ผู้เขียน: lalika69_admin

‘Pluribus’ เมินระเบิดยักษ์ Cliffhanger ซีซัน 1

หนึ่งในซีรีส์ไซไฟที่ดีที่สุดในช่วงนี้อย่าง Pluribus จบฤดูกาลแรกด้วยการปิดมุกตลกที่กลายเป็นเรื่องจริงจากคำพูดของแครอล (Rhea Seehorn) ซึ่งเป็นหนึ่งในมนุษย์ไม่กี่คนที่ยังไม่เข้าร่วมจิตใจรวมจากเอเลี่ยน ‘Others’ แครอลรู้ดีว่า Others ต้องให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ รวมถึงระเบิดมือที่ส่งมาสร้างความโกลาหล ทำให้เธอสงสัยว่ามีขีดจำกัดอะไรบ้าง

ตอนแรกเราไม่คิดว่า ‘Pluribus’ เมินระเบิดยักษ์ Cliffhanger ซีซัน 1 จริงๆ นะ แต่เมื่อแครอลตระหนักว่า Others จะบังคับให้เธอเข้าร่วม ‘the Joining’ เร็วๆ นี้ สถานการณ์ก็พลิกผัน ฤดูกาลจบด้วยกล่องยักษ์ที่ถูกทิ้งไว้ใน cul-de-sac ที่อัลบูเคอร์คี แครอลบอกมานูโซส (Carlos-Manuel Vesga) เพื่อนร่วมก๊วนที่ยังไม่ยอมเข้าร่วมว่ามันคืออะไร

Pluribus เมินระเบิดยักษ์ cliffhanger ซีซัน 1 จริงหรือ?

ฤดูกาลสองของ Pluribus น่าจะเห็นแครอลและมานูโซสออกช่วยโลกด้วยอาวุธทำลายล้างมหาศาล แต่จะเป็นยังไง? ในสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Rolling Stone ผู้สร้าง Vince Gilligan และ Rhea Seehorn ล้อกันว่า ‘Pluribus’ เมินระเบิดยักษ์ Cliffhanger ซีซัน 1 ไปเลย

Gilligan อ้างถึง Breaking Bad ที่มีปืนกลซ่อนในท้ายรถฤดูกาลสุดท้าย ซึ่งสร้างปัญหาในการนำเสนอเรื่องราว เขาบอกว่า “ผมไม่รู้จะทำอะไรกับปืนกลในท้ายรถ แต่ตอนนี้ผมมั่นใจที่จะไปต่อในฤดูกาลสองของ Pluribus และไม่เอ่ยถึงระเบิดอะตอมเลย นั่นคือสิ่งที่เราจะทำ”

Seehorn รับมุกต่อ “ทิ้งกล่องไว้หน้าบ้านเลย!” Gilligan บอกว่า “ผู้คนลืมได้นะ” ก่อนจะจริงจังขึ้น “ไม่ใช่แบบนั้นหรอก เราไอเดียมากขึ้น แต่เราคิดว่ามีแล้ว กำลังเขียนในห้องนักเขียนมาหลายเดือน คิดว่า ‘ใช่ เรารู้แล้วว่าจะทำยังไง’ แต่พอลงลึกก็ ‘เรารู้จริงเหรอ?’”

Vince Gilligan ยอมรับความท้าทายฤดูกาล 2

Gilligan ชอบความท้าทายนี้ นักเขียน Pluribus ต้องใช้เวลาคิดแผนสำหรับแครอลให้สมน้ำสมเนื้อเท่าฤดูกาลแรก แต่แฟนๆ อยากรู้ว่าจะรอนานแค่ไหน? “ไม่รู้ครับ เราทำดีที่สุดแล้ว การทำเรื่องนี้ใช้เวลานาน ผมอยากให้เร็วกว่านี้ ขอบคุณความอดทนของทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเดือนผ่านไปเรื่อยๆ แต่เราทำเต็มที่จริงๆ”

ทำไม Pluribus ถึงน่าติดตาม? ซีรีส์จาก Apple TV+ นำโดย Vince Gilligan ผู้สร้าง Breaking Bad และ Better Call Saul ผสมไซไฟดิสโทเปียกับดราม่ามนุษย์ได้ลงตัว เรื่องราวเกี่ยวกับจิตใจรวมจากเอเลี่ยนที่ครอบครองโลก ยกเว้นคนอย่างแครอลที่ต่อต้าน

  • จุดเด่นฤดูกาล 1: การแสดงของ Rhea Seehorn ที่น่าตกใจ
  • Twist สุดท้าย: ระเบิดยักษ์ที่อาจถูกเมิน
  • คาดการณ์ฤดูกาล 2: แครอลใช้ระเบิดกู้โลก หรือ Gilligan จะหาทางออกแยบยล?

แฟนๆ Pluribus รอไม่ไหวแล้ว! Cliffhanger นี้สร้างความฮือฮา แต่ถ้า Pluribus เมินระเบิดยักษ์ cliffhanger ซีซัน 1 จริง คงเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญแบบ Gilligan สไตล์

ติดตามข่าวซีรีส์ไซไฟเพิ่มเติม เช่น Marvel, Star Wars และ Star Trek ได้ที่นี่ คุณคิดว่าฤดูกาล 2 จะจัดการระเบิดยังไง? แสดงความเห็นด้านล่าง!

ที่มา – ‘Pluribus’ Might Ignore That Giant Bomb of a Season One Cliffhanger

ภาพยนตร์สายลับ ‘If Looks Could Kill’ ช่วงเวลาสำคัญ

คุณจำได้ไหมว่าอยู่ที่ไหนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 1991? บางทีคุณอาจกำลังทำงานหรือเรียนหนังสือ บางทีคุณยังไม่เกิด หรือแม้แต่พ่อแม่คุณยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่สำหรับผม ผมอยู่ที่ Chester, NY กำลังดูภาพยนตร์ใหม่เอี่ยมที่เพิ่งฉายชื่อ If Looks Could Kill นั่นคือครั้งแรกที่ผมตั้งใจไปดูหนังวันเปิดตัวจริงๆ

ผมจำวันนั้นได้ดี เพราะมันคือ 35 ปีก่อนในสัปดาห์นี้ และเป็นครั้งแรกที่ผมตื่นเต้นมากจนต้องรีบไปโรงหนังตั้งแต่เช้า เพื่อดู Richard Grieco จาก 21 Jump Street รับบทนักเรียนมัธยมที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสายลับสุดเจ๋ง ผมอายุแค่ 11 ปีเท่านั้น

