ผู้เขียน: lalika69_admin

กองทุนสื่อฯ สนับสนุนโครงการ ‘HappyMe’ จัดอบรมครูและผู้ปกครองลำพูน มุ่งยกระดับการส่งเสริมการอ่านควบคู่การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล

สวัสดีครับทุกท่าน! ในยุคที่เด็กๆ คุ้นเคยกับหน้าจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากกว่าหนังสือกระดาษ การส่งเสริมการอ่านต้องอัปเกรดให้เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลแล้วนะครับ วันนี้เรามีข่าวดีจาก กองทุนสื่อฯ สนับสนุนโครงการ ‘HappyMe’ จัดอบรมครูและผู้ปกครองลำพูน มุ่งยกระดับการส่งเสริมการอ่านควบคู่การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดเจ๋งที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมแกรนด์ปา โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดลำพูน

กองทุนสื่อฯ สนับสนุนโครงการ ‘HappyMe’ จัดอบรมครูและผู้ปกครองลำพูน มุ่งยกระดับการส่งเสริมการอ่านควบคู่การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล

โครงการนี้มาจากบริษัท แฮ็ปปี้มี-ดี จำกัด ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปี 2568 ร่วมมือกับองค์การค้าของ สกสค. และหน่วยงานการศึกษาในภาคเหนือ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการนี้เน้นพัฒนาทักษะครูและผู้ปกครองในการสนับสนุนการอ่าน พร้อมสร้างความตระหนักรู้เรื่องสื่อดิจิทัล โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน! นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขยายเครือข่ายไปยัง 6 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน เชียงใหม่ สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนฯ เผยว่า โครงการนี้ตอบโจทย์การเรียนรู้ยุคดิจิทัล ต้องพัฒนาทั้งเนื้อหาและกระบวนการ เพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์และแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ส่วนสุธีรพันธ์ สุขวุฒิชัย รองนายก อบจ.ลำพูน ที่เป็นประธานเปิดงาน ย้ำว่าต้องปรับการส่งเสริมการอ่านให้เข้ากับสื่อ interactive เพื่อให้เด็กเข้าถึงง่ายขึ้น ครูและผู้ปกครองต้องร่วมมือกันจริงจัง

เนื้อหาอบรมสุดเข้มข้นจากวิทยากรชั้นนำ

รูปแบบอบรมออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งในห้องเรียนและบ้าน ครอบคลุมการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน + รู้เท่าทันสื่อดิจิทัล มีวิทยากรเจ๋งๆ มาร่วม เช่น

  • ธีรนัย โสตถิปิณฑะ: สื่อสร้างแรงบันดาลใจในห้องเรียนและชุมชนการอ่าน
  • จักรกฤต โยมพยอม: หนังสืออินเทอร์แอกทีฟกระตุ้นการอ่าน
  • ตรัสวิน จิตติเดชารักษ์: การอ่านในครอบครัว
  • ผอ.สามารถ สุทะ: เครือข่ายและโรงเรียนต้นแบบ

ผู้เข้าร่วมยังได้แอป HappyMe ฟรี 1 ปี เพื่อนำไปใช้จริง! ถัดไปมีอบรมที่สงขลา วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ขยายไปชายแดนใต้

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญในยุค Tech & Entertainment?

จากประสบการณ์ของผมที่ติดตามเทรนด์ edtech มาหลายปี การอ่านแบบดั้งเดิมกำลังถูกท้าทายจาก TikTok, YouTube Shorts และเกมมือถือ เด็กๆ ต้องการเนื้อหาที่ interactive อย่างหนังสือมีชีวิตจาก HappyMe ที่ผสม AR/VR เข้ากับเรื่องราวสนุกๆ ทำให้การเรียนรู้ไม่น่าเบื่อ แถมสอน digital literacy ช่วยป้องกัน fake news หรือ addiction จากสื่อสังคม

สถิติจาก UNESCO ชี้ว่า เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลก 20% แต่กับสื่อดิจิทัล เราสามารถพลิกเกมได้ด้วยเครื่องมืออย่างแอปนี้ ครูผู้ปกครองที่เข้าร่วมบอกว่าสามารถนำไปปรับใช้ทันที สร้างเครือข่ายที่ยั่งยืน

ในฐานะคนที่หลงใหล tech education ผมเห็นว่าเทรนด์นี้กำลังมาแรง ปี 2024 edtech market ในไทยโต 15% โดยเฉพาะ interactive content โครงการนี้ไม่ใช่แค่อบรม แต่เป็นการสร้าง ecosystem การเรียนรู้ที่เชื่อมโรงเรียน-บ้าน-ชุมชน

คุณล่ะครับ พร้อมอัปสกิลลูกหลานหรือนักเรียนให้เก่งทั้งอ่านและรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลไหม? ลองดาวน์โหลดแอป HappyMe ดูสิ แล้วแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง อย่าลืมติดตามอัปเดตกิจกรรมอื่นๆ นะ!

ที่มา – กองทุนสื่อฯ สนับสนุนโครงการ ‘HappyMe’ จัดอบรมครูและผู้ปกครองลำพูน มุ่งยกระดับการส่งเสริมการอ่านควบคู่การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เผยความคืบหน้าผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ สั่งยกเลิกขยายแนวถนน 70 สาย พร้อมเร่งผลักดันฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีอัพเดทข่าวเด็ดจากกรุงเทพฯ ที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เผยความคืบหน้าผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ สั่งยกเลิกขยายแนวถนน 70 สาย พร้อมเร่งผลักดันฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยง ครับ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้อัพเดทความคืบหน้าให้ฟังแบบเป็นกันเอง ที่หน้าห้องประชุมสภากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ฟังดูน่าตื่นเต้นใช่มั้ยล่ะ เพราะเรื่องนี้กระทบชีวิตเราทุกคนในเมืองหลวงเลยนะ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เผยความคืบหน้าผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ สั่งยกเลิกขยายแนวถนน 70 สาย พร้อมเร่งผลักดันฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยง

