ผู้เขียน: lalika69_admin

’พานทองแท้-พินทองทา-แพทองธาร’ นำหลาน ๆ เยี่ยม ‘ทักษิณ’ ที่เรือนจำคลองเปรม ก่อนพ้นเกณฑ์คุมประพฤติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวอบอุ่นหัวใจจากครอบครัวชินวัตรมาฝากกันนะครับ เป็นข่าวที่หลายคนจับตามองอยู่แน่นอน นั่นคือ ’พานทองแท้-พินทองทา-แพทองธาร’ นำหลาน ๆ เยี่ยม ‘ทักษิณ’ ที่เรือนจำคลองเปรม ก่อนพ้นเกณฑ์คุมประพฤติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพฯ ครับ

’พานทองแท้-พินทองทา-แพทองธาร’ นำหลาน ๆ เยี่ยม ‘ทักษิณ’ ที่เรือนจำคลองเปรม ก่อนพ้นเกณฑ์คุมประพฤติ

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘เยี่ยมญาติใกล้ชิด สาดความรักให้กันวันปีใหม่ไทย’ เพื่อทดแทนช่วงสงกรานต์ปี 2569 นับเป็นครั้งที่ 57 ที่ครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยมทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กันเลยทีเดียว แสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันที่แน่นแฟ้นมากๆ ครับ

สมาชิกครอบครัวที่มาร่วมในวันนี้มีครบทีมเลยนะครับ นำโดย พานทองแท้ ชินวัตร หรือที่เรารู้จักในนามลูกชายคนโต พร้อมบุตรแฝดสุดน่ารัก น้องโทนี่และน้องทีน่า จากนั้นก็มี พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร ลูกสาวคนที่สอง ที่พาลูกๆ 3 คนมาร่วมด้วย คือ พิณธารา, พิณนารา และชินวาคิณ ส่วน แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็ก ก็พาบุตร 2 คน ธิธาร สุขสวัสดิ์ และพฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์ มาด้วย ภาพรวมๆ แล้วหลานๆ มาเพียบเลย สร้างความคึกคักให้กับเรือนจำแน่นอน

สถานการณ์ปัจจุบันของทักษิณ ชินวัตร

ปัจจุบันทักษิณถูกคุมขังที่เรือนจำคลองเปรมมาแล้ว 7 เดือน 14 วัน กำลังนับถอยหลังอีกแค่ 18 วัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการพักโทษและคุมประพฤติตามกฎหมายครับ จากประสบการณ์ที่ผมติดตามข่าวการเมืองมานาน จะเห็นว่ากรณีแบบนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ต้องขังที่ปฏิบัติตามระเบียบดี โดยเฉพาะบุคคลระดับทักษิณที่สุขภาพต้องดูแลเป็นพิเศษ

การเยี่ยมครั้งนี้เริ่มตอน 08.55 น. และเสร็จสิ้นตอน 10.35 น. หลังจากนั้นครอบครัวก็ขึ้นรถกลับทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อเลยสักคำ สไตล์ครอบครัวชินวัตรที่เน้นความเป็นส่วนตัว แต่ก็เข้าใจได้นะครับ เพราะช่วงนี้เป็นโมเมนต์สำคัญ

  • พานทองแท้ + ลูกแฝด 2 คน
  • พินทองทา + ลูก 3 คน
  • แพทองธาร + ลูก 2 คน

จากมุมมองของผมในฐานะคนที่ติดตามข่าวบันเทิงและการเมืองมานับไม่ถ้วน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การเยี่ยมธรรมดา แต่สะท้อนถึงพลังของครอบครัวที่เหนียวแน่น ท่ามกลางดราม่าทางการเมืองที่ไม่มีวันจบ ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นแพลตฟอร์มหลัก ข่าวแบบนี้กลายเป็นเทรนด์ไวรัลได้ง่ายๆ โดยเฉพาะภาพหลานๆ น่ารักๆ ที่ทำให้คนดูรู้สึกอบอุ่น

insight และเทรนด์ที่น่าสนใจ

ในแง่เทรนด์ เราจะเห็นว่าครอบครัวคนดังในไทยชอบใช้กิจกรรมเยี่ยมแบบนี้สร้างภาพลักษณ์บวก โดยเฉพาะช่วงใกล้พักโทษ ส่วนในแง่เทคโนโลยี ตอนนี้มีแอปเยี่ยมผู้ต้องหาออนไลน์แล้ว แต่ครอบครัวชินวัตรยังเลือกแบบตัวต่อตัว แสดงถึงความดั้งเดิมที่ยังคงอยู่ ทักษิณเองก็อาจใช้เวลานี้วางแผนอนาคต ไม่ว่าจะธุรกิจหรือการเมือง

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบข่าวบันเทิงการเมืองแบบนี้ ผมแนะนำให้ติดตามอัปเดตต่อไป เพราะอีกไม่กี่วันทักษิณอาจได้พักโทษแล้ว! อย่าลืมแชร์และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ

ที่มา – ’พานทองแท้-พินทองทา-แพทองธาร’ นำหลาน ๆ เยี่ยม ‘ทักษิณ’ ที่เรือนจำคลองเปรม ก่อนพ้นเกณฑ์คุมประพฤติ

เช็กเงื่อนไขโครงการไทยช่วยไทยพลัส โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภราดร ยันมีงบ ไม่ต้องกู้เงิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่เศรษฐกิจยังคงผันผวนแบบนี้ ข่าวดีเรื่องโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลนี่แหละที่ทำให้เรายิ้มได้ วันนี้เรามีอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับ เช็กเงื่อนไขโครงการไทยช่วยไทยพลัส โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภราดร ยันมีงบ ไม่ต้องกู้เงิน มาฝากกันแบบละเอียดยิบ จากปากคำ ร.อ. ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่แถลงเมื่อ 22 เมษายนที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นมาตรการต่อยอดจากคนละครึ่งและบัตรสวัสดิการฯ ที่จะช่วยให้เงินไหลเวียนในระบบเร็วขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนทั่วไปที่ชอบติดตามข่าวบันเทิงและเทคโนโลยี เพราะนี่อาจเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันดิจิทัลชำระเงินที่เราคุ้นเคย!

