ผู้เขียน: lalika69_admin

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าลงพื้นที่หาเสียงสีลม เตรียมจัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย 25 ก.ย. นี้

บรรยากาศการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเริ่มคึกคักมากขึ้น เมื่อทีมประกันสังคมก้าวหน้าลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณตลาดละลายทรัพย์ ย่านสีลม เพื่อสื่อสารนโยบาย รับฟังความคิดเห็น และแนะนำผู้สมัครจากทีมให้คนทำงานในพื้นที่ได้รู้จักอย่างใกล้ชิด กิจกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่ต้องการเห็นการบริหารกองทุนประกันสังคมมีความโปร่งใส ตอบโจทย์ชีวิตจริง และสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับผู้ประกันตนในระยะยาว

การลงพื้นที่ถือเป็นส่วนสำคัญของการสื่อสารทางการเมือง เพราะทำให้ผู้สมัครได้พูดคุยกับประชาชนโดยตรง ไม่จำกัดอยู่เพียงการนำเสนอนโยบายผ่านสื่อออนไลน์หรือเอกสารประชาสัมพันธ์เท่านั้น สำหรับย่านสีลม ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจและแหล่งรวมคนทำงานหลากหลายกลุ่ม การพบปะครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้ทีมงานได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ การเข้าถึงบริการ และความคาดหวังต่อระบบประกันสังคมในอนาคต

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าลงพื้นที่หาเสียงสีลม เตรียมจัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย 25 ก.ย. นี้

เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 22 กันยายน ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้นัดรวมตัวบริเวณปากซอยละลายทรัพย์ หน้าธนาคารกรุงเทพ ก่อนเดินรณรงค์หาเสียงในตลาดละลายทรัพย์ ผู้สมัครที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี, ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ, นาริฐา โภไคยอนันต์, ลักษมี สุวรรณภักดี, กฤษฎา อาทิตย์ จินตกานนท์ และ ปรารถนา โพธิ์ดี

ภาพของผู้สมัครที่เดินพบปะประชาชนและพูดคุยกับคนทำงานสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะคณะกรรมการมีบทบาทเกี่ยวข้องกับทิศทางการดูแลกองทุนและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาพยาบาล เงินทดแทน กรณีว่างงาน คลอดบุตร ชราภาพ หรือการช่วยเหลือในช่วงที่ชีวิตต้องเผชิญความไม่แน่นอน

เตรียมเวทีปราศรัยใหญ่ก่อนเข้าสู่วันเลือกตั้ง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในช่วงโค้งสุดท้าย ภายใต้แคมเปญ “ประกันสังคมก้าวหน้า เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นรัฐสวัสดิการ” โดยกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 17.30–20.30 น. ณ Doc Club & Pub ห้าง Cloud 11 เวทีนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผู้สมัครนำเสนอมุมมอง นโยบาย และแนวทางการทำงานต่อสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมในวันที่ 27 กันยายน 2569

ผู้สมัครจากทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่มีกำหนดขึ้นเวที ได้แก่ พรทิพย์ โม่งใหญ่, ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน, กฤตวิทย์ หริมเทพาทิป, ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ และ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายและผู้สนับสนุนเข้าร่วมพูดคุย ได้แก่ พรรณิการ์ วานิช, ธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตอนุกรรมการไอที กองทุนประกันสังคม และ พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร จากทีมนโยบายสาธารณสุขของทีมประกันสังคมก้าวหน้า

ในมุมของผู้ติดตามข่าวสาร การจัดเวทีครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ไม่ได้สื่อสารเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงประกันสังคมเข้ากับแนวคิดรัฐสวัสดิการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมไทย ประชาชนจำนวนมากต้องการเห็นระบบที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้การรักษาพยาบาลเข้าถึงง่าย และสร้างความมั่นคงให้กับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยทำงานไปจนถึงวัยเกษียณ

ทำไมผู้ประกันตนควรติดตามการเลือกตั้ง

แม้หลายคนอาจมองว่าการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งสามารถส่งผลต่อผู้ประกันตนจำนวนมาก การติดตามข้อมูลจากผู้สมัครแต่ละทีมจึงช่วยให้ประชาชนเปรียบเทียบนโยบายและพิจารณาวิสัยทัศน์ได้รอบด้าน สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือความชัดเจนของนโยบาย ความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน ความโปร่งใส และแนวทางตรวจสอบการบริหารกองทุน

สำหรับผู้ที่สนใจ ควรตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ และหลักเกณฑ์การเลือกตั้งจากช่องทางทางการ รวมถึงศึกษาข้อมูลผู้สมัครอย่างรอบคอบ ไม่ควรตัดสินใจจากข้อความสั้น ๆ หรือภาพประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว การมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนจะช่วยให้การเลือกตั้งสะท้อนเสียงของคนทำงานได้มากขึ้น และทำให้คณะกรรมการชุดใหม่เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าลงพื้นที่หาเสียงสีลม เตรียมจัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย 25 ก.ย. นี้ จึงเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่ควรติดตามก่อนถึงวันเลือกตั้ง เพราะช่วงโค้งสุดท้ายมักเป็นเวลาที่ผู้สมัครนำเสนอรายละเอียดนโยบายอย่างเข้มข้นที่สุด ในภาพรวม กระแสการตื่นตัวเรื่องประกันสังคมสะท้อนว่าผู้คนต้องการมีส่วนร่วมกับระบบสวัสดิการมากกว่าเดิม และเทรนด์นี้น่าจะทำให้การสื่อสารเรื่องสิทธิของผู้ประกันตนมีความสำคัญต่อเนื่องในอนาคต

ข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกันตนคือ ใช้เวลาศึกษาข้อมูล ฟังนโยบายจากหลายมุม และเข้ามามีส่วนร่วมตามสิทธิของตัวเอง เพราะประกันสังคมเป็นกองทุนที่เกี่ยวข้องกับทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกตัวแทน แต่เป็นการร่วมกำหนดทิศทางหลักประกันของคนทำงานในวันข้างหน้า

ที่มา – ทีมประกันสังคมก้าวหน้าลงพื้นที่หาเสียงสีลม เตรียมจัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย 25 ก.ย. นี้

ศรัทธาแพ้สีกา ป๋อง สุพรรณ เปิดใจปมวัด

ประเด็นข่าวของ “ศรัทธาแพ้สีกา” ป๋อง สุพรรณ กลับมาได้รับความสนใจจากประชาชนอีกครั้ง หลังเสมอ งิ้วงาม หรือ “ป๋อง สุพรรณ” เซียนพระชื่อดัง เดินทางเข้าให้ปากคำในฐานะพยานต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา การเข้าให้ข้อมูลครั้งนี้เกี่ยวข้องกับกรณีมูลนิธิหวันโชติ ซึ่งมีชื่อของอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์เป็นผู้ก่อตั้ง

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวในแวดวงพระเครื่องหรือข่าวบันเทิงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธา ความไว้ใจ และการบริหารจัดการเงินทำบุญในสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ สำหรับคนทั่วไป ข่าวดังกล่าวอาจทำให้เกิดคำถามว่า ผู้ที่ร่วมทำบุญหรือช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมของวัดควรตรวจสอบข้อมูลมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ความตั้งใจดีเดินทางไปถึงเป้าหมายอย่างโปร่งใส

“ศรัทธาแพ้สีกา” ป๋องเปิดใจหลังให้ปากคำกองปราบฯ

ป๋อง สุพรรณ ชี้แจงว่า ตนเองไม่มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินของมูลนิธิหรือเงินที่เกี่ยวข้องกับวัด โดยอำนาจดังกล่าวอยู่กับอดีตเจ้าอาวาสและเลขาธิการมูลนิธิเป็นหลัก บทบาทของป๋องคือการช่วยงานด้านการจัดสร้างวัตถุมงคล การประชาสัมพันธ์ และการเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาร่วมทำบุญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน

