ผู้เขียน: lalika69_admin

ผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมฟลอริดาถาม ChatGPT เรื่องทิ้งคนลงถังขยะ

ข่าวช็อกวงการ AI เมื่อ ผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมฟลอริดาถาม ChatGPT เรื่องทิ้งคนลงถังขยะ กลายเป็นประเด็นร้อนในสหรัฐอเมริกา โดยอัยการสูงสุดแห่งฟลอริดา ประกาศสอบสวน OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ฐานอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมหลายคดีในรัฐนี้

ผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมฟลอริดาถาม ChatGPT เรื่องทิ้งคนลงถังขยะ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากคดียิงกันที่ Florida State University (FSU) เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2025 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 6 คน ทนายความของผู้เสียหายคนหนึ่งอ้างว่าผู้ต้องหามีการสนทนากับ ChatGPT อย่างต่อเนื่อง และ AI อาจให้คำแนะนำในการก่ออาชญากรรม สิ่งนี้จุดประกายให้อัยการสูงสุด James Uthmeier เปิดการสอบสวนทางอาญาต่อ OpenAI

ไม่กี่วันก่อน เกิดคดีใหม่ที่ University of South Florida (USF) นักศึกษาสองคนหายตัวไปเมื่อ 16 เมษายน ก่อนจะกลายเป็นคดีฆาตกรรม ผู้ต้องสงสัยหลักชื่อ Hisham Abugharbieh มีประวัติการใช้ ChatGPT ที่น่าสงสัย โดยเอกสารศาลที่ Axios ได้รับเผยให้เห็นการสนทนาบางส่วน

รายละเอียดการสนทนาที่น่าตกใจของผู้ต้องหา

วันที่ 13 เมษายน Abugharbieh ถาม ChatGPT ว่า “ถ้าคนถูกใส่ในถุงขยะสีดำแล้วทิ้งลงถังขยะจะเกิดอะไรขึ้น” ซึ่งตรงกับ ผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมฟลอริดาถาม ChatGPT เรื่องทิ้งคนลงถังขยะ อย่างชัดเจน ต่อมาวันที่ 19 เมษายน เขาถามอีกว่า “Apple จะรู้ไหมว่าใครเป็นผู้ใช้ iPhone ใหม่หลังจากผู้ใช้เดิมหายไป” คำถามเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการวางแผนอาชญากรรม

อัยการ Uthmeier โพสต์บน X (ทวิตเตอร์) ว่า “เรากำลังขยายการสอบสวน OpenAI รวมถึงคดีฆ่าที่ USF หลังทราบว่าผู้ต้องหาหลักใช้ ChatGPT” การสอบสวนนี้ครอบคลุมทั้งสองคดี FSU และ USF โดยมุ่งตรวจสอบว่า AI มีส่วนช่วยเหลือในการก่ออาชญากรรมหรือไม่

  • คดี FSU: ยิงกันเมื่อ 17 เม.ย. 2025 เสียชีวิต 2 บาดเจ็บ 6
  • คดี USF: นักศึกษาหายตัว 16 เม.ย. ผู้ต้องหาใช้ ChatGPT ถามเรื่องทิ้งศพ
  • ประเด็นหลัก: ChatGPT อาจให้ข้อมูลที่นำไปสู่การก่อเหตุ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ AI ถูกกล่าวหาในคดีอาชญากรรม แต่กรณีนี้รุนแรงเพราะเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนักศึกษา การสอบสวนอาจนำไปสู่การกำหนดกฎหมายใหม่เกี่ยวกับความรับผิดของ AI ในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่า OpenAI อาจถูกฟ้องฐานละเลย หากพิสูจน์ได้ว่า ChatGPT ให้คำตอบที่ส่งเสริมความร้ายแรง แม้ AI จะมีระบบป้องกัน แต่ผู้ใช้บางคนก็หาวิธีเลี่ยงได้

ในมุมมองของเรา การเกิดเหตุเช่นนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนา AI ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ผู้พัฒนาควรเพิ่มการตรวจจับคำถามเสี่ยงภัยและแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ทันที คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าว AI ล่าสุดกับเรา!

ที่มา – Florida Murder Suspect Reportedly Asked ChatGPT What Happens If You Put Someone in a Dumpster

ตำรวจแคนาดาจับชาย 3 คนเบื้องหลังกลโกง SMS Blaster

ตำรวจแคนาดาจับชาย 3 คนเบื้องหลังกลโกง SMS Blaster ที่ถูกกล่าวหาว่าควบคุมโทรศัพท์มือถือของประชาชนนับหมื่นเครื่อง สร้างความเสียหายทั้งด้านการเงินและความปลอดภัยสาธารณะ กลโกงประเภทนี้ถือเป็นครั้งแรกในแคนาดา และเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ทุกคนควรระวัง

ตำรวจแคนาดาจับชาย 3 คนเบื้องหลังกลโกง SMS Blaster

หน่วยงาน Toronto Police Service ได้จับกุมผู้ต้องหา 3 คนที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ SMS Blaster ซึ่งเลียนแบบเสาสัญญาณมือถือจริง ทำให้โทรศัพท์ในบริเวณใกล้เคียงเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติ จากนั้นอุปกรณ์นี้จะส่งข้อความหลอกลวงที่ดูเหมือนมาจากธนาคารหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ข้อความเหล่านี้มักมีลิงก์นำไปสู่เว็บไซต์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัว เช่น รหัสผ่านและข้อมูลบัญชีธนาคาร