เช็กเงื่อนไขโครงการไทยช่วยไทยพลัส โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภราดร ยันมีงบ ไม่ต้องกู้เงิน

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ โครงการนี้เบื้องต้นกำหนดสัดส่วนรัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้เยอะมาก โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นและร้านค้าปลีกที่เราชอบช้อปปิ้งออนไลน์หรือออฟไลน์ รูปแบบการจ่ายเงินคาดว่าจะทยอยจ่าย ไม่ใช่ก้อนเดียว เพื่อให้เงินหมุนเวียนยาวนานขึ้น ระยะเวลายังพิจารณาอยู่ แต่เชื่อว่าอาจคล้ายๆ คนละครึ่งที่จ่ายเป็นงวดๆ

คุณสมบัติผู้รับสิทธิ์? ใช้เกณฑ์เดิม อายุ 18 ปีขึ้นไป ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก จำนวนคนคาดครอบคลุม 20-30 ล้านคน แต่ต้องคำนวณงบให้ลงตัว โดยบูรณาการกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีผู้ใช้ 13.4 ล้านคนอยู่แล้ว ทำให้ครอบคลุมประชาชนได้กว้างขึ้น

แหล่งงบประมาณมาจากไหน? ไม่ต้องกู้!

จุดเด่นที่ ภราดร ย้ำชัดคือ มีงบ sẵn ไม่ต้องกู้เงิน ใช้จากงบกลางเหลืออยู่ ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณเดือนมิถุนายน และงบกลางปัจจุบันยังเหลือ 20,000 ล้านบาท จะมีเพิ่มจากโอนงบด้วย สถานะการคลังรัฐบาลยังแข็งแรง ไม่ขาดสภาพคล่อง แม้มีข่าวลือกู้ 5 แสนล้าน แต่ ภราดร ชี้แจงว่าไม่เกี่ยว และยังไม่หารือเรื่องกู้ในที่ประชุมงบฯ ล่าสุด แค่พูดแผนคลังระยะกลางและกรอบงบ 2570 เท่านั้น

  • สัดส่วนจ่าย: รัฐ 60% ประชาชน 40%
  • รูปแบบ: ทยอยจ่าย (รอยืนยัน)
  • คุณสมบัติ: อายุ 18+ ปี
  • จำนวนผู้รับ: 20-30 ล้านคน (ตามงบ)
  • งบจาก: งบกลาง + โอนงบ ไม่กู้
  • เชื่อมโยง: บัตรสวัสดิการฯ และคนละครึ่ง

สำหรับคนชอบเทคโนโลยี นี่คือโอกาสใช้ PromptPay, TrueMoney หรือแอปธนาคารจ่ายเงินได้สะดวก รัฐบาลอาจพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ให้ใช้งานง่าย เหมือนแอปบันเทิงที่เราดูสตรีมมิ่ง ช่วยกระตุ้นร้านค้า SME และ e-commerce ให้คึกคัก

วิเคราะห์เพิ่มเติมจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

ในฐานะที่ติดตามเศรษฐกิจมานาน โครงการนี้จะช่วยฟื้นกำลังซื้อได้ดี โดยเฉพาะหลังโควิดที่คนยังลังเลใช้จ่าย คล้ายมาตรการคนละครึ่งที่เคยช่วย GDP โต 1-2% ถ้าทำดีๆ อาจเห็นยอดขายร้านอาหาร สตรีมมิ่งคอนเทนต์ และ gadget เพิ่มขึ้น เพราะเงินช่วยเหลือไหลไปสินค้าความบันเทิงและเทคได้ อย่างไรก็ตาม ต้องเฝ้าระวังเงินเฟ้อและการทุจริต รัฐควรมีระบบตรวจสอบดิจิทัลเข้มงวด

การประชุม ครม. เศรษฐกิจวันจันทร์นี้ยังไม่มีวาระชัด แต่คาดว่าจะเคาะรายละเอียดเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ เตรียมตัวเช็กสิทธิ์ได้เลย!

สรุปแล้ว เช็กเงื่อนไขโครงการไทยช่วยไทยพลัส โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภราดร ยันมีงบ ไม่ต้องกู้เงิน นี่แหละมาตรการที่เรารอคอย ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นในยุคดิจิทัล มุมมองผมคือ เทรนด์เศรษฐกิจไทยกำลังไปทางดิจิทัลคูปอง ใครปรับตัวไวได้ประโยชน์เต็มๆ สนใจติดตามอัปเดตเพิ่มเติม คอมเมนต์บอกด้วยนะว่าคุณคาดหวังอะไรจากโครงการนี้! หรือแชร์เพื่อนๆ ให้รู้กัน #ไทยช่วยไทยพลัส

ที่มา – เช็กเงื่อนไขโครงการไทยช่วยไทยพลัส โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภราดร ยันมีงบ ไม่ต้องกู้เงิน

ดาวรีลลิตี้สมัครวุฒิสภา อ้างตั้งใจโดนจับ insider trading Kalshi

โลกการเมืองอเมริกันกำลังร้อนระอุ เมื่อ ดาวรีลลิตี้สมัครวุฒิสภา อ้างตั้งใจโดนจับ insider trading Kalshi เพื่อพิสูจน์จุดยืนของตัวเอง! เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ในสื่อชั้นนำอย่าง New York Times ทำให้ Mark Moran ผู้สมัครอิสระจากเวอร์จิเนีย กลายเป็นจุดสนใจของทุกคน เขาเคยเป็นดาวเด่นในรายการเดทรีลลิตี้ FBoy Island และตอนนี้กำลังหาเสียงลงสมัครวุฒิสภา