เขาเล่าว่าเข้ามาช่วยงานวัดตั้งแต่ปี 2552 เพราะมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในแนวทางของอดีตเจ้าอาวาส โดยก่อนหน้านี้อดีตเจ้าอาวาสเคยระบุว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือจับต้องเงินของวัด ทำให้ป๋องตัดสินใจช่วยดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และไม่ได้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายหรือรับเงินจากทางวัดเพื่อเป็นผลตอบแทน

การทำงานของเขามีเป้าหมายเพื่อนำรายได้ไปใช้ในการบูรณะวัด รวมถึงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่และประชาชนโดยรวม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการโอนเงินทำบุญเป็นประจำ ป๋องระบุว่าเงินส่วนหนึ่งถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสโดยตรง เพราะความเชื่อใจและความศรัทธาที่มีมาอย่างยาวนาน

ประเด็นทองคำ 1 กิโลกรัมและเจตนาเดิม

อีกประเด็นที่หลายคนติดตามคือเรื่องทองคำหนัก 1 กิโลกรัม ซึ่งป๋องชี้แจงว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปหุ้มองค์จตุคามรามเทพ ไม่ได้มีเจตนาเกี่ยวข้องกับการนำไปใช้ส่วนตัว ล่าสุดช่างทองได้ติดต่อเพื่อขอนำทองคำส่วนที่เหลือมาคืนแล้ว ป๋องจึงมีความตั้งใจให้ทางวัดนำทองคำดังกล่าวไปดำเนินการต่อให้ตรงตามเจตนาเดิม

หากไม่สามารถดำเนินการตามแผนเดิมได้ เขาเห็นว่าทองคำควรถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อวัด เช่น การบูรณะวิหารหรือปรับปรุงพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเข้ามากราบไหว้และทำกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างเหมาะสม จุดนี้ถือเป็นตัวอย่างว่าทรัพย์สินหรือสิ่งของที่เกิดจากการทำบุญควรมีการบันทึกที่มา วัตถุประสงค์ และผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

ความรู้สึกหลังเกิดข้อกล่าวหา

เมื่อเกิดข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอดีตเจ้าอาวาสกับสีกาเอ๋ รวมถึงประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการยักยอกเงินวัด ป๋องยอมรับว่ารู้สึกตกใจ เสียใจ และรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เขามองว่าตนเองถูกหลอกมาตลอดระยะเวลาประมาณ 20 ปี เพราะความเชื่อมั่นที่มีต่อบุคคลและสถานที่ซึ่งเคารพศรัทธา

คำพูดที่กลายเป็นที่จดจำคือ “ศรัทธามันก็แพ้สีกาได้” ซึ่งสะท้อนความรู้สึกผิดหวังของคนที่เคยทุ่มเทเวลาและแรงกายให้กับงานวัด ประโยคนี้จึงถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เพราะมีทั้งมุมของข่าวดราม่าและมุมของบทเรียนชีวิตว่า ความศรัทธาที่มากเกินไปอาจทำให้เราละเลยการตรวจสอบข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงประเด็นต่าง ๆ ในเวลานี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและกระบวนการยุติธรรม ผู้ติดตามข่าวควรแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ข้อกล่าวหา และคำชี้แจงของแต่ละฝ่าย ไม่ควรตัดสินบุคคลใดล่วงหน้าจนกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบหลักฐานอย่างครบถ้วน

ปมวัตถุมงคลรุ่นเหนือดวง

สำหรับวัตถุมงคลรุ่น “เหนือดวง” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มนักสะสมและชาวต่างชาติ ป๋องยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดสร้าง เพราะวัตถุมงคลรุ่นนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่เขาจะเข้ามาช่วยงานที่วัด ดังนั้น ผู้ที่ต้องการสะสมหรือซื้อขายควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด ทั้งปีที่จัดสร้าง ผู้จัดสร้าง แหล่งที่มา และเอกสารรับรองต่าง ๆ

ในมุมของวงการพระเครื่อง ราคาที่สูงขึ้นตามกระแสไม่ได้หมายความว่าวัตถุมงคลทุกชิ้นจะมีมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน ผู้สนใจควรใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่รีบตัดสินใจเพราะคำโฆษณาหรือกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ และควรระวังการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีบุคคลจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง

บทเรียนสำหรับผู้ร่วมทำบุญ

ป๋องกล่าวขอโทษลูกศิษย์และผู้ที่เคยชักชวนให้มาร่วมทำบุญที่วัด โดยย้ำว่าผู้ที่ตั้งใจทำบุญย่อมได้รับกุศลจากเจตนาที่ดีแล้ว ส่วนเงินที่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ผู้เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบตามข้อเท็จจริงและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

สำหรับประชาชน ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้การทำบุญเดินควบคู่ไปกับความรอบคอบ ก่อนโอนเงินควรตรวจสอบชื่อบัญชีว่าเป็นบัญชีของหน่วยงานหรือบุคคลใด ขอหลักฐานการรับเงิน และติดตามรายงานการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ควรมีคณะกรรมการหลายฝ่ายร่วมตรวจสอบ ไม่ควรฝากความรับผิดชอบไว้กับคนเพียงคนเดียว

ในยุคดิจิทัล วัดและมูลนิธิสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างความโปร่งใสได้ เช่น เผยแพร่รายรับรายจ่ายผ่านเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย ใช้ระบบใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ และเปิดช่องทางให้ผู้บริจาคสอบถามข้อมูลได้โดยตรง แนวทางเหล่านี้จะช่วยลดความเข้าใจผิดและทำให้ผู้มีจิตศรัทธาติดตามการใช้เงินได้ง่ายขึ้น

กรณี “ศรัทธาแพ้สีกา” จึงไม่ควรถูกมองแค่เรื่องดราม่าของคนดังหรือข่าวในวงการพระเครื่องเท่านั้น แต่ควรมองเป็นบทเรียนเรื่องการตรวจสอบ การแยกแยะข้อมูล และการบริหารศรัทธาอย่างมีสติ สุดท้ายแล้วความตั้งใจทำบุญเป็นสิ่งที่ดี แต่การทำให้เงินและทรัพย์สินถูกใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ก็เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย

ผู้อ่านควรติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ พร้อมหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพราะการใช้วิจารณญาณอย่างรอบด้านจะช่วยให้สังคมเดินหน้าไปพร้อมกับความศรัทธาและความโปร่งใส

ที่มา – “ศรัทธาแพ้สีกา” ป๋อง เปิดใจหลังให้ปากคำกองปราบฯ รับเสียใจ ถูกอดีตเจ้าอาวาสหลอก

ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาท ตลอดโครงการ ต.ค.-พ.ย. พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,000 บาทในเดือนตุลาคม

ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาท ตลอดโครงการ ต.ค.-พ.ย. พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,000 บาทในเดือนตุลาคม ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่จำเป็นในช่วงที่ราคาพลังงานและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) เพื่อช่วยบรรเทาภาระประชาชน ดูแลผู้มีรายได้น้อย และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง มาตรการนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การเพิ่มวงเงินให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการร่วมจ่าย 60/40 สำหรับประชาชนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์

ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาท ตลอดโครงการ ต.ค.-พ.ย. พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,000 บาทในเดือนตุลาคม

สำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะได้รับวงเงินเพิ่มในเดือนตุลาคม จากเดิม 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นวงเงินรวม 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยเป็นการเพิ่มวงเงินอีก 700 บาท เพื่อใช้ซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัด ร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด และร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ

มาตรการดังกล่าวมุ่งช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและราคาสินค้าที่ผันผวนค่อนข้างเร็ว การเพิ่มวงเงินในช่วงเดือนตุลาคมจึงช่วยให้ครัวเรือนสามารถจัดสรรงบประมาณสำหรับอาหารและของใช้จำเป็นได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สิทธิควรตรวจสอบเงื่อนไขและร้านค้าที่รับสิทธิให้ชัดเจนก่อนเดินทางไปใช้บริการ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน

รายละเอียดมาตรการร่วมจ่าย 60/40

อีกส่วนสำคัญของโครงการคือมาตรการร่วมจ่าย 60/40 ซึ่งเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายในอัตรา 60% ของยอดใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ

โครงการกำหนดระยะเวลาใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 ผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในช่วงเวลา 06.00-23.00 น. ส่วนการซื้ออาหารและเครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการ สามารถใช้สิทธิผ่านระบบที่กำหนดในช่วงเวลา 06.00-21.00 น.