รองผู้บัญชาการ Rob Johnson กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 เมษายน ว่า “สิ่งที่น่ากังวลคือขอบเขตและผลกระทบ มันไม่ใช่แค่บุคคลหรือธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์นับพันได้ในคราวเดียว นอกจากความเสี่ยงทางการเงิน ยังกระทบความปลอดภัยสาธารณะด้วย”

SMS Blaster ทำงานอย่างไรและอันตรายอย่างไร

อุปกรณ์ SMS Blaster ทำหน้าที่เป็นเสาสัญญาณปลอม เมื่อโทรศัพท์เชื่อมต่อ จะถูกตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่ายจริง ส่งผลให้ไม่สามารถโทรออก รวมถึงเบอร์ฉุกเฉินอย่าง 911 ได้ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการรบกวนเครือข่ายมากกว่า 13 ล้านครั้ง ทำให้ประชาชนเสี่ยงต่ออันตราย

  • เลียนแบบเสาสัญญาณมือถือ: ดึงโทรศัพท์ให้เชื่อมต่ออัตโนมัติ
  • ส่ง SMS หลอกลวง: ดูเหมือนจากธนาคารหรือหน่วยงานรัฐ
  • ขโมยข้อมูล: ลิงก์นำไปสู่เว็บฟิชชิ่ง
  • กระทบ 911: ไม่สามารถโทรฉุกเฉินได้ชั่วคราว

กลโกงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในต่างประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ และกรีซ ก็เคยเกิดขึ้น แต่ในแคนาดานับเป็นครั้งแรก ตำรวจเริ่มสืบสวนตั้งแต่พฤศจิกายน 2025 หลังได้รับแจ้งจากพันธมิตรด้านความมั่นคง พบว่าอุปกรณ์ถูกติดตั้งในรถยนต์และเคลื่อนที่ในตัวเมืองโตรอนโต้

การจับกุมและข้อหา

ตำรวจร่วมมือกับ Royal Canadian Mounted Police, York Regional Police และ Hamilton Police ออกหมายค้นเมื่อเดือนที่แล้ว จับกุมผู้ต้องหา 2 คน และอีก 1 คนมอบตัวเอง ผู้ต้องหาทั้งสามถูกแจ้งข้อหา 44 ข้อ รวมถึงฉ้อโกงและก่อความวุ่นวาย

นักสืบ Lindsay Riddell ระบุว่า “เชื่อว่ามีอุปกรณ์นับหมื่นเชื่อมต่อกับ SMS Blaster ในหลายเดือน” ตำรวจมั่นใจว่าภัยคุกคามในโตรอนโต้สิ้นสุดแล้ว แต่ยังเรียกร้องให้ประชาชนระวัง

นอกจากนี้ กลโกง SMS Blaster ยังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของอาชญากรรมไซเบอร์ที่ซับซ้อนและเคลื่อนที่ได้ยากต่อการตรวจจับ ตำรวจต้องพัฒนาวิธีการสืบสวนให้ทันสมัย

เพื่อป้องกันตัวเอง ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์จาก SMS ที่ไม่คาดคิด ตรวจสอบ URL ให้ดี ใช้แอปป้องกันฟิชชิ่ง และอัปเดตซอฟต์แวร์โทรศัพท์เสมอ หากสงสัยว่าถูกหลอก ควรรายงานตำรวจทันที

ภัยคุกคามแบบนี้เตือนใจว่าความมั่นคงดิจิทัลสำคัญเพียงใด ทุกคนต้องตื่นตัวเพื่อปกป้องตัวเองและสังคม

คำแนะนำ: อย่าคลิกลิงก์จาก SMS แปลกๆ และแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบเพื่อช่วยหยุดยั้งอาชญากร

ที่มา – Canadian Police Arrest Three Men Behind SMS Blaster Scam That Allegedly Hijacked Thousands of Phones

ทำไมแดน สตีเวนส์ ชอบเป็นนักแสดงแนว жанร์แปลกๆ

หลังจากแจ้งเกิดจากบทแมทธิว ครอว์ลีย์ ในซีรีส์ดัง Downton Abbey ที่ทั้งน่ารัก โรแมนติก แต่สุดท้ายก็ต้องตายอย่างน่าเสียดาย เส้นทางอาชีพของ แดน สตีเวนส์ ก็เปลี่ยนไปแบบไม่คาดคิด เขาไม่อยากติดกรอบเป็นนักแสดงแบบใดแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาได้กลายเป็นนักแสดงที่หลงใหลใน ทำไมแดน สตีเวนส์ ชอบเป็นนักแสดงแนว жанร์แปลกๆ ด้วยผลงานที่ท้าทายตัวเองตลอดเวลา

ทำไมแดน สตีเวนส์ ถึงชอบเป็นนักแสดงแนว жанร์แปลกๆ

ผลงานล่าสุดของเขาคือในอนิเมชันซีรีส์ The Terror: Devil in Silver จาก AMC และ Shudder ที่ผลิตโดยริดลีย์ สก็อตต์ ซึ่งเล่าเรื่องชายหนุ่มที่ตกอยู่ในสถานการณ์น่ากลัวในโรงพยาบาลจิตเวช ที่นั่นเขาต้องเผชิญทั้งปัญหาสุขภาพจิต การรักษาที่น่าสงสัย และภัยเหนือธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นจริง เรื่องนี้ดัดแปลงจากนิยายของวิกเตอร์ ลาวัลล์

