ผู้เขียน: lalika69_admin

ผู้พิพากษาชี้ค้นหา Flock คือสอดแนมมวลชน

ผู้พิพากษาชี้ค้นหา Flock คือสอดแนมมวลชน หลังศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งว่าการค้นข้อมูลจากระบบกล้องอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ หรือ ALPR โดยไม่มีหมายค้น ละเมิดสิทธิภายใต้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 4 คดีนี้กำลังจุดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเส้นแบ่งระหว่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยกับการติดตามประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ผู้พิพากษาชี้ค้นหา Flock คือสอดแนมมวลชน

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในรัฐโอคลาโฮมา โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนายอำเภอทัลซาเคาน์ตีติดตามรถ Mazda ที่มีป้ายทะเบียนจากรัฐแคลิฟอร์เนีย เจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาเริ่มสนใจรถคันนี้เพียงเพราะป้ายทะเบียนมาจากต่างรัฐ จากนั้นจึงนำหมายเลขทะเบียนไปค้นผ่านระบบ Flock และ VehicleManager ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมประวัติการเดินทางของรถยนต์จากกล้องหลายจุด

ผลการค้นหาเผยให้เห็นข้อมูลการเดินทางของรถมากกว่า 50 รายการภายในช่วงเวลาประมาณหนึ่งเดือน เจ้าหน้าที่สามารถดูได้ว่ารถเดินทางจากโอคลาโฮมาไปยังบริเวณชายแดนแคลิฟอร์เนียและแอริโซนา ก่อนมุ่งหน้ากลับไปทางรัฐมิสซูรี ข้อมูลนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการเดินทางระยะสั้น แม้ในเวลานั้นจะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ขับขี่กระทำความผิดร้ายแรง

ผู้พิพากษาชี้ค้นหา Flock คือสอดแนมมวลชน เพราะอะไร

ต่อมาเจ้าหน้าที่พบว่ารถเปลี่ยนช่องทางโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวและขับตามรถคันหน้าใกล้เกินไป จึงเรียกตรวจและใช้ประวัติการเดินทางไปแคลิฟอร์เนียเป็นเหตุผลในการขอตรวจค้นรถ ผู้ขับขี่ปฏิเสธ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวเพื่อรอการตรวจด้วยสุนัขดมกลิ่น ภายหลังพบเมทแอมเฟตามีนประมาณ 91 ปอนด์ในรถ และดำเนินคดีฐานครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษา Sara E. Hill เห็นว่าการค้นทะเบียนรถในระบบ ALPR เป็นการค้นตามความหมายของรัฐธรรมนูญ การค้นดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีหมายค้นและไม่มีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอ ศาลจึงสั่งระงับการใช้หลักฐานทั้งหมดที่ได้หลังจากการค้นข้อมูล ALPR โดยเรียกหลักฐานเหล่านั้นว่าเป็น “ผลไม้จากต้นไม้พิษ” หรือหลักฐานที่เกิดจากการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้พิพากษายอมรับว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ เคยมีคำวินิจฉัยในคดี United States v. Knotts เมื่อปี 1983 ว่าบุคคลทั่วไปไม่มีความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวอย่างสมบูรณ์เมื่อเดินทางบนถนนสาธารณะ แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันแตกต่างจากอุปกรณ์ติดตามแบบเดิมอย่างมาก ระบบสมัยใหม่สามารถรวบรวมข้อมูลของรถจำนวนมหาศาลและเรียกดูประวัติย้อนหลังได้แทบจะทันที

ใจความสำคัญของคำสั่งศาลคือ ระบบ Flock ไม่ได้ติดตามเฉพาะผู้ต้องสงสัยที่มีหลักฐานเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แต่เก็บข้อมูลของรถทุกคันที่ผ่านกล้องซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่าย จากนั้นเจ้าหน้าที่สามารถเรียกดูข้อมูลได้เมื่อใดก็ได้ ผู้พิพากษาจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงควรรู้ว่าประชาชนทุกคนเดินทางไปที่ใดตลอดเวลา และเตือนว่าการเฝ้าติดตามลักษณะนี้อาจเข้าใกล้การสอดแนมแบบครอบคลุมทั้งสังคม