ใครมีสิทธิเข้าร่วมโครงการ

กลุ่มเป้าหมายของมาตรการนี้ครอบคลุมทั้งผู้ที่ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) อยู่แล้ว และผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

  • มีสัญชาติไทย
  • มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันสิทธิ
  • มีบัตรประจำตัวประชาชน
  • ไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐ

ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการสามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ควรดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งทางการเท่านั้น และอย่ากรอกข้อมูลส่วนตัวผ่านลิงก์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

ผลต่อประชาชนและร้านค้ารายย่อย

ในมุมของประชาชน โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ในช่วงเวลาที่ครัวเรือนต้องรับมือกับราคาสินค้าและพลังงานที่ไม่แน่นอน ขณะที่ร้านค้ารายย่อยจะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากผู้ใช้สิทธิมีแรงจูงใจในการจับจ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เงินที่หมุนเวียนในระบบจึงอาจช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง

กระทรวงการคลังระบุว่า ยังมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 44,000 ล้านบาทสำหรับนำมาใช้ดำเนินมาตรการดังกล่าว เป้าหมายสำคัญคือการพยุงกำลังซื้อของประชาชน ควบคู่กับการช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

สำหรับผู้ที่สนใจ ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วม วิธีใช้สิทธิ และเงื่อนไขล่าสุดอย่างใกล้ชิด เพราะรายละเอียดของโครงการอาจมีการอัปเดตเพิ่มเติม การวางแผนใช้วงเงินให้เหมาะสม โดยเน้นสินค้าจำเป็นและใช้สิทธิภายในช่วงเวลาที่กำหนด จะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

โดยสรุป ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาท ตลอดโครงการ ต.ค.-พ.ย. พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,000 บาทในเดือนตุลาคม เป็นมาตรการที่เน้นทั้งการลดภาระประชาชนและกระตุ้นรายได้ร้านค้ารายย่อย เทรนด์สำคัญจากนโยบายนี้คือการใช้แอปพลิเคชันดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงสิทธิ ดังนั้นผู้มีสิทธิควรเตรียมแอปพลิเคชัน ตรวจสอบข้อมูลให้พร้อม และยืนยันสิทธิภายในกำหนดเวลา เพื่อไม่พลาดความช่วยเหลือที่มีให้

ที่มา – ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)’ รัฐช่วยจ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาท ตลอดโครงการ ต.ค.-พ.ย. พร้อมเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการ 1,000 บาทในเดือนตุลาคม

ปปง. กางมติยึดทรัพย์ ‘นพ.บุญ’ เพิ่ม 1,799 ล้าน คดีฉ้อโกงประชาชน พร้อมชงอัยการริบทรัพย์เครือข่ายพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ ตกเป็นของแผ่นดิน

ปปง. กางมติยึดทรัพย์ ‘นพ.บุญ’ เพิ่ม 1,799 ล้าน คดีฉ้อโกงประชาชน พร้อมชงอัยการริบทรัพย์เครือข่ายพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ ตกเป็นของแผ่นดิน เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องทั้งคดีฉ้อโกงประชาชน การฟอกเงิน และการพนันออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 8/2569 โดยมีมติสำคัญเกี่ยวกับการยึด อายัด และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อดำเนินการกับทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหลายประเภท รวมทั้งหมด 39 รายคดี ทรัพย์สิน 918 รายการ พร้อมดอกผล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,902 ล้านบาท

ปปง. กางมติยึดทรัพย์ ‘นพ.บุญ’ เพิ่ม 1,799 ล้าน คดีฉ้อโกงประชาชน พร้อมชงอัยการริบทรัพย์เครือข่ายพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ ตกเป็นของแผ่นดิน

กรณีที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือคดี “บุญ กับพวก” ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ก่อนหน้านี้มีทรัพย์สินอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง มูลค่าประมาณ 404 ล้านบาท ล่าสุดคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 286 รายการ ทั้งยานพาหนะ ที่ดิน ห้องชุด และเงินในบัญชี รวมมูลค่าประมาณ 1,799 ล้านบาท

การยึดทรัพย์ดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย จึงควรติดตามคำสั่งของศาลเป็นขั้นตอนต่อไป ไม่ควรสรุปว่าผู้เกี่ยวข้องมีความผิดเด็ดขาดจนกว่าคดีจะถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปปง. ให้ความสำคัญกับการติดตามเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่อาจถูกนำไปซุกซ่อนหรือโอนเปลี่ยนมือ

คดีฉ้อโกงและทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบ

นอกจากคดีนพ.บุญแล้ว ยังมีคดีเอกณัฐ์กับพวก หรือกรณีอนันต์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชนและการฟอกเงิน โดยมีคำสั่งยึดทรัพย์สินเพิ่มเติม 5 รายการ ได้แก่ เงินสด ทองรูปพรรณ และยานพาหนะ รวมมูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท

ส่วนคดีการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ปปง. มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของกลุ่มดวงฤดีกับพวก จำนวน 10 รายการ เป็นเงินในบัญชีธนาคาร มูลค่าประมาณ 14 ล้านบาท และคดีนพรัตน์ มีการอายัดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิต 5 รายการ มูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท

อีกส่วนหนึ่งคือการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน รวม 28 รายคดี ทรัพย์สิน 1,645 รายการ มูลค่าประมาณ 1,082 ล้านบาท เหตุผลสำคัญคือการพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดแล้ว ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าทรัพย์สินเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

คดีบริษัท แม็กซิมเทรดเดอร์ หรือ Maxim Trader เป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่ถูกส่งต่อให้อัยการ โดยมีพฤติการณ์สร้างความน่าเชื่อถือ จัดสัมมนา และนำเสนอผลตอบแทนเพื่อชักชวนประชาชนร่วมลงทุน ปปง. ตรวจสอบพบข้อมูลเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้กระทำความผิดในประเทศจีน รวมถึงการถือครองทรัพย์สินแทนกันและการถ่ายโอนทรัพย์สินผ่านนอมินี จึงมีมติให้ดำเนินการกับทรัพย์สิน 1,135 รายการ มูลค่าประมาณ 971 ล้านบาท

สำหรับเครือข่ายการพนันทางอิเล็กทรอนิกส์กรณี “ชนนพัฒฐ์ กับพวก” ก่อนหน้านี้มีการยึดและอายัดทรัพย์สินไปแล้ว 2 ครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 170 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ล่าสุดมีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินเพิ่มเติม 16 รายการตกเป็นของแผ่นดิน รวมมูลค่าประมาณ 13 ล้านบาท ทรัพย์สินดังกล่าวประกอบด้วยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สินค้าแบรนด์เนม ยานพาหนะ และเงินในบัญชี

การคืนทรัพย์สินให้ผู้เสียหาย

ข่าวนี้ไม่ได้มีเพียงการยึดทรัพย์หรือริบทรัพย์เท่านั้น ปปง. ยังมีมติส่งเรื่องให้อัยการขอให้ศาลสั่งนำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหายจำนวน 10 รายคดี รวมทรัพย์สิน 30 รายการ มูลค่าประมาณ 548 ล้านบาท ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายจากคดีฉ้อโกงประชาชน

หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจคือคดีห้างหุ้นส่วนจำกัด พี มายเนอร์ คริปโตเคอเรนซี่ หรือ P Miner Cryptocurrency กับพวก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงให้ประชาชนร่วมลงทุน โดยมีมติส่งเรื่องให้อัยการยื่นคำร้องเพื่อนำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหาย 297 ราย รวม 263 รายการ มูลค่าประมาณ 252 ล้านบาท