ผลงานแนว жанร์เด่นๆ ของแดน สตีเวนส์

ก่อนหน้านี้ แดน สตีเวนส์ ได้แสดงบทบาทสุดแหวกแนวมากมาย เช่น

  • นักฆ่าดุดันแบบเทอร์มิเนเตอร์ใน The Guest กำกับโดยอาเด็ม วิงการ์ด
  • บีสต์ใน Beauty and the Beast เวอร์ชันไลฟ์แอ็กชันของดิสนีย์
  • อดีตมิชชันนารี่ที่ออกล่าลัทธิใน The Apostle ของแกเร็ธ เอวานส์
  • นักร้องป๊อปชาวรัสเซียสุดโอเวอร์ใน Eurovision Song Contest: The Story of Fire Saga
  • หุ่นยนต์มนุษย์ที่พูดภาษาเยอรมันใน I’m Your Man
  • หมอสัตว์สุดขโมยซีนใน Godzilla x Kong: The New Empire (ร่วมงานวิงการ์ดอีกครั้ง)
  • โจรที่กลายเป็นเหยื่อแวมไพร์ใน Abigail

นี่ยังไม่นับผลงานทีวีอย่าง Legion, Solar Opposites ซีซัน 5 และอีกมากมาย แสดงให้เห็นว่าแดนหลงรักการทดลองกับ жанร์ต่างๆ จริงๆ

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Variety แดนพูดถึงซีรีส์ใหม่ว่า มันไม่ใช่แค่ “หนังสยองขวัญตรงๆ ที่มีปีศาจ” แต่มี “การวิจารณ์สังคมซ่อนอยู่ข้างใต้” และเขายังเล่าถึงเหตุผลที่ดึงดูดใจเขาในวงการแนวนี้

“ผมรักวงการแนวนี้เพราะมันเปิดโอกาสให้มีความคิดสร้างสรรค์และสนุกสนานมาก” แดนกล่าว “สิ่งที่น่าสนใจคือโอกาสในการพูดคุยเรื่องที่ต้องการมุมมองใหม่ เพื่อส่องสว่างให้มัน และโยนมันเข้าไปในกรอบใหม่เพื่อดูให้ชัด”

เขายังเสริมว่า “อีกอย่างที่ผมชอบคือบทสนทนาภายในแนวนี้เอง มีการผลักดันให้เกิดความแปลกใหม่ นักทำหนังคุยกันเอง เช่น ‘นายทำหนังซอมบี้แบบนี้ ฉันจะทำแบบนั้น’ มีกฎเข้มงวด แต่เราจะ pháกฎไหนเพื่อเซอร์ไพรส์คนดู? นั่นคือสิ่งที่ตื่นเต้น วงการนี้เชิญชวนความแปลกใหม่ ผู้ชมกำลังเรียนรู้ และสุดท้ายผู้จัดจำหน่ายก็ต้องตาม”

The Terror: Devil in Silver จะฉายครั้งแรก 7 พฤษภาคม บน AMC+ และ Shudder คอหนังแนวนี้ห้ามพลาด!

ทำไมแดน สตีเวนส์ ถึงชอบเป็นนักแสดงแนว жанร์แปลกๆ? เพราะมันให้อิสระในการสำรวจตัวเองและสังคมผ่านเลนส์ที่ไม่เหมือนใคร ถ้าคุณเป็นแฟนหนังสยองขวัญหรือไซไฟ ลองติดตามผลงานเขาดู แล้วคุณจะติดใจ!

อยากอัปเดตข่าวหนังเพิ่ม? เช็ค Marvel, Star Wars, Star Trek และ Doctor Who ได้เลย

ที่มา – Why Dan Stevens Enjoys Being a Weird Genre Guy

เจมส์ กันน์ เผยโปรเจกต์ DC เดิมถูกยกเลิก

จักรวาล DC กำลังคึกคักไปด้วยโปรเจกต์อย่าง Superman, Supergirl, Clayface และ Lanterns แต่ล่าสุด เจมส์ กันน์ เผยโปรเจกต์ DC เดิมถูกยกเลิก หนึ่งในนั้นแล้ว!

เจมส์ กันน์ เผยโปรเจกต์ DC เดิมถูกยกเลิก The Authority

เจมส์ กันน์ โค-ประธาน DC Studios ได้โพสต์ใน Threads ว่า The Authority ซึ่งเป็นหนึ่งใน 10 โปรเจกต์แรกที่ประกาศเมื่อปี 2023 ร่วมกับปีเตอร์ ซาฟราน ไม่ได้พัฒนาต่อแล้ว “สคริปต์ยังไม่ดีพอ และที่สำคัญกว่านั้น มันไม่เข้ากับ DCU ทั้งในแง่เนื้อเรื่องและปัญหาเชิงปฏิบัติ” กันน์กล่าว “บางทีวันหนึ่งอาจจะทำ ไม่ใช่เร็วๆ นี้”

ไม่น่าแปลกใจสำหรับแฟน DC ที่ติดตามข่าว เพราะปีที่แล้วกันน์เคยบอกว่า The Authority เป็นโปรเจกต์ที่ยากที่สุด ในการอัปเดต “มันยากทั้งเพราะเนื้อเรื่องโดยรวมที่เปลี่ยนไป และการทำให้ถูกต้องในโลกที่มี The Boys ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก The Authority รวมถึงตัวละครที่เรารักและถ่ายทำไปแล้วที่อยากให้เจอกัน” เขากล่าวในปี 2025

เจมส์ กันน์ เผยโปรเจกต์ DC เดิมถูกยกเลิกเพราะเหตุใด

The Authority สร้างโดย Warren Ellis และ Bryan Hitch ในปี 1999 เป็นทีมซูเปอร์ฮีโร่ที่เชื่อว่าโลกพังแล้ว ต้องลงมือเอง แม้ต้องฆ่าคน ล้มรัฐบาล เพื่อทำให้โลกดีขึ้น กันน์เคยตื่นเต้นมากในปี 2023 “พวกเขามีเจตนาดี แต่คิดว่าต้องทำเองทุกอย่าง” แต่สุดท้ายไม่เวิร์ค

อย่างไรก็ตาม จาก 10 โปรเจกต์แรก ส่วนใหญ่ไปได้สวย Superman, Supergirl, Lanterns และ Creature Commandos ออกหรือใกล้ออกแล้ว The Brave and the Bold กับ Booster Gold ยังพัฒนา ส่วน Waller, Paradise Lost, Swamp Thing เงียบๆ แต่มี Clayface และ Man of Tomorrow (Superman/Lex Luthor) มาแทน DCU ยังแจ่ม!