ใครที่รักหนังต้องมีช่วงเวลาพิเศษแบบนี้จำได้แม่น ว่าอยู่นั่งตรงไหน มาด้วยรถอะไร กลิ่นป๊อปคอร์นยังไง สำหรับ ภาพยนตร์สายลับ ‘If Looks Could Kill’ ผมจำรายละเอียดพวกนั้นไม่ได้ แต่จำได้ว่าบอกแม่เป็นครั้งแรกว่าต้องดูวันนี้เลย ไม่รอเสาร์อาทิตย์ได้ มันกลายเป็นนิสัยดูหนังเปิดตัว และนำไปสู่ความฝันอยากทำงานด้านหนังในที่สุด

ภาพยนตร์สายลับ ‘If Looks Could Kill’ คืออะไร

หลังจากไม่ได้ดูมานานเกือบ 20 ปี ผมลองเปิด DVD ที่สั่งจาก Amazon ดู คิดว่าจะเหมือนดูครั้งแรก แต่ไม่เลย ความทรงจำวัย 11 ปีพุ่งกลับมาเต็มๆ มันคือหนัง James Bond ปลอมๆ ที่สนุกแบบโง่เขลา และผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมภาพยนตร์สายลับ ‘If Looks Could Kill’ ถึงสำคัญกับผมในปี 1991

ย่อๆ คือหนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ความฝันของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ทุกคน พระเอก Michael Corben (Grieco) เป็นเด็กมัธยมเท่ๆ ที่จบไม่ได้เพราะตกวิชาฝรั่งเศส เลยต้องไป summer school ที่ฝรั่งเศส โอเค มันงี่เง่าแล้ว แต่เดี๋ยวมันส์กว่านั้น

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้านักการเมืองยุโรปถูกฆ่าตายลึกลับ รวมถึง Blade สายลับอังกฤษลับสุดยอดที่ Roger Daltrey (ใช่แล้ว The Who นั่นแหละ) เล่น สหรัฐเลยส่งสายลับลับสุดยอดชื่อ Michael Corben ไป แต่โดนฆ่าที่สนามบิน พอดีพระเอกของเราอยู่บนเครื่องเดียวกัน แก๊งร้ายเลยคิดว่าเป็นคนเดียวกัน พระเอกได้ตั๋ว first-class รถลิมูซีน และเข้าไปในโกดัง gadget สไตล์ Bond จนได้รถ Lotus สีแดงสุดเท่ เขาเลยยอมเข้าสู่จินตนาการ

เนื้อเรื่องสุดมันส์ของภาพยนตร์สายลับ ‘If Looks Could Kill’

จากนั้นเจอสาวสวย Gabrielle Anwar ขับรถหรูแข่งกัน เธอคือลูกสาว Blade ที่ช่วยพระเอกสู้แก๊งร้าย มีแว่น X-ray คาสิโน เซ็กซ์ ลูกอมระเบิด และปิดท้ายด้วยเด็กตกเฟรนช์กลายเป็นสายลับอันดับหนึ่งของอเมริกา มันไร้เหตุผลแต่สนุกสุดๆ โดยเฉพาะดูตอนนี้ยิ่งขำที่หนังพุ่งจากฉากหนึ่งไปอีกฉากแบบไม่สน logic แค่เพื่อความตื่นเต้น

ตัวร้ายก็น่าเชื่อถือ Linda Hunt เป็น Ilsa Grunt นักฆ่าตัวเล็กแต่โหด Oscar winner นะ Roger Rees (Sheriff ใน Men in Tights) เป็น Augustus Steranko เจ้าคนโหดที่แสร้งเป็นพวกพ้อง มีลูกน้อง bionic hand Tom Rack และครูเฟรนช์ Miss Grober ที่ Robin Bartlett เล่น ดีที่สุดในหนัง!

พระเอกมีรถเท่ รองเท้าติดผนัง สาวในฝัน ไม่มีทางแพ้หรอก ภาพยนตร์สายลับ ‘If Looks Could Kill’ ทำให้ผมรู้สึกเด็กอีกครั้ง ทั้งดีและน่าอาย มันเตือนว่าทำไมผมรักหนัง แต่ก็เห็นปัญหา sexist chauvinist ในหนังมัธยมปี 1991 แต่เด็กอย่างเราก็อยากเป็น Michael Corben นี่นา

กำกับโดย William Dear (Angels in the Outfield) จากไอเดีย Fred Dekker (The Monster Squad) ตอนนี้ดูฟรีบน YouTube ได้เลย คลิกที่นี่ (มีโฆษณา) ยังงงว่าทำไมชื่อแบบนั้นอยู่ดี

ภาพยนตร์สายลับ ‘If Looks Could Kill’ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมรักหนังมาถึงทุกวันนี้ แม้จะเก่าแต่ความสนุกไม่เคยจาง ลองไปย้อนดูแล้วบอกความรู้สึกกันหน่อย!

ที่มา – The Spy Film ‘If Looks Could Kill’ Was an Oddly Formative Moment in My Film Fandom

จีนจะแซงสหรัฐกลับสู่ดวงจันทร์หรือไม่?

ตั้งแต่ที่นักบินอวกาศนาซา บัซ อัลดริน และนีล อาร์มสตรองก้าวเท้าสัมผัสพื้นดวงจันทร์เป็นครั้งแรก สหรัฐอเมริกาก็ครองตำแหน่งมหาอำนาจอวกาศของโลกมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ การแข่งขันอวกาศรอบใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านอวกาศ สหรัฐยืนยันว่านาซาต้องส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์ก่อนที่จีนจะทำการลงจอดครั้งแรกของมนุษย์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของโปรแกรม Artemis ที่มุ่งสร้างการประจำการอย่างยั่งยืนของอเมริกันบนดวงจันทร์ อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา โปรแกรมนี้เผชิญความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในสมัยทรัมป์ นาซาต้องเผชิญความวุ่นวายจากการตัดงบประมาณที่เสนอ การลดพนักงานจำนวนมาก และการเปลี่ยนแปลงผู้นำ พร้อมกันนั้น Artemis ยังมีปัญหาล่าช้าและต้นทุนบานปลายจากจรวด Space Launch System (SLS) และยาน Orion เช่น Artemis 2 ที่เป็นการทดสอบมีคนขับครั้งแรก ควรจะปล่อยไปนานแล้ว นอกจากนี้ ระบบลงจอดที่พานักบินอวกาศไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ยังอยู่ในขั้นพัฒนาและล่าช้ามาก

จีนจะแซงสหรัฐกลับสู่ดวงจันทร์หรือไม่?