คำตัดสินนี้เปลี่ยนการใช้กล้องอ่านป้ายทะเบียนอย่างไร

คำตัดสินดังกล่าวยังไม่ใช่บรรทัดฐานที่ผูกพันศาลทั่วประเทศ และเป็นเพียงความเห็นของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีศาลรัฐบาลกลางในรัฐโอคลาโฮมาอีกหลายแห่งที่เคยมีความเห็นตรงกันข้าม โดยเห็นว่าการค้นข้อมูลลักษณะนี้อาจไม่จำเป็นต้องมีหมายค้น ฝ่ายบริษัท Flock จึงระบุว่าคำตัดสินสวนทางกับคำวินิจฉัยส่วนใหญ่ในคดีที่คล้ายกัน และคาดว่าจะมีการอุทธรณ์

ประเด็นที่น่าจับตาคือจำนวนการค้นข้อมูล หากมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่เรียกดูข้อมูลจากระบบ Flock มากกว่า 100,000 ครั้งต่อเดือน ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้ต้องสงสัยเพียงไม่กี่ราย แต่ครอบคลุมผู้ขับขี่ทั่วไปที่อาจไม่เคยถูกกล่าวหาว่าทำผิด การจัดเก็บข้อมูลเป็นเวลานานยังอาจทำให้สามารถวิเคราะห์บ้าน ที่ทำงาน โรงพยาบาล สถานที่ประกอบพิธีกรรม หรือการพบปะผู้คนของแต่ละคนได้

  • ประเด็นด้านสิทธิส่วนบุคคล: ประชาชนอาจถูกติดตามเส้นทางโดยไม่รู้ตัวและไม่มีโอกาสคัดค้าน
  • ประเด็นด้านความถูกต้อง: กล้องอาจอ่านป้ายทะเบียนผิด ทำให้รถที่ไม่เกี่ยวข้องถูกเรียกตรวจหรือควบคุมตัว
  • ประเด็นด้านการแบ่งปันข้อมูล: ข้อมูลที่เก็บในท้องถิ่นอาจถูกเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับประเทศและส่งต่อให้หน่วยงานอื่น
  • ประเด็นด้านความรับผิดชอบ: หน่วยงานควรเปิดเผยนโยบาย ระยะเวลาการเก็บข้อมูล และเงื่อนไขในการค้นหาอย่างชัดเจน

ข้อผิดพลาดของเทคโนโลยีเป็นอีกเรื่องที่ทำให้เกิดความกังวล ในเมืองโรสวิลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย มีรายงานว่าการแจ้งเตือนของ Flock ที่เกี่ยวข้องกับรถถูกขโมยหรือคดีอาญาอ่านป้ายทะเบียนผิดในสัดส่วนสูงมากในช่วงเวลาสองปี องค์กรด้านความยุติธรรมยังรวบรวมกรณีที่ผู้ขับขี่ถูกเรียกตรวจ ควบคุมตัว หรือจับกุมโดยอาศัยการแจ้งเตือนที่คลาดเคลื่อน เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ควรใช้ผลจากระบบอัตโนมัติเป็นหลักฐานเด็ดขาดโดยไม่มีการตรวจสอบจากมนุษย์

นอกจาก Flock แล้ว เทคโนโลยีจดจำใบหน้าก็เคยทำให้เกิดการจับกุมผิดตัวจากคะแนนความใกล้เคียงที่สูง แต่ไม่ใช่การยืนยันตัวบุคคลอย่างแน่นอน ปัญหาเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติอาจช่วยงานสืบสวนได้ แต่ยังมีโอกาสสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิตของคนธรรมดา หากเจ้าหน้าที่เชื่อผลลัพธ์มากเกินไปหรือไม่มีช่องทางให้ผู้ได้รับผลกระทบแก้ไขข้อมูล