DCU ภายใต้กันน์กำลังสร้างสมดุลระหว่างหนังบล็อกบัสเตอร์และเรื่องแปลกใหม่ The Authority อาจ radical เกินไปสำหรับตอนนี้ที่ DC อยาก build universe ให้มั่นคงก่อน แต่การยกเลิกนี้แสดงให้เห็นว่ากันน์กล้าตัดสินใจเพื่อคุณภาพ ไม่ยื้อโปรเจกต์ที่ไม่ fit

  • โปรเจกต์ที่กำลังมา: Superman (ออกแล้ว), Supergirl, Lanterns
  • ยังพัฒนา: Brave and the Bold, Booster Gold
  • ใหม่ๆ: Clayface, Man of Tomorrow

แฟนๆ DC ควรตื่นเต้นกับอนาคต เพราะกันน์พิสูจน์แล้วจาก Guardians และ The Suicide Squad ว่าทำทีมฮีโร่ได้สุดยอด การยกเลิก The Authority อาจเปิดทางให้โปรเจกต์ใหม่ที่เข้ากันกว่า

คุณคิดยังไงกับการตัดสินใจนี้? คอมเมนต์บอกเลย และอย่าลืมติดตามข่าว DCU ล่าสุดที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดต!

ที่มา – James Gunn Reveals One of His Previously Announced DC Projects Is No More

หุ่นยนต์สมาชิกใหม่ของ Jackass Best and Last

จอห์นนี่ น็อกซ์วิลล์ และแก๊ง Jackass กำลังกลับมาอีกครั้งกับหนังเรื่องใหม่ที่ทุกคนรอคอย! ตัวอย่างล่าสุดของ หุ่นยนต์สมาชิกใหม่ของ Jackass ใน Jackass: Best and Last เพิ่งปล่อยออกมา ทำให้แฟนๆ ตื่นเต้นสุดๆ หนังเรื่องนี้จะออกฉายในวันที่ 26 มิถุนายน และเป็นตอนที่ 5 ซึ่งทีมงานยืนยันว่าเป็นตอนสุดท้ายเลยทีเดียว

ผ่านไปกว่า 25 ปีตั้งแต่ Jackass เรื่องแรกฉายครั้งแรก ตัวอย่างยังคงเต็มไปด้วยสเตนต์คลาสสิกที่แฟนๆ คุ้นเคยดี เช่น การโดนเตะอัณฑะ หรือสเตนต์恶心กับห้องน้ำนั่งขวิด แต่สิ่งที่แตกต่างและน่าตื่นเต้นที่สุดคือ หุ่นยนต์สมาชิกใหม่ของ Jackass แบบมนุษย์ (humanoid robot) ที่เข้ามาร่วมแจม ซึ่ง 25 ปีก่อนไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน

หุ่นยนต์สมาชิกใหม่ของ Jackass ในตัวอย่าง Best and Last

ตัวอย่างนี้ดูได้ที่ YouTube แล้ววันนี้ โดยน็อกซ์วิลล์วัย 55 ปี ได้เปิดใจในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ Rolling Stone ว่า “หลังจากสมองกระทบกระเทือนหลายครั้ง ผมทำสเตนต์พวกนั้นไม่ได้อีกแล้ว” เขายังน้ำตาคลอเมื่อพูดถึงสเตนต์ที่ร่างกายไม่ไหวแล้ว ทำให้การนำหุ่นยนต์มาช่วยเป็นไอเดียที่สมเหตุสมผลมาก

หุ่นยนต์ Unitree: สมาชิกใหม่ที่ทนทานที่สุด

หุ่นยนต์ตัวนี้มีแบรนด์ Robostore ติดหน้าอก ผลิตโดยบริษัท Unitree จากจีน ซึ่งหุ่นยนต์มนุษย์ของพวกเขาขายราคาตั้งแต่ 18,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์ ในปีนี้ Unitree ได้รับความสนใจมหาศาล เช่น หุ่นยนต์กังฟูที่เหนือกว่าฝั่งตะวันตก และ วิ่งฮาล์ฟมาราธอนเร็วกว่ามนุษย์ ทำให้มันกลายเป็นสมาชิกที่ไม่ใช่มนุษย์คนแรกของทีม Jackass

แต่ทีม Jackass ก็ยังไม่รอดพ้นความเจ็บปวด ในตัวอย่างเห็นน็อกซ์วิลล์โดนเตะอัณฑะ ส่วนสตีฟ-โอ ถูกหุ่นยนต์ตรวจต่อมลูกหมากแบบโหดร้าย! นี่แหละเสน่ห์ของ Jackass ที่ผสมความบ้าและตลกได้ลงตัว

สเตนต์คลาสสิกและเรื่องน่าเศร้าในกองถ่าย

ตัวอย่างยังเต็มไปด้วยความ nostalgia ที่น็อกซ์วิลล์เองก็พูดถึงบ่อยๆ การทำงานที่ต้องใช้ร่างกายหนักหน่วงตอนอายุมากไม่ใช่เรื่องง่าย เพื่อนของเขาอย่างเดฟ อิงแลนด์ สูญเสียนิ้วส่วนหนึ่งระหว่างถ่ายทำ นี่คือ Jackass: Best and Last จริงๆ ที่รวมสุดยอดสเตนต์ทั้งหมดไว้

