื่อขอให้แก้ไขภาพ เช่น เปลี่ยนหน้าคนหรือเพิ่มเอฟเฟกต์แปลก ๆ แต่ปัญหาคือตามที่ The Verge รายงาน มันจำกัดแคบมาก Toggle นี้บอกแค่ว่า “ป้องกัน @Grok จากการแก้ไขเนื้อหานี้” หมายถึงหยุดแค่การแท็กในเธรดเท่านั้น ไม่หยุดการแก้ไขผ่านแอป Grok

ผู้ใช้ยังสามารถกดค้างที่ภาพในแอป X แล้วเลือก “แก้ไขภาพด้วย Grok” ได้เลย ภาพจะเปิดในแอป Grok สำหรับแก้ไขอิสระ หรือดาวน์โหลดภาพต้นฉบับ อัปโหลดใหม่ แล้วแท็ก Grok ก็ยังทำได้

วิธีใช้การตั้งค่าใหม่นี้ในแอป X iOS

  • อัปโหลดภาพหรือวิดีโอในโพสต์
  • แตะไอคอนพู่กัน (paintbrush) ในเมนู
  • เปิด toggle “บล็อกการแก้ไขโดย Grok”
  • โพสต์ได้เลย ปลอดภัยจากแท็ก Grok ในเธรด

แต่ฟีเจอร์นี้ยังจำกัดเฉพาะ iOS ไม่มีใน Android หรือเว็บ และซ่อนอยู่ในเมนู ทำให้หายาก X แค่แก้ปัญหาง่าย ๆ ที่ต่ำที่สุดเท่านั้น

ผู้ใช้ X ที่เคารพตัวเองน่าจะอยากเปลี่ยนการตั้งค่าใหม่นี้ทันที เพื่อปกป้องภาพตัวเองจากคนร้ายออนไลน์ ก่อนหน้านี้ X เคยล็อกฟีเจอร์แก้ไขภาพไว้หลังเพย์วอลล์ ซึ่งอาจลดปัญหาบ้าง แต่ก็เหมือนทำให้การล่วงละเมิดทางเพศเสมือนจริงกลายเป็นธุรกิจ

หน่วยงานกำกับดูแลหลายสิบแห่งทั่วโลกกำลังสอบสวน X และ Grok หลังเหตุการณ์สร้าง ภาพ deepfake ลามก รวมถึงเด็ก ฟีเจอร์ใหม่นี้คงไม่พอใจพวกเขา X ดูไม่จริงจังกับปัญหา

สรุปแล้ว แม้จะเป็นก้าวแรก แต่ยังไม่เพียงพอ ผู้ใช้ควรระวังและใช้ฟีเจอร์นี้ให้เต็มที่ ลองเช็คการตั้งค่าของคุณวันนี้ แล้วแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้!

ที่มา – Most Self-Respecting X Users Are Probably Going to Want to Change This New Setting

โมเลกุลอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ Star Trek

จักรวาล Star Trek เคยเผชิญหน้ากับภัยคุกคามร้ายแรงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กองทัพบุกบาน สงครามใหญ่ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง แต่ทุกอย่างเหล่านั้นยังเทียบไม่ได้กับศักยภาพของ โมเลกุลอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ Star Trek เพียงตัวเดียว

สัปดาห์ที่แล้ว ใน Starfleet Academy ได้ปูทางไปสู่ตอนจบซีซันแรกด้วยการนำเสนอแนวคิดที่หายากและอันตรายที่สุดในแคนนอน Star Trek: โมเลกุลที่สามารถทำลายสังคมระหว่างกาแล็กซี่ที่ Star Trek รู้จักมานับพันปีได้ในทันที นั่นคือ Omega molecule ซึ่งถูกกล่าวถึงครั้งแรกใน Star Trek: Voyager เป็นความลับที่ Starfleet เก็บงำไว้ จนกระทั่งในยุค Starfleet Academy ที่มันถูกสังเคราะห์และนำไปเป็นอาวุธในเวลาที่เลวร้ายที่สุด

โมเลกุลอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ Star Trek คือ Omega Molecule