นาซาพยายามแก้ไขด้วยการปรับโครงสร้าง Artemis ครั้งใหญ่ ตั้งเป้าลงจอดนักบินอวกาศปี 2028 แต่ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ ขณะที่จีนดูเหมือนจะไปถึงปี 2030 หรือเร็วกว่านั้น ใน Giz Asks เราได้ถามผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศว่าสหรัฐเสี่ยงเสียดวงจันทร์ให้จีนหรือไม่ คำตอบคือ "ซับซ้อน" พวกเขาให้มุมมองต่างกันเกี่ยวกับสถานการณ์ของนาซาและอุปสรรคในการกลับสู่ดวงจันทร์

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: NASA จะชนะหรือ?

โทมัส สโวป รองผู้อำนวยการ Aerospace Security Project และนักวิจัยอาวุโสจาก Center for Strategic and International Studies ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงอวกาศ

การกลับไปดวงจันทร์ครั้งเดียวไม่สำคัญเท่าการอยู่ยาวนาน ดวงจันทร์คือประตูสู่ระบบสุริยะและทรัพยากรมีค่า ความเสี่ยงใหญ่คือระบบลงจอดมนุษย์จาก SpaceX หรือ Blue Origin ที่กำลังทดลองวิธีใหม่ๆ SpaceX เก่งเรื่องพลิกเกม ส่วน Blue Origin ก็กำลังมาแรง แผน Artemis ใหม่ช่วยให้ทดสอบก่อนส่งคนไป เหมือนสมัย Apollo

จีนอาจเร่งแผนเหมือนที่ทำกับภารกิจเก็บตัวอย่างดาวอังคาร แต่จีนไปดวงจันทร์อยู่แล้วเพราะสำคัญต่อปักกิ่ง ผมเชื่อว่านาซา SpaceX Blue Origin และพันธมิตรจะสำเร็จก่อน

เกร็ก ออทรี รองอธิการบดีด้านการค้าอวกาศ มหาวิทยาลัย Central Florida ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์

จีนนำหน้าแผน อาจลงจอดปี 2029 หรือ 2028 การแข่งขันสูสี ถ้าจีนชนะ จะใช้โหมโรงความล้มเหลวของสหรัฐเพื่อดึงพันธมิตร ดวงจันทร์คือที่สูงยุทธศาสตร์ระยะยาว ทุกชิ้นส่วน Artemis มีปัญหา แต่ Jared Isaacman กำลังทำถูกต้อง และอุตสาหกรรมเอกชนคือข้อได้เปรียบ ผมมั่นใจว่าอเมริกาจะสำเร็จแม้เป็นผู้ตามเร็ว

นานซี จอห์นสัน-ฟรีซ นักวิจัยอาวุโส Women in International Security และศาสตราจารย์เกียรติยศ U.S. Naval War College ผู้เชี่ยวชาญนโยบายอวกาศ

เสียงจากดวงจันทร์ครั้งหน้าอาจเป็นภาษาจีน ไม่ใช่เพราะนาซาขาด能力 แต่ประธานาธิบดีแต่ละคนเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อผลงานตัวเอง จีนเหมือนเต่า สหรัฐเหมือนกระต่าย การพึ่งพาพันธมิตรเชิงพาณิชย์ทำให้ระบบไม่เชื่อมโยงดี Apollo สำเร็จเพราะเงิน ทรัพยากร และความมุ่งมั่นที่ไม่น่าจะเกิดซ้ำ จีนพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ 1992

  • ปัญหาหลัก: การเมืองงบประมาณ ล่าช้า HLS ชุดอวกาศ SLS
  • จุดแข็งสหรัฐ: เทคโนโลยีและพันธมิตรเอกชน
  • จุดแข็งจีน: ความต่อเนื่องและงบมั่นคง

สรุป: จีนจะแซงสหรัฐกลับสู่ดวงจันทร์หรือไม่? ขึ้นกับว่านาซาจะแก้ปัญหาได้ทันไหม การแข่งขันนี้ไม่ใช่แค่ชื่อเสียง แต่คืออนาคตอวกาศ คุณคิดว่าสหรัฐจะกลับมาเป็นที่หนึ่งได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอวกาศอัปเดต!

ที่มา – Will China Beat the US Back to the Moon?

ปิดคดี พล.อ.ร่มเกล้า ศาลฎีกายืนยกฟ้อง 3 นปช. ชี้ฟ้องซ้อนคดีก่อการร้าย-หลักฐานโยงท่อน้ำเลี้ยงอ่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวเด็ดจากวงการกฎหมายและการเมืองที่หลายคนรอคอยมาฝากกันเลย นั่นคือ ปิดคดี พล.อ.ร่มเกล้า ศาลฎีกายืนยกฟ้อง 3 นปช. ชี้ฟ้องซ้อนคดีก่อการร้าย-หลักฐานโยงท่อน้ำเลี้ยงอ่อน คดีเก่าแก่จากเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 ที่ปะทะกันรุนแรง สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินชัดเจน ยกฟ้องจำเลยทั้งสามคนแบบไม่มีข้อกังขา มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ปิดคดี พล.อ.ร่มเกล้า ศาลฎีกายืนยกฟ้อง 3 นปช. ชี้ฟ้องซ้อนคดีก่อการร้าย-หลักฐานโยงท่อน้ำเลี้ยงอ่อน

เรื่องราวย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก ห้อง 608 ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการคดีพิเศษฟ้อง สุขเสก พลตื้อ (จำเลย 1), กนกพร ศิริพรรณาภิรัตน์ อดีตพิธีกรช่องเอเชียอัพเดต (จำเลย 2) และ สุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ แนวร่วมนปช. (จำเลย 3) ข้อหาหนักๆ อย่างพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน, มีเครื่องกระสุนปืน, และทำให้เกิดระเบิดจนมีคนตายบาดเจ็บ จากเหตุสลายชุมนุมนปช. วันที่ 10 เมษายน 2553 บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ

ตามคำฟ้อง บอกว่าจำเลย 1 และ 3 ขว้างระเบิด M.67 คนละ 3 ลูกใส่ทหารที่กำลังขอคืนพื้นที่ตามคำสั่ง ศอฉ. ส่งผลให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ปัจจุบัน พล.อ.) และทหารอีก 4 นายเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสเพียบ ส่วนจำเลย 2 ถูกหาว่าเป็นตัวสนับสนุนด้านเงินและจัดหาของต้องห้าม แต่จำเลยทั้งสามส่ายหน้า ปฏิเสธทุกข้อหา และศาลชั้นต้นกับอุทธรณ์ก็ยกฟ้องไปก่อนแล้ว

ประเด็นหลักที่ศาลฎีกาตัดสิน

จุดสำคัญคือ ศาลชี้ว่าคดีนี้ฟ้องซ้อนกับคดีก่อการร้ายหมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่จำเลย 1 และ 3 ยังอยู่ในขบวนพิจารณา เหตุการณ์เดียวกัน เวลา-สถานที่-บุคคล-ของกลางเหมือนกันหมด ถือเป็น ‘กรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท’ ตาม ปพ.อ. มาตรา 90 ไม่ใช่ต่างกรรมต่างวาระ (มาตรา 91) การฟ้องซ้ำแบบนี้ผิดกฎเลยครับ ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องถูกต้อง ฎีกาอัยการฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลย 2 คำฟ้องคลุมเครือ ไม่บอกชัดว่าให้เงินหรือช่วยยังไง ที่ไหน เมื่อไหร่ แก่ใคร DSI ตรวจบ้านเจอรายชื่อการ์ด พล.ต.ขัตติยะ ที่มีชื่อจำเลย 1 แต่แค่นี้พิสูจน์ไม่ได้ว่าเธอจัดหาแระเบิด แค่แสดงว่ามีแนวคิดการเมืองคล้ายนปช. เท่านั้น หลักฐานอ่อนหัด ศาลเลยยกฟ้องทั้งสามคน

  • เหตุผลฟ้องซ้อน: กระทำในคราวเดียวกัน ผิดกฎหมายห้ามฟ้องซ้ำ
  • หลักฐานผู้สนับสนุน: ขาดรายละเอียด คำฟ้องไม่ชัด ไม่โยงท่อน้ำเลี้ยงได้จริง
  • ผลกระทบ: ปิดคดีเก่ายาวนาน สะท้อนระบบยุติธรรมไทย

น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาจำคุกตลอดชีวิตสุขเสก จากยิง M79 และสะสมอาวุธในคดีอื่นๆ ส่วนยศวริศ ชูกล่อม จำคุก 5 ปีกว่าๆ แบบไม่รอ แสดงว่าศาลแยกคดีชัดเจน ไม่ใช่ตีรวมหมด

จากมุมผมที่ติดตามคดีการเมืองมานาน คดีนี้เป็นตัวอย่างดีว่ากฎหมายไทยเคร่งครัดเรื่อง ‘เนติบัณฑิตยธิการ’ หรือห้ามฟ้องซ้ำ ช่วยป้องกันการกลั่นแกล้งทางกฎหมาย ในยุคดิจิทัลที่ข่าวปลอมแพร่กระจายเร็วแบบนี้ การมีคำพิพากษาชัดๆ ช่วยให้สังคมเข้าใจอดีตได้ดีขึ้น แนวโน้มคือคดีเก่าปี 2553 กำลังปิดตัวทีละคดี สะท้อนความยุติธรรมที่ช้าแต่ชัวร์

เพื่อนๆ คิดยังไงกับคำตัดสินนี้? มาร่วม讨论กันในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราสำหรับข่าวการเมือง-บันเทิงที่อัพเดททุกวัน!

ที่มา – ปิดคดี พล.อ.ร่มเกล้า ศาลฎีกายืนยกฟ้อง 3 นปช. ชี้ฟ้องซ้อนคดีก่อการร้าย-หลักฐานโยงท่อน้ำเลี้ยงอ่อน

ไอเดียค่าธรรมเนียม EV รัฐบาลกลางยังไม่ตาย รวมไฮบริด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด วันนี้เรามาพูดถึง ไอเดียค่าธรรมเนียม EV รัฐบาลกลางยังไม่ตาย รวมไฮบริด กันเถอะ สหรัฐฯ ยังไม่เลิกกับ EV นะครับ แม้จะตัดเงินอุดหนุนไปแล้ว แต่ตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรกำลังหาเงิน 550 พันล้านดอลลาร์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และ Rep. Sam Graves ประธานคณะกรรมการการขนส่งของสภาผู้แทนจากรัฐมิสซูรี ก็ประกาศชัดว่าจะเสนอร่างกฎหมายหลายปีในเดือนหน้า โดยเก็บภาษีปีละ 250 ดอลลาร์จากคนขับ EV และ 100 ดอลลาร์จากไฮบริด ตามรายงานของ Reuters

ไอเดียค่าธรรมเนียม EV รัฐบาลกลางยังไม่ตาย รวมไฮบริด

ที่แปลกคือส่วนของไฮบริดนี่ใหม่เอี่ยมเลยครับ ไม่ชัดว่าจะเจาะจงแค่ plug-in hybrid (PHEV) ที่ชาร์จไฟได้ไกลพอสำหรับการเดินทางประจำวัน หรือรวมถึงไฮบริดทั่วไปอย่าง Toyota Prius หรือ Honda CR-V Hybrid ที่กำลังฮิตมากในปีนี้ เพราะคนอยากประหยัดน้ำมันแต่ยังไม่พร้อม EV เต็มตัว ปัจจุบันหลายรัฐในสหรัฐฯ เก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนเพิ่มสำหรับ EV แล้ว ตามข้อมูล Tax Foundation เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว เพราะ EV ไม่จ่ายภาษีน้ำมันทั้งรัฐและกลาง ซึ่งเงินพวกนี้ควรไปซ่อมถนน แต่สภาคองเกรสไม่ปรับภาษีกลางมาตั้งแต่ปี 1993 และไม่ปรับตามเงินเฟ้อ