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ตอนนี้คืบหน้าไปกว่า 50% แล้ว! กทม. ส่งเรื่องให้กรมโยธาธิการและผังเมืองพิจารณา และกำลังเปิดรับฟังความเห็นประชาชนเพิ่มอีก 90 วัน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนกฎหมาย สาระสำคัญคือฟังเสียงประชาชนจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องขยายถนนในซอยที่หลายคนกังวล ล่าสุดยกเลิกแนวถนนเดิมไป 60-70 สายเลยทีเดียว เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน ดีใจแทนชาวบ้านที่ไม่ต้องย้ายบ้านเพราะถนนใหม่ๆ แล้วนะครับ

ในฐานะคนที่ติดตามเรื่องเมืองมานาน ผมมองว่าผังเมืองฉบับนี้สำคัญมากต่อเศรษฐกิจ เพราะเอกชนและนักลงทุนรอความชัดเจนเพื่อวางแผน ถ้าช้าอาจกระทบ GDP ประเทศได้ ผู้ว่าฯ ยังเน้นว่ามันเป็นกลไกขับเคลื่อนเมือง แต่มีความท้าทายใหม่ คือต้องผ่านสภากรุงเทพฯ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ถ้าสภาแก้ไข อาจต้องหาทางกฎหมายเพิ่ม ฟังดูซับซ้อน แต่เชื่อว่าผู้ว่าฯ จัดการได้แน่นอน

เร่งฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยง: เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อชุมชนน่าอยู่

นอกจากผังเมืองแล้ว ยังมีเรื่องสัตว์เลี้ยงที่น่ารักแต่สร้างปัญหาได้ ข้อบัญญัติกรุงเทพฯ เรื่องการควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567 จะบังคับใช้ต้นปี 2570 กทม. เร่งส่งเสริมฝังไมโครชิปสุนัขแมว เพื่อสร้างฐานข้อมูลครอบคลุม แม้เลื่อนบังคับจาก 10 ม.ค. 2569 ออกไป 1 ปี แต่สถิติคนนำสัตว์มารับบริการลดลง ผู้ว่าฯ ขอร้องอย่ารอ รีบทำเลยเพราะรวดเร็ว ไม่เจ็บ และมีบริการถึงบ้านสำหรับชุมชนใหญ่ๆ

  • ไมโครชิปคือ RFID เทคสุดล้ำ ช่วยสแกนหาเจ้าของทันทีถ้าสัตว์หาย
  • ลดปัญหาเสียงรบกวน สัตว์หลุด bite คน หรือทำลายข้าวของ
  • ส่งเสริมความรับผิดชอบ ไม่ใช่ลงโทษ แต่สร้างระบบดีๆ

จากประสบการณ์ผมที่เลี้ยงแมวมา 3 ตัว การฝังชิปนี่ช่วยชีวิตจริงๆ สมัยนี้ Smart City ต้องมีเทคแบบนี้ กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่เมืองอัจฉริยะ ลดปัญหาชุมชนด้วย data-driven approach ครับ

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: อนาคตกรุงเทพฯ สดใส

สรุปแล้ว ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เผยความคืบหน้าผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ สั่งยกเลิกขยายแนวถนน 70 สาย พร้อมเร่งผลักดันฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยง แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจน ผสม urban planning กับ pet tech เข้าด้วยกัน ผมเชื่อว่านี่คือเทรนด์โลก Smart Cities ที่ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาเมืองใหญ่ ถ้าประชาชนช่วยกัน โดยเฉพาะรีบฝังชิปสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ตอนนี้ กรุงเทพฯ จะน่าอยู่ขึ้นเยอะ! ชวนเพื่อนๆ แชร์ประสบการณ์เลี้ยงสัตว์ในคอมเมนต์ และติดตามอัพเดทผังเมืองต่อไปนะครับ CTA: ถ้ามีสัตว์เลี้ยง รีบโทรนัดฝังชิปวันนี้เลย ชีวิตดีขึ้นแน่นอน!

ที่มา – ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เผยความคืบหน้าผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ สั่งยกเลิกขยายแนวถนน 70 สาย พร้อมเร่งผลักดันฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยง

นิกรชูวิสัยทัศน์ พม. ยุคใหม่ เปลี่ยนผู้ให้ เป็นผู้สร้างโอกาส ลุย 8 นโยบาย หวังเป็นกำแพงพิงหลังให้คนไทยทุกคน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกคน! ในยุคที่เทคโนโลยีและสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วันนี้เรามีเรื่องน่าติดตามจากวงการรัฐบาลที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการดูแลสังคมได้อย่างลงตัว นั่นคือ นิกรชูวิสัยทัศน์ พม. ยุคใหม่ เปลี่ยนผู้ให้ เป็นผู้สร้างโอกาส ลุย 8 นโยบาย หวังเป็นกำแพงพิงหลังให้คนไทยทุกคน โดยนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่เพิ่งแถลงเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ผมในฐานะคนที่ติดตามทั้งข่าวบันเทิงและเทคโนโลยี มองว่านี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ พม. ไม่ใช่แค่หน่วยงานช่วยเหลือ แต่กลายเป็นเครื่องจักรสร้างโอกาสด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

นิกรชูวิสัยทัศน์ พม. ยุคใหม่ เปลี่ยนผู้ให้ เป็นผู้สร้างโอกาส ลุย 8 นโยบาย หวังเป็นกำแพงพิงหลังให้คนไทยทุกคน

ประเทศไทยกำลังเผชิญสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ อัตราการเกิดต่ำ กำลังแรงงานลด แต่การพึ่งพิงสูงขึ้น สายด่วน 1300 รับเคสกว่า 180,000 กรณีต่อปี นิกรชูวิสัยทัศน์ พม. ยุคใหม่ โดยเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ให้’ เป็น ‘ผู้สร้างโอกาส’ แก้ปัญหาต้นตอ ด้วยหลัก Universal Design ที่บริการรัฐเข้าถึงทุกคน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือกลุ่มหลากหลาย

นโยบายหลัก 8 ด้านที่ลุยเต็มสูบ มีดังนี้:

1. เทคโนโลยีสารสนเทศนำทัพ

เชื่อมข้อมูลให้ประชาชน ‘ได้สิทธิครบ จบในระบบเดียว’ ใช้ AI และสมุดพกอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยาก เหมือนแอปเดลิเวอรีที่สั่งทีเดียวจบ สำหรับคนชอบเทคโนโลยีอย่างเรา นี่คือข่าวดีที่ทำให้บริการรัฐทันสมัย!