อนุภาคที่ไม่เสถียรนี้เคยถูกเชื่อว่าเป็นสารที่มีพลังงานสูงสุดในจักรวาลที่รู้จัก โมเลกุล Omega เพียงตัวเดียวมีพลังงานเท่ากับ warp core ทั้งลูก และถ้าจับเป็นชุดเล็กๆ ก็สามารถให้พลังงานไม่สิ้นสุดแก่โลกทั้งดวงได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ Omega เมื่อถูกค้นพบจริง—ไม่ใช่แค่ทฤษฎี—คือความยากในการรักษาความเสถียร หากปล่อยให้ไม่เสถียร พลังงานมหาศาลจะระเบิด เปลี่ยนแปลงเนื้อผ้าของอวกาศเองในรัศมีหลายปีแสง การระเบิดนี้ทำลาย subspace สร้างรอยแยกที่ทำให้ยานอวกาศไม่สามารถสร้าง warp field ได้ นี่คืออันตรายของ Omega: ถ้าควบคุมได้ จะแก้ปัญหาพลังงานชั่วนิรันดร์ แต่ถ้าไม่ได้ จะทำลายสังคมระหว่างดวงดาวได้ทันที

ประวัติศาสตร์การค้นพบโมเลกุลอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ Star Trek

Borg รู้จัก Omega ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 22 โดยไล่ตามตำนานจากเผ่าพันธุ์ที่ถูกดูดซับ จนสามารถทำให้เสถียรได้เพียง 1 ในล้านล้านนาโนวินาที ก่อนระเบิดทำลายกองยาน Borg ทั้งหมด Federation ต้องใช้เวลาอีกศตวรรษกว่าจึงพิสูจน์การมีอยู่ของมัน

ปลายศตวรรษที่ 23 นักฟิสิกส์ Ketteract วิจัยใน Lantaru sector สร้าง Omega ได้ แต่ระเบิดในเสี้ยววินาที ฆ่าทุกคนในสถานีและฉีก subspace ทั้ง sector Starfleet ปิดข่าวโดยอ้างว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ

จากนั้น Starfleet ออก Omega Directive คำสั่งลับสุดยอด ตั้งชื่อตามตัวอักษรกรีกที่หมายถึงภัยคุกคามสูงสุด จำกัดความรู้ให้กัปตันยานและนายทหารระดับสูงเท่านั้น เมื่อตรวจพบ ยานจะออกจาก warp ล็อกระบบ ยกเว้นกัปตันที่ต้องยืนยันและทำลาย Omega ทันที แม้ขัด Prime Directive

ก่อนศตวรรษที่ 32 การสัมผัส Omega ครั้งสุดท้ายของ Starfleet คือ USS Voyager ในปี 2374 พบซากอารยธรรมขั้นสูงที่เก็บ Omega ล้านตัว แต่เกิดอุบัติเหตุ Seven of Nine ใช้ข้อมูล Borg ช่วยทำลายและป้องกันความเสียหาย

ใน Starfleet Academy ปี 3195 Starfleet สังเคราะห์ Omega-47 (บ่งชี้การทดลอง 46 ครั้งก่อน) และทำให้เป็นอาวุธเก็บที่ J-19 Alpha รู้ว่าความเสียหาย subspace อยู่ได้นับล้านปี

การถูกขโมยโดย Venari Ral นำไปวางระเบิดเป็นเหมือง สร้างพรมแดนที่ข้ามไม่ได้ สร้างวิกฤตใหญ่กว่าทุกอย่าง แม้หลัง The Burn ที่ทำให้ Federation ล้มละลาย

The Burn เป็นวิกฤต dilithium แต่ Omega จะตัด FTL ชั่วนิรันดร์

  • พลังงานมหาศาลจากโมเลกุลเดียว
  • ทำลาย subspace ถาวร
  • คำสั่งลับ Omega Directive
  • ภัยคุกคามใน Starfleet Academy

โมเลกุลอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ Star Trek แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่แก้ปัญหาได้ อาจกลายเป็นจุดจบได้เช่นกัน คุณคิดว่า Federation จะรับมืออย่างไร? ติดตามข่าว Star Trek ใหม่ๆ ได้ที่นี่!

ที่มา – The Most Dangerous Molecule in ‘Star Trek’ History

คนเกลียด AI มากกว่า ICE ผลสำรวจเผย

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคนถึงเกลียด AI ขนาดนี้? ผลสำรวจล่าสุดจาก NBC ชี้ชัดเลยว่า คนเกลียด AI มากกว่า ICE ผลสำรวจเผย สุดช็อก! ในการสำรวจกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่าถึง 46% รู้สึกเชิงลบต่อ AI ส่วนใหญ่รู้สึกบวกแค่ 26% และกลางๆ 27% แม้แต่ ICE ที่โดนประท้วงทั่วประเทศยังดูดีกว่า รวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์ที่เรตติ้งติดลบ -19 ด้วยซ้ำ สิ่งที่คนเกลียดมากกว่า AI ยังมีแค่อิหร่านกับพรรคเดโมแครตเท่านั้น

คนเกลียด AI มากกว่า ICE ผลสำรวจเผย: สาเหตุหลักคืออะไร?