ดาวรีลลิตี้สมัครวุฒิสภา อ้างตั้งใจโดนจับ insider trading Kalshi

Kalshi ตลาดทำนายผลเหตุการณ์ (prediction market) ชั้นนำ ได้ลงโทษนักการเมือง 3 คนที่ถูกกล่าวหาว่าทำ insider trading โดยอ้างอิงจากรายงานของ New York Times สองในนั้นคือ Matt Klein ส.ส.เดโมแครตจากมินนิโซตา และ Ezekiel Enriquez ส.ส.รีพับลิกันจากเท็กซัสที่เคยลงสมัคร แต่คนที่ดังสุดคือ Mark Moran

Moran วางเดิมพัน $100 บน Kalshi ในตลาดที่ทำนายโอกาสที่ตัวเขาเองจะชนะการเลือกตั้ง เขายอมรับตรงๆ ว่าเขาทำจริง แต่บอกว่าตั้งใจให้โดนจับเพื่อเปิดโปงว่าตลาดทำนายแบบนี้ “อันตรายต่อประชาธิปไตย” ของอเมริกา Bobby DeNault หัวหน้าแผนกบังคับใช้กฎของ Kalshi ยืนยันว่าพวกเขาละเมิดกฎใหม่ที่ห้ามผู้มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์มาซื้อขายในตลาดนั้นๆ

ในเอกสาร “Notice of Disciplinary Action” ของ Kalshi เขียนชัดเจนว่า “หากเทรดเดอร์เป็นผู้ตัดสินใจหรือมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของเหตุการณ์ ไม่ว่าจะมากน้อย ก็ห้ามเทรดในสัญญานั้น” Moran ยอมรับว่าการเทรดผิดกฎ แต่ปฏิเสธที่จะเซ็ตเทิลด้วยการโพสต์ทวีตยอมรับตามที่ Kalshi ขอ เพราะมองว่าเป็นการช่วยโปรโมตบริษัท สุดท้ายโดนปรับ $6,229.30 สูงสุดในบรรดาสามคน

แผนลับของดาวรีลลิตี้สมัครวุฒิสภา ที่ทำให้สื่อรุมรายงาน

Moran บอก New York Times ว่าเขารู้ว่าสาธารณะจะรู้เรื่องนี้ และหวังว่าการโดนจับจะทำให้คนตื่นตัวกับความเสี่ยงของ prediction market เขาพูดว่า “มันง่ายมากที่จะดึงความสนใจแบบนี้” และหลังจากข่าวออก เขาเริ่มโพสต์บน X (ทวิตเตอร์) แบบถี่ยิบ อย่างเช่น

เขายกตัวอย่างสื่อที่รายงานข่าวเขาเพียบ แม้แค่ $100 ก็ได้ earned media มหาศาล! นี่คือกลยุทธ์ PR สุดแหวกที่ทำให้ชื่อ Moran โด่งดังในฤดูเลือกตั้งปฐมฤดูนี้

  • ประวัติ Moran: อดีตผู้เข้าแข่ง FBoy Island ดาวรีลลิตี้เดท
  • การหาเสียง: เริ่มเป็นเดโมแครต เปลี่ยนเป็นอิสระ ลงวุฒิสภาวอร์จิเนีย
  • เหตุผลเทรด: ขอให้ Kalshi เพิ่มตลาดตัวเองหลังประกาศลงสมัครสาธารณะ
  • บทลงโทษ: ปรับสูงสุด $6,229.30 ปฏิเสธเซ็ตเทิล

แต่ Kalshi เองก็มีปัญหาใหญ่ กำลังเจอคดีแพ่งราว 20 คดี และเดือนที่แล้วถูกฟ้องในแอริโซนาว่าละเมิดกฎพนันผิดกฎหมาย รวม “election wagering” Mike Selig ประธาน CFTC ปกป้องว่ามันเป็นแค่ข้อพิพาทอำนาจ ไม่ควรเป็นคดีอาญา

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งใน prediction market ที่กำลังมาแรง Kalshi อนุญาตให้คนเดิมพันผลเลือกตั้ง กีฬา และเหตุการณ์ต่างๆ แต่กฎ insider trading ยังคลุมเครือ ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามันอาจเปลี่ยนวิธีที่นักการเมืองหาเสียง โดยใช้ตลาดเหล่านี้เป็นเครื่องมือวัดกระแสสาธารณะ หรือแม้แต่操控มันได้

สำหรับ Mark Moran นี่คือชัยชนะใหญ่ด้านสื่อ แม้โดนปรับ แต่ชื่อเสียงพุ่งปรี๊ด คุณล่ะคิดว่ากลยุทธ์แบบนี้ฉลาดหรือเสี่ยงเกินไป? Prediction market จะกลายเป็นภัยต่อประชาธิปไตยจริงหรือแค่เครื่องมือใหม่ในการเมืองสมัยใหม่?

แบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจข่าวการเมืองอเมริกา!

ที่มา – Reality TV Star-Senate Candidate Claims He Intentionally Got Caught Insider Trading on Kalshi to Make a Point

ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ ไทย-กัมพูชา ย้ำไทยยึดหลัก GBC-กม.ระหว่างประเทศ ขอหยุดนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวสร้างความเข้าใจผิด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเลยนะครับ โดยเฉพาะ ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ ไทย-กัมพูชา ย้ำไทยยึดหลัก GBC-กม.ระหว่างประเทศ ขอหยุดนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวสร้างความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นแถลงการณ์ล่าสุดที่ชัดเจนมากๆ จาก พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ผมในฐานะคนติดตามข่าวการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมานาน จะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดๆ ว่ามันหมายถึงอะไร และทำไมเราถึงควรสนใจ

ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ ไทย-กัมพูชา ย้ำไทยยึดหลัก GBC-กม.ระหว่างประเทศ ขอหยุดนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวสร้างความเข้าใจผิด