2. ดูแลเด็กและเยาวชน

  • ผลักดันเบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า
  • ยกระดับศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ

สร้างฐานรากให้เด็กไทยแข็งแรงตั้งแต่ต้น

3. เสริมแกร่งครอบครัวและชุมชน

ตั้ง ‘ทีมสร้างสุข’ และ ‘ศูนย์สร้างสุข’ ลงพื้นที่ช่วยทันที ส่งเสริมการอยู่ร่วมหลากหลาย เหมือนคอมมูนิตี้ในโซเชียลมีเดียที่รวมทุกคน

4. ที่อยู่อาศัยมั่นคง

โครงการ ‘บ้านเพื่อคนไทย’ รองรับทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะคนจนหรือผู้พิการ

5. สร้างอาชีพยุคสูงวัย

‘1 ตำบล 1 ผู้บริบาล’ เปิดโอกาสผู้สูงอายุและคนพิการมีรายได้ เศรษฐกิจสูงวัยกำลังมาแรง นโยบายนี้ตอบโจทย์สุดๆ

6. แก้หนี้ ส่งเสริมออม

ช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน สร้างวินัยออม และเข้าถึงแหล่งทุน เหมือนแอปฟินเทคที่ช่วยจัดการเงิน

7. ปรับองค์กรให้เป็นมิตร

ราชการเข้าถึงง่าย อัปเดตกฎหมายทันสมัย เป็น ‘รัฐสนับสนุน’ จริงๆ

นิกรย้ำว่า พม. คือ ‘กำแพงพิงหลัง’ สำหรับเด็กถูกทอดทิ้ง ผู้สูงอายุเหงา คนพิการขาดโอกาส สร้างสังคมด้วยระบบและหัวใจ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่กระดาษ แต่ต้องลงมือทำจริง

จากมุมมอง expert ผมเห็นว่านโยบายนี้ฉลาดที่ผสม AI กับสังคม โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีอย่าง ChatGPT กำลังเปลี่ยนโลก การใช้สมุดพกดิจิทัลจะลดภาระข้าราชการและเพิ่มประสิทธิภาพ เหมือน Netflix ที่ personalize บริการให้ผู้ใช้ นี่คือเทรนด์ ‘GovTech’ ที่ทั่วโลกกำลังฮิต ไทยเรากำลังตามทัน!

สุดท้าย ผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ถ้าทำสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างให้หน่วยงานอื่น ลองติดตามและสนับสนุนนโยบาย พม. กันนะครับ เพราะสังคมดี=ชีวิตเราดี! แชร์บทความนี้ถ้าคุณเห็นด้วย

ที่มา – นิกรชูวิสัยทัศน์ พม. ยุคใหม่ เปลี่ยนผู้ให้ เป็นผู้สร้างโอกาส ลุย 8 นโยบาย หวังเป็นกำแพงพิงหลังให้คนไทยทุกคน

ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางมองการขยายเวลาหยุดยิงโดยไม่มีกำหนดของทรัมป์ล่าสุดอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางมองการขยายเวลาหยุดยิงโดยไม่มีกำหนดของทรัมป์ล่าสุดอย่างไร

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เรื่องการเมืองโลกที่กำลังเข้มข้นสุดๆ โดยเฉพาะดราม่าทรัมป์กับอิหร่าน ที่เหมือนละครรีแอคชั่นแต่จริงจังมาก ผมในฐานะคนติดตามข่าวการเมือง เทค และเอนเทอร์เทนเมนต์มานาน จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย พร้อม insight จากผู้เชี่ยวชาญด้วยนะครับ ทรัมป์เพิ่งประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านแบบไม่มีกำหนด หลังจากเลื่อนเจรจาสันติภาพไปก่อน เรื่องนี้ทำให้ทุกคนตื่นเต้นและลุ้นกันตัวโก่งเลยล่ะ

ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางมองการขยายเวลาหยุดยิงโดยไม่มีกำหนดของทรัมป์ล่าสุดอย่างไร

เริ่มจากเหตุการณ์วันอังคารที่ 21 เม.ย. เครื่องบินแอร์ฟอร์ซทูของรองประธานฯ JD Vance เตรียมบินไปอิสลามาบัดเพื่อเจรจากับอิหร่าน แต่สุดท้ายเลื่อน! ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social (แพลตฟอร์มโซเชียลเทคของตัวเองที่ฮิตในหมู่แฟนๆ MAGA) ว่าขยายหยุดยิงจากเดิมที่หมดวันพุธ ให้อิหร่านมีเวลาเตรียมข้อเสนอดีๆ ครั้งนี้ไม่มีกำหนดเวลา เหมือนซื้อเวลายาวๆ เลยครับ

ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางมองการขยายเวลาหยุดยิงโดยไม่มีกำหนดของทรัมป์ล่าสุดอย่างไร? เจมส์ เจฟฟรีย์ อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำอิรัก บอกว่า “ไม่มีสูตรตายตัวในการยุติสงคราม” และทรัมป์ไม่ได้เป็นคนแรกที่ขู่รบแต่เสนอเจรจาแบบนี้ มันเหมือนเกมโป๊กเกอร์การเมืองที่ทรัมป์ถนัด จากที่เคยขู่ยกระดับสงคราม สองครั้งติดที่ถอย ทำให้มีเวลาแก้เกมในเดือนที่สองของความขัดแย้ง

ไบรอัน คาทูลิส จากสถาบันตะวันออกกลาง มองว่าเป็นการตัดสินใจเชิงปฏิบัติ แต่สะท้อนรอยร้าวในผู้นำอิหร่าน และเพิ่มความไม่แน่นอนเรื่องสงครามจะยาวนานแค่ไหน ทรัมป์ต้องรับมือเศรษฐกิจที่กระทบชาวอเมริกัน และแรงกดดันจากฐานเสียงที่ anti-intervention ด้วย Truth Social กลายเป็นเครื่องมือเทคที่ทรัมป์ใช้สื่อสารตรงๆ เหมือนสตรีมมิงข่าวสดๆ ให้แฟนๆ ติดตาม

