ผู้เขียน: lalika69_admin

ผู้ว่าฯชัชชาติ ชี้ฝุ่น PM2.5 คือปัญหาเศรษฐกิจ จี้ผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ตั้งกองทุน-กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กำลังเป็นกระแสในบ้านเรา โดยเฉพาะคำพูดล่าสุดจาก ผู้ว่าฯชัชชาติ ที่ชี้ว่ามันไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่เป็นปัญหาเศรษฐกิจชัดๆ เลยนะครับ ผมที่ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมมานาน จะมาเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่คุณอาจยังไม่รู้

ผู้ว่าฯชัชชาติ ชี้ฝุ่น PM2.5 คือปัญหาเศรษฐกิจ จี้ผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ตั้งกองทุน-กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

วันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่ออย่างน่าสนใจ โดยบอกว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ใน กทม. ตอนนี้ขึ้นอยู่กับทิศทางลมเป็นหลัก ลมฤดูร้อนจากอ่าวไทยพัดขึ้นเหนือ ทำให้ฝุ่นจากภาคเหนือยังไม่มารบกวนเรา แต่ก็ต้องเฝ้าระวัง เพราะลมมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

ดีใจที่เห็น กทม. ใช้เทคโนโลยีเจ๋งๆ มาช่วย เช่น Super Station จากจีนที่ติดตั้งนำร่องที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถานีนี้วิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นแบบเรียลไทม์เลยครับ แยกได้ชัดว่ามาจากการเผาในไร่หรือไอเสียรถยนต์ ช่วยให้แก้ปัญหาตรงจุดมากขึ้น ในฐานะคนชอบเทค ผมว่ามันเท่สุดๆ เพราะข้อมูลพวกนี้จะเปลี่ยนเกมการจัดการอากาศได้จริง

สถานการณ์ดีขึ้นครึ่งนึง! จากความร่วมมือทุกฝ่าย

ปีนี้ PM2.5 ในกรุงเทพฯ ดีขึ้นชัดเจน จำนวนวันเกินมาตรฐานลดลง 50% เลยครับ มาจากแคมเปญเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองรถ ตรวจควันดำเข้มงวดขึ้น 4 เท่า และเกษตรกรรอบๆ กทม. ลดเผาเศษวัสดุ ขอบคุณทุกคนที่ร่วมมือ! ผู้ว่าฯ ยังส่งกำลังใจไปภาคเหนือที่กำลังลำบากด้วยนะครับ

แต่ปัญหาใหญ่คือระดับโครงสร้าง ผู้ว่าฯชัชชาติ ชี้ฝุ่น PM2.5 คือปัญหาเศรษฐกิจ เพราะคนรายได้น้อยต้องใช้รถเก่า เกษตรกรเผาตอซังเพราะถูกที่สุด การผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด จึงสำคัญมาก จะตั้งกองทุนช่วยเหลือ ใช้หลัก Polluter Pays Principle ให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบ และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการเอง ยั่งยืนแน่นอน

เทคโนโลยีกับอนาคตอากาศสะอาด

จากประสบการณ์ผม ติดตามเทคสิ่งแวดล้อมมานาน Super Station นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าขยายไปทั่วประเทศ บวกกับ AI วิเคราะห์ข้อมูล จะช่วยคาดการณ์ฝุ่นล่วงหน้าได้ ลดผลกระทบเศรษฐกิจ เช่น ค่าโรงพยาบาล ท่องเที่ยวตกต่ำ นอกจากนี้ แอปตรวจอากาศบนมือถือก็ฮิตมาก ช่วยให้เราหลบฝุ่นได้ทัน

  • ติดตามลมและฝุ่นเรียลไทม์ผ่านแอป
  • เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 5,000 กม.
  • สนับสนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

ผมคิดว่าปีนี้คือจุดเปลี่ยน ถ้าทุกคนร่วมมือ บวกเทคโนโลยี ท้องฟ้ากรุงเทพฯ จะใสสะอาด ลองนึกภาพเดินเล่นสวนลุมไม่ต้องใส่หน้ากากสิ! มาแชร์ไอเดียคุณกันในคอมเมนต์นะครับ ช่วยกันผลักดัน พ.ร.บ. นี้ให้ผ่านซะที

ที่มา – ผู้ว่าฯชัชชาติ ชี้ฝุ่น PM2.5 คือปัญหาเศรษฐกิจ จี้ผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ตั้งกองทุน-กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

กทม. เผยผลสำเร็จ ‘ห้องหลบร้อน’ ประชาชนใช้บริการมากกว่า 5.9 หมื่นราย ยอดความพึงพอใจสูงถึง 99.6%

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ที่อากาศร้อนอบอ้าวแบบไม่เคยหลบหนี กรุงเทพฯ ของเราก็มีของดีมาฝากกัน นั่นคือข่าว กทม. เผยผลสำเร็จ ‘ห้องหลบร้อน’ ประชาชนใช้บริการมากกว่า 5.9 หมื่นราย ยอดความพึงพอใจสูงถึง 99.6% นี่เอง ฟังดูน่าทึ่งใช่ไหมล่ะ? ผมที่ชอบติดตามเรื่องเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์เมืองๆ อยู่แล้ว เห็นแล้วต้องบอกว่าดีใจแทนประชาชนเลย โดยเฉพาะคนที่ต้องออกไปไหนมาไหนท่ามกลางดัชนีความร้อนพุ่งปรี๊ด

กทม. เผยผลสำเร็จ ‘ห้องหลบร้อน’ ประชาชนใช้บริการมากกว่า 5.9 หมื่นราย ยอดความพึงพอใจสูงถึง 99.6%

ข่าวนี้มาจากคุณพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และ Chief Sustainability Officer ของ กทม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา โครงการ BKK Cooling Center หรือ ‘ห้องหลบร้อน’ เปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 16 มีนาคม 2567 (ปีนี้แหละ) และภายใน 2 สัปดาห์แรก ก็มีคนเข้าใช้บริการถึง 59,148 ราย จากข้อมูล 198 แห่ง แบ่งเป็นสัปดาห์แรก 30,208 คน สัปดาห์ที่สอง 28,940 คน สะท้อนว่าประชาชนต้องการพื้นที่เย็นๆ ชิลๆ จริงๆ

ที่เจ๋งกว่านั้นคือผลสำรวจความพึงพอใจจาก 990 ผู้ใช้ พบว่าถึง 99.6% (986 คน) พอใจสุดๆ และ 98.89% (979 คน) บอกว่าจะกลับมาใช้ใหม่ แบบนี้ต้องยกนิ้วให้ กทม. เลยนะ!