สำหรับประชาชนทั่วไป เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนหรือโอนเงิน โดยเฉพาะข้อเสนอที่อ้างผลตอบแทนสูง รับประกันกำไร หรือเร่งให้ตัดสินใจภายในเวลาจำกัด ควรตรวจสอบชื่อบริษัท ใบอนุญาต แหล่งที่มาของผลตอบแทน และบัญชีรับเงินอย่างละเอียด รวมถึงเก็บหลักฐานการสนทนาและรายการโอนเงินไว้เสมอ

ภาพรวมของคดีเหล่านี้ยังสะท้อนแนวโน้มว่า การบังคับใช้กฎหมายกำลังใช้ข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลและเส้นทางการเงินเข้ามาติดตามเครือข่ายอาชญากรรมมากขึ้น ผู้เสียหายควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อพบความผิดปกติ ขณะที่ผู้ลงทุนควรยึดหลัก “ตรวจสอบก่อนโอน” และไม่หลงเชื่อโฆษณาบนโซเชียลมีเดียเพียงเพราะมีคนดังหรือผู้ติดตามจำนวนมากรับรอง

ท้ายที่สุด ปปง. กางมติยึดทรัพย์ ‘นพ.บุญ’ เพิ่ม 1,799 ล้าน คดีฉ้อโกงประชาชน พร้อมชงอัยการริบทรัพย์เครือข่ายพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ ตกเป็นของแผ่นดิน แสดงให้เห็นว่าการจัดการทรัพย์สินจากคดีอาชญากรรมต้องอาศัยทั้งการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐและความร่วมมือจากประชาชน หากพบธุรกรรมต้องสงสัย ควรแจ้งเบาะแสและติดตามสิทธิของตนเองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ปปง. กางมติยึดทรัพย์ ‘นพ.บุญ’ เพิ่ม 1,799 ล้าน คดีฉ้อโกงประชาชน พร้อมชงอัยการริบทรัพย์เครือข่ายพนัน ‘ชนนพัฒฐ์’ ตกเป็นของแผ่นดิน

สหรัฐฯ สอบสวน Binance กรณีคว่ำบาตรอิหร่าน

ข่าวที่ว่า สหรัฐฯ สอบสวน Binance กรณีคว่ำบาตรอิหร่าน กำลังได้รับความสนใจจากทั้งวงการคริปโต นักลงทุน และผู้ติดตามนโยบายการเงินระหว่างประเทศ โดยรายงานระบุว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่า Binance Holdings Ltd. อาจปล่อยให้เกิดการซื้อขายบางรายการที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านหรือไม่ การตรวจสอบดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล และไม่ได้หมายความว่า Binance ถูกตั้งข้อหาหรือมีความผิดแล้ว

ตามข้อมูลจากรายงานข่าว หน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบประกอบด้วยสำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตแมนฮัตตัน และแผนกคดีอาญาของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประเด็นหลักคือการประเมินระบบควบคุมการปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของแพลตฟอร์ม รวมถึงการตรวจสอบว่าธุรกรรมบางประเภทสามารถผ่านระบบคัดกรอง หรือถูกดำเนินการโดยผู้ใช้งานที่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลหรือองค์กรที่ถูกคว่ำบาตรหรือไม่

สหรัฐฯ สอบสวน Binance กรณีคว่ำบาตรอิหร่าน

Binance ระบุผ่านโฆษกว่า บริษัทมีนโยบายไม่ยอมรับการฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย คำชี้แจงยังย้ำว่า บริษัทมุ่งมั่นกำจัดบัญชีหรือผู้ใช้งานที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยออกจากระบบ จุดยืนนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ต้องรับมือกับธุรกรรมจำนวนมหาศาลจากผู้ใช้งานทั่วโลกในทุกวัน

สหรัฐฯ สอบสวน Binance กรณีคว่ำบาตรอิหร่านอย่างไร

สิ่งที่สาธารณชนควรแยกให้ออกคือ ความแตกต่างระหว่างการสอบสวน การตั้งข้อหา และการพิพากษาว่ามีความผิด การสอบสวนเป็นกระบวนการที่เจ้าหน้าที่ใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เอกสาร เส้นทางการเงิน และการทำงานของระบบกำกับดูแลภายใน ส่วนการตั้งข้อหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออัยการเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอตามกฎหมาย ดังนั้น ข่าวการตรวจสอบ Binance ในครั้งนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าบริษัททำผิด

ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตา Binance จากหลายฝ่ายอยู่แล้ว บริษัทอ้างว่าเป็นหนึ่งในตลาดซื้อขายคริปโตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้ใช้งานและปริมาณการซื้อขาย โดยมีรายงานว่าบริษัทมียอดซื้อขายรวมหลายล้านล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 และมีผู้ใช้งานมากกว่า 320 ล้านราย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งอิทธิพลของแพลตฟอร์ม และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นในการป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ มีรายงานเกี่ยวกับอดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎของ Binance ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับเงินจำนวนประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกโอนจากบริษัทในฮ่องกงสองแห่งไปยังกระเป๋าคริปโตที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับหน่วยงานซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน รวมถึงกลุ่มฮูตีในเยเมน รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ภายในบางรายถูกเลิกจ้างหรือพักงาน ขณะที่ Binance ปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงบุคลากรไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปิดกั้นการสอบสวน

Binance ยังได้ดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับสื่อบางแห่งที่รายงานประเด็นดังกล่าว บริษัทเผยแพร่บทความชี้แจงว่า การลาออกหรือการพ้นจากตำแหน่งของบุคลากรไม่มีสาเหตุมาจากการสอบสวนโดยตรง และยืนยันว่าบริษัทไม่ได้ปฏิเสธการเข้าถึงข้อมูลของผู้ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาททางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป และศาลยังไม่ได้มีคำตัดสินขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทั้งหมด

ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ยื่นคำร้องทางแพ่งเพื่อขอยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับ Blessed Trust และ Hexa Whale โดยพยายามเรียกคืนเงินประมาณ 61 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่าเกี่ยวข้องกับการขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของอิหร่านผ่านตลาดมืด เอกสารดังกล่าวระบุว่าบริษัททั้งสองและบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจมีบทบาทสำคัญในการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร แต่คำร้องไม่ได้กล่าวหา Binance ว่ากระทำผิดโดยตรง

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมคริปโตและผู้ใช้งาน

กรณี สหรัฐฯ สอบสวน Binance กรณีคว่ำบาตรอิหร่าน อาจส่งผลต่อทิศทางการกำกับดูแลตลาดคริปโตในวงกว้าง หน่วยงานรัฐทั่วโลกให้ความสำคัญกับการป้องกันการฟอกเงิน การจัดหาเงินทุนให้กลุ่มติดอาวุธ และการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ แม้คริปโตจะเป็นสินทรัพย์ที่ทำงานบนเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ แต่แพลตฟอร์มซื้อขายยังคงมีหน้าที่คัดกรองลูกค้า ตรวจสอบธุรกรรม และรายงานกิจกรรมที่มีความเสี่ยงในหลายเขตอำนาจศาล

จุดท้าทายสำคัญคือ คริปโตเคอร์เรนซีมีลักษณะกึ่งนิรนามและสามารถโอนข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว ผู้กระทำผิดอาจใช้กระเป๋าหลายใบ แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนหลายแห่ง หรือบริการที่ช่วยปกปิดเส้นทางการเงินเพื่อทำให้การติดตามทำได้ยากขึ้น รายงานจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนบางแห่งประเมินว่า มูลค่าคริปโตที่ส่งไปยังหน่วยงานซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2025 สถานการณ์นี้ทำให้รัฐบาลต้องการให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบให้ใกล้เคียงกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม

  • ผู้ใช้งาน: ควรตรวจสอบสถานะบัญชี ข้อกำหนดการถอนเงิน และประกาศจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ
  • นักลงทุน: ควรประเมินความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ไม่ใช่ดูเพียงค่าธรรมเนียมหรือปริมาณการซื้อขาย
  • แพลตฟอร์ม: ต้องลงทุนในระบบรู้จักลูกค้า การตรวจสอบธุรกรรม และทีมกำกับดูแลที่มีอิสระ
  • หน่วยงานรัฐ: ควรสื่อสารกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจและผู้ใช้งานสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ข่าวนี้ไม่ได้หมายความว่าการถือครองคริปโตบน Binance หรือแพลตฟอร์มอื่นจะผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าการใช้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความผันผวนของราคา ความเสี่ยงจากการถูกอายัดบัญชี ความล่าช้าในการถอนเงิน และความเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ นักลงทุนควรเก็บหลักฐานการทำธุรกรรม ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยหลายชั้น และหลีกเลี่ยงการรับโอนเงินจากแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

ในมุมมองของตลาด การตรวจสอบครั้งนี้อาจเป็นบททดสอบสำคัญของระบบกำกับดูแล Binance เพราะผู้ให้บริการรายใหญ่ไม่ได้ถูกประเมินเพียงจากความเร็วและสภาพคล่องเท่านั้น แต่ยังถูกวัดจากความสามารถในการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายด้วย หากบริษัทสามารถแสดงหลักฐานว่ามีมาตรการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นอาจฟื้นตัวได้ แต่หากพบช่องโหว่ที่ร้ายแรง ผลกระทบอาจขยายไปถึงคู่ค้า ผู้ใช้งาน และบริษัทคริปโตรายอื่น

โดยสรุป สหรัฐฯ สอบสวน Binance กรณีคว่ำบาตรอิหร่าน เป็นข่าวที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ผู้อ่านควรรอผลการตรวจสอบและเอกสารทางกฎหมายก่อนสรุปว่ามีการกระทำผิด นักลงทุนควรใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง แยกข้อเท็จจริงออกจากข้อกล่าวหา และเตรียมแผนรับมือความเสี่ยงอยู่เสมอ สำหรับตลาดคริปโต เหตุการณ์นี้ย้ำชัดว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนต้องมาพร้อมความโปร่งใส ระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง และความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งาน

ติดตามความคืบหน้าจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบประกาศอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจซื้อขายหรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัลทุกครั้ง

ที่มา – Feds Reportedly Investigating Crypto Titan Binance Over Iran Sanctions

DSI ขีดเส้น 28 ก.ย. สอบ ‘สมชาติ’ ปมบริษัทต้องสงสัยและนอมินีต่างชาติ

ประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจในแวดวงข่าวการเมืองและอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต คือการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กรณี DSI สอบ ‘สมชาติ’ ปม นอมินีต่างชาติ หลังพบข้อมูลจากชั้นสืบสวนว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดินและห้องชุดร่วมกับชาวต่างชาติผ่านนิติบุคคลหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยังไม่มีข้อสรุปว่าบุคคลใดกระทำความผิด

คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง DSI ระบุว่า สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน ได้ประสานขอเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานในวันที่ 28 กันยายน 2569 หลังจากก่อนหน้านี้มีการขอเลื่อนหมายเรียกมาแล้ว 3 ครั้ง การเข้าชี้แจงครั้งนี้จึงถูกจับตามอง เพราะอาจเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาว่าจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปอย่างไร

DSI สอบ ‘สมชาติ’ ปม นอมินีต่างชาติ คืออะไร

หัวใจของการตรวจสอบอยู่ที่พฤติการณ์การถือหุ้นและการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทมากกว่า 30 แห่ง โดยรายงานข่าวระบุว่า บริษัทส่วนใหญ่มีลักษณะไม่ได้ประกอบธุรกิจอย่างชัดเจน แต่กลับเข้าไปเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน อาคาร หรือห้องชุดร่วมกับชาวต่างชาติ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท

อีกประเด็นที่เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจคือ การถือหุ้นในสัดส่วนสูงถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ในบางบริษัท หากบริษัทเหล่านั้นไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริง ย่อมทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัท แหล่งที่มาของเงินทุน ผู้ที่เป็นผู้ควบคุมกิจการตัวจริง รวมถึงเส้นทางการเงินที่ใช้ในการซื้อหรือครอบครองอสังหาริมทรัพย์

คำว่า “นอมินี” โดยทั่วไปหมายถึงการใช้บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนอำพราง เพื่อให้ผู้ที่ไม่สามารถถือครองทรัพย์สินหรือดำเนินธุรกิจได้โดยตรงเข้ามาควบคุมผลประโยชน์แทน ประเด็นนี้มีความละเอียดอ่อนทางกฎหมายอย่างมาก การพบชื่อบุคคลอยู่ในเอกสารบริษัทเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ามีความผิด ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานและเจตนาที่แท้จริงอย่างรอบด้าน

ประเด็นที่ DSI เตรียมซักถาม

สำหรับการให้ข้อมูลในวันที่ 28 กันยายน พนักงานสืบสวนเตรียมสอบถามหลายประเด็น ตั้งแต่ลักษณะการประกอบธุรกิจของแต่ละบริษัท หน้าที่ในการบริหารงาน โครงสร้างผู้ถือหุ้น การทำสัญญาเช่า ตลอดจนความเชื่อมโยงกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการเปิดสำนักงานกฎหมาย ซึ่งถูกใช้เป็นที่ทำการพรรค และแหล่งที่มาของเงินทุนที่นำมาใช้หมุนเวียนในธุรกิจ

เอกสารที่คาดว่าจะมีความสำคัญ ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท เอกสารจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท รายชื่อผู้ถือหุ้น โครงสร้างผู้บริหาร สัญญาซื้อขายหรือสัญญาเช่า รวมถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร เอกสารเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพว่าเงินทุนมาจากใคร มีการโอนเงินระหว่างบุคคลหรือนิติบุคคลอย่างไร และการดำเนินธุรกิจมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงการจัดตั้งขึ้นเพื่อถือครองทรัพย์สิน

ลำดับการขอเลื่อนหมายเรียก

  • ครั้งที่ 1 วันที่ 31 สิงหาคม 2569: ระบุว่าไม่ได้รับเอกสารหมายเรียกที่บ้านพัก
  • ครั้งที่ 2 วันที่ 7 กันยายน 2569: ขอเลื่อนเนื่องจากติดภารกิจประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และภารกิจลงพื้นที่
  • ครั้งที่ 3 วันที่ 14 กันยายน 2569: ขอเลื่อนอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด

แม้การเลื่อนหมายเรียกจะทำให้สังคมตั้งคำถาม แต่การพิจารณาควรยึดข้อเท็จจริงและเอกสารเป็นหลัก การเข้าพบเจ้าหน้าที่ในฐานะพยานไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว ขณะเดียวกัน ผู้เกี่ยวข้องก็ควรให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและนำเอกสารที่ตรวจสอบได้มาชี้แจง เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับประชาชน

DSI ย้ำว่าขณะนี้ยังเป็นเพียงกระบวนการสืบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลและพยานเอกสาร เจ้าหน้าที่จะนำคำชี้แจงของสมชาติไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากพยานรายอื่น ก่อนพิจารณาเสนออธิบดี DSI ว่ามีเหตุเพียงพอที่จะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ดังนั้น การรายงานข่าวควรใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง และแยกให้ชัดเจนระหว่างข้อกล่าวหา ข้อสงสัย และข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันแล้ว