เบื้องหลังดราม่า: จากแผนเจรจาถึงการเลื่อน

เดิม Vance จะไปปากีสถานที่เป็นตัวกลาง แต่ไม่มีประกาศทางการ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ Jared Kushner (ลูกเขยทรัมป์) กลับวอชิงตันแทน ประชุมนโยบายที่ทำเนียบขาว แล้วทรัมป์ก็ประกาศตามคำขอปากีสถาน ไม่โจมตีอิหร่านจนกว่าจะมีข้อเสนอ unified ก่อนหน้านี้เคยให้เส้นตาย 2 สัปดาห์ แต่ครั้งนี้ชิลกว่า ไม่ระบุเวลา น้ำเสียงสุภาพ ไม่ด่าอิหร่านแบบเก่าๆ

  • จุดเด่น: ซื้อเวลาให้ทั้งสองฝ่าย เจรจาสันติภาพยั่งยืน
  • ปัญหา: สหรัฐฯ ยังปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (อิหร่านบอกเท่ากับทำสงคราม) ไม่ยกเลิก
  • เส้นแดง: อิหร่านไม่ยอมหยุดนิวเคลียร์หรือถอนกลุ่มพันธมิตรในตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสายตาโลก สงครามกระทบเศรษฐกิจ น้ำมันแพง สต็อกตลาดหุ้นผันผวน (tech stocks ก็โดนลูกหลง) ทำให้ทรัมป์ต้องคิดหนัก ผมมองว่านี่คือกลยุทธ์ ‘Art of the Deal’ ของทรัมป์ที่ใช้มานาน เหมือนรีแอคชั่นชีย์ล่าสุดที่พลิกผันไม่คาดคิด

มุมมองเทคและเอนเทอร์เทนเมนต์

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบเทค Truth Social กำลังโตไว ทรัมป์ใช้มันรายงานสงครามตั้งแต่ก.พ. ทำให้ politics กลายเป็น entertainment แบบ real-time คล้าย TikTok politics แต่จริงจังกว่า ถ้าสงครามจบ อาจ boost เศรษฐกิจ tech ด้วยนะ

สรุปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าการขยายเวลานี้ฉลาดแต่เสี่ยง คำถามใหญ่ยังค้าง: อิหร่านจะยอมไหม? ในฐานะ expert มือเก่า ผมคิดว่าแนวโน้มคือเจรจาจะยืดเยื้อ แต่ทรัมป์อาจเซอร์ไพรส์ด้วยดีลใหญ่ ลองติดตาม Truth Social ของทรัมป์ดูสิ สนุกดี! แชร์ความเห็นคุณในคอมเมนต์เลยนะ แล้วอย่าลืม subscribe เพื่ออัพเดทข่าวเทค-การเมืองแบบนี้ต่อไป

ที่มา – ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางมองการขยายเวลาหยุดยิงโดยไม่มีกำหนดของทรัมป์ล่าสุดอย่างไร

4 สส. บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย ตระกูลบ้านใหญ่สีน้ำเงิน เข้ารายงานตัวแทน สส. ที่ลาออกไปรับตำแหน่งในรัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามีข่าวการเมืองสดๆ ร้อนๆ มาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะ เรื่องของ 4 สส. บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย ตระกูลบ้านใหญ่สีน้ำเงิน เข้ารายงานตัวแทน สส. ที่ลาออกไปรับตำแหน่งในรัฐบาล นี่แหละครับ ที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรครบ 500 คนพอดีในวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา สภาเลยสมบูรณ์แบบ พร้อมประชุมใหญ่ได้เต็มสูบ 500 คน องค์ประชุมขั้นต่ำ 250 คน ไม่มีปัญหาแน่นอน

เพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวการเมืองแบบเราคงรู้ดีว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังมาแรงมาก โดยเฉพาะการดึงคนเก่งๆ จากตระกูลการเมืองบ้านใหญ่สีน้ำเงิน (หมายถึงภูมิใจไทยนั่นเอง) เข้ามาเสริมทัพ สส. ใหม่ทั้ง 5 คนนี้มาจากพรรคเดียวกันเลยนะครับ คนแรกเป็น สส. แบบแบ่งเขตคือ ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี เขต 2 ที่กกต.รับรองผลเรียบร้อย ส่วนอีก 4 คนคือสส.บัญชีรายชื่อที่เลื่อนขึ้นมาแทนคนที่ลาออกไป

4 สส. บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย ตระกูลบ้านใหญ่สีน้ำเงิน เข้ารายงานตัวแทน สส. ที่ลาออกไปรับตำแหน่งในรัฐบาล

มาดูกันว่าสส.บัญชีรายชื่อ 4 คนนี้คือใครบ้าง ลำดับที่ 21-24 ในบัญชีพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ ปิติ ปิตุเตชะ, พิบูลย์ รัชกิจประการ, พงศกร อรรณนพพร และ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู พวกเขาทั้งหมดเข้ารายงานตัว ปฏิญาณตนตามมาตรา 115 รัฐธรรมนูญ แล้วเข้าปฏิบัติหน้าที่ทันที ส่วนสส.ที่ลาออกไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือคนดังๆ ที่ไปรับตำแหน่งในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เช่น ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ, วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม, ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เรียกว่าเป็นการสลับตัวเก่งๆ เพื่อให้พรรคยังแข็งแกร่งในสภา

เครือข่ายสายตระกูลการเมืองตบเท้าเข้าสภาฯ

สิ่งที่น่าสนใจสุดๆ คือ สส.ใหม่ 4 คนนี้ล้วนมาจากตระกูลการเมืองบ้านใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยทั้งนั้นครับ มาดูประวัติแบบสั้นๆ กันเลย