ทำไมไอเดียค่าธรรมเนียม EV รัฐบาลกลางยังไม่ตาย รวมไฮบริด ในช่วงนี้

タイミングแปลกมากครับ ตอนนี้ราคาน้ำมันพุ่งเพราะความตึงเครียดตะวันออกกลาง สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน น้ำมันแพงขึ้น แกลลอนละ 3.72 ดอลลาร์ เทียบกับปีที่แล้ว 2.92 ดอลลาร์ (ข้อมูล AAA) โดยเฉพาะแอริโซนาและนิวเม็กซิโก ขึ้น 40 เซนต์ต่อสัปดาห์ (GasBuddy) คนเลยหันไปหารถใช้น้ำมันน้อยหรือไม่ใช้น้ำมันเลย แต่บางนักการเมืองอย่างในแคลิฟอร์เนียที่ภาษีน้ำมัน 61 เซนต์ต่อแกลลอน น้ำมันแพง 5.50 ดอลลาร์ กลับเสนอ หยุดเก็บภาษีน้ำมันชั่วคราว แต่แคลิฟอร์เนียเก็บค่าธรรมเนียม EV อยู่แล้ว

ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ทำเนียบขาวและรีพับลิกันโจมตี EV ปีที่แล้วตัด ภาษีอุดหนุนผู้บริโภค ลดเป้าหมายประหยัดน้ำมัน โปรโมทรถใช้น้ำมัน และล่าสุดทำให้เข้าถึงเงิน 5 พันล้านดอลลาร์สำหรับสถานีชาร์จ EV ยากขึ้นด้วยกฎเนื้อหาในประเทศ ค่าธรรมเนียม 250 ดอลลาร์ยังน้อยกว่า 1,000 ดอลลาร์ที่รีพับลิกันเสนอปีที่แล้วก่อนยกเลิกเครดิต 7,500 ดอลลาร์

มาดูข้อดีข้อเสียกันครับ ข้อดีของไอเดียนี้คือช่วยให้เงินซ่อมถนนพอ เพราะ EV และไฮบริดไม่จ่ายภาษีน้ำมัน แต่รถน้ำมันช่วยจ่ายตลอด ข้อเสียคือขัดกับนโยบายลดคาร์บอน สหรัฐฯ อยากให้คนใช้ EV เพื่อลดโลกร้อน แต่เก็บเงินเพิ่มจะทำให้ EV แพงขึ้น ผู้บริโภคที่อยากประหยัดอาจลังเล โดยเฉพาะตอนน้ำมันแพง

  • EV: ไม่จ่ายภาษีน้ำมัน แต่ใช้ถนนเท่ากัน ควรจ่ายส่วนแบ่ง
  • ไฮบริด: ใช้น้ำมันน้อยลง ประหยัดงบรัฐ แต่รวมไฮบริดทั่วไปอาจไม่แฟร์
  • ทางเลือก: เก็บตามไมล์ที่วิ่งแทน ใช้ GPS ติดตาม แต่เรื่องความเป็นส่วนตัว

หลายรัฐอย่างจอร์เจีย เพนซิลเวเนีย เก็บแล้ว 100-200 ดอลลาร์ต่อปี บางที่ลดลงเมื่อยอด EV เพิ่ม ในอนาคต ถ้ากฎหมายผ่าน ค่าธรรมเนียม EV รัฐบาลกลางยังไม่ตาย รวมไฮบริด จะกระทบคนอเมริกันที่ซื้อ EV ใหม่ๆ มากที่สุด

ส่วนตัวผมคิดว่าไอเดียนี้สมเหตุสมผลในแง่ความยุติธรรม แต่ควรแยก PHEV กับไฮบริดธรรมดา และหาทางเก็บเงินแบบยุติธรรม เช่น เก็บตามการใช้งานจริง เพื่อส่งเสริม EV ต่อไป คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกหน่อยครับ หรือกำลังมองหารถ EV/ไฮบริดอยู่ แนะนำรุ่นไหนดี?

ที่มา – Federal EV Surcharge Idea Not Dead Yet and Now Includes Hybrids

อย. ยกระดับปากกาลดน้ำหนัก เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เตือนฉีดเองเสี่ยงไตวาย-กล้ามเนื้อลีบ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะคะ วันนี้พี่มีเรื่องสำคัญมาอัปเดตให้ฟัง โดยเฉพาะคนที่กำลังตามหาวิธีลดน้ำหนักแบบไวๆ ผ่านปากกาฉีดที่ฮิตฉุดไม่อยู่ในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นติ๊กต็อกหรืออินสตาแกรม เห็นเซเลบกับเน็ตไอดอลพากันฉีดแล้วผอมเพรียวกันหมด แต่ระวังนะคะ! อย. ยกระดับปากกาลดน้ำหนัก เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เตือนฉีดเองเสี่ยงไตวาย-กล้ามเนื้อลีบ แล้วค่ะ เรื่องนี้จริงจังมาก พี่เคยเห็นเคสคนไข้ที่เสี่ยงร้ายแรงมาเยอะ มาฟังรายละเอียดกันเลย

อย. ยกระดับปากกาลดน้ำหนัก เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เตือนฉีดเองเสี่ยงไตวาย-กล้ามเนื้อลีบ

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการ อย. ได้ออกมาแถลงเมื่อ 19 มีนาคม 2567 เกี่ยวกับกระแสปากกาฉีดลดน้ำหนักที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ ตอนนี้คนทั่วไปซื้อมาฉีดเอง ปรับโดสเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ ซึ่งอันตรายสุดๆ ค่ะ ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonists เช่น Semaglutide (โอเซมปิค), Liraglutide, Dulaglutide, Lixisenatide และ Tirzepatide จริงๆ แล้วได้รับอนุมัติสำหรับรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 และช่วยควบคุมน้ำหนักในคนอ้วนภายใต้ดดูแลแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่ยาเพื่อความงามทั่วไปนะคะ

พี่ในฐานะคนที่ติดตามเรื่องสุขภาพมานาน บอกเลยว่าการฉีดเองแบบนี้เสี่ยงมาก แม้จะผอมเร็วเพราะลดความอยากอาหาร แต่หยุดยาแล้วน้ำหนักเด้งกลับแรงกว่าเดิม โยโย่เอฟเฟกต์นี่แหละตัวร้าย! นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงรุนแรง เช่น

  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หน้ามืดเป็นลมได้
  • ตับอ่อนอักเสบ เจ็บปวดทรมาน
  • ไตวาย ต้องฟอกไตทั้งชีวิต
  • กล้ามเนื้อลีบ ร่างกายอ่อนแอ
  • ซึมเศร้า สุขภาพจิตพัง