แรงต้านจากเมืองและฝ่ายการเมือง

หลายเมืองในสหรัฐฯ เริ่มยกเลิกสัญญาหรือทบทวนการติดตั้งกล้อง Flock เนื่องจากข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและการแบ่งปันข้อมูล บางพื้นที่ไม่ต่อสัญญา ขณะที่บางแห่งจำกัดการใช้งานบนถนนของรัฐ ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เกิดจากฝ่ายการเมืองเพียงกลุ่มเดียว เพราะนักการเมืองจากทั้งสองพรรคต่างเสนอให้มีข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้น

มีการเสนอร่างกฎหมาย Ban Flock Act ซึ่งต้องการห้ามหน่วยงานรัฐบาลกลางใช้หรือเข้าถึงข้อมูลจากเครื่องอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ รวมถึงตัดงบสนับสนุนหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แม้โอกาสผ่านกฎหมายอาจไม่แน่นอน แต่การเสนอร่างกฎหมายสะท้อนว่าคำถามเรื่องการเฝ้าระวังไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางเทคนิคอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ท้ายที่สุด คดีนี้ไม่ได้หมายความว่าการใช้กล้องอ่านป้ายทะเบียนทุกกรณีผิดกฎหมาย และไม่ได้ลบประโยชน์ของเทคโนโลยีในการติดตามรถที่ถูกขโมยหรือสืบสวนคดีร้ายแรงโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ศาลกำลังตั้งคำถามคือ ขอบเขตอำนาจของรัฐ เหตุผลก่อนการค้นข้อมูล และระยะเวลาที่ประชาชนควรถูกติดตามโดยไม่รับรู้ ผู้พิพากษาชี้ค้นหา Flock คือสอดแนมมวลชน จึงเป็นสัญญาณให้หน่วยงานต่าง ๆ วางกติกาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองสิทธิของคนทั่วไปก่อนขยายระบบเฝ้าระวังให้กว้างขึ้น

สำหรับประชาชน ประเด็นนี้ควรเป็นแรงผลักดันให้ติดตามนโยบายของหน่วยงานในพื้นที่ ตั้งคำถามว่าข้อมูลถูกเก็บไว้นานแค่ไหน ใครเข้าถึงได้ และมีวิธีอุทธรณ์เมื่อระบบอ่านข้อมูลผิดหรือไม่ ความปลอดภัยที่ดีควรเดินคู่กับความเป็นส่วนตัว ไม่ใช่แลกสิทธิของคนทั้งสังคมเพื่อความสะดวกในการค้นหาข้อมูลเพียงไม่กี่คลิก

ที่มา – Judge Calls Flock Search ‘Indiscriminate Mass Surveillance,’ Throws Out Evidence

MacBook Pro จอสัมผัสอาจจะเบา

ข่าวลือเกี่ยวกับ MacBook Pro จอสัมผัสอาจจะเบา กำลังสร้างความสนใจให้กับผู้ใช้ Mac ทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบประสิทธิภาพระดับมืออาชีพ แต่ไม่อยากพกแล็ปท็อปที่มีน้ำหนักมากในทุกวัน รายงานล่าสุดระบุว่า Apple อาจกำลังพัฒนา MacBook Pro รุ่นใหม่ที่มาพร้อมหน้าจอ OLED แบบสัมผัส และผ่านการออกแบบชิ้นส่วนภายในครั้งใหญ่ เพื่อให้ตัวเครื่องพกพาสะดวกกว่ารุ่นปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า MacBook Pro รุ่นจอสัมผัสอาจมีฟีเจอร์บางอย่างที่ให้ประสบการณ์คล้าย iPhone เช่น Dynamic Island บริเวณด้านบนของหน้าจอ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้อาจเลือกปิดฟีเจอร์ที่ทำให้การใช้งานดูเหมือนอุปกรณ์พกพาได้ แนวคิดนี้สะท้อนว่า Apple กำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมกับอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายเหมือนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต

MacBook Pro จอสัมผัสอาจจะเบากว่ารุ่นปัจจุบันอย่างมาก

Mark Gurman จาก Bloomberg รายงานว่า MacBook Pro รุ่นใหม่อาจมีน้ำหนัก “เบาลงอย่างมาก” เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน แม้ยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอน แต่ Apple มีแนวโน้มจะใช้การย่อขนาดชิ้นส่วนและจัดวางส่วนประกอบภายในใหม่ทั้งหมด เป้าหมายสำคัญคือทำให้คอมพิวเตอร์ระดับโปรสามารถพกพาได้ง่ายขึ้น โดยยังคงประสิทธิภาพและความแข็งแรงของตัวเครื่องเอาไว้