  • โดนเตะอัณฑะแบบคลาสสิก
  • สเตนต์ห้องน้ำนั่งขวิดสุด恶心
  • หุ่นยนต์ตรวจร่างกายแบบแปลกๆ
  • และสเตนต์ใหม่ๆ ที่รอคอย

Jackass เริ่มจากรายการทีวีสุดบ้าบิ่นในยุค 2000 ที่ทำให้ผู้ชมหัวเราะจนน้ำตาไหลด้วยความโง่เขลาและกล้าหาญ หนังทั้ง 4 เรื่องก่อนหน้านี้ทำรายได้รวมกว่า 500 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก และแฟนๆ ชาวไทยก็หลงรักไม่แพ้กัน คราวนี้การเพิ่มหุ่นยนต์ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงให้มนุษย์ แต่ยังเปิดโอกาสสเตนต์ใหม่ๆ ที่คิดไม่ถึง เช่น ปล่อยหุ่นยนต์กระโดดจากที่สูง หรือแข่งสเตนต์กับสัตว์?

นี่คือการก้าว跳ของเทคโนโลยีที่ผสมกับความบันเทิงสุดขั้ว ทำให้ หุ่นยนต์สมาชิกใหม่ของ Jackass กลายเป็นไฮไลต์ที่ขโมยซีนไปเต็มๆ รอติดตามหนังเต็มเรื่องในเดือนมิถุนายนนี้เลย!

คุณคิดว่าหุ่นยนต์จะทนสเตนต์ Jackass ได้นานแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์แชร์เพื่อติดตามข่าวหนังฮอลลีวูดเพิ่มเติมนะ!

ที่มา – A Robot Is the Newest Member of Jackass in Its ‘Best and Last’ Trailer

สงครามทรัมป์กับอิหร่านทำลายเทคโนโลยีชีวิตสมัยใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยเชื่อว่าจะชนะอย่างรวดเร็วและโลกจะเดินหน้าต่อไป แต่ สงครามทรัมป์กับอิหร่านกำลังทำลายเทคโนโลยีชีวิตสมัยใหม่ อย่างแท้จริง เพราะกระทบห่วงโซ่อุปทานวัสดุที่ขับเคลื่อนชีวิตประจำวัน รวมถึงแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชิ้น

สงครามทรัมป์กับอิหร่านกำลังทำลายเทคโนโลยีชีวิตสมัยใหม่

รายงานล่าสุดจาก Reuters เผยถึงความ disruption ครั้งใหญ่ โดยราคา PCB พุ่งสูงขึ้นราว 40% ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบกับเดือนก่อน เนื่องจากต้นทุนวัสดุพุ่งปรี๊ด

หนึ่งในวัสดุสำคัญคือเรซิน polyphenylene ether (PPE) ความบริสุทธิ์สูง ที่ผลิตจากโรงกลั่นปิโตรเคมี Jubail ของซาอุดีอาระเบีย กองทัพอิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยกลางและโดรนโจมตีแบบทางเดียวใส่โรงงานนี้เมื่อวันที่ 7 เมษายน หลังจากอิสราเอลโจมตีโรงกลั่นของอิหร่านที่ Asaluyeh ใกล้แหล่งก๊าซ South Pars เมื่อวันที่ 6 เมษายน

ผลกระทบต่อวัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

นอกจาก PPE แล้ว ราคาใยแก้วและฟอยล์ทองแดงก็พุ่งขึ้นเช่นกัน ตามที่ Reuters อ้างอิงจากผู้บริหารที่ไม่เปิดเผยชื่อเพราะเรื่องละเอียดอ่อน ราคาฟอยล์ทองแดงเพิ่ม 30% ในปีนี้ โดยทองแดงคิดเป็น 60% ของต้นทุนวัสดุดิบทั้งหมดในการผลิต PCB

Tom’s Hardware รายงานว่าผู้ซื้อชิปบางรายสิ้นหวังจนยอมซื้อชิปคุณภาพต่ำที่เคยถือเป็นของเสีย ซึ่งช่วยให้ Intel มีกำไรเพิ่มจากความต้องการที่พุ่งสูง

ความวุ่นวายนี้คาดเดาได้ตั้งแต่แรก ทรัมป์เริ่มสงครามโดยไร้เป้าหมายชัดเจน บางครั้งบอกเพื่อหยุดอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ บางครั้งพูดถึงการเปลี่ยนระบอบ วิดีโอประกาศโจมตีดึกๆ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ เรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาล แต่ข้อความนั้นจางหายไป ทรัมป์หันไปพูดถึงนิวเคลียร์หรือ “รักษาน้ำมันไว้” แทน

ทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมอิหร่านทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่คำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจให้เชื่อมั่นในอเมริกา

ประมาณ 20% ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปิดตัวลง อิหร่านขู่อาวุธขีปนาวุธและโดรนกับเรือที่ไม่ได้รับอนุมัติ แต่ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายปิดและบล็อกเกตต่อเนื่อง โดยอ้างว่าทำให้อิหร่านสูญรายได้น้ำมัน แต่ก็กระทบโลกที่ขาดวัสดุสำหรับชีวิตไฮเทค

  • ราคาน้ำมันเบนซีนทั่วโลกพุ่ง
  • ประเทศยากจนต้องจ่ายน้ำมัน
  • แม้ประเทศร่ำรวยก็ขาดเชื้อเพลิงเจ็ตและพลังงานแพงขึ้น