  • ปิติ ปิตุเตชะ: ทายาทสายตรงตระกูลปิตุเตชะ แห่งระยอง บุตรชายของปิยะ ปิตุเตชะ นายกอบจ.ระยองหลายสมัย และหลานชายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตอภิปรายเด็ดๆ ในดีเบตสาธารณสุข ตระกูลนี้คุมพื้นที่ระยองมานาน อิทธิพลแน่นเปรี๊ยะ
  • พิบูลย์ รัชกิจประการ หรือ ‘โกโต’: จากตระกูลรัชกิจประการ สตูล น้องชายของพิพัฒน์ รองนายกฯ-รมว.คมนาคม และพ่อของพีรพัฒน์ สส.สตูลเขต 1 ตระกูลนี้เล่นใหญ่ทั้งในสภาและกระทรวงคมนาคม โครงการใหญ่ๆ ในภาคใต้ต้องผ่านมือแน่
  • พงศกร อรรณนพพร: รุ่นใหญ่จากตระกูลอรรณนพพร ขอนแก่น คุมพื้นที่หนองสองห้องมานับสิบปี เดิมเพื่อไทยแต่ย้ายมาภูมิใจไทย นี่คือตัวอย่างนักการเมืองที่ปรับตัวเก่ง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เปลี่ยนไป
  • ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือ ‘แม่เลี้ยงติ๊ก’: สตรีแกร่งแห่งตระกูลศุภศิริ-ปราศจากศัตรู แพร่ อดีตขุนพลหญิงประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติ ลูกสาวชนกนันท์ สส.แพร่เขต 1 ตระกูลนี้มีฐานมวลชนเหนียวแน่นมาก

จากมุมมองของผมที่ติดตามการเมืองไทยมานาน จะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยเก่งเรื่องสร้างเครือข่ายตระกูลการเมืองแบบนี้ครับ มันช่วยให้พรรคมีฐานเสียงในท้องถิ่นแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลยังไงก็อยู่รอดได้ ต่างจากพรรคอื่นที่พึ่งแต่กระแสโซเชียลหรือเทคโนโลยีแคมเปญใหม่ๆ แต่ภูมิใจไทยผสมผสานเก่ง ทั้งตระกูลเก่าและคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ การที่สส.ลาออกไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของพรรคในรัฐบาลชุดนี้ด้วย ช่วยให้มีอิทธิพลทั้งในสภาและคณะรัฐมนตรี อนาคตพรรคนี้น่าจะโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อีสานและใต้ที่ตระกูลเหล่านี้ครอง

แนวโน้มการเมืองไทย: Dynastic Politics ยังแรง?

พูดถึงเทรนด์ ถ้าการเมืองไทยยังคงเป็นเรื่องตระกูลแบบนี้ต่อไป เราอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงน้อยลง แต่ก็มั่นคงนะครับ เพื่อนๆ ลองคิดดู ถ้าต้องการนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีอย่าง AI วิเคราะห์ข้อมูลเลือกตั้ง หรือแพลตฟอร์มโซเชียลดึงคนรุ่นใหม่ พรรคไหนจะปรับตัวได้ดีกว่า? ผมว่าภูมิใจไทยกำลังทำได้ดีแล้ว แต่ต้องผสมผสานกับดิจิทัลมากขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการเข้ารายงานตัวของ 4 สส. บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย ตระกูลบ้านใหญ่สีน้ำเงิน เข้ารายงานตัวแทน สส. ที่ลาออกไปรับตำแหน่งในรัฐบาล นี้ เป็นสัญญาณว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมลุยงานใหญ่ในสภา แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองตระกูลยังเป็นหัวใจของพรรคใหญ่ๆ ในไทย ลองติดตามต่อไปนะครับ ว่าสส.ใหม่เหล่านี้จะนำเสนอนโยบายอะไรเด็ดๆ บ้าง! ถ้าชอบข่าวแบบนี้ กดไลค์ แชร์ และ subscribe บล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองบันเทิงๆ ทุกวันเลย

ที่มา – 4 สส. บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย ตระกูลบ้านใหญ่สีน้ำเงิน เข้ารายงานตัวแทน สส. ที่ลาออกไปรับตำแหน่งในรัฐบาล

กลุ่มลึกลับใช้ Claude Mythos โดยไม่ได้รับอนุญาต

มีข่าวร้อนในวงการ AI เมื่อมีรายงานว่ากลุ่มลึกลับใช้ Claude Mythos โดยไม่ได้รับอนุญาต โมเดล AI สุดล้ำจาก Anthropic ที่ถูกยกย่องว่าอันตรายเกินกว่าจะปล่อยสู่สาธารณะ Bloomberg ได้เผยแพร่เรื่องนี้แบบระมัดระวัง โดย Anthropic ยืนยันว่ากำลังสอบสวนรายงานดังกล่าว

Claude Mythos คือโมเดล AI ที่ Anthropic พัฒนาขึ้น โดยบริษัทระบุว่ามันมีพลังมากเกินไป จนไม่กล้าปล่อยให้ใช้งานทั่วไป แต่ตอนนี้กลับมีกลุ่มไม่ทราบชื่อที่บุกรุกเข้าไปใช้ผ่านช่องทางของผู้ขายบุคคลที่สาม Anthropic ออกแถลงการณ์ว่า “เรากำลังตรวจสอบรายงานที่อ้างถึงการเข้าถึง Claude Mythos Preview โดยไม่ได้รับอนุญาตผ่านสภาพแวดล้อมของผู้ขายบุคคลที่สาม”

กลุ่มลึกลับใช้ Claude Mythos โดยไม่ได้รับอนุญาต: เกิดอะไรขึ้น?