ห้องหลบร้อนมีอะไรบ้าง และขยายไปถึงไหนแล้ว?

ตอนนี้ กทม. ขยายบริการครอบคลุมทั่วกรุง มี 2 แบบหลักๆ:

  • ห้องหลบร้อน (ในอาคาร): 313 แห่ง ส่วนใหญ่ในสำนักงานเขต, ศูนย์บริการสาธารณสุข, ศูนย์นันทนาการ, โรงเรียน กทม. มีแอร์เย็นฉ่ำ น้ำดื่มฟรี ยาสามัญ ชุดปฐมพยาบาลครบ
  • จุดหลบร้อน (นอกอาคาร): 272 แห่ง ในสวนสาธารณะ, สวน 15 นาที, วัดต่างๆ พื้นที่ร่มรื่น หลบแดดได้ดี

อยากรู้ว่าจุดใกล้บ้านอยู่ไหน? เช็คได้ง่ายๆ ผ่านเว็บ https://greener.bangkok.go.th/heatescape-room/tinfo แต่ละแห่งมีวันเวลาไม่เหมือนกัน อย่าลืมเช็คก่อนไปนะเพื่อนๆ

เคล็ดลับดูแลตัวเองจาก กทม. ในหน้าร้อนนี้

กทม. ยังฝากบอกด้วย ดูแลสุขภาพดีๆ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแดด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ เด็กเล็ก คนป่วยเรื้อรัง และคนทำงานกลางแจ้ง ถ้ามีอาการฉุกเฉิน โทร 1669 ตลอด 24 ชม. และใช้แอป AirBKK เช็คดัชนีความร้อน วางแผนเดินทางได้ชัวร์ เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยชีวิตจริงๆ ในยุค smart city แบบนี้

ในมุมของผมที่ติดตามเทรนด์เทคโนโลยีและ entertainment มานาน เห็นโครงการนี้แล้วนึกถึงฉากในหนัง sci-fi ที่เมืองอนาคตมี cooling zones กลางเมืองเลยนะ แต่ที่นี่เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพฯ! ด้วย climate change ที่รุนแรงขึ้น โครงการแบบนี้คือ trend อนาคตของ urban living ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองได้ดีมาก กทม. ยังสัญญาจะพัฒนาต่อเนื่องด้วย

เพื่อนๆ ลองไปใช้บริการดูสิ คลายร้อนฟรี สะดวก ปลอดภัย 100% หรือแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้นะ อย่าลืมดาวน์โหลด AirBKK ไว้เช็คอากาศ อยู่เย็นสบายตลอดฤดูร้อนนี้!

ที่มา – กทม. เผยผลสำเร็จ ‘ห้องหลบร้อน’ ประชาชนใช้บริการมากกว่า 5.9 หมื่นราย ยอดความพึงพอใจสูงถึง 99.6%

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) “บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด” ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติสตรีนักบริหารดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี 2569 รางวัลที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการบริหารงานด้วยหัวใจ เพื่อส่งต่อรสชาติไทยที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล

นางศิริพร แดงสุภา CEO บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด กำลังรับรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น 1นางศิริพร แดงสุภา CEO บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด กำลังรับรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น 2

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีสุดๆ มาบอกกันแบบเป็นกันเองเลยนะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบเรื่องราวของผู้นำหญิงแกร่งและแบรนด์อาหารไทยแท้ๆ ที่ไปไกลถึงระดับสากล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) “บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด” ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติสตรีนักบริหารดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี 2569 รางวัลที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการบริหารงานด้วยหัวใจ เพื่อส่งต่อรสชาติไทยที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล นี่คือโมเมนต์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้สาวๆ และทุกคนที่หลงรักน้ำพริกเผาแม่ประนอมเลยล่ะ!

เหตุการณ์สุดพิเศษนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสตรีทำงานดีเด่น ประจำปี 2569 จัดโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังสตรี” นางศิริพร แดงสุภา CEO สาวแกร่งของบริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด คว้ารางวัลในสาขา สตรีนักบริหารดีเด่น สาขาผู้บริหารภาคเอกชน (กิจการขนาดกลาง) ไปครอง เป็นเครื่องยืนยันว่าการบริหารด้วยหัวใจและมาตรฐานสูงส่งสามารถพาแบรนด์ไทยทะยานสู่เวทีโลกได้จริงๆ

นางศิริพร แดงสุภา CEO บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด กำลังรับรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น 3นางศิริพร แดงสุภา CEO บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด กำลังรับรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น 4นางศิริพร แดงสุภา CEO บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด กำลังรับรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น 5

คุณศิริพรเล่าว่า บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพและความสะอาดทุกขั้นตอน ตั้งแต่คัดวัตถุดิบดีๆ มาผลิตด้วยมาตรฐานสากล ไม่ใส่สี ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่วัตถุกันเสีย สไตล์ดั้งเดิมที่สืบทอดมากว่า 60 ปี แถมยังดูแลพนักงานเหมือนครอบครัวใหญ่ ตามแนวคิดของผู้ก่อตั้ง คุณศิริชัยและคุณแม่ประนอม แดงสุภา รางวัลนี้เลยไม่ใช่ของ CEO คนเดียว แต่เป็นความภูมิใจของทีมทั้งหมด และเป็นเชื้อเพลิงให้พัฒนาอาหารไทยให้ยิ่งใหญ่ต่อไป

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) “บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด” ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติสตรีนักบริหารดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี 2569 ด้วยหลักบริหาร 2 ข้อหลัก

มาดูกันว่าอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้เกิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) “บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด” ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติสตรีนักบริหารดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี 2569 นะ