ทรัมป์ขัดแย้งกับพันธมิตรเก่า ส่งผลให้ผู้นำยุโรปหมดความอดทน นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz วิจารณ์ทรัมป์เมื่อวันจันทร์ว่า “ปัญหาของสงครามคือไม่ใช่แค่เริ่ม แต่ต้องจบด้วย” ตาม Wall Street Journal

Merz ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังถูกอิหร่าน “ทำให้อับอาย” และความเสียหายจากราคาพลังงานสูงจะอยู่ยาว เพราะอิหร่านแข็งแกร่งกว่าที่คิดและสหรัฐฯ ไร้กลยุทธ์เจรจาที่น่าเชื่อถือ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ย $4.11 ต่อแกลลอน จาก $2.90 ก่อนสงคราม ตาม AAA ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าค่าใช้จ่ายจะถูกส่งต่อให้ผู้บริโภค

สงครามนี้ไม่เพียงกระทบเศรษฐกิจ แต่กำลัง ทำลายเทคโนโลยีชีวิตสมัยใหม่ ที่เราพึ่งพา คุณควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมรับมือกับราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้น

ที่มา – Trump’s War on Iran Is Really Messing Up the Tech That Runs Modern Life

อุปกรณ์ AI พลิกโฉมของ OpenAI คือโทรศัพท์?

ถ้าคุณกำลังนั่งรอคอยอุปกรณ์ AI พลิกโฉมของ OpenAI ด้วยความตื่นเต้น อาจจะต้องถอยหลังนั่งเก้าอี้ให้สบายหน่อยนะ

ตามรายงานจากนักวิเคราะห์ Ming-Chi Kuo จาก TF Securities International บริษัทเจ้าของ ChatGPT กำลังพัฒนา สมาร์ทโฟน ใช่แล้ว สมาร์ทโฟน! แต่ไม่ใช่สมาร์ทโฟนธรรมดา มันคือ “โทรศัพท์ AI agent” โทรศัพท์ AI agent นั่นเอง

อุปกรณ์ AI พลิกโฉมของ OpenAI คือโทรศัพท์ AI agent คืออะไร?

โทรศัพท์ AI agent คือโทรศัพท์ที่ใช้ AI “ตัวแทน” ทำงานแทนคุณ โดยไม่ต้องแตะแอปบนหน้าจออีกต่อไป แค่บอก AI ว่าต้องการทำอะไร มันก็จัดการให้หมด

“ผู้ใช้ไม่ได้อยากใช้กองแอป แต่ต้องการให้โทรศัพท์ช่วยทำภารกิจและตอบสนองความต้องการ” Kuo โพสต์บน X ซึ่งจะเปลี่ยนมุมมองต่อสมาร์ทโฟนไปโดยสิ้นเชิง

Kuo มีชื่อเสียงจากแหล่งข่าวในห่วงโซ่อุปทานที่แม่นยำ OpenAI กำลังร่วมมือกับ Qualcomm และ MediaTek พัฒนาชิปสำหรับอุปกรณ์นี้

ทำไมอุปกรณ์ AI พลิกโฉมของ OpenAI ถึงต้องเป็นโทรศัพท์?

ถึงแม้ OpenAI จะพัฒนาอุปกรณ์ AI อื่นๆ เช่น เข็มกลัด ปากกา หรือ หูฟังไร้สาย แต่ข่าวโทรศัพท์นี้เป็นครั้งแรก และไม่น่าแปลกใจ

“ต้องควบคุมทั้ง OS และฮาร์ดแวร์เพื่อให้บริการ AI agent ได้สมบูรณ์” Kuo กล่าว นักวิเคราะห์ทุกคนเห็นตรงกันว่า AI ฉลาดได้เท่าข้อมูลที่เข้าถึง ถ้าไม่มีสิทธิ์ระบบลึก AI ก็ถูกจำกัดโดยผู้ผลิตเครื่อง

นี่คือเหตุผลที่ Humane AI Pin ล้มเหลว มันต้องควบคุมทุกอย่างตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ถึงซอฟต์แวร์

Apple ก็เช่นกัน แม้ Siri ชาญฉลาดล่าช้า 2 ปี แต่ด้วย iPhone 1.5 พันล้านเครื่อง อัปเดตครั้งเดียวก็กลายเป็นโทรศัพท์ AI agent ได้ทันที ถ้า Siri ทำงานได้จริงตามโฆษณา WWDC

Max Weinbach จาก Creative Strategies บอก Gizmodo ว่า “สมาร์ทโฟนคือผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ” เพราะรวมข้อมูลทั้งหมด จอภาพ กล้อง และแอปพื้นฐานไว้ในเครื่องเดียว ไม่ต้องเชื่อมต่อคลาวด์ให้ยุ่งยาก

ผู้ผลิตโทรศัพท์ทุกแบรนด์กำลังเปลี่ยนโทรศัพท์เป็น AI agent phone Google Pixel 10 มี Magic Cue ที่คาดเดาภารกิจ Samsung Galaxy S26 มี Automated app action สั่ง Uber ด้วยเสียง AI จัดการเอง ในจีน Duobao Phone ทำได้แล้วเพราะแอปเปิดกว้าง

Meta พนันกับ แว่นอัจฉริยะ แต่โทรศัพท์คงไม่หายไป เหมือนแล็ปท็อปยังอยู่หลังยุคแท็บเล็ต

“ทุกอย่างเป็น配件เสริม โทรศัพท์คือศูนย์กลาง” Weinbach กล่าว

Jony Ive เพื่อนใหม่ Sam Altman อาจต้องทำโทรศัพท์ Android? Weinbach คิดว่าน่าจะใช่ เพราะ Qualcomm/MediaTek รองรับ Android ที่มี telephony stack ครบ ไม่ต้องสร้างใหม่

รอผลิตจำนวนมากปี 2028 คุณพร้อมกับ อุปกรณ์ AI พลิกโฉมของ OpenAI คือโทรศัพท์ หรือยัง? แสดงความคิดเห็นด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าว AI ล่าสุด!