การลดน้ำหนักครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะ MacBook Pro รุ่นล่าสุดมีฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง รวมถึงระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อน ชิปประมวลผลรุ่นแรงจำเป็นต้องใช้พื้นที่และชิ้นส่วนจำนวนมากเพื่อรักษาประสิทธิภาพเมื่อทำงานหนัก เช่น ตัดต่อวิดีโอสามมิติ เรนเดอร์ภาพ ทำเพลง หรือพัฒนาโปรแกรมขนาดใหญ่ ดังนั้น หาก Apple ทำให้เครื่องบางและเบาลงได้จริง ก็อาจถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ

ทำไม MacBook Pro จอสัมผัสอาจจะเบาจึงน่าสนใจ

MacBook Pro รุ่น 14 นิ้วที่ใช้ชิปประสิทธิภาพสูงมีน้ำหนักประมาณ 3.56 ปอนด์ หรือราว 1.6 กิโลกรัม ส่วนรุ่น 16 นิ้วมีน้ำหนักประมาณ 4.7 ปอนด์ หรือมากกว่า 2 กิโลกรัม น้ำหนักระดับนี้อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่วางเครื่องไว้บนโต๊ะทำงานเป็นหลัก แต่สำหรับนักเรียน นักศึกษา คนทำงานนอกสถานที่ หรือผู้ที่เดินทางบ่อย ความแตกต่างเพียงไม่กี่ร้อยกรัมก็รู้สึกได้ชัดเจน

เมื่อเปรียบเทียบกับ MacBook Air รุ่นปี 2026 ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 2.7 ปอนด์ จะเห็นได้ว่า MacBook Pro ยังมีน้ำหนักมากกว่าอย่างชัดเจน แน่นอนว่า MacBook Pro ให้พลังประมวลผล ระบบระบายความร้อน และพอร์ตการเชื่อมต่อที่เหนือกว่า แต่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพเต็มระดับตลอดเวลา บางวันพวกเขาเพียงตอบอีเมล อ่านเอกสาร ประชุมออนไลน์ หรือแก้ไขไฟล์เล็กน้อย การพกเครื่องที่หนักเกินความจำเป็นจึงอาจทำให้รู้สึกว่าเลือกอุปกรณ์ใหญ่เกินไป

  • พกพาสะดวกขึ้น: น้ำหนักที่ลดลงช่วยให้ใส่กระเป๋าและเดินทางได้สบายกว่าเดิม
  • ยังคงความเป็นมืออาชีพ: ผู้ใช้ยังได้หน้าจอคุณภาพสูงและประสิทธิภาพจากชิปตระกูล Pro
  • เหมาะกับการใช้งานหลากหลาย: เครื่องเดียวอาจตอบโจทย์ทั้งงานหนักและงานทั่วไปในชีวิตประจำวัน
  • เพิ่มความคล่องตัว: หน้าจอสัมผัสอาจช่วยให้การเลื่อน ดูตัวอย่างไฟล์ หรือควบคุมบางแอปทำได้รวดเร็วขึ้น

หน้าจอสัมผัสจะเปลี่ยนประสบการณ์ MacBook อย่างไร

หน้าจอสัมผัสอาจทำให้ MacBook Pro มีรูปแบบการใช้งานที่ยืดหยุ่นขึ้น ผู้ใช้สามารถเลือกใช้แทร็กแพดและคีย์บอร์ดตามปกติ หรือแตะหน้าจอโดยตรงเมื่อต้องการความรวดเร็ว แนวทางนี้น่าจะเหมาะกับงานอย่างการเลื่อนดูเว็บไซต์ การซูมภาพ การเลือกคลิปวิดีโอ หรือการวาดภาพในบางแอป