Bloomberg ยืนยันการบุกรุกนี้โดยดูจากเดโมสดและภาพหน้าจอที่สมาชิกกลุ่มส่งมา แหล่งข่าวนิรนามที่อ้างว่าเป็นคนในกลุ่ม บอกว่าพวกเขาเป็นพนักงานของผู้รับเหมาของ Anthropic และใช้เครื่องมือสืบสวนทางอินเทอร์เน็ตทั่วไปที่นักวิจัยด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ชอบใช้ เพื่อเข้าถึงโมเดลนี้

ที่น่าประหลาดใจคือ กลุ่มนี้ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย พวกเขาแค่อยากทดลองเล่นกับโมเดลใหม่ๆ เท่านั้น ไม่ได้วางแผนทำลายอะไร Bloomberg อธิบายเหตุการณ์แบบคลุมเครือเพื่อปกป้องตัวตน แต่จากข้อมูล เราสามารถสรุปขั้นตอนคร่าวๆ ได้ดังนี้

  • กลุ่มลึกลับใช้สิทธิ์พนักงานผู้รับเหมาเข้าถึงระบบของ Anthropic
  • นำเครื่องมือ sleuthing ทั่วไปมาสำรวจและเจาะเข้า Claude Mythos Preview
  • ทดสอบโมเดลด้วยโค้ดทดลองและการใช้งานทั่วไป
  • ส่งหลักฐานให้ Bloomberg เพื่อยืนยัน โดยไม่เปิดเผยตัวตน

ความเสี่ยงจากกรณีกลุ่มลึกลับใช้ Claude Mythos โดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้กลุ่มนี้จะอ้างว่าแค่เล่นสนุก แต่ Claude Mythos ถือเป็น AI ที่น่ากลัวที่สุดในโลกตามคำกล่าวของ Anthropic สถาบันใหญ่ๆ ทั่วโลก รวมถึงหน่วยงานไซเบอร์ในยุโรป ก็เชื่อมั่นในความสามารถอันตรายของมัน หากตกไปอยู่ในมือผิด อาจนำไปสู่ภัยคุกคามร้ายแรง เช่น การสร้างอาวุธไซเบอร์หรือข้อมูลเท็จที่ควบคุมไม่ได้

กรณีนี้ชี้ให้เห็นช่องโหว่ในระบบรักษาความปลอดภัยของ Anthropic แม้จะเป็นบริษัทชั้นนำด้าน AI ที่ปลอดภัย แต่การพึ่งพาผู้ขายบุคคลที่สามก็เสี่ยงเช่นกัน ในขณะที่เราวางใจ Anthropic ในการควบคุมพลัง AI นี้ แต่ตอนนี้มี “พวกเขา” ที่เข้าถึงได้แล้ว และสัญญาว่าจะไม่ทำชั่ว

เราควรตั้งคำถาม: ถ้ากลุ่มนี้ทำได้ แล้วกลุ่มอื่นล่ะ? ความลับของ Claude Mythos อาจไม่ลับอีกต่อไป สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัย AI ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่ากฎหมาย

ติดตามข่าวสาร AI ล่าสุดและเคล็ดลับด้านเทคโนโลยีกับเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? แชร์ความคิดในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – Some Unknown Group Is Reportedly Using Claude Mythos Without Permission

ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องเศรษฐกิจไทยแบบเป็นกันเองหน่อยนะครับ ล่าสุด Moody’s ผู้เชี่ยวชาญด้านเรตติ้งเครดิตชื่อดัง ปรับ Outlook ของไทยจาก Negative เป็น Stable ฟังดูดีใช่มั้ยล่ะ? แต่ถ้าผมบอกว่า ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s คุณจะคิดยังไง? มันไม่ใช่สัญญาณว่าทุกอย่างดีขึ้นแล้วนะ แต่เป็นแค่การได้หายใจหายคอต่อไปอีกสักพัก เพื่อพิสูจน์ว่าทิศทางเศรษฐกิจเราจะพาไปข้างหน้าได้จริงหรือเปล่า

ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s: สัญญาณบวกแต่ยังไม่พอ

Moody’s ไม่ได้พูดถึงเรื่อง Growth Story ใหม่ๆ ของไทย แต่เน้นที่ความเสี่ยงที่ลดลง เช่น เสถียรภาพทางการเมืองดีขึ้น นโยบายต่อเนื่อง การลงทุนเริ่มกลับมา และฐานะการคลังยังรับไหว สัญญาณเหล่านี้ดีจริงครับ แต่ในโลกเศรษฐกิจปัจจุบัน ตลาดไม่ให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ทรงตัว’ เขาให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ดีขึ้น’ จริงๆ และนั่นคือจุดที่ไทยเรายังไปไม่ถึง!

ปัญหาวันนี้ไม่ใช่วิกฤตใหญ่แบบต้มยำกุ้งปี 2540 แต่เป็นการเสื่อมลงช้าๆ สื่อต่างชาติเรียกไทยว่า ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าคู่แข่ง การลงทุนน้อย ผลิตภาพไม่เพิ่ม ขณะที่โลกหมุนเร็วมาก ทั้ง AI พลังงานใหม่ ห่วงโซ่อุปทาน และบริการไฮสกิล ถ้าไม่ปรับตัว เราจะหลุดจากเกมการแข่งขันเลยนะครับ โดยเฉพาะในแวดวง tech ที่ผมชอบติดตาม เช่น EV หรือ AI ที่ไทยต้องเร่งตามให้ทัน

กู้เงินเพื่ออะไร? Short-term หรือ Transform?

ตอนนี้ถกกันเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน Debt Ceiling เยอะ แต่คำถามสำคัญคือ ‘กู้ไปทำอะไร?’ ถ้ากู้เพื่อกระตุ้นชั่วคราวอย่างคนละครึ่ง พลัส ช่วยได้แค่ระยะสั้น แต่ไม่ยกระดับ competitiveness แต่ถ้ากู้เพื่อ Transform เช่น ผลักดัน EV รถเก่าแลกรถใหม่ สร้าง ecosystem ใหม่ หรืออัพสกิลแรงงานรับ AI นั่นแหละคือทางไปต่อ! มันคือความต่างระหว่าง ‘อยู่รอด’ กับ ‘เติบโต’ เลยครับ

  • นโยบายระยะสั้น: ช่วยกำลังซื้อ แต่ไม่แก้โครงสร้าง
  • นโยบาย Transform: ลงทุนพลังงานใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรม สร้างอนาคต

การคลังและ Structural Reform: หัวใจของปัญหา

MTFF ส่งสัญญาณชัด ต้องเพิ่มรายได้รัฐ VAT อาจกลับมา แต่ยากทางการเมือง ถ้าไม่มีฐานรายได้ การลงทุนยั่งยืนไม่ได้ แต่หัวใจจริงๆ คือ Structural Reform! ปรับ ‘กติกา’ ที่ซ้ำซ้อน ต้นทุนธุรกิจสูง คอร์รัปชัน และกระจุกตัว ถ้าไม่แก้ เจตจำนงทางการเมืองต้องมาแรงถึงจะได้