ที่มา – OpenAI’s Revolutionary AI Gadget Is… a Phone? A Stinkin’ Phone?

ประชากรหมาป่าเชอร์โนบิลเพิ่มขึ้น 7 เท่า

ภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิลซึ่งเป็นเหตุการณ์แพงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์เพิ่งครบรอบ 40 ปีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ผลกระทบที่คาดไม่ถึงกลับเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ป่าในพื้นที่นี้อย่างน่าประหลาดใจ

การหลอมละลายของแกนเครื่องปฏิกรณ์เต็มรูปแบบที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในปี 1986 ทำให้เจ้าหน้าที่โซเวียตต้องห่อเครื่องปฏิกรณ์ที่เสียหายด้วยโครงสร้างปิดกั้นยักษ์ใหญ่ทำจากคอนกรีตและโลหะหนัก 7,000 ตัน คร่าชีวิตผู้คนราว 30 รายในทันที นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตจากรังสีเพิ่มอีก 4,000 ถึง 16,000 ราย เพื่อลดผลกระทบ สร้างเขตห้ามเข้า 2,800 ตารางกิโลเมตรในยูเครนและ 2,170 ตารางกิโลเมตรในเบลารุส ซึ่งกลายเป็นเขตสงวนนิเวศวิทยารังสีโดยไม่ได้ตั้งใจ และที่นี่สัตว์ป่ากลับเติบโตอย่างคึกคัก

ประชากรหมาป่าเชอร์โนบิลเพิ่มขึ้น 7 เท่า

จิม สมิธ นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ ที่ศึกษาพื้นที่เขตห้ามเข้าเชอร์โนบิล (CEZ) มากว่า 30 ปี บอกกับ The Guardian ว่าประชากรหมาป่าเชอร์โนบิลเพิ่มขึ้น 7 เท่า จากก่อนภัยพิบัติ เพราะแรงกดดันจากมนุษย์ลดลง สัตว์อย่างกวางเอลค์ กวางโร กวางกวางแดง และกระต่ายก็เพิ่มจำนวนเช่นกัน

“ระบบนิเวศในเขตห้ามเข้ากดีกว่าก่อนอุบัติเหตุมาก” สมิธกล่าว “มันแสดงให้เห็นชัดว่าผลกระทบจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ร้ายแรงที่สุดในโลกไม่ได้มากอย่างที่คิด แต่การอยู่อาศัยของมนุษย์นี่สิที่ทำลายล้างจริงๆ”

การกลายพันธุ์พิเศษในหมาป่าเชอร์โนบิล

นักชีววิทยาวิวัฒนาการจากพรินสตันค้นพบสิ่งน่าทึ่งในประชากรหมาป่าเชอร์โนบิล พวกมันมีพันธุกรรมกลายพันธุ์ที่ช่วยต้านมะเร็งได้ดีขึ้น ทีมวิจัยนำโดยเชน แคมป์เบลล์-สแตตัน วิเคราะห์ RNA จากเลือดหมาป่าใน CEZ เทียบกับหมาป่าในเบลารุสและเยลโลว์สโตน พบยีน 23 ตัวที่เด่นชัดและสัมพันธ์กับมะเร็ง 10 ชนิดทั้งในสุนัขและมนุษย์ รวมถึงกิจกรรมเซลล์ภูมิคุ้มกันนิวโทรฟิลและแมคโครฟาจ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อมะเร็ง

“หมาป่าในเขตเชอร์โนบิลต้องรับมือกับมะเร็ง แต่ไม่ต้องเจอแรงกดดันจากการล่า” แคมป์เบลล์-สแตตันบอก NPR “การหลุดพ้นจากมนุษย์อาจดีกว่าการรับมือมะเร็งเสียอีก แม้ฟังดูแปลกๆ”

แม้ CEZ จะกลายเป็นสมรภูมิสงคราม รัสเซียใช้โดรนโจมตีโครงสร้างปิดกั้นใหม่เมื่อปีที่แล้ว แต่สัตว์ป่ายังเฟื่องฟู

  • ประชากรหมาป่าเชอร์โนบิลเพิ่มขึ้น 7 เท่า
  • กวางและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่เพิ่มจำนวน
  • ระบบนิเวศโดยรวมดีขึ้นจากขาดมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกชนิดที่รอดพ้น การศึกษาจากตุรกีปีที่แล้วพบนกเล็กอย่างนกนางแอ่นและนกติมีปัญหาการสืบพันธุ์จากความผิดปกติของอสุจิ ความเครียดออกซิเดชัน และสารต้านอนุมูลอิสระลดลง หนูอย่างหนูธนาคารก็มีหลักฐานความเสียหายจากรังสี แม้สัตว์ใหญ่จะเฟื่องฟู

สมิธเสนอว่าบางพื้นที่ใกล้เคียงอาจพร้อมสำหรับเกษตรกรรม หากตรวจ gamma และทำแผนที่ดีๆ แต่ต้องเคารพผู้ได้รับผลกระทบและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรม ซึ่งยากในช่วงสงคราม

ปรากฏการณ์ประชากรหมาป่าเชอร์โนบิลเพิ่มขึ้น 7 เท่า สอนเราว่าการแทรกแซงของมนุษย์อาจเป็นภัยใหญ่กว่าภัยนิวเคลียร์เสียอีก คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – Chernobyl’s Wolf Population Is Now 7 Times Higher Than Before the Disaster

‘Welcome to Derry’ ซีซัน 2 สร้างจากเนื้อเรื่องเก่าใน ‘It’

ทุกวันนี้ แฟนๆ นิยายสยองขวัญของสตีเฟน คิงคงรู้ดีว่า It: Welcome to Derry กำลังจะมี ซีซันใหม่ แม้จะยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่แอนดี้ มูชิเอ็ตติ ผู้กำกับ ก็เริ่มเปิดใจเล่าเรื่องที่คาดหวังแล้ว และที่สำคัญคือ ‘Welcome to Derry’ ซีซัน 2 สร้างจากเนื้อเรื่องเก่าใน ‘It’ โดยตรงจากนิยายต้นฉบับ!