ความเสี่ยงจาก AI ที่แพร่กระจายกลายเป็นประเด็นร้อนมาตลอดปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะก่อให้เกิดวิกฤตว่างงานในอาชีพสำนักงานขาว มีรายงานว่า AI เริ่มกระทบตลาดแรงงานแล้ว โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ในภาคที่เปราะบาง แม้ผลผลิตจริงยังโต้เถียงกัน แต่ผลกระทบชัดเจน

ปัญหาการติด AI และผลกระทบสุขภาพจิต

คำว่า “การติด AI” กลายเป็นเรื่องปกติ แม้จะมีคำเตือนเรื่องสุขภาพจิตจากการพึ่งพาแชทบอทมากเกินไป งานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าการใช้ AI มากทำให้สมองโง่ลง AI ยังถูกกล่าวหาว่าชักจูงความรุนแรง ส่งเสริมการทำร้ายตัวเอง ครอบครัวหลายแห่งกำลังฟ้องบริษัทอย่าง OpenAI และ Character.AI

บริษัท AI ยังมีส่วนร่วมกับการกระทำของรัฐบาลที่คนไม่ชอบ เช่น เร่งการสอดแนมและเพิ่มความตายในสงคราม มีการเรียกร้องบอยคอต Palantir ที่ขายเทคโนโลยี AI ให้ ICE ช่วยปราบปรามผู้อพยพ OpenAI ก็ยืนยันดีลกับเพนตากอน

  • AI ช่วย ICE ส่งเจ้าหน้าที่ไปภาคสนามโดยไม่ฝึกอบรม
  • เพิ่มความตายในกาซา สงคราม AI ในอนาคต
  • บอยคอตเทคโนโลยีและ AI นานเดือน

นอกจากนี้ การใช้ AI กินพลังงานมหาศาล สหรัฐฯ สร้าง data center ระลอกใหญ่ ชาวบ้านใกล้เคียงบ่นขาดน้ำ ค่าไฟแพง อากาศแย่ โครงการถูกยกเลิกเพิ่ม 4 เท่าในปี 2025 หลายรัฐเริ่ม moratorium ห้ามสร้าง data center ใหม่

แต่ที่น่าสนใจคือ cognitive dissonance คน 57% บอกความเสี่ยง AI มากกว่าประโยชน์ แต่คนใช้ ChatGPT เพิ่มจาก 48% เป็น 56% ใน 3 เดือน!

AI กลายเป็นสมรภูมิเลือกตั้งกลางเทอม แม้พรรครีพับลิกันทรัมป์ปกป้อง AI เพื่อความมั่นคง แต่ทั้งสองพรรคถูกมองว่าจัดการ AI ไม่ดีพอ Big Tech ทุ่มเงินหนุนผู้สมัครที่ชอบ AI ขณะที่ AI hawks ทำแคมเปญต่อต้าน

สรุปแล้ว คนเกลียด AI มากกว่า ICE ผลสำรวจเผย เพราะความเสี่ยงสารพัด แต่เรายังใช้ต่อไป คุณคิดยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมติดตามอัปเดต AI จากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – People Hate AI Even More Than They Hate ICE, Poll Finds

Anthropic ฟ้องเพนตากอน ความเสี่ยงซัพพลายเชน

Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำ ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือเพนตากอนอย่างเป็นทางการ หลังถูกจัดให้เป็น “ความเสี่ยงซัพพลายเชนต่อความมั่นคงแห่งชาติ” สิ่งนี้ทำให้บริษัทถูกห้ามรับสัญญาจากรัฐบาลสหรัฐ และถูกตีตราดำในหมู่ผู้รับเหมากองทัพ

Anthropic ฟ้องเพนตากอน ความเสี่ยงซัพพลายเชน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Anthropic ยื่นฟื้อยื่นฟ้องสองคดีต่อกระทรวงกลาโหม หลังจากที่เพนตากอนประกาศให้บริษัทเป็น ความเสี่ยงซัพพลายเชน เพราะบริษัทปฏิเสธข้อกำหนดใหม่ที่ให้รัฐบาลใช้โมเดล AI Claude สำหรับการเฝ้าระวังประชาชนจำนวนมากและพัฒนาอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

“การกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและผิดกฎหมาย” ตามที่ระบุในเอกสารฟ้องร้องของ Anthropic “รัฐธรรมนูญไม่ยอมให้รัฐบาลใช้อำนาจมหาศาลเพื่อลงโทษบริษัทเพราะเสรีภาพในการแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครอง ไม่มีกฎหมายกลางที่อนุญาตให้กระทำเช่นนี้”

รายละเอียดคดี Anthropic ฟ้องเพนตากอน ความเสี่ยงซัพพลายเชน

คดีถูกยื่นต่อศาลแขวงสหรัฐเขตภาคเหนือแคลิฟอร์เนีย และศาลอุทธรณ์เขตโคลัมเบียดีซี ตามรายงานของ นิวยอร์กไทมส์ โดยมีจำเลยเกือบ 36 ราย รวมถึงหน่วยงานรัฐที่ใช้ Claude และหัวหน้าหน่วยงานเหล่านั้น

โฆษก Anthropic กล่าวว่า “การขอให้ศาลพิจารณาไม่เปลี่ยนแปลงความมุ่งมั่นของเราที่จะใช้ AI ปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ แต่เป็นก้าวที่จำเป็นเพื่อปกป้องธุรกิจ ลูกค้า และพันธมิตร เราจะเดินหน้าทุกทางเพื่อแก้ไข รวมถึงการเจรจากับรัฐบาล”

Anthropic อธิบายว่าความกังวลต่อการเฝ้าระวังในประเทศและการใช้ Claude สำหรับอาวุธอัตโนมัติ มาจากข้อจำกัดทางเทคนิค บริษัทไม่เคยทดสอบ Claude สำหรับการใช้งานเหล่านี้ และการป้องกันเกิดจากความเข้าใจในความเสี่ยงและข้อจำกัดของตัวเอง รวมถึงหลักรัฐธรรมนูญสหรัฐ

บริษัทเคยร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมในการปรับข้อจำกัดการใช้งานเพื่อภารกิจพิเศษ แต่ยืนยันข้อห้ามสองประการนี้เสมอ

คดีนี้คาดการณ์ได้ตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีกลาโหมพีท เฮกเซธ ขู่ว่าจะใช้ Defense Production Act บังคับ Anthropic หรือตีตราเป็นความเสี่ยงซัพพลายเชน ซึ่งไม่เคยเกิดกับบริษัทอเมริกันมาก่อน CEO ดาริโอ อาโมเดอี พบเฮกเซธเมื่อ 24 ก.พ. แต่เพนตากอนประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อ 5 มี.ค.

เอกสารฟ้องมีภาพหน้าจอโพสต์จากทรัมป์ใน Truth Social เฮกเซธใน X และทวีตจากรัฐมนตรีคลัง สก็อต เบสเซนต์

Anthropic โต้แย้งว่าเพนตากอนมีสิทธิตรวจสอบความเสี่ยงซัพพลายเชน แต่ต้องใช้วิธีที่จำกัดน้อยที่สุด เช่น ยกเลิกสัญญาและจ้างผู้พัฒนาคนอื่น แทนที่จะลงโทษให้บริษัทกลายเป็นพิษ

  • คำถามทางกฎหมาย: การถูกตีตราเป็นความเสี่ยงซัพพลายเชน ห้ามบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจกับรัฐใช้ซอฟต์แวร์ Anthropic หรือไม่?
  • ผู้รับเหมากองทัพอย่างล็อกฮีด มาร์ติน ตัดสัมพันธ์ กับ Anthropic อยู่แล้ว

เพนตากอนออกแนวทาง AI ใหม่ ตาม ไฟแนนเชียลไทมส์ ให้บริษัทอนุญาต “การใช้งานที่ถูกกฎหมายทุกรูปแบบ” ซึ่งคำว่า “ถูกกฎหมาย” ยืดหยุ่นมากในยุคทรัมป์

“ผลกระทบของคดีนี้มหาศาล” เอกสารฟ้องระบุ “รัฐบาลกลางแก้แค้นนักพัฒนา AI ชั้นนำเพราะยึดมั่นในมุมมองที่ได้รับการคุ้มครองเรื่องความปลอดภัย AI และข้อจำกัดของโมเดล ละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายสหรัฐ”

นักวิจารณ์เทคโนโลยีชี้ว่าการทำร้าย Anthropic สร้างความเสียหายต่อการแข่งขันของสหรัฐ และให้จีนได้เปรียบในการพัฒนา AI ชั้นสูง Anthropic ก็โต้แย้งเช่นกัน