โดยเฉพาะคนมีโรคประจำตัว ยิ่งเสี่ยงถึงตายได้เลยค่ะ จากข้อมูลที่พี่รวบรวม เทรนด์นี้คล้าย celeb ต่างประเทศที่เคยฮิต Ozempic แต่สุดท้ายหลายคนเจอปัญหาใหญ่ จนหมอต้องเตือนซ้ำๆ

มาตรการใหม่จากกระทรวงสาธารณสุข

เพื่อหยุดปัญหานี้ อย. เดินหน้าดำเนินคดีผู้ขายผิดกฎหมายมาตลอด แต่ยังไม่หยุด กระทรวงสาธารณสุขเลยออกประกาศฉบับที่ 58 กำหนดให้ปากกากลุ่ม GLP-1 ชนิดฉีด เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น! ไม่มีใบสั่ง หาซื้อไม่ได้แล้วนะคะ ดีที่สุดเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน

เลขาธิการ อย. ยังย้ำว่า ไม่มีทางลัดลดน้ำหนักที่ปลอดภัย ต้องกินอาหารดี พักผ่อน ออกกำลังกาย และดูแลใจ อย่าหลงโฆษณา “ฉีดแล้วผอม” ค่ะ พี่แนะนำ ลดแบบยั่งยืนดีกว่า ผอมแล้วอยู่ยาว

ถ้าพบขายผิดกฎหมาย ทำยังไง?

เจอโฆษณาขายปากกาลดน้ำหนักแบบไม่มีใบสั่ง แจ้งได้เลยที่ สายด่วน อย. 1556, Line @FDAThai, Facebook FDAThai หรือ สสจ. ใกล้บ้าน ช่วยกันหยุดปัญหานี้ค่ะ

สรุปนะคะ มาตรการนี้ไม่กระทบผู้ป่วยจริงที่ต้องการรักษาเบาหวานหรืออ้วน แต่ป้องกันคนทั่วไปเสี่ยงตาย พี่คิดว่าเทรนด์สุขภาพในยุคดิจิทัลต้องฉลาดกว่านี้ อย่าตามกระแสblindly ลองเริ่มจากปรับไลฟ์สไตล์ดูสิคะ รับรองผอมสุขภาพดี! ถ้าอยากลดน้ำหนักจริงๆ ไปหาหมอดีที่สุด มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันนะ

ที่มา – อย. ยกระดับปากกาลดน้ำหนัก เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เตือนฉีดเองเสี่ยงไตวาย-กล้ามเนื้อลีบ

AFP เผยแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คน เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวร้ายที่ทำให้ใจหายใจคว่ำมาฝากกันเลยทีเดียว จากรายงานของ AFP เผยแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คน เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (18 มีนาคม) โดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศไทย แรงงานคนนี้เป็นชาวไทยที่ทำงานในภาคเกษตรกรรม สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังลุกลาม และส่งผลกระทบโดยตรงถึงชีวิตคนไทยของเราด้วย

AFP เผยแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คน เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน: รายละเอียดเหตุการณ์

เหตุการณ์เศร้าครั้งนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านโมชาฟ อาดานิม ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทลอาวีฟไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 20 กิโลเมตร และใกล้เวสต์แบงก์เพียง 8 กิโลเมตรเท่านั้น หน่วยบริการทางการแพทย์ของอิสราเอลแจ้งว่า พบร่างของชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากบาดแผลสาหัส เนื่องจากเศษชิ้นส่วนขีปนาวุธที่กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณหลังจากการโจมตี เศษเหล็กคมกริบพวกนี้กลายเป็นอาวุธมรณะที่พรากชีวิตไปแบบไม่ทันตั้งตัว

ไม่ใช่แค่แรงงานไทยของเราเท่านั้นนะครับ ในครั้งนี้ยังมีรายงานหญิงชาวปาเลสไตน์ 3 คนเสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัสอีกอย่างน้อย 8 คน จากเศษขีปนาวุธที่ตกใส่ร้านทำผมในเมืองเบตอาวา (Beit Awa) เขตเวสต์แบงก์ AFP ยังระบุด้วยว่า เศษชิ้นส่วนกระจายไปหลายจุดทั่วเวสต์แบงก์ ขณะที่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่ามีการยิงขีปนาวุธจากอิหร่านหลายระลอก และกำลังเร่งสกัดกั้นอย่างเต็มที่

ภาพประกอบสถานการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอล มีแรงงานไทยเสียชีวิต 1 คน

สถานการณ์โดยรวมและผลกระทบต่อแรงงานไทย

เพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารโลกอย่างเราๆ คงรู้ดีว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แรงงานไทยกว่า 30,000 คนในอิสราเอลส่วนใหญ่ทำงานเกษตรกรรมในพื้นที่ชนบท ซึ่งใกล้ชิดกับจุดเสี่ยงแบบนี้ การเสียชีวิตของพี่น้องคนนี้ ทำให้เราต้องคิดถึงความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดน จากประสบการณ์ที่ผมติดตามข่าวมานาน สถานการณ์แบบนี้มักลุกลามแบบไม่คาดคิด แรงงานเราหลายคนเสี่ยงเพราะรายได้ดี แต่ชีวิตต้องมาก่อน

  • กระทรวงการต่างประเทศไทยกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับการประสานงานแล้ว
  • แนะนำให้แรงงานไทยในพื้นที่หลีกเลี่ยงการออกนอกพื้นที่ปลอดภัย

ในมุมมองของผม ในยุคที่เทคโนโลยีและข่าวสารเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน เหตุการณ์แบบนี้เตือนใจให้เราต้องอัพเดทข่าวสารแบบเรียลไทม์ผ่านแอพข่าวหรือโซเชียลมีเดียที่น่าเชื่อถือ เพื่อนๆ ที่สนใจเทคโนโลยี อาจลองใช้ AI tracking tools เพื่อติดตามข่าวความเสี่ยงในพื้นที่ที่เราสนใจได้เลยนะครับ

ข้อคิดและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

จากที่ผมวิเคราะห์来看 ความตึงเครียดนี้ไม่ใช่แค่สงครามดั้งเดิม แต่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขีปนาวุธขั้นสูงที่อิหร่านพัฒนา ซึ่งส่งผลให้เศษกระจายไกลและอันตรายยิ่งขึ้น สำหรับแรงงานไทย ผมแนะนำให้สมัครสมาชิกกลุ่มไลน์หรือเฟซบุ๊กของสถานทูตไทยในอิสราเอล เพื่อรับแจ้งเตือนทันที นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งเจรจา repatriation plan หากสถานการณ์แย่ลง

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันแชร์ข่าวนี้เพื่อสร้างความตระหนัก ร่วมกันติดตามและสนับสนุนคนไทยในต่างแดนให้ปลอดภัยที่สุดนะครับ!