‘Welcome to Derry’ ซีซัน 2 สร้างจากเนื้อเรื่องเก่าใน ‘It’ ย้อนยุค 1935

ในงาน Deadline’s Contenders TV panel มูชิเอ็ตติเผยว่าซีซันนี้จะย้อนกลับไปยังปี 1935 และโฟกัสที่แก๊ง Bradley ในนิยาย It พวกเขาเป็นกลุ่มโจรปล้นธนาคารที่ “กำลังเดินทางไปไหนสักที่ แล้วแวะที่ Derry เพื่อซื้อกระสุน” ตามคำอธิบายของเขา จากนั้นแน่นอนว่า “เกิดเรื่องน่าสยองขึ้น” ซึ่งเราจะได้ยินอ้างอิงแบบคลุมเครือผ่าน Derry ซีซัน 1 intro

แก๊ง Bradley เป็น subplot เล็กๆ ในนิยาย It ได้แรงบันดาลใจจาก Brady Gang กลุ่มโจรจริงในยุค 30s ที่แวะซื้อปืนกระสุนในเมน แล้วถูก FBI ซุ่มยิงตาย เหมือนในเรื่อง มูชิเอ็ตติบอกว่า It “อยู่ตรงนั้นเสมอ และกำลังก่อกวน” ใน Derry ดังนั้นการตายของ Bradley จะเป็น “จุดพีคความรุนแรงครั้งใหญ่” สำหรับ Welcome to Derry ซีซัน 2 คล้ายกับเหตุการณ์ Black Spot ไหม้และการนองเลือดในโรงหนังจากซีซัน 1

ความท้าทายในการสร้าง ‘Welcome to Derry’ ซีซัน 2 สร้างจากเนื้อเรื่องเก่าใน ‘It’

ด้วยฉากหลังยุค 1930s มูชิเอ็ตติบอกว่าทีมเขียนบทต้องวาดภาพเวอร์ชันของ It ในช่วง Great Depression ซึ่ง “เปลี่ยนสถานการณ์อย่างสิ้นเชิง” ไม่เหมือนปี 1962 ที่มี “ความสบายชานเมือง เด็กๆ ขี่จักรยานแล้วหายตัวไป” แต่ปี 1935 เป็น “สถานการณ์สิ้นหวัง ผู้คนดิ้นรนเอาชีวิตรอด”

นี่คือสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนๆ เพราะ ‘Welcome to Derry’ ซีซัน 2 สร้างจากเนื้อเรื่องเก่าใน ‘It’ จะนำเสนอ Derry ในมุมมืดมนกว่าเดิม Pennywise จะปรากฏตัวอย่างไรในยุคยากจนนี้? เราคงได้เห็นความสยองที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

  • แก๊ง Bradley: โจรปล้นธนาคารที่กลายเป็นเหยื่อของ It
  • ยุค Great Depression: ไม่มีชานเมืองสบาย แต่เต็มไปด้วยความยากลำบาก
  • จุดพีคความรุนแรง: คล้ายเหตุการณ์ดังในซีซัน 1
  • อ้างอิงจากนิยาย: subplot จริงจากหนังสือ It
  • การผลิต: มูชิเอ็ตติท้าทายทีมสร้างฉากสมจริง

นอกจากนี้ ซีรีส์ยังขยายจักรวาล It ให้กว้างขึ้น โดยเชื่อมโยงเหตุการณ์เก่าๆ เข้ากับเรื่องราวหลัก แฟนๆ สามารถคาดหวังฉากแอคชั่นผสมสยองขวัญที่เข้มข้น โดยเฉพาะการไล่ล่าของ FBI ผสมกับพลังเหนือธรรมชาติของ Pennywise

ทำไม ‘Welcome to Derry’ ซีซัน 2 สร้างจากเนื้อเรื่องเก่าใน ‘It’ ถึงน่าติดตาม? เพราะมันไม่ใช่แค่ย้อนอดีต แต่ยังสำรวจรากเหง้าของความชั่วร้ายใน Derry ที่ฝังลึกมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย สตีเฟน คิงสร้างเมืองนี้ให้เป็นตัวละครหลัก และซีซันนี้จะขุดลึกเข้าไปอีก!

เราคงได้ยินรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความท้าทายเหล่านี้ก่อนที่ It: Welcome to Derry ซีซัน 2 จะลง HBO Max ในเร็วๆ นี้ หากคุณเป็นแฟน It อย่าพลาด!

อยากรู้ข่าว io9 เพิ่ม? เช็คตาราง Marvel, Star Wars, Star Trek ล่าสุด รวมถึง DC Universe และ Doctor Who อนาคตอันใกล้

ความเห็นส่วนตัว: ซีซันนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของซีรีส์ เพราะการย้อนยุคจะทำให้ Pennywise น่ากลัวยิ่งขึ้นในบริบทจริงจัง ลองจินตนาการเด็กยากจนเจอจอบโจร!

ที่มา – ‘Welcome to Derry’ Season 2 Is Built Off an Old ‘It’ Storyline