อย่างไรก็ตาม หน้าจอสัมผัสไม่ได้หมายความว่า MacBook จะกลายเป็น iPad โดยสมบูรณ์ ผู้ใช้มืออาชีพจำนวนมากยังต้องการระบบปฏิบัติการ macOS ที่รองรับการทำงานหลายหน้าต่าง การจัดการไฟล์ และแอปพลิเคชันระดับเดสก์ท็อป ดังนั้น Apple อาจออกแบบอินเทอร์เฟซให้ผู้ใช้สลับระหว่างการควบคุมแบบดั้งเดิมกับการแตะหน้าจอได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่บังคับให้ทุกคนต้องใช้งานในรูปแบบเดียวกัน

ประเด็นที่น่าจับตาคือ Dynamic Island หรือองค์ประกอบที่มีลักษณะคล้าย iPhone หากนำมาใช้กับ MacBook Pro จริง Apple จะต้องทำให้ฟีเจอร์ดังกล่าวมีประโยชน์กับงานบนคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เพียงเพิ่มความแปลกใหม่เท่านั้น ผู้ใช้ควรได้รับข้อมูลที่จำเป็น เช่น สถานะการบันทึกเสียง การแจ้งเตือน หรือการควบคุมสื่อ โดยไม่ทำให้พื้นที่ทำงานบนหน้าจอถูกรบกวนมากเกินไป

น้ำหนักเบากับประสิทธิภาพสูงจะไปด้วยกันได้หรือไม่

คำถามใหญ่คือ Apple จะลดน้ำหนักได้มากแค่ไหนโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพ ความร้อน อายุการใช้งานแบตเตอรี่ และความทนทาน หากลดขนาดระบบระบายความร้อนมากเกินไป เครื่องอาจลดความเร็วเมื่อทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่ถ้า Apple พัฒนาชิปที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น รวมถึงออกแบบแผงวงจรและแบตเตอรี่ใหม่ ก็มีโอกาสสร้างสมดุลที่ดีกว่าเดิม

ผู้ใช้จึงควรมองข่าวนี้อย่างมีความหวังแต่ไม่ควรคาดหวังเกินจริง คำว่า “เบาลงอย่างมาก” ยังไม่มีตัวเลขยืนยัน และรายละเอียดต่าง ๆ อาจเปลี่ยนแปลงก่อนเปิดตัวจริง สิ่งที่ชัดเจนคือ Apple กำลังมองหาวิธีทำให้ MacBook Pro เข้ากับชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องทำงานหนักที่เหมาะกับการวางอยู่บนโต๊ะ

หากข่าวลือนี้เป็นจริง MacBook Pro จอสัมผัสอาจจะเบา อาจกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการพลังระดับโปร แต่ก็อยากได้ความคล่องตัวแบบ MacBook Air การรวมหน้าจอ OLED ระบบสัมผัส และตัวเครื่องที่เบากว่าเดิมอาจทำให้ MacBook Pro รุ่นใหม่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งการทำงาน การเรียน และความบันเทิงส่วนตัว

รายงานระบุว่า Apple อาจเปิดตัว MacBook Pro จอสัมผัสภายในเดือนหน้า แต่จนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ รายละเอียดทั้งหมดควรถือเป็นข่าวลือ สำหรับคนที่กำลังมองหา MacBook เครื่องใหม่ตอนนี้ รุ่นปัจจุบันยังคงเป็นตัวเลือกที่ทรงพลังมาก แต่ถ้าไม่รีบ การรอดูทิศทางของรุ่นใหม่ก็อาจคุ้มค่า เพราะการลดน้ำหนักพร้อมเพิ่มความสามารถด้านสัมผัสอาจเปลี่ยนภาพจำของ MacBook Pro ไปอย่างชัดเจน

ความคิดเห็นส่วนตัวคือ MacBook Pro ที่เบาลงจะเป็นการพัฒนาที่มีความหมายมากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์หวือหวา เพราะน้ำหนักเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องสัมผัสทุกวัน หาก Apple รักษาประสิทธิภาพและแบตเตอรี่ไว้ได้ การออกแบบใหม่นี้อาจทำให้ MacBook Pro เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทั้งแรงและน่าใช้ขึ้นอย่างแท้จริง