  1. บริหารตามหลักธรรมาภิบาล ยกระดับสู่สากล: โปร่งใส รับผิดชอบสังคม ได้รับรองมาตรฐานเพียบ เช่น มรท. 8001-2563, SMETA SEDEX, HACCP, ISO 9001, BRC, FSSC 22000, HALAL และ Green Industry มีนโยบายสิทธิมนุษยชน ป้องกันคุกคาม สร้างที่ทำงานปลอดภัยเท่าเทียม เหมือนบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่เราเห็นในข่าวบันเทิงเลย
  2. ดูแลพนักงานดุจครอบครัว Happy Workplace: ใช้ Happy 8 ดูแลความสุขพนักงาน ลดพลังงาน สิ่งแวดล้อมสีเขียว เหมือนเทรนด์ ESG ในวงการเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง สร้างการเติบโตยั่งยืน

นางศิริพร แดงสุภา CEO บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด กำลังรับรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น 8นางศิริพร แดงสุภา CEO บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด กำลังรับรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น 9

คำชื่นชมจากคุณแม่ประนอม ผู้ก่อตั้งสุดภูมิใจ

คุณแม่ประนอม แดงสุภา กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “ดิฉันภูมิใจที่ลูกตั้งใจสานต่อธุรกิจของครอบครัว ทำให้เติบโต มีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศมากมาย การที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับครอบครัวของเราทุกๆ คน ซึ่งดิฉันเชื่อมั่นว่า ลูกจะสามารถนำพาบริษัทฯ เติบโตไปได้อีกยาวไกล” น่ารักและอบอุ่นมาก!

นางศิริพร แดงสุภา CEO บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด กำลังรับรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น 6นางศิริพร แดงสุภา CEO บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด กำลังรับรางวัลสตรีนักบริหารดีเด่น 7

ในมุมมองของผมที่ติดตามเรื่องผู้นำหญิงและเทรนด์ธุรกิจมานาน การประสบความสำเร็จแบบนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของ ‘การผสมผสานแบบดั้งเดิมกับนวัตกรรมสมัยใหม่’ คล้ายกับ CEO สาวๆ ในวงการเทคที่เราเห็นในข่าวบันเทิง เช่น การใช้มาตรฐานสากลเพื่อส่งออกอาหารไทย เหมือนแอปเดลิเวอรีที่กำลังบูม หรือเทรนด์ sustainability ที่แบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง Google หรือ Apple กำลังผลักดัน ในยุคที่ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แบรนด์อย่างแม่ประนอมนี่แหละที่จะครองใจตลาดโลกได้ยาวๆ

เพื่อนๆ ลองนึกภาพน้ำพริกเผาไทยแท้ๆ ที่สะอาด มาตรฐานสูง อยู่ในครัวทั่วโลกสิ! ถ้าคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจหรือแค่อยากลองชิมรสชาติที่ CEO สาวแกร่งคนนี้รังสรรค์ รีบไปสอยน้ำพริกแม่ประนอมมาทำอาหารอร่อยๆ กันเถอะ สนับสนุนสตรีไทย สนับสนุนรสชาติไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) “บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด” ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติสตรีนักบริหารดีเด่น เนื่องในวันสตรีสากลประจำปี 2569 รางวัลที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการบริหารงานด้วยหัวใจ เพื่อส่งต่อรสชาติไทยที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล

สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสใหญ่เลย นั่นคือ สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย ฝุ่นควัน PM2.5 กลับมาอีกแล้ว โดยเฉพาะภาคเหนือและบางพื้นที่อีสาน ที่ค่าฝุ่นพุ่งทะลุเกณฑ์สีแดง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนแบบจังๆ เลยครับ ผมที่เคยเจอฝุ่นหนักๆ มาบ่อย บอกเลยว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อมจริงๆ

สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย

จากข้อมูลล่าสุดวันที่ 2 เมษายน พบว่ามี 11 จังหวัดที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐานระดับสีแดง ได้แก่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ นครพนม และหนองคาย สูงสุดเลยที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน วัดได้ถึง 293.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร! น่ากลัวมากครับ สถานการณ์นี้กระทบกลุ่มเปราะบางกว่า 1.6 ล้านราย ไม่ว่าจะเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและหัวใจ ซึ่งเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปเยอะ

คุณพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาแถลงเรื่องนี้ แพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. ก็ย้ำว่ายังไม่มีผู้ป่วยหนัก แต่แนวโน้มเสี่ยงเพิ่มขึ้น สธ. จึงเร่งมาตรการเชิงรุก โดยเฉพาะ 9 จังหวัดภาคเหนือ

  • แจกอุปกรณ์ป้องกัน: มุ้งสู้ฝุ่นและห้องปลอดฝุ่นสำหรับผู้ป่วยติดเตียง 2,523 ชุด หน้ากากอนามัยกว่า 1.9 ล้านชิ้น
  • ขยายพื้นที่ปลอดภัย: ห้องปลอดฝุ่นในโรงพยาบาล 1,359 ห้อง และในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์ผู้สูงอายุ อีก 993 ห้อง
  • คัดกรองสุขภาพ: อสม. และเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านกว่า 4.7 ล้านราย คัดกรองเชิงรุกกว่า 30,000 ราย

นอกจากนี้ ยังตั้งศูนย์ PHEOC ในระดับจังหวัด เพื่อเฝ้าระวังและช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ ถ้ามีอาการแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย ระคายเคืองตา คอ รีบโทรสายด่วนกรมอนามัย 1478 เลยครับ

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญสำหรับกลุ่มเปราะบาง

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย แนะนำให้กลุ่มเสี่ยงป้องกันขั้นสูงสุด งดกิจกรรมกลางแจ้งเด็ดขาด สวมหน้ากาก N95 ให้แน่น ถ้าออกนอกบ้านจริงๆ เด็กเล็กห้ามออกเลย หญิงตั้งครรภ์ลดสัมผัสฝุ่นเพื่อปกป้องลูกในท้อง ผู้สูงอายุและผู้ป่วยกินยาตามแพทย์สั่ง