ในมุมของคนติดตามข่าวอสังหาริมทรัพย์ กรณีนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญว่า หน่วยงานรัฐกำลังให้ความสำคัญกับโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินของชาวต่างชาติและการใช้บริษัทตัวแทนมากขึ้น ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้ประกอบการควรตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ ผู้ถือหุ้น แหล่งเงินทุน และสัญญาทุกฉบับอย่างละเอียด อย่าเลือกใช้โครงสร้างธุรกิจที่ไม่โปร่งใสเพียงเพราะต้องการลดขั้นตอนหรือเพิ่มความสะดวก สุดท้ายแล้ว ความชัดเจนของเอกสารและการดำเนินธุรกิจจริงคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ที่มา – DSI ขีดเส้น 28 ก.ย. สอบ ‘สมชาติ’ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ปมนอมินีต่างชาติ สแกน 30 บริษัทต้องสงสัยถือครองอสังหาฯ 100 ล้าน

‘ศานนท์’ แจงปมปิดพิพิธภัณฑ์เด็ก 2 แห่ง ชี้เป็นช่วงสุญญากาศงบประมาณใหม่

‘ศานนท์’ แจงปมปิดพิพิธภัณฑ์เด็ก 2 แห่ง หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีพิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 จตุจักร และพิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 2 ทุ่งครุ ประกาศปิดให้บริการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยกรุงเทพมหานครยืนยันว่า การปิดครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนนโยบายหรือการยุติการดำเนินงานถาวร แต่เป็นปัญหาในช่วงรอยต่อของปีงบประมาณและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างผู้รับจ้างรายใหม่

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ปกครองและครอบครัวจำนวนมาก เพราะพิพิธภัณฑ์เด็กทั้งสองแห่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดและปิดภาคเรียน เด็ก ๆ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ทดลองลงมือทำ และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ขณะที่ผู้ปกครองก็มีทางเลือกในการพาบุตรหลานทำกิจกรรมนอกบ้านที่ส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม

‘ศานนท์’ แจงปมปิดพิพิธภัณฑ์เด็ก 2 แห่ง

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายว่า สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวได้ประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์และสามารถวางแผนการใช้บริการได้อย่างเหมาะสม การแจ้งล่วงหน้าถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดความสับสน และทำให้ผู้ปกครองมีเวลาหาสถานที่เรียนรู้หรือกิจกรรมทดแทนสำหรับเด็กในช่วงที่พิพิธภัณฑ์หยุดให้บริการ

สาเหตุสำคัญมาจากกระบวนการพิจารณางบประมาณของสภากรุงเทพมหานครที่ล่าช้ากว่าปกติ เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ส่งผลให้หน่วยงานต้นสังกัดมีเวลาสำหรับเตรียมขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างน้อยลง เมื่อสัญญาการบริหารจัดการเดิมสิ้นสุดลง จึงเกิดช่วงสุญญากาศระหว่างการส่งต่อพื้นที่และการคัดเลือกผู้รับจ้างรายใหม่

อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครระบุว่า งบประมาณสำหรับการดำเนินงานมีการจัดสรรไว้ตลอดทั้งปี ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดงบประมาณโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับกรอบเวลาและขั้นตอนตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งหน่วยงานจำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้

ทำไมการจัดซื้อจัดจ้างจึงส่งผลต่อการเปิดบริการ

การบริหารพิพิธภัณฑ์เด็กต้องอาศัยผู้รับจ้างที่ดูแลหลายด้าน ตั้งแต่การจัดกิจกรรม การดูแลความปลอดภัย การบำรุงรักษาพื้นที่ ไปจนถึงการให้บริการแก่เด็กและผู้ปกครอง ดังนั้น การเปลี่ยนผู้รับจ้างจึงไม่สามารถดำเนินการแบบเร่งรัดโดยข้ามขั้นตอนได้ เพราะอาจกระทบต่อคุณภาพบริการและความปลอดภัยของผู้ใช้พื้นที่

ในทางปฏิบัติ หน่วยงานต้องจัดทำรายละเอียดโครงการ กำหนดขอบเขตงาน ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง พิจารณาข้อเสนอ และทำสัญญากับผู้รับจ้างที่ผ่านเกณฑ์ กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะในช่วงที่งบประมาณใหม่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือการอนุมัติล่าช้า จึงทำให้เกิดช่วงหยุดบริการที่ไม่มีใครต้องการ

ศานนท์ยอมรับว่า การปิดชั่วคราวย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้ปกครองในช่วงปิดเทอม พร้อมกำชับให้หน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาและหาผู้รับจ้างรายใหม่ให้เร็วที่สุด เป้าหมายสำคัญคือทำให้ช่วงเวลาที่พิพิธภัณฑ์ต้องหยุดบริการสั้นลง และสามารถกลับมาเปิดพื้นที่เรียนรู้ให้เยาวชนได้โดยเร็ว

ผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว

พิพิธภัณฑ์เด็กไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแสดงสิ่งของ แต่เป็นพื้นที่ที่ออกแบบให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น การทดลอง และการสื่อสารกับผู้อื่น กิจกรรมลักษณะนี้ช่วยเสริมทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในห้องเรียนทั่วไป

การปิดบริการแม้เพียงช่วงเวลาหนึ่งจึงมีผลต่อแผนการเดินทางของครอบครัว รวมถึงผู้ประกอบการหรือชุมชนโดยรอบที่เกี่ยวข้องกับผู้มาใช้บริการ ผู้ปกครองบางส่วนอาจต้องเปลี่ยนไปใช้บริการพื้นที่เรียนรู้เอกชน หรือจัดกิจกรรมภายในบ้านแทน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดแตกต่างกัน

เพื่อบรรเทาผลกระทบ ผู้ปกครองควรติดตามประกาศจากกรุงเทพมหานครและสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด รวมถึงตรวจสอบกำหนดการเปิดให้บริการก่อนเดินทาง การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยหลีกเลี่ยงการเดินทางเสียเที่ยว และทำให้ครอบครัวสามารถเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยของเด็กได้

  • ตรวจสอบประกาศล่าสุดจากช่องทางทางการของกรุงเทพมหานคร
  • เช็กวันและเวลาทำการก่อนพาเด็กไปใช้บริการ
  • เตรียมกิจกรรมเรียนรู้ทดแทนระหว่างรอพิพิธภัณฑ์เปิด
  • ติดตามข้อมูลการเปิดรับผู้รับจ้างและการส่งมอบพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ความคาดหวังต่อการเปิดบริการอีกครั้ง

ประชาชนคาดหวังว่าเมื่อได้ผู้รับจ้างรายใหม่แล้ว พิพิธภัณฑ์เด็กทั้งสองแห่งจะกลับมาเปิดบริการอย่างมีประสิทธิภาพ และอาจได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์เด็กยุคใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ สื่อดิจิทัล หรือการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับทักษะแห่งอนาคต

ในมุมของผู้ใช้บริการ การสื่อสารที่ชัดเจนและรวดเร็วเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การบริหารจัดการพื้นที่ หากมีการแจ้งกำหนดการที่แน่นอน อธิบายสาเหตุอย่างตรงไปตรงมา และอัปเดตความคืบหน้าเป็นระยะ ก็จะช่วยสร้างความเข้าใจและลดความกังวลของประชาชนได้

กรณี ‘ศานนท์’ แจงปมปิดพิพิธภัณฑ์เด็ก 2 แห่ง จึงสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารพื้นที่สาธารณะสำหรับเด็กจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าและมีระบบรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านของงบประมาณ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีครอบครัวใช้บริการจำนวนมาก ความต่อเนื่องของพื้นที่เรียนรู้ควรถูกให้ความสำคัญไม่แพ้การก่อสร้างหรือการจัดสรรงบประมาณ

ท้ายที่สุด ประชาชนควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการ และร่วมสะท้อนความคิดเห็นต่อคุณภาพบริการหลังพิพิธภัณฑ์กลับมาเปิดอีกครั้ง เพราะเสียงจากผู้ปกครองและเด็กจะช่วยให้การพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้มากขึ้น หากกรุงเทพมหานครสามารถเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ควบคู่กับการวางแผนป้องกันปัญหาช่วงรอยต่อในอนาคต พิพิธภัณฑ์เด็กก็จะกลับมาเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและเข้าถึงได้สำหรับทุกครอบครัว