ที่มา – The Touchscreen MacBook Pro Might Be… Light

‘น้ำลด ขยะล้น’ เสียงสะท้อนชาวเคหะร่มเกล้า วอน กทม. เร่งส่งรถเก็บขยะด่วน

หลังสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายเดือนกันยายนเริ่มคลี่คลาย ชาวชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ต้องเผชิญกับปัญหาใหม่ที่หนักไม่แพ้กัน นั่นคือขยะจำนวนมากที่ตกค้างอยู่ตามบ้านเรือน ร้านค้า ซอยต่าง ๆ และพื้นที่สาธารณะ หลายครอบครัวเร่งทำความสะอาดบ้านเพื่อกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่การเก็บขยะที่ยังล่าช้าทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและสร้างความกังวลด้านสุขอนามัย

เสียงสะท้อนของประชาชนจึงชัดเจนว่า พวกเขาต้องการให้กรุงเทพมหานครเร่งส่งรถเก็บขยะและเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพราะขยะหลังน้ำท่วมไม่ได้มีเพียงถุงพลาสติกหรือเศษอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่เสียหาย เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นอน ไม้ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีขนาดใหญ่และไม่สามารถนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไปได้ง่าย

‘น้ำลด ขยะล้น’ เสียงสะท้อนชาวเคหะร่มเกล้า วอน กทม. เร่งส่งรถเก็บขยะด่วน

สถานการณ์ในเคหะร่มเกล้าสะท้อนภาพที่พบได้บ่อยหลังน้ำลด นั่นคือเมื่อระดับน้ำลดลง ปริมาณขยะกลับปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น ชาวบ้านหลายคนต้องนำสิ่งของที่เสียหายออกมากองไว้หน้าบ้าน เพื่อรอการจัดเก็บ ขณะที่บางจุดมีขยะสะสมเป็นจำนวนมากจนกีดขวางทางเดินและส่งผลต่อการสัญจร

นอกจากกลิ่นไม่พึงประสงค์แล้ว ขยะที่เปียกชื้นยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและดึงดูดแมลงวัน หนู รวมถึงสัตว์พาหะอื่น ๆ หากปล่อยไว้นานอาจกระทบต่อสุขภาพของเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ชาวชุมชนจึงมองว่าการจัดเก็บขยะควรเกิดขึ้นควบคู่กับการสูบน้ำและการทำความสะอาดถนน ไม่ควรรอให้พื้นที่แห้งสนิทหรือรอให้ประชาชนจัดการกันเองทั้งหมด

เขตลาดกระบังเร่งระบายน้ำและวางแผนฟื้นฟูพื้นที่

ด้านการบริหารจัดการน้ำ บุญยืน คุณเจริญ ผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง ลงพื้นที่บริเวณถนนฉลองกรุงและพื้นที่โดยรอบ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมขังตามซอยต่าง ๆ พร้อมสำรวจจุดที่เหมาะสมสำหรับติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม โดยสำนักงานเขตเตรียมจัดทำคันกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนกลับ และเดินหน้าเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่คลองลำปลาทิว คลองสาม คลองสี่ และคลองลำพุทรา เจ้าหน้าที่จะติดตามระดับน้ำและประสิทธิภาพการระบายอย่างใกล้ชิด รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับการสนับสนุนเครื่องมือ ยานพาหนะ และกำลังเจ้าหน้าที่ในจุดที่จำเป็น แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อระบบระบายน้ำและการจัดการขยะเดินหน้าไปพร้อมกัน

สำนักงานเขตลาดกระบังยังเตรียมแผนฟื้นฟูพื้นที่ตามซอยต่าง ๆ โดยจะเร่งเก็บกวาดขยะ ล้างทำความสะอาดถนน และปรับสภาพแวดล้อมทันทีเมื่อระดับน้ำลดลง การทำงานเชิงรุกเช่นนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากขยะตกค้าง และช่วยให้ชุมชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น