ในบ้าน ปิดประตูหน้าต่างมิด ใช้เครื่องฟอกอากาศ หลีกเลี่ยงจุดที่ก่อฝุ่น เช่น ไม่กวาดบ้านบ่อยๆ ผมแนะนำเพิ่มเติมจากประสบการณ์นะครับ ในยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ ลองใช้แอปพลิเคชันตรวจฝุ่นอย่าง AirVisual หรือ IQAir ที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อกับ smart home เปิดเครื่องฟอกอากาศอัตโนมัติเมื่อฝุ่นสูง สำหรับคนชอบ entertainment ช่วงนี้อยู่บ้านดีกว่า เปิด Netflix ดูซีรีส์เกาหลี หรือเล่นเกมออนไลน์บนคอนโซล แถมยังเซฟสุขภาพด้วย

จากที่ผมติดตามมานาน สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในไทยมักเกิดจากลมฤดูหนาวและการเผาในที่โล่ง ปีนี้หนักเพราะ climate change ทำให้ลมพัดช้าลง ฝุ่นกระจายยาก สธ. ทำดีแล้วที่ยกระดับเร็ว แต่ประชาชนต้องช่วยตัวเองด้วยครับ

CTA: วันนี้ลองเช็คค่าฝุ่นในพื้นที่คุณ แล้วเตรียมหน้ากากและเครื่องฟอกอากาศให้พร้อม หากอยู่ใน 11 จังหวัดเสี่ยง ใช้บริการคัดกรองฟรีจาก สธ. อย่ารอช้า สุขภาพสำคัญที่สุด!

ที่มา – สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โต้ข่าวตั้งแต่ 1 เม.ย. จับปรับจราจรสูงสุด ยืนยันบังคับใช้กฎหมายตามปกติ เน้นใช้ดุลยพินิจไม่ซ้ำเติมประชาชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคดิจิทัลที่ข่าวลือแพร่กระจายเร็วกว่าไวรัสคอมพิวเตอร์บนโซเชียลมีเดีย เราชาวคนใช้รถใช้ถนนคงเคยเจอข่าวแบบนี้บ่อยๆ ใช่มั้ยครับ วันนี้ผมมีเรื่องอัปเดตสดๆ ร้อนๆ มาฝาก จากกระแสข่าวที่บอกว่าตำรวจจะเข้มงวดจับปรับจราจรแบบสุดโหด ปรับสูงสุดตั้งแต่ 1 เมษายนเป็นต้นไป แต่เดี๋ยวก่อน! สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โต้ข่าวตั้งแต่ 1 เม.ย. จับปรับจราจรสูงสุด ยืนยันบังคับใช้กฎหมายตามปกติ เน้นใช้ดุลยพินิจไม่ซ้ำเติมประชาชน แล้วนะครับ มาฟังรายละเอียดกันแบบชิลๆ ผมจะเล่าให้ฟังจากมุมมองคนที่ติดตามข่าวจราจรและเทคโนโลยีช่วยขับขี่มานาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โต้ข่าวตั้งแต่ 1 เม.ย. จับปรับจราจรสูงสุด ยืนยันบังคับใช้กฎหมายตามปกติ เน้นใช้ดุลยพินิจไม่ซ้ำเติมประชาชน

เรื่องราวเริ่มจากโพสต์ไวรัลในโซเชียลที่บอกว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะ “คิกออฟ” ยกระดับกวดขันจราจรแบบเด็ดขาด จับทุกกรณี ปรับเต็มอัตรา สูงสุดเลยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 นี้ ประชาชนหลายคนถึงกับตื่นตระหนก โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจซบเซา ค่าครองชีพแพงแค่ไหนแล้ว คิดภาพตามสิครับ โดนปรับหนักเข้าไปอีก!

ทีมข่าวหลายแห่งรวมถึงผมเอง ได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยตรงกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจระดับผู้บริหารยืนยันชัดเจนว่า ไม่ใช่เรื่องจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั่วประเทศยังคงบังคับใช้กฎหมายตามปกติ เหมือนทุกวัน ไม่ได้มีคำสั่งใหม่ให้จับปรับโหดร้ายอะไรทั้งนั้น มันเป็นแค่ความเข้าใจผิดจาก “รอยต่อนโยบาย” เท่านั้นเองครับ

นโยบายผ่อนปรน 3 เดือนที่เพิ่งสิ้นสุด: สาเหตุของข่าวลือ

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เคยออกนโยบายพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนท่ามกลางวิกฤตโควิดและเศรษฐกิจ กำชับให้ตำรวจใช้ “ดุลยพินิจ” ว่ากล่าวตักเตือนผู้กระทำผิดเล็กน้อยๆ แทนการจับปรับทันที ยกเว้นคนที่ทำผิดซ้ำซากหรืออันตรายมาก นโยบายนี้มีกรอบเวลา 3 เดือน สิ้นสุดพอดี 31 มีนาคม 2567

พอเข้าวันที่ 1 เมษายน บางคนก็ตีความว่า “กลับมาเข้มงวด จับปรับสูงสุดหมด” แต่ทางตร. ชี้แจงว่าไม่ใช่! หลังนโยบายผ่อนปรนสิ้นสุด ตำรวจยังคงยึดหลัก “รัฐศาสตร์ควบคู่ 니ติศาสตร์” คือ พิจารณาเป็นกรณีไป ดูจากพฤติการณ์ เจตนา และข้อเท็จจริงหน้างาน จะตักเตือนหรือดำเนินคดี ก็เพื่อความเป็นธรรมสูงสุด ไม่ใช่ซ้ำเติมประชาชนแน่นอนครับ

  • เคสที่ยังตักเตือนได้: ลืมคาดเข็มขัดครั้งแรก, จอดรถชิดขอบทางนิดหน่อย
  • เคสที่ต้องดำเนินคดี: ซิ่งเกิน, ไม่หยุดไฟแดง, เมาแล้วขับ
  • เทรนด์ใหม่: ใช้เทคโนโลยีกล้อง CCTV และแอพแจ้งเตือนจราจรช่วยลดการเผชิญหน้า

จากประสบการณ์ผมที่เคยตามข่าวจราจรและรีวิวแอพนำทางอย่าง Google Maps หรือ Waze เห็นได้ชัดว่าข่าวลือแบบนี้คล้ายกับ fake news ในวงการบันเทิงหรือเทค ที่แพร่จาก TikTok หรือ Twitter แล้วกลายเป็น viral แต่สุดท้ายก็ debunk ได้ด้วย fact check สิ่งนี้กระทบภาพลักษณ์ตำรวจ ทำให้ดูเหมือนรัฐบาลฉวยโอกาสเก็บเงินประชาชน ทั้งที่จริงๆ ตำรวจก็อยากให้ถนนปลอดภัยทุกคน