เรื่องเริ่มจากวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา หลังจากกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าไทยลุกล้ำพื้นที่และจัดกิจกรรมหลังจากรัฐมนตรีกลาโหมและวัฒนธรรมไทยลงพื้นที่รำลึกเหตุปะทะปี 2568 ที่อนุสาวรีย์พิทักษ์ไทย ปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ พล.อ.อ. ประภาส ก็รีบออกมาชี้แจงทันที โดยยืนยันว่าประเทศไทยยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วม กฎหมายระหว่างประเทศ และถ้อยแถลง GBC (General Border Committee) อย่างเคร่งครัด

GBC นี่คือกลไกสำคัญที่ไทยและกัมพูชาตกลงกันไว้เพื่อจัดการปัญหาชายแดนครับ เพื่อนๆ ที่ไม่คุ้นเคย ลองนึกภาพเป็นคณะกรรมการชายแดนทั่วไปที่ช่วยประสานงานกัน หลักๆ มีข้อกำหนดเด่นๆ เช่น

  • ข้อ 2 (Troop Deployment Line): กำลังพลทั้งสองฝ่ายต้องอยู่ในที่ตั้งเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงสถานะ
  • ข้อ 6: งดเว้นการกระทำที่ยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด
  • ข้อ 8: งดเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน

ฝ่ายไทยทำตามนี้มาตลอด กิจกรรมที่เกิดขึ้นก็อยู่ในเขตอธิปไตยไทยล้วนๆ ไม่มีการรุกล้ำอะไรเลยครับ พล.อ.อ. ประภาส ยังย้ำว่าถ้ามีการตีความต่างกัน ควรแก้ผ่านช่องทางทวิภาคีอย่าง JBC (คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม) หรือ RBC (ระดับพื้นที่) เพื่อหลีกเลี่ยงความคลาดเคลื่อน

ที่น่าสนใจคือ การเรียกร้องให้หยุดนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียว เพราะในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวลือแพร่กระจายเร็วมาก ถ้าข้อมูลไม่สมดุล ก็สร้างความเข้าใจผิดได้ง่าย ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีที่เราสร้างมาด้วยความร่วมมือ ไทยยังย้ำความมุ่งมั่นสู่สันติภาพ โดยยึดกฎหมายระหว่างประเทศ ความเคารพซึ่งกันและกัน และกลไกทวิภาคี

วิเคราะห์เบื้องหลัง: ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับเราทุกคน

จากประสบการณ์ผมที่ติดตามข่าวชายแดนมานับสิบปี บอกได้เลยว่าปัญหาแบบนี้มักเกิดจาก miscommunication มากกว่าความขัดแย้งจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างปราสาทตาควายที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมทั้งสองฝ่าย ถ้าดูจากมุมกว้าง ไทยทำถูกแล้วที่ยึดข้อเท็จจริงและความโปร่งใส เพราะสันติภาพยั่งยืนต้องมาจากความร่วมมือ

ในมุมของคนทั่วไปที่ชอบข่าวบันเทิงและเทคโนโลยีอย่างเราๆ ข่าวนี้กระทบยังไง? ลองคิดดูสิครับ ถ้าความตึงเครียดชายแดนขึ้น การท่องเที่ยวสุรินทร์หรือพื้นที่ใกล้เคียงที่เป็นแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมก็กระทบ เช่น เทศกาลลาวตี หรือแม้แต่ tech startup ที่ทำแอปนำทางชายแดนก็ต้องระวังข้อมูลผิดพลาด นอกจากนี้ ในยุค AI และ deepfake ข้อมูลฝ่ายเดียวยิ่งอันตราย ต้องเช็คแหล่งที่มาดีๆ

ผมเห็นเทรนด์ว่าประเทศในอาเซียนกำลังหันมาใช้ diplomacy ดิจิทัลมากขึ้น เช่น การแชร์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มร่วม เพื่อลดข่าวลือ ไทยควรนำเทคโนโลยีมาช่วย เช่น drone สำรวจชายแดนหรือ blockchain ยืนยันข้อเท็จจริง จะช่วยเสริมความโปร่งใสได้เยอะ

สรุปนะครับ ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ ไทย-กัมพูชา ย้ำไทยยึดหลัก GBC-กม.ระหว่างประเทศ ขอหยุดนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวสร้างความเข้าใจผิด เป็นสัญญาณดีที่ไทยยืนหยัดด้วยข้อเท็จจริง ไม่ยั่วโมโหใคร มุมมองผมคือ เราควรสนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีแบบนี้แหละ ในอนาคตถ้าทุกฝ่ายทำตาม จะไม่มีดราม่าชายแดนให้ปวดหัวอีกต่อไป

คำแนะนำจากผม: ติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อช่วยสร้างสันติภาพ หากมีประเด็นชายแดนอยากรู้เพิ่ม คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยครับ!

ที่มา – ผอ.ศูนย์ข่าวสารฯ ไทย-กัมพูชา ย้ำไทยยึดหลัก GBC-กม.ระหว่างประเทศ ขอหยุดนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวสร้างความเข้าใจผิด

ก.พาณิชย์รับข้อเสนอชาวสวนปาล์ม เร่งแก้ปัญหาราคาตกต่ำ สั่งตรวจเข้มลานเทป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในวงการเกษตรกันหน่อยนะครับ โดยเฉพาะปัญหาราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อชาวสวนปาล์มทั่วประเทศ ผมในฐานะคนที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจและสินค้าเกษตรมาอย่างยาวนาน ขอสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ จากข่าวล่าสุดที่ ก.พาณิชย์รับข้อเสนอชาวสวนปาล์ม เร่งแก้ปัญหาราคาตกต่ำ สั่งตรวจเข้มลานเทป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาด นะครับ

ก.พาณิชย์รับข้อเสนอชาวสวนปาล์ม เร่งแก้ปัญหาราคาตกต่ำ สั่งตรวจเข้มลานเทป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาด

วันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ออกมาเปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ได้รับหนังสือจากอรุณี ชีสังวรณ์ ตัวแทนเกษตรกรกลุ่มชาวสวนปาล์มน้ำมันรพีพัฒน์ จ.ปทุมธานี พร้อมเครือข่ายจากภาคกลางและใต้ ที่ยื่นข้อเสนอต่อนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เพื่อขอให้เร่งแก้ปัญหาราคาผลปาล์มที่ร่วงลงต่อเนื่อง ล่าสุดราคาอยู่ที่ 6.60-7.20 บาท/กก. ซึ่งต่ำกว่าราคาต้นทุนไปเยอะเลยครับ