ที่มา – ‘ศานนท์’ แจงปมปิดพิพิธภัณฑ์เด็ก 2 แห่ง ชี้เป็นช่วงสุญญากาศรองบประมาณใหม่ สั่งเร่งหาผู้รับจ้างคืนพื้นที่เรียนรู้ให้เยาวชน

กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนัก 23-27 ก.ย. คลื่นลมแรงทั่วประเทศ

กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนัก 23-27 ก.ย. คลื่นลมแรงทั่วประเทศ โดยขอให้ประชาชนติดตามประกาศสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวหลายพื้นที่มีโอกาสเผชิญฝนตกหนักถึงหนักมาก ฝนสะสม และลมแรง สถานการณ์นี้อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมถึงดินโคลนถล่มในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำได้

ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ระบุว่า พื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก รวมถึงภาคใต้ฝั่งตะวันออก ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ควรเตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่อาจตกต่อเนื่องและมีปริมาณมากกว่าปกติ

กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนัก 23-27 ก.ย. คลื่นลมแรงทั่วประเทศ

สำหรับแนวโน้มระหว่างวันที่ 23-27 กันยายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางจะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตามแนวร่องมรสุม ขณะเดียวกันมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ปัจจัยทั้งสองอย่างจะทำให้หลายภูมิภาคมีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้

คำเตือนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีฝนตกหนักตลอดทั้งวัน แต่ลักษณะฝนที่ตกในช่วงสั้นๆ ด้วยปริมาณมากอาจสร้างผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีพื้นผิวคอนกรีตจำนวนมาก ระบบระบายน้ำอาจรองรับไม่ทัน ส่วนพื้นที่เกษตรและชุมชนใกล้เชิงเขาควรระวังน้ำไหลจากพื้นที่สูงเป็นพิเศษ

กรุงเทพฯ มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่

กรุงเทพมหานครและปริมณฑลคาดว่าจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งวัดข้อมูลถึงเวลา 07.00 น. พบว่ามีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยสำนักงานเขตหนองจอกบริเวณจุดวัดประตูระบายน้ำคลองหลวงแพ่งมีปริมาณฝนสูงสุด 37.0 มิลลิเมตร รองลงมาคือเขตลาดกระบัง 19.0 มิลลิเมตร และเขตประเวศ 14.0 มิลลิเมตร

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดยังไม่มีรายงานจุดเร่งการระบายน้ำบนถนนสายหลัก ประชาชนที่ต้องเดินทางควรเผื่อเวลาและตรวจสอบเส้นทางก่อนออกจากบ้าน โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเลิกงานซึ่งเป็นช่วงที่การจราจรหนาแน่น หากฝนตกหนักต่อเนื่อง ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่เคยมีประวัติน้ำท่วมขังหรืออยู่ใกล้คลองและจุดต่ำ

ระดับน้ำเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ด้านการบริหารจัดการน้ำ ข้อมูลระดับน้ำตามแนวคันกั้นน้ำด้านตะวันออก ณ เวลา 07.00 น. ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติและต่ำกว่าระดับวิกฤตทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ประตูระบายน้ำคลองสอง สายใต้ มีระดับน้ำอยู่ที่ +1.37 เมตรรทก. ขณะที่ระดับวิกฤตอยู่ที่ +1.80 เมตรรทก. ส่วนประตูระบายน้ำแสนแสบในพื้นที่มีนบุรีมีระดับน้ำ +0.45 เมตรรทก. ต่ำกว่าระดับวิกฤตที่ +0.70 เมตรรทก.

ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสถานีนครสวรรค์อยู่ที่ 1,611 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนระดับน้ำขึ้นสูงสุดบริเวณหน้าสถานีกองบัญชาการกองทัพเรือในช่วงบ่าย คาดว่าจะอยู่ที่ +1.10 เมตรรทก. ในเวลา 18.31 น. ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ณ เวลารายงาน ระดับน้ำยังไม่อยู่ในภาวะน่ากังวลสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ค่าความเค็มในสถานีตรวจวัดหลักยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานประมาณ 0.1-0.2 กรัมต่อลิตร ประชาชนและเกษตรกรจึงยังสามารถใช้น้ำได้ตามปกติ แต่ควรติดตามข้อมูลใหม่อยู่เสมอ เพราะระดับน้ำและคุณภาพน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝน การระบายน้ำ และอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน

เตือนชาวเรือ รับมือคลื่นสูงในอ่าวไทยและอันดามัน

กรมอุตุนิยมวิทยายังขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนบนที่คาดว่าจะมีคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตร และอาจสูงมากกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กในอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากคลื่นลมแรงและทัศนวิสัยที่ลดลง

ประชาชนสามารถเตรียมตัวได้ง่ายๆ ด้วยการตรวจสอบหลังคา ป้ายโฆษณา ต้นไม้ และสิ่งของที่อาจปลิวจากแรงลม เก็บของสำคัญไว้ในที่สูง เตรียมไฟฉายและอุปกรณ์สื่อสารให้พร้อม รวมถึงวางแผนเส้นทางสำรองหากเกิดน้ำท่วมขัง สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เชิงเขา ลำห้วย หรือพื้นที่เคยเกิดดินถล่ม ควรสังเกตความผิดปกติของน้ำและดิน หากพบว่าน้ำเปลี่ยนสี มีเศษไม้ไหลมาก หรือมีเสียงผิดปกติจากภูเขา ควรรีบออกจากพื้นที่เสี่ยง

กรมอุตุฯ เตือนฝนตกหนัก 23-27 ก.ย. คลื่นลมแรงทั่วประเทศ จึงเป็นสัญญาณให้ทุกคนวางแผนล่วงหน้า แม้ระดับน้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่การเตรียมพร้อมและติดตามประกาศแบบวันต่อวันยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสียหาย ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทางการก่อนเดินทาง และอย่าประมาทเมื่อเห็นฝนตกหนักในพื้นที่ของตนเอง

ที่มา – กรมอุตุฯ เตือน 23-27 ก.ย. รับมือฝนตกหนัก-คลื่นลมแรงทั่วประเทศ ด้าน กทม. เฝ้าระวังฝน 80% ยันระดับน้ำเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทรัมป์เปิดตัว Trump TV เพราะเรายังเห็นเขาไม่มากพอ

ทำเนียบขาวของโดนัลด์ ทรัมป์เปิดตัว ทรัมป์เปิดตัว Trump TV เพราะเรายังเห็นเขาไม่มากพอ หลังจากเครือข่ายโทรทัศน์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ถอนผู้สื่อข่าวออกจากพื้นที่ทำข่าวในทำเนียบขาว เพื่อประท้วงคำสั่งห้ามผู้สื่อข่าวจาก CNN, MS Now และ Politico เข้าร่วมทำข่าวกับคณะสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาว เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับสื่ออย่างชัดเจน และทำให้ทำเนียบขาวต้องหาวิธีใหม่ในการเผยแพร่ภาพและเสียงของประธานาธิบดี

เมื่อไม่มีทีมข่าวจากเครือข่ายต่าง ๆ คอยรายงานข่าวและส่งสัญญาณภาพจากกิจกรรมของประธานาธิบดี ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องเสรีภาพของสื่อเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสื่อสารของรัฐบาลโดยตรง การแถลงข่าวของทรัมป์ในวันจันทร์มีปัญหาเรื่องเสียงจนผู้ชมแทบไม่ได้ยิน เนื่องจากไม่มีไมโครโฟนของทีมสื่อมวลชน ขณะเดียวกัน C-SPAN ซึ่งมักพึ่งพากล้องจากทีมข่าวประจำทำเนียบขาว ก็อาจไม่สามารถถ่ายทอดภาพจากหลายกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