ข้อคิดจากผม: ดุลยพินิจสำคัญกว่ากฎตายตัว

ในมุม专家 ผมมองว่านโยบายแบบนี้ดีมาก เพราะยุคนี้เทคโนโลยีช่วยได้เยอะ เช่น ระบบ AI ตรวจจราจรอัตโนมัติในสิงคโปร์หรือจีน ที่ลด bias ของมนุษย์ แต่ในไทย การใช้ดุลยพินิจของตำรวจยังจำเป็น เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะคนรายได้น้อย Trend ในอนาคตคือ integration tech กับมนุษย์ เช่น แอพแจ้งเตือนผิดกฎจราจรล่วงหน้า ช่วยให้ทุกคนปรับตัวได้ทัน

สรุปนะครับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โต้ข่าวตั้งแต่ 1 เม.ย. จับปรับจราจรสูงสุด แล้ว อย่าตื่นตระหนก! ขับขี่ปลอดภัย ทำตามกฎ ก็สบายใจได้ CTA: ลองเช็คแอพจราจรประจำวัน แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ช่วยสู้ fake news ด้วยกัน สร้างถนนปลอดภัยยุคใหม่!

ที่มา – สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โต้ข่าวตั้งแต่ 1 เม.ย. จับปรับจราจรสูงสุด ยืนยันบังคับใช้กฎหมายตามปกติ เน้นใช้ดุลยพินิจไม่ซ้ำเติมประชาชน

‘อาจารย์โต้ง’ เปิดเบื้องลึกถูกเลิกจ้าง ยืนยันเดินหน้าทวงความยุติธรรมคดีขนดิน 140 คันรถ ท้าตั้งโต๊ะแถลงเปิดหลักฐาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวดราม่าเข้มข้นแบบซีรีส์สืบสวนผสมเทคโนโลยีสุดล้ำ วันนี้เราจะมาพูดคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแส ‘อาจารย์โต้ง’ หรือ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นักอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยรังสิต ที่เพิ่งออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน พร้อมยืนยันจะเดินหน้าทวงความยุติธรรมในคดีขนดินกว่า 140 คันรถ และท้าทายให้ตั้งโต๊ะแถลงเปิดหลักฐานกันให้หมดเลยครับ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่นิยาย แต่เกิดขึ้นจริงในโลกการศึกษาไทย!

‘อาจารย์โต้ง’ เปิดเบื้องลึกถูกเลิกจ้าง ยืนยันเดินหน้าทวงความยุติธรรมคดีขนดิน 140 คันรถ ท้าตั้งโต๊ะแถลงเปิดหลักฐาน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามคดีที่ค้างคา โดยอาจารย์โต้งยืนยันชัดว่าการถูกเลิกจ้างไม่ใช่เพราะบกพร่องในหน้าที่ แต่เป็นเพราะทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบคดีลักลอบขนดินออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัยถึง 140 คันรถบรรทุก! คณะกรรมการชุดนี้มีสมาชิกเครือข่ายมืออาชีพ ทั้งรองอธิการ รองอธิการ ผู้ช่วยอธิการ นิติกร และตำรวจด้วยนะครับ

หลักฐานแน่นปึ้กเลยครับ มีทั้งภาพถ่าย คลิป CCTV พยานบุคคล เอกสาร และที่เจ๋งสุดคือระบบ License Plate Recognition (LPR) ที่จับทะเบียนรถเข้าออกได้เป๊ะๆ แม้แต่เวลาและวันเดือนปีชัดเจน บริษัทที่ขนดินยังรับสารภาพเป็นลายลักษณ์อักษร และมีพยานยืนยันว่ารองผู้อำนวยการคนหนึ่งสั่งปล่อยรถหลังจากถูกสกัดไว้ตอนแรก ในฐานะอดีตตำรวจ อาจารย์โต้งรู้ดีว่าหลักฐานแบบนี้แหละที่ทำให้คดีเดือด

เบื้องหลังคดีขนดินและการถอนแจ้งความลึกลับ

จุดเริ่มต้นมาจากอธิการบดีคนเก่าที่มอบหมายให้สอบสวน และแจ้งความข้อหาลักทรัพย์นายจ้างที่ สภ.ปากคลองรังสิต ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ถอนไม่ได้ง่ายๆ แต่คดีกลับนิ่งสนิท ไม่เรียกคนขับรถ ไม่ตรวจเส้นทางการเงิน อาจารย์โต้งส่งหนังสือถาม ผบ.ตร. และ ผบช.ภ.1 แล้ว แต่เงียบ จนถูกเลิกจ้าง ล่าสุดยื่นครั้งที่ 2!

จุดพลิกผันคือวันที่ 9 กรกฎาคมปีก่อน มหาวิทยาลัยเปลี่ยนอธิการ แล้วมีคนไปถอนแจ้งความ โดยอ้างว่าไม่เสียหาย แต่ตามกฎหมาย คดีอาญาต้องไปต่อนะครับ อาจารย์โต้งแย้งชัดเจน ทางมหาวิทยาลัยโต้ว่าที่ขนคือขยะไม่ใช่ดิน และเลิกจ้างเพราะอาจารย์โพสต์ข้อมูลเท็จในโซเชียล แต่ใบเบิกเงินจากรองอธิการยืนยัน ไม่เคยอนุมัติขนอะไรทั้งนั้น!

  • หลักฐานเด็ด: CCTV + LPR จับรถ 140 คัน
  • บันทึกสารภาพ: จากบริษัทขน
  • พยาน: รองผู้อำนวยการสั่งปล่อยรถ
  • เอกสาร: ใบเบิกเงินไม่เคยเซ็นอนุมัติ

นอกจากนี้ อาจารย์โต้งยังร้องกระทรวง อว. 4 ครั้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและแต่งตั้งบริหารผิดระเบียบ แต่ได้รับคำตอบว่ามหาวิทยาลัยชี้แจงแล้วถูกต้องทั้งหมด โดยไม่ตรวจลึก ฟังดูน่าผิดหวังใช่ไหมครับ?