Moody’s ไม่กลัวหนี้ไทยมาก แต่กลัวศักยภาพเติบโต ถ้า GDP ดี หนี้จัดการได้ แต่ถ้าอ่อน หนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลา ไทยเราอยู่ใน Transition Phase สำคัญ ต้องเลือกปรับตัวหรือยึดติด

ในมุมผมที่ติดตาม tech & entertainment เศรษฐกิจไทยต้องเชื่อม tech เข้าไป เช่น สร้าง content creator economy ด้วย AI หรือ entertainment platform ที่ใช้ blockchain เพื่อกระจายรายได้ มิฉะนั้น GDP เติบโตแต่คนไม่รู้สึก politics ก็สั่น

สรุปนะครับ ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s Moody’s ให้เวลา แต่คำตอบอยู่ที่เรา! ผมคิดว่ารัฐต้องกล้า reform กติกา ผลัก tech transformation และกระจายโอกาส ลองคิดดู ถ้าไทยเป็น hub EV + AI ในอาเซียน เราจะ cool ขนาดไหน? คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ อย่าลืมแชร์ถ้าชอบ!

ที่มา – ประเทศไทยยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แค่ ‘ซื้อเวลา’ จาก Moody’s

อนุทินชี้ Moody’s อัปเครดิตไทย สะท้อนพื้นฐานแกร่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ

อนุทินชี้ Moody’s อัปเครดิตไทย สะท้อนพื้นฐานแกร่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านที่ชื่นชอบข่าวสารเศรษฐกิจการเมืองแบบเป็นกันเอง วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาอัปเดตให้ฟัง จากปากคำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์หลังประชุมที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา เรื่องที่ฮอตฮิตสุดๆ คือการที่ Moody’s บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก อัปเกรดมุมมองต่อประเทศไทยจาก ‘เชิงลบ’ เป็น ‘มีเสถียรภาพ’ และคงอันดับไว้ที่ Baa1 นั่นเอง!

อนุทินชี้ Moody’s อัปเครดิตไทย สะท้อนพื้นฐานแกร่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ชัดเจนเลยครับ เมื่อนักข่าวถามว่านี่มันดีตรงไหน? ท่านนายกฯ ตอบกลับแบบกวนๆ ว่า ‘แล้วมันไม่ดีตรงไหน’ ฮ่าๆ สไตล์อนุทินเลย แต่จริงจังนะครับ การอัปเกรดนี้แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งมาก แม้จะเจอวิกฤตโควิด การเมืองวุ่นวาย แต่เรายังยืนหยัดได้ดี

อนุทินชี้ Moody’s อัปเครดิตไทย สะท้อนพื้นฐานแกร่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ

มาดูกันว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับพวกเราที่สนใจวงการเทคโนโลยีและบันเทิง Moody’s เป็นหนึ่งใน ‘Big Three’ ของวงการจัดอันดับเครดิต ร่วมกับ S&P และ Fitch ถ้าพวกเขาชมไทยแบบนี้ แปลว่านักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากเอเชีย ยุโรป สหรัฐฯ จะมั่นใจมากขึ้นที่จะเทเงินมาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ หรือโครงการใหญ่ๆ

จากประสบการณ์ของผมที่ติดตามตลาดมานาน พบว่าการอัปเกรด outlook แบบนี้ มักนำไปสู่เงินทุนไหลเข้าประเทศ ช่วยกระตุ้น GDP ให้โตเร็วขึ้น ดูสิครับ ตอนนี้ไทยกำลังฮิตเรื่อง Tech Hub อย่าง EEC หรือ Digital Economy Startups นักลงทุนเทคจาก Silicon Valley หรือจีน คงยิ้มแก้มปริ เพราะความเสี่ยงต่ำลงแล้ว ส่วนวงการบันเทิง ท่องเที่ยวก็ได้ประโยชน์เต็มๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเยอะขึ้น ร้านอาหาร คอนเสิร์ต หนังไทยฮอลลีวูด จะคึกคักแน่นอน

พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งอย่างไร?

  • การฟื้นตัวหลังโควิด: GDP โตต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อควบคุมได้
  • นโยบายรัฐบาล: โครงการ Soft Power, Thailand 4.0 ดึงดูด FDI
  • เสถียรภาพการเมือง: แม้มีดราม่า แต่หลักการยังแน่น

อนุทินย้ำชัด ต้องเสริมความแข็งแกร่งต่อไป เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศไหลมาเทมา นี่คือสัญญาณบวกที่นักลงทุนรอคอย โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนจากสงครามการค้า AI Boom

ประเด็นอื่นๆ ที่อนุทินพูดถึง

นอกจากเรื่องเครดิตแล้ว ยังมีเรื่องชายแดนไทย-เมียนมา ที่อนุทินห่วงใยประชาชนไทยที่เดือดร้อนจากกระสุนหลง ยืนยันไทยไม่ยอมให้กระทบชายแดนเรา และเรื่องสภาความมั่นคง (สมช.) ที่จะตั้งคณะพูดคุยสันติภาพภาคใต้ โดยมีหัวหน้าคณะในใจแล้ว แต่รอประชุมเสร็จก่อน ส่วนดราม่าป changing ผอ.รมน.ภาค 4 ก็รับฟังแต่ไม่ตอบ

และคดี ป.ป.ช. กับศักดิ์สยาม ก็ยิ้มไม่ตอบ สไตล์นักการเมืองมือฉมัง หลบมุมได้เนียน!