ชาวสวนเสนอให้รัฐเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศ โดยเฉพาะในน้ำมันดีเซล B7 และ B20 เพื่อดูดซับผลผลิต นอกจากนี้ยังขอให้กำกับดูแลการรับซื้อให้เข้มงวด ตั้งแต่โครงสร้างต้นทุน ค่าขนส่ง ที่พุ่งสูงจากค่าปุ๋ยและน้ำมัน และขอความชัดเจนในนโยบายทั้งระบบ ไม่ว่าจะใช้ในประเทศ ส่งออก หรือพลังงาน

มาตรการจากกระทรวงพาณิชย์ที่กำลังดำเนินการ

ทางกระทรวงยืนยันว่ากำลังบริหารสมดุลน้ำมันปาล์มอย่างเหมาะสม การบริโภคในประเทศยังคงเดิม แต่เพิ่มการใช้ในพลังงานจาก 70,000 ตัน เป็น 100,000-110,000 ตัน กรมธุรกิจพลังงานมีแผนขยายจุดจำหน่ายดีเซล B20 จาก 100 แห่ง เป็น 200 แห่งสิ้นเมษายนนี้ และเพิ่มต่อเนื่องเพื่อรองรับภาคขนส่ง

ส่วนการส่งออก ไม่ได้ห้าม แต่ใช้ระบบขออนุญาตล่วงหน้าเพื่อสมดุลตลาด ปรับหลักเกณฑ์ให้สะดวกขึ้น ผู้ประกอบการส่งออกได้ปกติ สถานการณ์ผลผลิตปีนี้ยังไม่ล้นตลาดเท่าที่คาด เพราะเดือนเมษา-พฤษภา ผลยังไม่ออกมาก แต่ราคาร่วงตาม CPO โลกที่ลดจาก 40 บาท/กก. เหลือ 36 บาท/กก.

  • สั่ง กจร. จังหวัดตรวจตั้งแต่ลานเท โรงงานสกัด ถึงปลายทาง ป้องกันบิดเบือนราคา
  • ราคารับซื้อตกวันละ 40-50 สตางค์ แต่ขึ้นช้า จะเร่งตรวจสอบ
  • ลงพื้นที่ตรวจวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมัน หากกดราคาหรือเอาเปรียบ ดำเนินคดีทันที

สำหรับน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ราคายังอิง CPO ย้อนหลัง 1-2 เดือน มีผู้ผลิต 6 รายยื่นปรับราคา แต่กรมยังไม่เห็นชอบกรอบใหม่ ราคาที่ขึ้นในตลาดเป็นปรับในกรอบเดิมหลังโปรโมชั่น กรมจะดูโครงสร้างต้นทุนใกล้ชิด และจัดการสต็อกให้พอ

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: อนาคตราคาปาล์มจะเป็นอย่างไร?

จากประสบการณ์ผมที่วิเคราะห์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มานาน ราคาปาล์มผันผวนตามตลาดโลกและนโยบายพลังงาน ถ้ารัฐเร่ง B20 และส่งออกสมดุลได้ ราคาน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวใน 2-3 เดือนข้างหน้า แต่ชาวสวนควรติดตามข่าวกรมธุรกิจพลังงานใกล้ชิด เพราะจุดจำหน่ายเพิ่มจะช่วยดูดซับผลผลิตได้จริง

นอกจากนี้ เทรนด์โลกกำลังหันมาใช้พลังงานชีวภาพมากขึ้น ถ้าไทยผลักดันส่งออก CPO ไปอินเดีย อินโดนีเซียได้ดี ราคาจะ steadier ครับ

สุดท้าย ผมแนะนำชาวสวนทุกท่าน ลองรวมกลุ่มกันต่อรองและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลติดตามราคาตลาด real-time ผ่านแอปกรมการค้าภายใน จะช่วยได้เยอะ หรือถ้าสนใจลงทุนเกษตรยั่งยืน ลองศึกษาการปลูกปาล์มแบบออร์แกนิกที่ได้ราคาพรีเมี่ยมดูครับ สนับสนุนด้วยคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้!

ที่มา – ก.พาณิชย์รับข้อเสนอชาวสวนปาล์ม เร่งแก้ปัญหาราคาตกต่ำ สั่งตรวจเข้มลานเทป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาด

กรมอุตุฯ เตือน 37 จังหวัด รับมือพายุฤดูร้อนถล่ม ระวังลมกระโชกแรง-ลูกเห็บตก ขณะที่ ภาคเหนือ-กลางตอนบนค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ! วันนี้ผมมีข่าวสำคัญจากกรมอุตุฯ มาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะ กรมอุตุฯ เตือน 37 จังหวัด รับมือพายุฤดูร้อนถล่ม ระวังลมกระโชกแรง-ลูกเห็บตก ขณะที่ ภาคเหนือ-กลางตอนบนค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน นี่คือพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าที่เราต้องเตรียมใจรับมือให้ดี โดยเฉพาะวันที่ 23 เมษายนนี้ ภาคเหนือและอีสานจะเจอพายุฤดูร้อนแบบจัดเต็ม มีฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บ และฝนหนักบางพื้นที่ แถมอาจมีฟ้าผ่าด้วย สาเหตุมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงมาปกคลุมเวียดนามและขยับมาทางไทยเรา

กรมอุตุฯ เตือน 37 จังหวัด รับมือพายุฤดูร้อนถล่ม ระวังลมกระโชกแรง-ลูกเห็บตก ขณะที่ ภาคเหนือ-กลางตอนบนค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน

กรมอุตุฯ เตือน 37 จังหวัด รับมือพายุฤดูร้อนถล่ม โดยขอให้ทุกคนหลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือป้ายโฆษณาที่ไม่แน่นอน เพราะลมกระโชกแรงอาจพัดปลิวได้ง่ายๆ จากประสบการณ์ผมที่ติดตามอากาศมานาน พายุแบบนี้มักมาแบบกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อ event กลางแจ้งอย่างคอนเสิร์ตหรือกิจกรรม entertainment มากๆ เลยนะ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นสายเที่ยวหรือตามหา tech gadget ใหม่ๆ ก็อย่าลืมเช็คแอปพยากรณ์อากาศอย่าง Windy หรือกรมอุตุฯ official app ก่อนออกจากบ้าน

มาดูจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังกันบ้างครับ แบ่งตามภาคดังนี้:

  • ภาคเหนือ: เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ
  • ภาคกลาง: สระบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร กรุงเทพฯ
  • ภาคตะวันออก: สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด
  • ภาคใต้: ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่

ส่วนเกษตรกร brothers ต้องเสริมเหล็กให้ไม้ผล ป้องกันผลผลิตและสัตว์เลี้ยงให้ดี สุขภาพตัวเองก็สำคัญนะครับ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน อาจทำให้ไม่สบายได้ง่าย

ภาคใต้และทะเลต้องระวังคลื่น

ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งจากลมตะวันออก คลื่นอ่าวไทยและอันดามันต่ำกว่า 1 เมตร แต่ที่ฝนตกคลื่นสูงกว่า ชาวเรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนหน่อยนะ

ฝุ่น PM2.5 ยังวิกฤต!

นอกจากพายุ ยังมีปัญหาฝุ่นละอองเกินมาตรฐานในภาคเหนือ อีสานตอนบน และกลางตอนบน เพราะจุดความร้อนเยอะเกินกว่าลมจะพัดพาได้ ผมแนะนำให้ใช้หน้ากาก N95 เวลาออกนอกบ้าน และถ้าคุณสาย tech ลอง air purifier รุ่นใหม่ๆ ที่มี sensor PM2.5 แบบ real-time ช่วยได้มากเลย Insight จาก expert: ปีนี้ฝุ่นหนักเพราะ El Niño ยังมีอิทธิพล ทำให้อากาศร้อนแห้ง สะสมฝุ่นง่าย

กรุงเทพฯ และปริมณฑล

อากาศร้อนจัดกลางวัน ฝนฟ้าคะนอง 10% พื้นที่ อุณหภูมิ 27-38 องศา ลมใต้ 10-20 กม./ชม. เตรียมร่มและแอปเช็คฝุ่นไว้เลย

สรุปนะครับ สภาพอากาศไทยฤดูร้อนปีนี้แปรปรวนหนัก Trend ที่ผมเห็นคือพายุถี่ขึ้นจาก climate change ดังนั้น trend ใหม่คือใช้ tech ช่วย เช่น smart weather station ที่บ้าน หรือ follow ช่อง entertainment ที่อัปเดต event cancel จากพายุ CTA ชัดๆ: รีบเช็คกรมอุตุฯ app ดาวน์โหลดเลยถ้ายังไม่มี สวมหน้ากาก เตรียมยา และอยู่บ้านดูซีรีส์ชิลๆ ถ้าฝนตก! ปลอดภัยไว้ก่อนนะเพื่อนๆ

ที่มา – กรมอุตุฯ เตือน 37 จังหวัด รับมือพายุฤดูร้อนถล่ม ระวังลมกระโชกแรง-ลูกเห็บตก ขณะที่ ภาคเหนือ-กลางตอนบนค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน

จอน ฟาฟโร เสียใจพยายามให้โทนี่ สตาร์คมีชีวิตในเอ็นด์เกม

การเสียสละตัวเองของ โทนี่ สตาร์ค ในศึกใหญ่กับธาโนสในภาพยนตร์ อเวนเจอร์ส: เอ็นด์เกม ทำให้จักรวาลมาร์เวลต้องบอกลาฮีโร่ยอดนิยมคนหนึ่งไป แม้ ตอนแรก จอน ฟาฟโร ผู้กำกับ ไอรอนแมน ภาคแรกและสอง และรับบทแฮปปี้ โฮแกน ใน MCU จะไม่เห็นด้วย แต่พอได้ดูจริง ๆ ก็ยอมรับว่าตัวเองคิดผิด

จอน ฟาฟโร เสียใจพยายามให้โทนี่ สตาร์คมีชีวิตในเอ็นด์เกม

ในรายการ จิมมี่ คิมเมลไลฟ์ ล่าสุด (ผ่าน Hollywood Reporter) เพื่อโปรโมท แมนดาโลเรียน แอนด์ โกรกู จอน ฟาฟโร เล่าถึงความรู้สึกตอนนั้น เขารู้สึกปกป้องตัวละครและแฟน ๆ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่โตมากับโทนี่ สตาร์ค จึงไปคุยกับผู้กำกับโจและแอนโธนี่ รัสโซ่

“ผมคุยกับพี่น้องรัสโซ่ ผมบอกว่า ‘ไม่แน่ใจว่าคนดูจะชอบไหม มันกระทบคนดูหนักแน่ เพราะเด็ก ๆ โตมากับตัวละครนี้’” จอน ฟาฟโร ระลึก แต่สุดท้ายเขาก็เห็นว่าตัวเองกังวลเกินไป

“แต่ต้องบอกว่าพวกเขาจัดการได้ดีมาก กวินเนธ [พอลโทร] กับโรเบิร์ต แสดงยอดเยี่ยม มันเพิ่มความสะเทือนใจ ผมคิดว่าทำได้ดีมาก ผมผิดเอง”

เหตุผลที่จอน ฟาฟโร เสียใจพยายามให้โทนี่ สตาร์คมีชีวิตในเอ็นด์เกม

ฉากตายของโทนี่ สตาร์คกลายเป็นหนึ่งในโมเมนต์ไอคอนิกที่สุดของ MCU เพราะการแสดงของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ที่ถ่ายทอดความกล้าหาญและความเสียสละได้อย่างสมบูรณ์แบบ จอน ฟาฟโร ยอมรับว่าตัวเองน้ำตาคลอตอนดู และตอนนี้เขาตื่นเต้นที่ RDJ จะกลับมาในบท ด็อกเตอร์ ดูม ผู้ร้ายใน อเวนเจอร์ส: ดูมสเดย์ เดือนธันวาคมนี้