“จำเลยพยายามทำลายมูลค่าทางเศรษฐกิจของบริษัทเอกชนที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญอย่างรับผิดชอบ” เอกสารฟ้องระบุ “การกระทำเหล่านี้ก่อความเสียหายทันทีและแก้ไขไม่ได้ต่อ Anthropic ผู้ที่ถูกทำให้หวาดกลัวในการแสดงออก ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากมูลค่าทางเศรษฐกิจ และประชาคมโลกที่สมควรมี辩论เรื่อง AI ในสงครามและการเฝ้าระวัง”

คดี Anthropic ฟ้องเพนตากอน ความเสี่ยงซัพพลายเชน นี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับอนาคตของ AI ในสหรัฐ คุณคิดว่าบริษัท AI ควรยอมให้รัฐใช้เทคโนโลยีอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เพื่อร่วม讨论เรื่องนี้

ที่มา – Anthropic Officially Sues the Pentagon for Labeling the AI Company a ‘Supply Chain Risk’

โชว์รันเนอร์ Daredevil: Born Again เผย Jessica Jones กลับมา

การตามล่ากอลลัม อาจจบการค้นหาอารากอร์นคนใหม่แล้ว แม็คเคนน่า เกรซ ยังมีความหวังสำหรับ Ghostbusters เรื่องใหม่ ไมค์ คอลเตอร์ ยังอยากกลับมาเล่นลุค เคจอีกครั้ง บวกกับคริส ไพน์ ปะทะ…ยеті? สปอยล์ทั้งหมดมาแล้ว!

Io9 2025 Spoiler

โชว์รันเนอร์ Daredevil: Born Again เผย Jessica Jones กลับมา

ข่าวใหญ่สำหรับแฟน Marvel! โชว์รันเนอร์ Daredevil: Born Again เผย Jessica Jones กลับมา ในซีซั่นสอง Dario Scarpadane พูดถึงการกลับมาของเจสสิก้า โจนส์ในบทสัมภาษณ์กับ SFX Magazine โดยบอกว่า “หนึ่งในสิ่งที่เราทำคือเวลาผ่านไประหว่างตอนจบของซีรีส์ Netflix กับจุดเริ่มต้นของเรา เรายอมรับสิ่งนั้น ตัวละครเหล่านี้เติบโตขึ้น พวกเขาได้ผ่านชีวิตมา และเจสสิก้า โจนส์ สาวปากร้ายชอบดื่มเบอร์บง – เธอจะเป็นอย่างไรหลังจากผ่านไป 7 ปี?” เขายังชื่นชมฤดูกาลแรกของ Jessica Jones ที่ Melissa Rosenberg สร้างไว้ว่าเป็นหนึ่งในผลงานซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุด และยืนยันว่าต้องนำเธอกลับมาเพราะเรื่องราวยังไม่จบ

โชว์รันเนอร์ ‘Daredevil: Born Again’ เต้ากลับมาของ Jessica Jones

นี่คือการเชื่อมโยง Netflix กับ MCU ที่แฟนๆ รอคอย!

ก่อนหน้านั้น Deadline รายงานว่าคริส ไพน์, โยน่า เบลล์, เรย์ วินสตัน และโซเฟีย บูเทลล่า จะแสดงนำใน Yeti ภาพยนตร์ระทึกขวัญเอาชีวิตรอดของ Netflix กำกับโดย Michael Chaves จาก The Conjuring: Last Rites เรื่องราวเกิดขึ้นลึกในเทือกเขาแอลป์ ที่ซึ่งหิมะถล่มปลดปล่อยสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์จากน้ำแข็งกลาเซียร์ พ่อลูก (ไพน์และเบลล์) ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากนักล่าที่พรางตัวในหิมะ

Bloody-Disgusting ยังรายงานว่า Damian Maffei จะแสดงใน The Space Between ภาพยนตร์สยองขวัญจิตวิทยาลิมินัล เกี่ยวกับยามรักษาความปลอดภัยที่ทำงานกลางคืนหลังสูญเสียส่วนตัว คิดว่ารูทีนจะช่วยรีเซ็ตชีวิต แต่เหตุการณ์แปลกๆ ทำให้เขาสงสัยความทรงจำและความจริง Joshua Garity เขียนและกำกับ

ข่าวลือจากอินไซเดอร์ @DanielRPK (ผ่าน World of Reel) ว่า Leo Woodall กำลังเจรจาแทน Viggo Mortensen เป็นอารากอร์นใน The Hunt for Gollum และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของไตรภาค Lord of the Rings ใหม่จากพอดแคสต์ The Hot Mic