ท้าทายตั้งโต๊ะแถลง – เทคโนโลยีจะพิสูจน์หมด!

อาจารย์โต้งท้าให้มหาวิทยาลัยตั้งโต๊ะแถลงร่วมกัน เชิญ อว. และตำรวจมาร่วม เปิดหลักฐานทีละข้อ เพื่อความโปร่งใส ธรรมาภิบาล ในฐานะคนที่ก่อตั้งคณะอาชญาวิทยา 17 ปี และปฏิรูประบบความปลอดภัย อาจารย์บอกว่า “ถึงตกงาน แต่ความยุติธรรมยังอยู่ในใจ” สุดเท่เลยครับ!

จากมุมผู้เชี่ยวชาญอย่างผมที่ติดตามเรื่อง entertainment แบบ real-life drama และ tech gadget อย่าง CCTV LPR นี้ เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยพลิกคดีได้จริง เหมือนในซีรีส์อย่าง CSI หรือ True Detective ที่หลักฐานดิจิทัลคือพระเอก กรณีนี้สะท้อนปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษาที่เราควรจับตา เพราะถ้าปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักศึกษาและสังคม

สุดท้าย ผมคิดว่าความคืบหน้าจะน่าติดตามมาก ถ้ามีโต๊ะแถลงจริง ลองคิดภาพเปิดคลิป CCTV ไล่รถบรรทุก 140 คันสิครับ สุดมันส์! เพื่อนๆ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ว่าคิดว่าฝั่งไหนมีเหตุผลมากกว่ากัน และอย่าลืมติดตามอัปเดตนะครับ จะได้ไม่พลาดดราม่าชิ้นนี้

ที่มา – ‘อาจารย์โต้ง’ เปิดเบื้องลึกถูกเลิกจ้าง ยืนยันเดินหน้าทวงความยุติธรรมคดีขนดิน 140 คันรถ ท้าตั้งโต๊ะแถลงเปิดหลักฐาน

แผ่นดินไหวขนาด 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย ยกเลิกแจ้งเตือนสึนามิ เกิดความเสียหายอะไรบ้าง

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ มาอัปเดตกันกับ แผ่นดินไหวขนาด 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย ยกเลิกแจ้งเตือนสึนามิ เกิดความเสียหายอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้หลายคนใจหายใจคว่ำเมื่อเช้านี้ จากประสบการณ์ติดตามข่าวภัยพิบัติมานาน ผมบอกเลยว่าพื้นที่อินโดนีเซียแบบนี้มันเสี่ยงมาก เพราะอยู่ในวงแหวนไฟ (Ring of Fire) ที่แผ่นดินไหวบ่อยสุดๆ

แผ่นดินไหวขนาด 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย ยกเลิกแจ้งเตือนสึนามิ เกิดความเสียหายอะไรบ้าง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.48 น. ตามเวลาท้องถิ่นอินโด หรือ 04.48 น. ตามเวลาไทย ศูนย์กลางอยู่กลางทะเลโมลุกกะ ระหว่างเกาะเทอร์นาเต (ห่าง 120 กม.) กับเมืองมานาโด (ห่าง 160 กม.) บนเกาะสุลาเวสี USGS รายงานขนาด 7.4 ริกเตอร์ สะเทือนไปไกลเลยทีเดียว ตามด้วยอาฟเตอร์ช็อกขนาด 5.5 และ 5.2 แล้ว สำนักงานธรณีวิทยาอินโดคาดว่าจะมีเพิ่มอีกนะครับ

ตอนแรกมีประกาศเตือนสึนามิจากศูนย์ PTWC ที่ฮาวาย คาดคลื่นอาจกระทบชายฝั่งอินโด ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย รัศมี 1,000 กม. แม้ญี่ปุ่นยังเตือนระดับน้ำเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ชิซูโอกะ คาโกชิมะ ฯลฯ แต่โชคดีที่ยกเลิกแล้วเมื่อ 08.48 น. ไทยเวลา PTWC ยืนยัน “ภัยสึนามิผ่านพ้นไป” สบายใจได้

เกิดความเสียหายอะไรบ้างในพื้นที่?

จากรายงานล่าสุด มีผู้เสียชีวิต 1 ราย หญิงวัย 70 ในมินาฮาซา สุลาเวสีเหนือ ถูกซากอาคารทับ อาคารเสียหายหนักในมานาโดและบิตุง วิดีโอจาก BBC แสดงกองซากรอบอาคารกีฬาแห่งชาติ ผู้คนยืนล้อมดู ผู้สัมภาษณ์ยายุกจากบิตุงบอก “เคยเจอไหวบ่อย แต่ครั้งนี้รุนแรงสุด” สำนักงานธรณีอินโดแจ้งมีบาดเจ็บและอาคารพัง แต่ยังไม่มีตัวเลขชัด แนะประชาชนห่างชายฝั่ง หน้าผา เตรียมรับดินถล่ม

  • เทอร์นาเต: เกาะเล็กประชากร 205,000 คน มีป้อมโบราณ ภูเขาไฟ หาดสวย แต่หนาแน่น
  • มานาโด-บิตุง: เมืองใหญ่สุลาเวสีเหนือ เสียหายหลัก
  • ทะเลโมลุกกะ: Seismic hotspot สั่นบ่อย

จากมุมมอง expert อย่างผมที่ศึกษาภัยพิบัติ พื้นที่นี้เพราะ subduction zone แผ่นเปลือกโลกชนกันบ่อย อินโดมีแผ่นดินไหวใหญ่ปีละหลายครั้ง ครั้งนี้ลึกแค่ไหนยังไม่ชัด แต่ขนาด 7.4 ถือรุนแรง สามารถทำลายอาคารเก่าได้ง่าย

บทเรียนและเทคโนโลยีช่วยยังไง?

ดีที่ยกเลิกเตือนสึนามิทัน ระบบ PTWC ทำงานดีมาก Tech สมัยนี้ช่วยชีวิตได้เยอะ เช่น แอป USGS Earthquake แจ้งเตือน real-time, Google Alert ในไทยเราก็มีกรมอุตุฯ ถ้าคุณตามข่าวบันเทิงเทค อย่าง Earthquake Early Warning ในญี่ปุ่นหยุดรถไฟ ส่งแจ้งมือถือล่วงหน้า 10-20 วินาที นี่แหละอนาคต!