การตัดสินใจให้โทนี่ตายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขาคือหัวใจของ MCU ตั้งแต่ ไอรอนแมน ปี 2008 ที่จอน ฟาฟโร นำเสนอตัวละครนี้สู่สายตาโลก นับจากนั้น โทนี่พัฒนาจากเจ้าพ่อเซียนเทคโนโลยีกลายเป็นฮีโร่ผู้ยอมสละเพื่อทุกคน ฉาก “I am Iron Man” สุดท้ายกลายเป็นตำนาน ทำให้แฟน ๆ ร้องไห้กันทั่วโลก

ทำไมจอน ฟาฟโร จึงกังวล? เพราะแฟน ๆ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ผูกพันกับโทนี่มาก เขากลัวว่าการจากไปจะทำให้ผิดหวัง แต่ผู้กำกับรัสโซ่พิสูจน์แล้วว่ามันจำเป็นต่อเรื่องราว เพื่อปิด arc ของตัวละครและเปิดทางให้ MCU ก้าวต่อไป

  • จุดเด่นของฉากตาย: การแสดงอารมณ์ของ RDJ และพอลโทร
  • impact ต่อแฟน: เพิ่มความลึกซึ้งให้เรื่อง
  • อนาคต MCU: เปิดประตูให้ตัวละครใหม่และ RDJ ในบทใหม่

นอกจากนี้ จอน ฟาฟโร ยังยกย่องทีมงานที่ทำให้ฉากนั้นสมบูรณ์แบบ ทั้ง VFX การตัดต่อ และดนตรีประกอบที่สะกดใจ

สำหรับแฟน MCU การกลับมาของ RDJ ใน อเวนเจอร์ส: ดูมสเดย์ จะเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์แน่นอน เพราะด็อกเตอร์ ดูมคือวายร้ายระดับท็อป คุณคิดว่าบทนี้จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ RDJ อย่างไร?

ติดตามข่าว มาร์เวล สตาร์ วอร์ส และอื่น ๆ ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสุดฮอต!

ที่มา – Jon Favreau Regrets Trying to Keep Tony Stark Alive During ‘Avengers: Endgame’

ตัวอย่างแรก Clayface DC สยองขวัญเต็มรูปแบบ

ในโลกของวายร้ายบัตแมนที่แฟนๆ คาดหวังจะได้เห็นหนังเดี่ยว Clayface คงไม่ติดอันดับท็อปไฟว์แน่นอน มันดูสุ่มๆ ดูแปลกประหลาดจนแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ именно นั่นแหละที่ทำให้ DC Studios ภายใต้การนำของ James Gunn และ Peter Safran ตื่นเต้นและตัดสินใจทำหนังเรื่องนี้ทันที และตอนนี้เราก็ได้เห็นเหตุผลแล้ว!

ตัวอย่างแรก Clayface DC สยองขวัญเต็มรูปแบบ กำกับโดย James Watkins ก็มาถึงแล้ว และมันชัดเจนมากว่านี่คือผลงานที่แตกต่างจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป เป็นหนังสยองขวัญ body horror แบบเต็มสูบ สไตล์ David Cronenberg ที่บังเอิญมีตัวละครที่เคยต่อกรกับ Batman มันคาดไม่ถึงแต่ก็น่าติดตามสุดๆ โดยเฉพาะการแสดงของ Tom Rhys Harries ที่ทำให้ Clayface หลุดพ้นจากเงาของค้างคาวดำและสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองในจักรวาลหนังฮีโร่ได้ นี่คือตัวอย่างที่เราเห็นที่ CinemaCon เมื่อสัปดาห์ก่อนเลย

ตัวอย่างแรก Clayface DC สยองขวัญเต็มรูปแบบ สุดหลอนตั้งแต่ฉากแรก

สิ่งแรกที่สะดุดตาทันทีคือเสียงประกอบ! เพลงลึกลับหลอนๆ นั้นชัดเจนอยู่แล้ว แต่ที่เจ๋งคือเสียงขูดแผ่นเสียงแผ่นเก่าๆ ทุกครั้งที่ตัดฉาก มันสร้างความรู้สึกขนลุกได้ดีมาก บางฉากย้อนอดีตสมัยที่ชีวิตยังปกติสุข บางฉากโชว์การแปลงร่างเต็มรูปแบบที่ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตโคลนเหนียวๆ สุดขยะแขยง ทุกอย่างรวมกันทำให้เราหลงเข้าไปในโลกของหนังทันที

ทีเซอร์การต่อสู้สไตล์ Clayface สุดคลาสสิก

นอกจากนั้นยังมีทีเซอร์สั้นๆ ของท่าตีหมัดค้างคาวรูปกระบองอันเป็นเอกลักษณ์ของ Clayface แต่โชว์แค่เงาเท่านั้น แสดงว่าในหนังจริงเราจะได้เห็น Clayface แบบเต็มๆ ที่เหนียวหนึบ น่าขยะแขยงแต่ก็น่าหลงใหลแบบที่เรารู้จัก แม้ VFX อาจยังไม่พร้อมโชว์เต็มๆ ในตัวอย่าง แต่แค่นี้ก็ทำให้เราตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมแล้ว

หนัง Clayface นำแสดงโดย Tom Rhys Harries และ Naomi Ackie เขียนบทโดย Mike Flanagan ผู้เชี่ยวชาญสยองขวัญสไตล์ Stephen King กำหนดฉาย 23 ตุลาคมนี้ ถือเป็นการบุกเบิก Gotham ในแนวสยองขวัญครั้งแรกของ DC เลยทีเดียว