ที่มา – AFP เผยแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คน เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน

กต. อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรง ล่าสุดอิสราเอลรายงานแรงงานไทยภาคเกษตรเสียชีวิตแล้ว 1 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ร้อนๆ จากตะวันออกกลางที่กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลกเลยนะครับ โดยเฉพาะ กต. อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรง ล่าสุดอิสราเอลรายงานแรงงานไทยภาคเกษตรเสียชีวิตแล้ว 1 ราย ซึ่งเป็นข่าวเศร้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยเพิ่งแถลงเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ผมในฐานะคนติดตามข่าวต่างประเทศมานาน จะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดๆ ว่ามันกระทบเรายังไงบ้าง

กต. อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรง ล่าสุดอิสราเอลรายงานแรงงานไทยภาคเกษตรเสียชีวิตแล้ว 1 ราย

ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาบอกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดหนักมากครับ จากเดิมที่โจมตีกันแค่เป้าหมายทหาร ตอนนี้ขยายวงไปโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแล้ว เช่น ในอิหร่าน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย เลบานอน也被อิสราเอลโจมตีหนักจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มพรวดพราด

กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับโดนขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านถล่มต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่สกัดได้นะครับ แต่ที่น่ากลัวคือการโจมตีโรงงานก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยสหรัฐและอิสราเอล อิหร่านเลยประกาศตอบโต้ ขยายเป้าไปที่โครงสร้างพลังงานของซาอุดี ยูเออี กาตาร์ ซึ่งนี่แหละครับที่จะทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด ส่งผลกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงไทยเราด้วย ล่าสุดยังมีข่าวรัฐมนตรีกิจการข่าวกรองอิหร่านตายจากโจมตีของอิสราเอลอีก

ข่าวเศร้า: แรงงานไทยเสียชีวิต 1 รายในอิสราเอล

สิ่งที่ทำให้ใจหายสุดๆ คือ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ ได้รับแจ้งจากทางการอิสราเอลว่า มีแรงงานไทยภาคเกษตรเสียชีวิต 1 ราย เมื่อดึกวันที่ 18 มีนาคม ทูตไทยติดต่อครอบครัวแล้ว และกระทรวงการต่างกำลังประสานกับกระทรวงแรงงานและอิสราเอล เพื่อช่วยเรื่องสิทธิประโยชน์ ค่าชดเชย รัฐบาลไทยแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งครับ ทูตยังออกประกาศเตือนความปลอดภัยให้คนไทยในอิสราเอลมาตลอดด้วย

ผมมองว่าสถานการณ์แบบนี้ แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้จำกัดแค่ทหารแล้ว แต่ลุกลามไปกระทบพลเรือนและแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานไทยที่ไปทำงานเกษตรในอิสราเอลนับหมื่นคน จากประสบการณ์ที่ผมติดตามข่าวมา สถานการณ์แบบนี้มักยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการเจรจาสันติภาพที่จริงจัง

ความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

ดีใจที่รัฐบาลไทยยังช่วยเหลือเต็มที่ครับ กรณีอิหร่าน มีคนไทย 2 คนอพยพออกมาได้แล้ว ถึงไทยเช้านี้ อีก 4 คนจากบันดาอับบาส กำหนดออก 23 มีนาคม ผ่านตุรกี ใครอยากกลับรีบลงทะเบียนกับทูตเตหะรานเลยนะครับ สำหรับคนไทยในตะวันออกกลางทั้งหมด ขอให้ติดตามข่าวจากช่องทางการ ทูตและกงสุลพร้อมช่วย ตั้งแต่เกิดเหตุ ช่วยคนไทยออกมาได้ 1,173 คนแล้ว รัฐบาลยึดความปลอดภัยเป็นหลัก

ปาณิดลยังย้ำว่า สถานการณ์ไม่แน่นอนสูง ให้คนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงด่วน ติดตามข่าวและลงทะเบียนที่อยู่กับทูตครับ จากมุมมองผม ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยได้เยอะ เช่น แอปติดตามข่าวแบบเรียลไทม์ หรือโดรนที่ใช้สอดแนมในสงครามนี้ (ซึ่งกระทบวงการ tech ทั่วโลก) แต่สำหรับคนไทย การลงทะเบียนและฟังคำเตือนทางการยังสำคัญที่สุด

  • ติดตามข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศไทย
  • ลงทะเบียนกับทูตทันที
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
  • เตรียมแผนสำรองสำหรับการเดินทางกลับ

ในฐานะคนที่ชอบติดตามข่าวบันเทิงและเทคโนโลยี ผมเห็นว่าความขัดแย้งนี้กระทบราคาพลังงาน ซึ่งจะทำให้ต้นทุน gadget ใหม่ๆ หรือ streaming service เพิ่มขึ้นนะครับ ถ้าน้ำมันแพง ค่าขนส่งก็แพงตาม สุดท้ายแล้ว สันติภาพคือคำตอบที่ดีที่สุด ฝากเพื่อนๆ ที่มีญาติในพื้นที่ ช่วยแชร์ข้อมูลนี้ และรีบลงทะเบียนกันนะครับ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – กต. อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรง ล่าสุดอิสราเอลรายงานแรงงานไทยภาคเกษตรเสียชีวิตแล้ว 1 ราย