ทรัมป์เปิดตัว Trump TV เพราะเรายังเห็นเขาไม่มากพอ

ทางออกของทำเนียบขาวคือการเพิ่มหน้าไลฟ์ฟีดที่มีชื่อว่า Trump TV และสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นสถานีเนื้อหาสำคัญสำหรับผู้ชมที่ต้องการติดตามทรัมป์ตลอดทั้งวัน แนวคิดดังกล่าวดูเหมือนจะตอบสนองผู้สนับสนุนที่ต้องการรับชมเนื้อหาเกี่ยวกับประธานาธิบดีแบบต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอกลับไม่ได้มีรายการข่าวหรือข้อมูลเชิงลึกที่เป็นระบบมากนัก

วิดีโอเปิดตัวของช่องใช้ภาพจากตัวละครดังในภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ดูเหมือนกำลังรอชมรายการใหม่ ก่อนจะตัดเข้าสู่คลิปของทรัมป์ที่กล่าวแนะนำตัวเองในงานใกล้ภูเขารัชมอร์ รัฐเซาท์ดาโคตา เมื่อเดือนกรกฎาคม ภาพดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นการรายงานข่าวสด การวิเคราะห์นโยบาย หรือการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญ แต่เป็นคลิปเก่าที่ทรัมป์พูดกับผู้ชมด้วยท่าทีค่อนข้างเฉื่อยชา

ทรัมป์เปิดตัว Trump TV และคำถามเรื่องหน้าที่ของสื่อ

ประเด็นสำคัญคือ Trump TV ไม่สามารถทำหน้าที่แทนทีมสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวได้ทั้งหมด สื่ออิสระมีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล ตั้งคำถามกับรัฐบาล และรายงานบริบทที่ผู้ชมอาจไม่เห็นจากการถ่ายทอดภาพโดยตรง หากรัฐบาลเป็นผู้เลือกภาพ เลือกเสียง และเลือกช่วงเวลาที่ประชาชนจะได้ชม ก็ย่อมเกิดคำถามว่าผู้ชมกำลังได้รับข่าวสาร หรือกำลังรับชมการประชาสัมพันธ์ของฝ่ายบริหารกันแน่

ทีมข่าวจาก CNN, MS Now และ Politico ซึ่งถูกห้ามเข้าพื้นที่ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางเพื่อขอให้คืนสิทธิ์ในการเข้าถึงทำเนียบขาว การฟ้องร้องครั้งนี้อาจกลายเป็นคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีและสื่อมวลชน เพราะการจำกัดสิทธิ์ของสำนักข่าวบางแห่งอาจส่งผลต่อความหลากหลายของข้อมูลที่ประชาชนได้รับ

  • การถ่ายทอดสด: ช่องที่รัฐบาลจัดทำเองสามารถนำเสนอภาพของประธานาธิบดีได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถแทนที่การตรวจสอบจากนักข่าวอิสระ
  • คุณภาพข้อมูล: คลิปเก่าหรือภาพที่ไม่มีบริบทอาจทำให้ผู้ชมเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองได้ไม่ครบถ้วน
  • ความโปร่งใส: การเปิดพื้นที่ให้สื่อหลายฝ่ายตั้งคำถามช่วยให้ประชาชนเปรียบเทียบข้อมูลและประเมินการทำงานของรัฐบาล
  • ความน่าเชื่อถือ: หากช่องทางของรัฐบาลเน้นการนำเสนอภาพลักษณ์มากกว่าข้อเท็จจริง ผู้ชมก็อาจตั้งคำถามต่อเจตนาของโครงการ

ในวันที่เปิดตัว ช่องดังกล่าวยังนำเสนอภาพทรัมป์และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ นั่งมองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ขณะวงประสานเสียงของโรงเรียนนายเรือสหรัฐฯ ร้องเพลง Glory, Glory, Hallelujah ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง ภาพนี้อาจมีความหมายเชิงพิธีการสำหรับผู้สนับสนุน แต่สำหรับผู้ชมทั่วไปอาจไม่ใช่เนื้อหาที่น่าติดตามตลอดวัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงเหลือ 32 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในการสำรวจครั้งหนึ่งของ Reuters และ Ipsos อีกทั้งสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนเริ่มพยายามเว้นระยะห่างจากรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ดังนั้น การเปิดช่องทางที่นำเสนอทรัมป์ตลอด 24 ชั่วโมงจึงทำให้เกิดคำถามว่า เป้าหมายคือการสร้างความเข้าใจต่อผลงานของรัฐบาล หรือเป็นเพียงการเพิ่มปริมาณการปรากฏตัวของประธานาธิบดีในสายตาประชาชน

ผู้วิจารณ์มองว่าการมีภาพทรัมป์อยู่บนหน้าจอมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเข้าใจนโยบายมากขึ้น หากไม่มีข้อมูลประกอบ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอธิบาย และไม่มีนักข่าวคอยตรวจสอบข้อกล่าวอ้าง การถ่ายทอดสดก็อาจกลายเป็นเพียงการนำเสนอภาพซ้ำ ๆ ของประธานาธิบดีกำลังยืน เดิน หรือกล่าวถ้อยคำที่จับใจความได้ยาก

อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาวยังตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์น่าจะไม่พอใจที่วันสำคัญวันหนึ่งไม่มีภาพและเสียงคุณภาพดีเพียงพอ เหตุผลนี้อธิบายได้ว่าทำไมทำเนียบขาวจึงต้องการสร้างช่องของตัวเอง แต่ก็ยังไม่ตอบคำถามว่าช่องดังกล่าวจะช่วยให้สาธารณชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านได้อย่างไร

ในมุมหนึ่ง Trump TV อาจเป็นความพยายามใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุมการสื่อสารให้รวดเร็วและตรงถึงผู้สนับสนุน โดยไม่ต้องผ่านการตัดต่อหรือการตั้งคำถามจากเครือข่ายข่าวแบบเดิม แต่อีกมุมหนึ่ง โครงการนี้อาจยิ่งตอกย้ำภาพว่ารัฐบาลไม่ต้องการถูกตรวจสอบ และต้องการกำหนดเรื่องเล่าทางการเมืองด้วยตัวเองทั้งหมด

สิ่งที่ผู้ชมควรทำคือไม่รับชมช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว ควรเปรียบเทียบข้อมูลจากสื่อหลายสำนัก อ่านเอกสารต้นฉบับ และตรวจสอบบริบทของวิดีโอแต่ละคลิปก่อนสรุปความเห็น การปรากฏตัวของทรัมป์ที่เพิ่มขึ้นบนหน้าจอไม่ได้ทำให้ข้อมูลมีคุณภาพขึ้นโดยอัตโนมัติ และการมีสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลก็ไม่ควรลดบทบาทของสื่ออิสระ

โดยสรุป ทรัมป์เปิดตัว Trump TV เพราะเรายังเห็นเขาไม่มากพอ เป็นข่าวที่สะท้อนทั้งความขัดแย้งกับสื่อ ความต้องการควบคุมการสื่อสาร และความพยายามรักษาพื้นที่ในสายตาประชาชน แม้ช่องดังกล่าวจะนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับทรัมป์ได้ตลอดวัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าปริมาณภาพบนหน้าจอคือคุณภาพ ความถูกต้อง และความโปร่งใสของข้อมูลที่ประชาชนได้รับ

ความคิดเห็นส่วนตัวคือ ผู้ชมควรติดตาม Trump TV ได้หากต้องการดูการสื่อสารจากทำเนียบขาวโดยตรง แต่ควรใช้เป็นเพียงหนึ่งในหลายแหล่งข้อมูลเท่านั้น การตั้งคำถามและเปรียบเทียบข่าวจากสื่ออิสระยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจการเมืองอย่างรอบด้าน หากบทความนี้ช่วยให้คุณมองเห็นประเด็นเรื่องสื่อและอำนาจชัดขึ้น อย่าลืมแชร์ต่อและติดตามข่าวจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจเชื่อ

ที่มา – Trump Launches Trump TV, Because Clearly the Problem Is We Don’t See Enough Of This Freakin’ Guy