สรุปแล้ว อนุทินชี้ Moody’s อัปเครดิตไทย สะท้อนพื้นฐานแกร่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ เป็นข่าวดีที่ทำให้เรามองอนาคตไทยสดใสยิ่งขึ้น ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญอย่างผม แนวโน้มปีนี้ SET Index น่าจะพุ่ง Tech Stocks อย่าง AIS, True, หรือ Entertainment อย่าง BEC, GMM จะได้อานิสงส์เต็มๆ

คำแนะนำสำหรับนักลงทุน: จับตาการลงทุนต่างชาติใน Tech & Entertainment ไทยเลยครับ อย่ารอช้า ศึกษาหุ้นที่เกี่ยวข้อง แล้วลงมือก่อนตลาดจะร้อน! ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อให้เพื่อนๆ ด้วยนะ

ที่มา – อนุทินชี้ Moody’s อัปเครดิตไทย สะท้อนพื้นฐานแกร่ง หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ

กทม. ยกระดับป้ายรถเมล์ทั่วกรุง 1,100 แห่ง เพิ่มแผนที่เดินเท้า-จอแสดงผลเรียลไทม์ ดีเดย์ พ.ค. นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ และคนที่หลงรักการเดินทางในเมืองหลวง! วันนี้ผมมีข่าวดีสุดๆ มาบอกกันเลยนะครับ เรื่องที่กำลังจะทำให้ชีวิตการรอรถเมล์ของคุณง่ายขึ้นแบบไม่ต้องเดาใจอีกต่อไป นั่นคือ กทม. ยกระดับป้ายรถเมล์ทั่วกรุง 1,100 แห่ง เพิ่มแผนที่เดินเท้า-จอแสดงผลเรียลไทม์ ดีเดย์ พ.ค. นี้ โครงการนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนป้ายเก่าๆ ให้สวยงาม แต่เป็นการอัพเกรดระบบคมนาคมให้ทันสมัยแบบ smart city จริงๆ ครับ เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบติดตามเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์เมืองใหญ่แบบเรา

กทม. ยกระดับป้ายรถเมล์ทั่วกรุง 1,100 แห่ง เพิ่มแผนที่เดินเท้า-จอแสดงผลเรียลไทม์ ดีเดย์ พ.ค. นี้ เริ่มอย่างไร?

จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษก กทม. เอกวรัญญู อัมระปาล แถลงเมื่อ 22 เมษายน ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีป้ายรถเมล์ทั้งหมดกว่า 5,199 แห่ง และกำลังปรับปรุงกว่า 1,100 แห่ง โดยแบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ คือ ป้ายรูปแบบใหม่ 600 แห่ง และป้ายดิจิทัล 500 แห่ง เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนเดือนพฤษภาคมนี้เลยครับ และเสร็จสมบูรณ์ปี 2569

ป้ายรูปแบบใหม่เน้นความชัดเจนสุดๆ มีข้อมูลสายรถ เส้นทางละเอียดยิบ ลดความสับสนได้ดี แถมเพิ่ม แผนที่เดินเท้า (Walking Map) ที่บอกตำแหน่งปัจจุบันและเส้นทางลัดไปสถานที่ใกล้เคียงกว่า 30 จุด เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ สถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่จุดเช็คอินฮิปๆ สำหรับสาย entertainment ปรับดีไซน์ให้เข้ากับแต่ละย่าน ไม่ว่าจะย่านธุรกิจ สยาม สุขุมวิท หรือถนนหลักที่มีรถเยอะ

ส่วนป้ายดิจิทัลนี่คือไฮไลท์สำหรับเทคโฮลิคอย่างเรา! มีจอแสดงผลเรียลไทม์ เชื่อม GPS จากรถเมล์โดยตรง รู้เวลารถมาถึงแน่นอน ไม่ต้องยืนรอแบบงงๆ อีกต่อไป แถมเตรียม integrate กับแอปนำทางอย่าง Google Maps หรือ Grab ในอนาคต ช่วยให้วางแผนทริปไปคอนเสิร์ต ดูหนัง หรือช้อปปิ้งได้ลื่นไหล

ประโยชน์ที่คุณจะได้จากโครงการนี้

  • ลดเวลาเสียเปล่า: ไม่ต้องเดาเวลารถ รอแบบชิลๆ ฟังเพลงหรือส่องโซเชียล
  • เดินทางปลอดภัย: แผนที่เดินเท้าช่วยหลีกเลี่ยงทางมืดหรืออันตราย
  • ค้นหาสนุก: รู้จุดกิน เที่ยวใกล้ๆ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและคนกรุงที่อยาก explore เมือง
  • eco-friendly: ส่งเสริมใช้ขนส่งสาธารณะ ลดรถส่วนตัว ลดฝุ่น PM2.5

โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือสุดเจ๋งระหว่าง กทม., กลุ่ม Mayday, Grab และ ททท. ที่ใส่ทั้งงบ เทค และข้อมูลการท่องเที่ยวลงไป ทำให้ป้ายรถเมล์กลายเป็น ‘จุดข้อมูลครบจบ’ ในที่เดียว ผมในฐานะคนที่ติดตามเทรนด์ urban mobility มานาน บอกเลยว่านี่คือก้าวสำคัญของกรุงเทพฯ สู่ smart city เหมือนสิงคโปร์หรือโตเกียว ที่ป้ายรถมี real-time data ช่วยชีวิตคนเมืองจริงๆ

ลองนึกภาพสิครับ ไปดูคอนเสิร์ตที่ราชดำเนิน รอรถเมล์แล้วเช็คจอได้ว่ารถสายไหนมาเมื่อไหร่ แผนที่บอกทางลัดไป BTS ใกล้ๆ หรือแวะกินชานมก่อน แบบนี้แหละที่ทำให้การเดินทางในกรุงสนุกขึ้น ไม่ใช่แค่จำเป็นอีกต่อไป

ส่วนตัวผมมองว่าเทรนด์นี้จะขยายไปยังระบบขนส่งอื่นๆ อย่าง BTS หรือ Airport Rail Link ในอนาคต เพราะข้อมูล real-time คือหัวใจของ tech-driven transport ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบ gadget และ lifestyle เมืองใหญ่ อย่าพลาดนะครับ ลองสังเกตป้ายใหม่ๆ เดือนนี้ แล้วแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลย! ไปใช้รถเมล์กันเถอะ สนุกและช่วยเมืองได้ด้วย

ที่มา – กทม. ยกระดับป้ายรถเมล์ทั่วกรุง 1,100 แห่ง เพิ่มแผนที่เดินเท้า-จอแสดงผลเรียลไทม์ ดีเดย์ พ.ค. นี้