Dread Central รายงาน Roger Jackson เสียง Ghostface จาก Scream และ Mojo Jojo จาก The Powerpuff Girls เข้าร่วม Winnie the Pooh: Blood and Honey 3 เป็นเสียงกระต่าย

นอกจากนี้ Dread Central มีข่าวลือ Smile 3 กำลังพัฒนา แต่ Parker Finn อาจไม่กำกับ

McKenna Grace บอกในสัมภาษณ์ THR ว่า “ยังมีความหวังเสมอ” สำหรับ Ghostbusters ภาคไลฟ์แอ็กชันใหม่ เธออยากเล่น Phoebe อีกเพราะเป็นส่วนสำคัญของอาชีพและวัยเด็ก

Kevin Hart และ The Rock แชร์คลิปเบื้องหลัง Jumanji 4 ในโซเชียล

กลุ่มนักล่า鬼ไลฟ์สตรีมปลุกวิญญาณจินน์ในตัวอย่าง Rabisu: Curse of the Demon

ในพอดแคสต์ Inside of You with Michael Rosenbaum Mike Colter บอกว่าถึงเวลากลับมาเป็น Luke Cage แล้ว โดย Daredevil กลับมาแล้ว และเขาคุยกับ Marvel ว่ามีโอกาสสูงที่จะกลับมา

Nexus Point News รายงาน X-Files ใหม่จะถ่าย pilot เดือนพฤษภาคาในแวนคูเวอร์ กำลังแคสติ้งตัวละครอย่าง SALKOW (เด็กหญิงอินเดียน 10 ขวบ), WILLIE (ชายผิวสี 30s อดีตนักโทษ), JENN (ตำรวจหญิงอินเดียน), JULIE (หญิงอินเดียน 60s), CIMISAH (แม่อินเดียนไม่มีบทพูด)

อยากรู้ข่าว io9 เพิ่ม? เช็คตาราง Marvel, Star Wars, Star Trek, DC, Doctor Who

การกลับมาของ Jessica Jones ใน Daredevil: Born Again จะทำให้ MCU สนุกยิ่งขึ้น คุณคิดยังไง? แสดงความเห็นด้านล่างและติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา – ‘Daredevil: Born Again’ Showrunner Teases Jessica Jones’ Return

Gravity Falls ได้หนังสือศิลปะในที่สุด!

แฟนการ์ตูนตะวันตกคงจำได้ดีกับความสนุกสุดลึกลับของ Gravity Falls ที่เคยครองใจผู้ชมเมื่อสิบกว่าปีก่อน แม้รายการจะจบไปนานแล้ว แต่ความหิวกระหายในเนื้อหาใหม่ๆ ยังคงอยู่ และในที่สุดแฟนๆ ก็ได้ยินข่าวดี Gravity Falls ได้หนังสือศิลปะในที่สุด! สิ่งที่แฟนๆ รอคอยมานานหลายปีกำลังจะมาเติมเต็มคอลเลกชันของคุณ

Gravity Falls ได้หนังสือศิลปะในที่สุด

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้สร้างอเล็กซ์ เฮิร์ช (Alex Hirsch) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านทวิตเตอร์ เกี่ยวกับหนังสือศิลปะเล่มนี้ที่ชื่อ The Art of Gravity Falls หนังสือจะรวมเนื้อหาสุดพิเศษอย่างการออกแบบตัวละคร สภาพแวดล้อมในโลกของ Gravity Falls มุมมองจากเฮิร์ชและทีมสร้างหลักๆ (คุณจำเสื้อกันหนาวของเมเบิลได้หมดทุกตัวมั้ย? หนังสือเล่มนี้เก็บข้อมูลครบ!) นอกจากนี้ยังมีไอเดียตอนที่ถูกตัดทิ้ง มุกตลกที่ต้องเซ็นเซอร์ออก และคำนำหน้าจากเจมส์ แบ็กซ์เตอร์ (James Baxter) นักแอนิเมชันชื่อดังที่เคยช่วยทำท่อนำเรื่องและสองตอนพิเศษ

เนื้อหาสุดเข้มข้นในหนังสือศิลปะ Gravity Falls

Gravity Falls ได้หนังสือศิลปะในที่สุด ไม่ใช่แค่รวมภาพสวยๆ แต่ยังเผยเบื้องหลังการผลิตที่แฟนๆ อยากรู้ เช่น ดีไซน์ตัวละครหลักอย่างไดน์เปอร์ (Dipper) และเมเบิล (Mabel) โลกป่าลึกลับ และตัวร้ายสุดแสบอย่างบิล ไซเฟอร์ (Bill Cipher) แถมยังมีภาพร่างตอนที่ไม่ได้ออกอากาศ มุก LGBTQ+ ที่ถูกตัดเพราะเซ็นเซอร์จากดิสนีย์ และอีสเตอร์เอ้กที่ซ่อนไว้ให้แฟนล่า!