กทม. ระดมทรัพยากรแก้ปัญหาขยะหลังน้ำท่วม

ภาพรวมการจัดเก็บขยะจากสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 3 ตุลาคม 2569 มียอดขยะสะสมสูงถึง 1,468.27 ตัน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าภารกิจหลังน้ำลดมีขนาดใหญ่กว่าการเก็บขยะตามปกติอย่างมาก เพราะต้องจัดการทั้งขยะชิ้นใหญ่ ขยะเปียก และสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำเสีย

กทม. จึงระดมกำลังจากหลายภาคส่วนเพื่อเพิ่มความเร็วในการจัดเก็บ พร้อมนำกลยุทธ์เขตบัดดี้มาใช้ โดยให้สำนักงานเขตที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าเข้ามาสนับสนุนเขตที่ได้รับผลกระทบหนัก ทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์ และยานพาหนะ ปัจจุบันมีการจัดกลุ่มเขตบัดดี้รวม 17 พื้นที่ แนวทางนี้ช่วยกระจายทรัพยากรให้ตรงกับจุดที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

  • เร่งส่งรถเก็บขยะเข้าไปยังชุมชนที่มีขยะตกค้างจำนวนมาก
  • แยกขยะชิ้นใหญ่และวัสดุที่เสียหายออกจากขยะทั่วไป
  • ติดตามกลิ่นเหม็น น้ำเสีย และจุดเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
  • สื่อสารตารางการจัดเก็บขยะให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน
  • ประสานชุมชนเพื่อจัดวางขยะในจุดที่รถเข้าถึงได้สะดวก

สำหรับประชาชน การช่วยกันคัดแยกขยะและนำสิ่งของเสียหายมากองไว้ในจุดที่ปลอดภัยจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาระหลักยังควรเป็นของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เพราะขยะหลังน้ำท่วมมีปริมาณมากและมีความเสี่ยงแตกต่างจากขยะในชีวิตประจำวัน

‘น้ำลด ขยะล้น’ เสียงสะท้อนชาวเคหะร่มเกล้า วอน กทม. เร่งส่งรถเก็บขยะด่วน ไม่ใช่เพียงข่าวปัญหาของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนสำคัญของเมืองที่ต้องเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติให้ครบวงจร ตั้งแต่การป้องกันน้ำท่วม การระบายน้ำ ไปจนถึงการจัดการขยะหลังเหตุการณ์ สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือการตอบสนองที่รวดเร็ว โปร่งใส และต่อเนื่อง หากทุกหน่วยงานทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด เคหะร่มเกล้าจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และกรุงเทพฯ ก็จะพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ดีกว่าเดิม

ที่มา – ‘น้ำลด ขยะล้น’ เสียงสะท้อนชาวเคหะร่มเกล้า วอน กทม. เร่งส่งรถเก็บขยะด่วน

ตำรวจไซเบอร์หิ้ว ‘อัจฉริยะ’ ฝากขัง คดีฟอกเงิน-เว็บพนัน ชี้เส้นเงินโยงเครือข่ายใหญ่ หวั่นยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

คดีที่สังคมกำลังจับตามองอย่างต่อเนื่องคือกรณี ตำรวจไซเบอร์หิ้ว ‘อัจฉริยะ’ ฝากขัง คดีฟอกเงิน-เว็บพนัน ชี้เส้นเงินโยงเครือข่ายใหญ่ หวั่นยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หลังพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 หรือ บก.สอท.1 นำตัวนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไปยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

รายงานระบุว่า ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญา ในข้อกล่าวหาหลายประเด็น ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนัน โดยพนักงานสอบสวนขอฝากขังเป็นครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม ผู้ต้องหายังมีสิทธิต่อสู้คดีและถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ตำรวจไซเบอร์หิ้ว ‘อัจฉริยะ’ ฝากขัง คดีฟอกเงิน-เว็บพนัน ชี้เส้นเงินโยงเครือข่ายใหญ่ หวั่นยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