กองทัพบก ยืนยันไม่มีลักลอบส่งน้ำมันไทยเข้ากัมพูชาผ่านลาว ชี้คลิปผู้ว่าฯ สตึงเตรงแปลคลาดเคลื่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นแหล่งข่าวไวรัลแบบวันต่อวัน เรามักเจอคลิปหรือข่าวที่แพร่กระจายเร็วกว่าปล่อยลูกโป่ง แต่บางทีข้อมูลพวกนั้นอาจถูกบิดเบือนโดยไม่รู้ตัว วันนี้ผมมีเรื่องน่าสนใจมาอัปเดตให้ฟัง จากกรณีข่าวลือเรื่องการลักลอบส่งน้ำมันไทยไปกัมพูชาผ่านทางลาว ที่กำลังฮือฮาในกลุ่มแชทและเฟซบุ๊ก จนสุดท้าย กองทัพบก ยืนยันไม่มีลักลอบส่งน้ำมันไทยเข้ากัมพูชาผ่านลาว ชี้คลิปผู้ว่าฯ สตุงเตรงแปลคลาดเคลื่อน เรียบร้อยแล้ว มาดูรายละเอียดกันแบบชิลๆ กันเถอะ

กองทัพบก ยืนยันไม่มีลักลอบส่งน้ำมันไทยเข้ากัมพูชาผ่านลาว ชี้คลิปผู้ว่าฯ สตึงเตรงแปลคลาดเคลื่อน

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ออกมาชี้แจงแบบเคลียร์ๆ เพื่อไม่ให้สังคมสับสน โดยแบ่งเป็น 2 ประเด็นหลักที่เราควรรู้ ผมในฐานะคนติดตามข่าวมานาน จะเล่าให้ฟังพร้อมวิเคราะห์เพิ่มเติม เพราะในยุคเทคโนโลยี คลิปไวรัลแค่คลิกเดียวก็แพร่ไปทั่วโลก แต่การแปลผิดนิดเดียวอาจกลายเป็นดราม่าขนาดใหญ่ได้นะครับ

ประเด็นที่ 1: คุมชายแดนเข้มงวด ไม่มีลักลอบส่งน้ำมันข้ามแดน

กองทัพบกยืนยันชัดเจนว่ามาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ผ่านจุดผ่านแดนถาวรในพื้นที่กองกำลังสุรนารีนั้น แน่นปึ้กมาก! ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทางการลาว ตรวจสอบรัดกุมสุดๆ จากผลงานที่ผ่านมา ยังไม่เคยเจอเบาะแสลักลอบส่งน้ำมันต่อไปกัมพูชาเลยสักนิด

  • บูรณาการตรวจสอบร่วมกันทุกฝ่าย
  • มาตรฐานสูง ไม่มีช่องโหว่
  • ผลปฏิบัติยืนยัน: ไร้ปัญหา!

นี่คือตัวอย่างที่ดีของการทำงานชายแดนที่โปร่งใส ในมุมมองผม มันแสดงให้เห็นว่าระบบของเรามีประสิทธิภาพแค่ไหน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีช่วยติดตามการขนส่งแบบเรียลไทม์

ประเด็นที่ 2: คลิปไวรัลของผู้ว่าราชการจังหวัดสตึงเตรง ถูกแปลคลาดเคลื่อน

ส่วนคลิปที่แพร่สะพัดนั่นแหละครับ ปัญหาอยู่ที่การแปลภาษาไทยที่ผิดเพี้ยน! คลิปสัมภาษณ์ของ ซอ โซะปุดตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตุงเตรง จากสื่อกัมพูชา ถูกนำมาแปลแบบเจาะจงว่านำเข้าน้ำมันจากไทย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่

การแปลที่ถูกต้องคือ: “…ยอมรับว่าในขณะที่เรามีปัญหากับประเทศไทย สินค้าไทยบางประเภทได้ผ่านแดนจากประเทศลาวเข้าสู่กัมพูชา ซึ่งมีอยู่จริงเพราะว่าเราไม่สามารถปิดกั้นสินค้าเหล่านั้นไม่ให้เข้าสู่กัมพูชาได้ และรัฐบาลกัมพูชาก็ไม่สามารถออกคำสั่งอย่างเป็นทางการห้ามนำเข้าสินค้าได้ เนื่องจากกัมพูชาเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เพราะฉะนั้นกัมพูชาไม่สามารถปฏิเสธสินค้าจากประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกมายังประเทศของตนได้ เพราะหากทำเช่นนั้นจะถูกกดดัน…”

เห็นมั้ยครับ มันพูดถึง ‘สินค้าไทยบางประเภท’ ไม่ใช่น้ำมันโดยตรง! นี่คือปัญหา fake news คลาสสิกที่เราเจอบ่อยในแพลตฟอร์มเทคยักษ์ใหญ่อย่าง TikTok หรือ YouTube ที่อัลกอริทึมโปรโมตคลิปไวรัลโดยไม่เช็คแหล่งที่มา

โฆษกกองทัพบกยังฝากประชาชนด้วยว่า ก่อนแชร์ข่าว ควรตรวจสอบให้ถี่ถ้วน เพราะ fake news ยังคงระบาดหนัก อย่าลืมติดตามจากช่องทางราชการเพื่อข้อมูลจริง 100%

ในฐานะนักติดตามข่าวตัวยง ผมเห็นเทรนด์ชัดเจนเลยว่า ปีนี้ fake news เกี่ยวกับการเมืองชายแดนพุ่งสูง เพราะ social media ทำให้ทุกคนเป็นนักข่าวได้ง่าย แต่ก็เสี่ยงข้อมูลผิดพลาด ลองคิดดู ถ้าทุกคนใช้เครื่องมือ fact-check อย่าง Google Fact Check Tools หรือเว็บราชการ เราจะลดดราม่าได้เยอะ

สรุปนะครับ กองทัพบก ยืนยันไม่มีลักลอบส่งน้ำมันไทยเข้ากัมพูชาผ่านลาว ชี้คลิปผู้ว่าฯ สตุงเตรงแปลคลาดเคลื่อน เป็นบทเรียนดีๆ ให้เราระวังคลิปไวรัล ถ้าคุณเห็นข่าวแบบนี้ ลองเช็คแหล่งที่มาก่อนแชร์สิครับ จะช่วยให้สังคมสงบสุขขึ้นเยอะ! ชอบบทความนี้กดแชร์และติดตามต่อไปนะ อย่าลืมคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเจอ fake news แบบไหนบ้าง

ที่มา – กองทัพบก ยืนยันไม่มีลักลอบส่งน้ำมันไทยเข้ากัมพูชาผ่านลาว ชี้คลิปผู้ว่าฯ สตุงเตรงแปลคลาดเคลื่อน