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบดูหนัง ฟังเพลงตอนเช้า ครั้งนี้ถ้าอยู่ใกล้คงสะดุ้งโหยง นึกถึงหนัง Disaster Movie แต่จริงๆ มันน่ากลัว ผมแนะนำเตรียมแผน family emergency kit เสมอ มีน้ำ อาหาร ยา วิทยุ

สรุป แผ่นดินไหวขนาด 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย ยกเลิกแจ้งเตือนสึนามิ เกิดความเสียหายอะไรบ้าง คือเสียหายจำกัด ผู้ตาย 1 บาดเจ็บบ้าง อาคารพัง แต่ไม่มีสึนามิใหญ่ Trend ที่เห็นคือ tech เตือนภัยดีขึ้น ลดความสูญเสียได้มาก ในอนาคต AI จะ predict aftershocks ดีกว่านี้แน่

CTA: ติดตามข่าวอัปเดต และแชร์ประสบการณ์แผ่นดินไหวของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนกู้ภัยด้วยนะ!

ที่มา – แผ่นดินไหวขนาด 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย ยกเลิกแจ้งเตือนสึนามิ เกิดความเสียหายอะไรบ้าง

ไฟร้อนตะวันออกกลาง ลามกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ กกร.หั่น GDP เหลือ 1.2-1.6% เตือน ‘Stagflation’ จ้างงานหด ท่องเที่ยวอาจหาย 3 ล้านคน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่เราติดตามข่าวบันเทิงและเทคโนโลยีกันอย่างเมามันส์ แต่บอกเลยว่าปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ มันลุกลามเข้ามาในชีวิตประจำวันแบบไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะ ไฟร้อนตะวันออกกลาง ลามกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ กกร.หั่น GDP เหลือ 1.2-1.6% เตือน ‘Stagflation’ จ้างงานหด ท่องเที่ยวอาจหาย 3 ล้านคน ที่กำลังเป็นหัวข้อร้อนแรง ค่าไฟ ค่าน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน ส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่ง จนรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังดราม่าเศรษฐกิจเลยล่ะ

ไฟร้อนตะวันออกกลาง ลามกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ กกร.หั่น GDP เหลือ 1.2-1.6% เตือน ‘Stagflation’ จ้างงานหด ท่องเที่ยวอาจหาย 3 ล้านคน

คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน กกร. (คณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน) ออกมาเตือนแบบจริงจังเลยนะครับ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ สะเทือนตลาดพลังงานโลกเต็มๆ สัญญาณเตือนชัดๆ คือ พันธบัตรรัฐบาลยีลด์พุ่ง ดอลลาร์แข็ง ทองคำร่วง สินทรัพย์เสี่ยงหดตัว สุดท้ายลามมาถึงไทย ลุกลามทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่โรงงานผลิตไปจนกระทั่งกระเป๋าตังค์เรา

กกร. จึงปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือแค่ 1.2-1.6% จากเดิม 1.6-2.0% เงินเฟ้อทะยาน 2.0-3.0% ส่งออกติดลบ 1.5 ถึง -0.5% แรงกดหลักคือราคาน้ำมันขึ้นตามตลาด ค่าครองชีพพุ่ง ภาคธุรกิจสะดุด โดยเฉพาะการผลิตที่ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์แพงเวอร์ ส่งออกเจอ disruption ท่องเที่ยวอาจเสียหายหนัก นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 1 ล้านคนใน 3 เดือน และทั้งปีจาก 35.5 ล้านเหลือ 32-33 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่กำลังซื้อสูง

Stagflation มาแล้ว? เศรษฐกิจชะลอแต่เฟ้อพุ่ง

ภาวะ Stagflation ที่น่ากลัว กำลังเคาะประตูไทยแล้วครับ เศรษฐกิจโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง รายได้ไม่เพิ่มแต่ของแพงขึ้นทุกอย่าง ถ้าปล่อยไว้ อนาคตไม่แน่นอน จ้างงานหดตัวชัดเจน โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย ปรับตัวยังไงดี? กกร. ชี้ต้องเร่งรับมือด่วน

ปตท. ลุยเต็มสูบ! โรงกลั่นเดินเกิน 100%

ดีใจที่มี ปตท. นำทีม โดยคุณคงกระพัน อินทรแจ้ง CEO ปตท. นำเสนอแผนแข็งแกร่ง เร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดพึ่งพาตะวันออกกลาง โรงกลั่นเพิ่มประสิทธิภาพ รองรับน้ำมันหลากหลาย เดินเครื่องเกิน 100% เพิ่มดีเซล 7% จัดการสต็อกและกระจายผ่านทุกช่องทาง ดูแล PTT Station กว่า 2,400 แห่งให้บริการไม่สะดุด ถ้าความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาน้ำมันอาจลงไตรมาส 3 แต่ไม่ทันทีเพราะสต็อกใน transit และโลจิสติกส์

  • กระจายแหล่งนำเข้าทั่วโลก
  • เพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่น
  • บริหารสต็อกน้ำมันเข้มงวด
  • ดูแลสถานีบริการต่อเนื่อง

ข้อเสนอเด็ดจาก กกร. : บราซิลโมเดล ลดพึ่งนำเข้าน้ำมัน 90%

กกร. ชงรัฐบาลใหญ่ๆ เลย ชวนดึง ‘บราซิลโมเดล’ ผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพจากอ้อย มันสำปะหลัง ลดนำเข้าน้ำมัน 90% ช่วย GDP เกษตรพุ่งจาก 6-7% เป็น 15% ลดหนี้ครัวเรือน เพิ่มรายได้เกษตรกร 20 ล้านคน สุดยอด! นอกจากนี้ เร่ง PDP 2026 เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูปค่าไฟฟ้าปี 2569-2573 สะท้อนต้นทุนจริง สู่ตลาดเสรี พลิกวิกฤตเป็นโอกาส Reinvent Thailand