ทำไม Clayface ถึงเหมาะกับแนวนี้? เดิมที Clayface คือมนุษย์โคลนที่แปลงร่างได้ ร่างกายละลาย เปลี่ยนรูป ซึ่งเข้ากับ body horror สุดๆ ไม่เหมือน Joker ที่เน้นจิตวิทยา หรือ Penguin ที่ดราม่า การนำเสนอแบบนี้ทำให้ตัวละครดูสดใหม่ ไม่ซ้ำใคร DC กำลังพยายามสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้จักรวาลตัวเอง หลังจาก Superman และที่กำลังจะมา

ตัวอย่างนี้ไม่เพียงโชว์กราฟิกสยอง แต่ยังมีดราม่าอารมณ์ การสูญเสียตัวตน การกลายเป็น怪物 มันอาจเป็นหนังที่ลึกซึ้งกว่าที่คิด ผสมผสานแอคชั่นฮีโร่กับ恐怖ได้ลงตัว

ถ้าคุณเป็นแฟน Batman หรือหนังสยองขวัญ เรื่องนี้ห้ามพลาด! คุณตื่นเต้นกับ ตัวอย่างแรก Clayface DC สยองขวัญเต็มรูปแบบ ขนาดไหน คอมเมนต์บอกเราด้านล่างเลย แล้วอย่าลืมติดตามข่าว DC อื่นๆ ด้วยนะ

ที่มา – DC Goes Full Horror in First Trailer for ‘Clayface’

บริษัท AI ยอมทำลายโลกแลกกำไรไม่สิ้นสุด

ในสหรัฐอเมริกา กำลังมีศูนย์ข้อมูล (data center) ใหม่มากกว่า 3,000 แห่ง ที่ถูกเสนอหรือกำลังก่อสร้างอยู่ตามข้อมูลจาก Axios รายงานล่าสุดจาก Wired เผยว่า เพียง 11 ศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าก๊าซและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 129 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าปริมาณทั้งหมดของประเทศโมร็อกโกเสียอีก แล้วถ้าเป็น 300 โมร็อกโกจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเราล่ะ?

บริษัท AI ยอมทำลายโลกแลกกำไรไม่สิ้นสุด

ตามรายงานของ Wired พลังงานส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะผลิตสำหรับโครงการศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ เป็นพลังงานแบบ behind-the-meter หรือโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเฉพาะศูนย์ข้อมูล โดยไม่ผ่านระบบกริดสาธารณะ วิธีนี้ได้รับความนิยมเพราะกริดไฟฟ้าทั่วไปรับภาระไม่ไหว และประชาชนไม่พอใจที่ Big Tech มาสร้างแล้ว ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่ง ลงนามคำสั่งผู้บริหาร สนับสนุนให้บริษัทสร้างโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าของตัวเอง แทนการเชื่อมต่อกริด (แต่ไม่มีผลผูกพันจริงจัง)

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ข้างศูนย์ข้อมูลจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ใช้เชื้อเพลิงสกปรกที่สร้างเร็วและขยายได้ง่าย ตาม Wired นี่คือการฟื้นคืนชีพของก๊าซธรรมชาติ (ในแง่ลบ) โครงการจากบริษัทใหญ่ๆ สร้างการปล่อยมลพิษมหาศาล เช่น โครงการ Microsoft ในเท็กซัสคนเดียวปล่อย 11.5 ล้านตันก๊าซเรือนกระจกต่อปี และโครงการ Stargate ในเท็กซัสกับนิวเม็กซิโก ปล่อย CO2 กว่า 24 ล้านตันต่อปี

บริษัท AI ยอมทำลายโลกแลกกำไรไม่สิ้นสุด จริงหรือ?

ข้อควรระวังคือ ตัวเลขเหล่านี้เป็นปริมาณที่ได้รับอนุญาตให้ปล่อย ไม่ใช่ปริมาณจริง แต่ศูนย์ข้อมูลมักใช้งานเต็มกำลังเพราะความต้องการสูง และสมมติว่าบริษัทจะปฏิบัติตามขีดจำกัด Elon Musk’s xAI ยังเคยใช้กังหันก๊าซมีเทนที่ศูนย์ Colossus ในเทนเนสซี โดยไม่มีใบอนุญาต ตาม Gizmodo

ความต้องการก๊าซพุ่งสูง US Energy Information Administration รายงานว่า ปี 2025 สร้างสถิติใหม่การใช้ก๊าซธรรมชาติสูงสุด และ Global Energy Monitor ชี้ว่า สหรัฐแซงจีนเป็นผู้นำโครงการก๊าซใหม่ ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยการขยายศูนย์ข้อมูล แม้ ชุมชนท้องถิ่นจะคัดค้าน น่าขันที่บริษัทเหล่านี้เคยสัญญาลดคาร์บอนเป็นศูนย์ แต่ตอนนี้กลับปล่อยมลพิษมากกว่าเดิม

  • ศูนย์ข้อมูลใหม่กว่า 3,000 แห่งในสหรัฐ
  • 11 แห่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 129 ล้านตัน/ปี
  • Microsoft ในเท็กซัส: 11.5 ล้านตัน/ปี
  • Stargate: 24 ล้านตัน CO2/ปี
  • xAI ใช้กังหันก๊าซผิดกฎหมาย

บริษัท AI ยอมทำลายโลกแลกกำไรไม่สิ้นสุด โดยไม่สนใจผลกระทบระยะยาวต่อสภาพภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจะทำให้โลกร้อนเร็วขึ้น น้ำท่วม ภัยแล้งรุนแรง และสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เราต้องตั้งคำถาม: กำไรจาก AI สำคัญกว่าดาวเคราะห์ที่เราอาศัยจริงหรือ? รัฐบาลและนักลงทุนควรบังคับใช้กฎเข้มงวดมากขึ้น สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนแทนก๊าซสกปรก

คุณล่ะ คิดว่าบริษัท AI ควรเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อไม่ให้ต้องยอมทำลายโลกแลกกำไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – AI Companies Think Destroying the Planet Is an Acceptable Trade-Off for Unlimited Profits