  • การออกแบบตัวละคร: รายละเอียดเสื้อเมเบิลกว่า 100 แบบ
  • เบื้องหลังการผลิต: ไอเดียตอนที่ถูกยกเลิก
  • คำนำจากเจมส์ แบ็กซ์เตอร์: ประสบการณ์แอนิเมชันท่อนำ
  • อีสเตอร์เอ้ก: 线索ลับที่อาจบอกใบ้เรื่องราวอนาคต

Gravity Falls เคยมีหนังสือต่อยอดหลายเล่ม เช่น Journal 3 และล่าสุดปี 2024 กับ The Book of Bill ที่เล่าเรื่องจากมุมมองบิล ไซเฟอร์ โดยทีมศิลปินอย่างเอ็มมี่ ซิเซอร์กา (Emmy Cicierega) และโจ พิตต์ (Joe Pitt) ที่เคยทำงานในรายการ หนังสือศิลปะเล่มนี้จะเป็นของสะสมชิ้นงามเพิ่มเติม

หนังสือจะวางขายวันที่ 15 กันยายน นี้ ราคายังไม่ประกาศ แต่รับรองว่าคุ้มค่า แฟนๆ สามารถจับจ้องรายละเอียดและล่าไข่อีสเตอร์เพื่อหา线索เรื่องอนาคตของ Gravity Falls ได้เลย

ทำไม Gravity Falls ยังคงฮิต?

แม้รายการจะจบตั้งแต่ปี 2016 แต่ Gravity Falls ยังคงเป็นตำนานด้วยพล็อตลึกลับ สยองขวัญผสมฮา และตัวละครน่ารัก ซีซั่น 2 สิ้นสุดด้วยการต่อสู้สุดยิ่งใหญ่กับบิล ไซเฟอร์ ทำให้แฟนๆ หวังถึงภาคต่อหรือสปินออฟ หนังสือศิลปะนี้เหมือนเป็นของขวัญที่เฮิร์ชมอบให้ ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างรอโปรเจกต์ใหม่

นอกจากนี้ Gizmodo ยังมีข่าวอัปเดตเรื่อง Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who ไว้ให้ติดตามอีกเพียบ

Gravity Falls ได้หนังสือศิลปะในที่สุดแล้ว! ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยง รีบไปสั่งจองวันนี้เพื่อไม่พลาดเบื้องหลังสุดลับ หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณหลงรัก Gravity Falls มากขึ้นไปอีก คุณคิดว่ามี线索ภาคต่อมั้ย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เลย!

ที่มา – ‘Gravity Falls’ Is *Finally* Getting an Art Book

ศาลฎีกาชี้ขาด 10 มี.ค. ปิดมหากาพย์ 7 ปี กกต. แจกใบส้ม ‘สุรพล’ ผิดพลาด ลุ้นจ่ายชดเชยกว่า 60 ล้าน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวสุดดราม่าที่เหมือนหลุดมาจากซีรีส์ยาว 7 ปีเลยนะ เรื่องของ ศาลฎีกาชี้ขาด 10 มี.ค. ปิดมหากาพย์ 7 ปี กกต. แจกใบส้ม ‘สุรพล’ ผิดพลาด ลุ้นจ่ายชดเชยกว่า 60 ล้าน คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายแห้งๆ แต่เป็นบทเรียนใหญ่เกี่ยวกับความยุติธรรมในระบบการเมืองไทย ที่ทำให้เราคิดถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐได้ดีทีเดียว

ศาลฎีกาชี้ขาด 10 มี.ค. ปิดมหากาพย์ 7 ปี กกต. แจกใบส้ม ‘สุรพล’ ผิดพลาด ลุ้นจ่ายชดเชยกว่า 60 ล้าน

พรุ่งนี้ 10 มีนาคม 2569 ศาลจังหวัดฮอด จังหวัดเชียงใหม่ จะนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีสุดเข้มข้นนี้ สุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส. เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย เป็นโจทก์ฟ้อง กกต. เรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จากการแจกใบส้มผิดพลาดที่ทำให้เขาเสียโอกาสลงเลือกตั้ง ใบส้มนี่แหละคือตัวร้ายหลัก ทำให้สุรพลถูกตัดสิทธิ์ทั้งที่ชนะเลือกตั้งปี 2562 ด้วยคะแนนถล่มทลาย 52,165 เสียง ห่างรองชนะเลิศกว่า 25,000 เสียง!