แนะเชื่อมข้อมูล ‘Connect the dots’ โซนเขียวข้อมูลชัด โซนแดงช่วยกลุ่มเปราะบาง SMEs กันกักตุน ฉวยโอกาสขึ้นราคา ลดต้นทุนขนส่ง คงราคาสินค้า คำนึง Fiscal space และ Credit rating

สุดท้าย เรื่อง ครม.อนุทิน 2 กกร. บอกไม่แปลก รีบทำงานด่วน โดยเฉพาะพลังงาน ทุกบาทที่น้ำมันขึ้น ‘มีความหมาย’ ส่งผลเฟ้อและต้นทุนทุกอย่าง ค่าไฟงวดหน้าขึ้นแน่ รัฐต้องรีบแก้ อย่ารอโครงการคนละครึ่งอย่างเดียว

ในมุมผมที่ติดตามเศรษฐกิจมานาน บอกเลยว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ถ้ารัฐเร่งปฏิรูปพลังงาน ลดพึ่งพาต่างชาติ เราจะแข็งแกร่งขึ้นแบบยั่งยืน ลองคิดดู ถ้าค่าน้ำมันถูก เงินเหลือซื้อ gadget ใหม่หรือตั๋วดูหนังได้เยอะขึ้นนะ! ติดตามกันต่อไป และแชร์ความเห็นคุณในคอมเมนต์เลย ว่าคิดว่ารัฐควรทำอะไรก่อน?

ที่มา – ไฟร้อนตะวันออกกลาง ลามกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ กกร.หั่น GDP เหลือ 1.2-1.6% เตือน ‘Stagflation’ จ้างงานหด ท่องเที่ยวอาจหาย 3 ล้านคน

นายกฯ เรียกเลขาฯ สมช. ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมากๆ มาอัพเดทกันแบบเป็นกันเอง เหมือนนั่งคุยกันในครัวเลย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียก นายกฯ เรียกเลขาฯ สมช. ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 2 เมษายน เวลา 09.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศตึกไทยคู่ฟ้าคึกคักเลยทีเดียว โดยเรียก ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาพูดคุยเรื่องสถานการณ์ร้อนๆ ในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส นี่แหละครับ

นายกฯ เรียกเลขาฯ สมช. ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้

ก่อนเข้าห้องประชุม เลขาฯ สมช. เปิดใจสั้นๆ กับสื่อว่าการหารือครั้งนี้มาจากเมื่อวาน พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาและอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เข้าพบนายกฯ เพื่อรายงานสถานการณ์ล่าสุดใน 3 จังหวัดใต้ เรียกได้ว่าเป็นการต่อเนื่องกันเลย ปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นเรื่องใหญ่มาหลายสิบปี ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม แต่รัฐบาลใหม่กำลังจะเริ่มบริหารเต็มตัว จึงต้องวางกรอบชัดเจน

เลขาฯ ฉัตรชัย บอกว่ายังไม่ลงลึกถึงแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ แต่จะโฟกัสจุดเน้นใหม่ๆ เช่น นโยบายรัฐบาลที่ต้องพิจารณาหลายมิติ ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทุกอย่างยังต่อเนื่องดี ไม่มีอะไรน่ากังวล แต่จะเพิ่มจุดเน้นเรื่องรักษาความสงบ การพูดคุยสันติสุข และที่สำคัญ การเมืองนำการทหาร แน่นอนครับ ไม่ใช่ทหารนำการเมืองแบบเก่าๆ แล้ว

ส่วนประเด็นน้ำมันในภาคใต้ที่กำลังฮอต เลขาฯ บอกว่าไม่เตรียมมาคุยวันนี้ เพราะมีศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ดูแลอยู่แล้ว ดีเลยที่แยกประเด็นชัด

สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้: อะไรคือจุดเปลี่ยน?

จากประสบการณ์ติดตามข่าวมาหลายปี ผมมองว่านายกฯ เรียกเลขาฯ สมช. ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวก รัฐบาลอนุทินเน้น ‘การเมืองนำ’ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์โลกที่เน้น dialogue มากกว่า force ปัญหาใต้ไม่ใช่แค่ยิงกัน แต่รวมถึง poverty การศึกษา และ identity ที่ต้องแก้ด้วย soft power

  • ความมั่นคง: รักษาสงบ พูดคุยสันติภาพต่อเนื่อง
  • เศรษฐกิจ: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน ส่งเสริมท่องเที่ยวฮาลาล
  • สังคม: สร้างความเข้าใจ ศึกษา-วัฒนธรรม ให้โอกาสเยาวชน
  • นวัตกรรม: ใช้ tech อย่าง AI ติดตามสถานการณ์ Drone สำรวจพื้นที่

ลองนึกภาพนะครับ ถ้า 3 จังหวัดใต้สงบสุข เศรษฐกิจบูม จะเป็น game changer ให้ไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะเชื่อมโยงอาเซียนและตะวันออกกลาง Tech ในที่นี้สำคัญมาก เช่น app รายงานเหตุการณ์ real-time หรือ blockchain สำหรับ transparency ในการช่วยเหลือ

ในฐานะคนที่ชอบติดตามทั้งข่าวบันเทิงและเทคโนโลยี ผมเห็นว่านโยบายแบบนี้จะช่วยให้พื้นที่ใต้กลายเป็น hub เทคโนโลยีสีเขียวได้ ถ้ารัฐบาลผนวก digital economy เข้าไป มันจะดึงดูด investment จากต่างชาติแบบ exponential เลย

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: เทรนด์อนาคต

จาก insight ระดับ expert ที่ผมศึกษามา การเมืองนำการทหารคือ key success ใน conflict zones ทั่วโลก อย่างโคลอมเบียหรือไอร์แลนด์เหนือ ไทยเราก็ทำได้ ถ้าวางแผน 5-10 ปีชัด รัฐบาลใหม่มีโอกาสทองสร้าง legacy

สุดท้าย ผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นดีๆ เพื่อนๆ ลองแชร์มุมมองหน่อยสิว่าคิดว่านโยบายอะไรสำคัญที่สุดสำหรับ 3 จังหวัดใต้? ติดตามข่าวอัพเดทต่อไปนะครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ ถ้าชอบ!

ที่มา – นายกฯ เรียกเลขาฯ สมช. ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้