ย้อนรอยคดี: จากชัยชนะสู่ใบส้มพลิกเกม

หลังเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 สุรพลคว้าชัยในเขต 8 เชียงใหม่แบบขาดลอย แต่เดือนถัดมา กกต. มีมติแจกใบส้มวันที่ 23 เมษายน 2562 ส่งผลให้ต้องเลือกตั้งใหม่ กกต. ยังฟ้องอาญาข้อหาทุจริตและเรียกค่าเสียหาย แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง ยืนยันว่าสุรพลบริสุทธิ์ สุรพลเลยสวนกลับฟ้องแพ่งเรียกชดเชย

  • ศาลชั้นต้น: ให้ กกต. ชดใช้ 64 ล้านบาท + ดอกเบี้ย 70 ล้าน
  • ศาลอุทธรณ์: ยืนตามแต่ลดเหลือ 56 ล้าน + ดอกเบี้ย 62 ล้าน
  • ศาลฎีกา: นัดอ่าน 10 มี.ค. 2569 – จบมหากาพย์ 7 ปี!

การต่อสู้นี้ยาวนานตั้งแต่ปี 2562 จนถึงตอนนี้ ถ้าศาลฎีกายืนตาม สุรพลอาจได้เงินชดเชยกว่า 60 ล้าน กกต. ต้องใช้เงินสะสมจากงบเลือกตั้งจ่ายก่อน แล้วกระทรวงการคลังจะสอบสวนหาผู้ผิดต่อเงินภาษีอากรของเรา

บทเรียนจากความผิดพลาดของ กกต.: ความยุติธรรมต้องมาก่อน

ในฐานะคนติดตามข่าวการเมืองมานาน ผมเห็นว่าคดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐต้องรอบคอบแค่ไหน ใบส้มคือเครื่องมือป้องกันทุจริต แต่ถ้าผิดพลาด ส่งผลกระทบรุนแรงต่อบุคคลและประชาธิปไตย สุรพลสูญเสียโอกาสเป็น ส.ส. ชื่อเสียงเสียหาย ต้องสู้คดียาวนาน 7 ปี มันเหมือน drama การเมืองที่เราเห็นในข่าวบันเทิงเลยนะ แต่จริงจังกว่ามาก

จากประสบการณ์ คดีแบบนี้สะท้อน trend ว่ากกต. ต้องอัพเกรดระบบตรวจสอบ ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเลือกตั้งให้แม่นยำขึ้น เหมือนที่หลายประเทศทำ เพื่อลดข้อผิดพลาด ลดคดีฟ้องร้องที่เสียเงินงบประมาณ

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ว่า ความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญ ถ้าผิดต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่โยนให้เงินภาษีจ่าย

ลุ้นผลศาลฎีกา: จะจบยังไง?

บ่ายวันที่ 10 มี.ค. ที่ศาลจังหวัดฮอด คู่กรณีจะมารับฟังคำตัดสินสุดท้าย ถ้า กกต. แพ้เต็มๆ เงิน 60 ล้านกว่าบาทจะไหลไปหาสุรพล มันไม่ใช่แค่ชัยชนะส่วนตัว แต่เป็นชัยชนะของหลักนิติธรรม

เพื่อนๆ คิดยังไงกับคดีนี้? มันทำให้เราเห็นว่าระบบเลือกตั้งไทยยังมีช่องโหว่ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์นะ และอย่าลืมติดตามอัพเดทผลศาลที่นี่ เพื่อไม่พลาดข่าว熱ร้อน!

ความเห็นส่วนตัว: คดีนี้ชี้ให้เห็น trend ใหม่ – หน่วยงานรัฐต้องมีประกันความผิดพลาดทางกฎหมาย เหมือน tech company มี insurance ระบบ เพื่อปกป้องประชาชนและประหยัดงบแผ่นดิน สุดท้าย สุรพลสมควรได้ชดเชยเต็มๆ เพื่อความเป็นธรรม

ที่มา – ศาลฎีกาชี้ขาด 10 มี.ค. ปิดมหากาพย์ 7 ปี กกต. แจกใบส้ม ‘สุรพล’ ผิดพลาด ลุ้นจ่ายชดเชยกว่า 60 ล้าน