จุดเริ่มต้นของคดีมาจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของชมรมฯ ซึ่งมีการเปิดบัญชีเพื่อรับบริจาค ก่อนเจ้าหน้าที่จะพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินบางส่วนไปยังบัญชีส่วนตัว และถูกกล่าวหาว่านำไปใช้เกี่ยวข้องกับการเล่นพนันมวย โดยยอดเงินที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่ามีการหมุนเวียนรวมประมาณ 360 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวทำให้คดีมีความซับซ้อน และต้องตรวจสอบทั้งที่มาของเงิน ผู้รับโอน และวัตถุประสงค์ของการใช้เงินอย่างละเอียด

ในมุมของการทำคดีฟอกเงิน เจ้าหน้าที่มักพิจารณาความเชื่อมโยงของธุรกรรมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนครั้งในการโอน ช่วงเวลาที่เงินเข้าออก บัญชีปลายทาง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบลักษณะนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากธนาคาร เอกสารการเงิน และหลักฐานดิจิทัลประกอบกัน จึงอาจใช้เวลานานกว่าคดีทั่วไป

เหตุผลที่ตำรวจคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว

ท้ายคำร้องฝากขัง พนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าคดีมีมูลค่าความเสียหายสูง และพบเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงกังวลว่าหากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัว อาจเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ติดต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือกระทบต่อการขยายผลของคดี

อย่างไรก็ตาม การคัดค้านของพนักงานสอบสวนไม่ได้หมายความว่าศาลจะต้องมีคำสั่งตามนั้นโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ความหนักเบาของข้อกล่าวหา ความเสี่ยงต่อการหลบหนี รวมถึงเงื่อนไขและหลักทรัพย์ที่ผู้ต้องหานำมาเสนอเพื่อขอประกันตัว กระบวนการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองพยานหลักฐานกับสิทธิของผู้ต้องหา

เบื้องต้น ศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้อง ขณะที่ทนายความของนายอัจฉริยะได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยอยู่ระหว่างรอคำสั่งของศาลว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ ผลการพิจารณาในขั้นตอนนี้จึงเป็นประเด็นที่สาธารณชนติดตามอย่างใกล้ชิด

เส้นทางการเงินกับความน่าเชื่อถือของการรับบริจาค

คดีนี้ยังสะท้อนประเด็นที่ผู้รับบริจาคและองค์กรช่วยเหลือสังคมควรให้ความสำคัญ นั่นคือการแยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีองค์กรอย่างชัดเจน การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ตรวจสอบได้ และการเก็บหลักฐานการใช้เงินทุกขั้นตอน หากมีการรับเงินจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ควรสื่อสารวัตถุประสงค์ของการใช้เงินอย่างโปร่งใส พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริจาคตรวจสอบข้อมูลได้

สำหรับประชาชนทั่วไป เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ก่อนโอนเงินบริจาคหรือสนับสนุนโครงการใด ควรตรวจสอบชื่อบัญชี หน่วยงานผู้รับเงิน ช่องทางการติดต่อ และเอกสารอ้างอิงให้รอบคอบ การใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินในนามองค์กรอาจทำให้เกิดความสับสน และทำให้การติดตามเส้นทางเงินทำได้ยากขึ้นเมื่อเกิดข้อสงสัย

ในยุคที่ธุรกรรมออนไลน์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลักฐานดิจิทัล เช่น รายการเดินบัญชี ข้อความสนทนา สลิปโอนเงิน และข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ อาจมีบทบาทสำคัญต่อการสืบสวน ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องควรเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน การนำเสนอข่าวควรยึดข้อเท็จจริง ใช้ถ้อยคำที่ไม่ตัดสินผู้ต้องหาล่วงหน้า และรอผลการพิจารณาจากกระบวนการยุติธรรม

โดยสรุป ตำรวจไซเบอร์หิ้ว ‘อัจฉริยะ’ ฝากขัง คดีฟอกเงิน-เว็บพนัน ชี้เส้นเงินโยงเครือข่ายใหญ่ หวั่นยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน เป็นคดีที่เกี่ยวข้องทั้งกฎหมายอาญา การเงินดิจิทัล และความน่าเชื่อถือของการรับบริจาค สังคมควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ด่วนสรุปจากกระแสบนโลกออนไลน์ และให้ความสำคัญกับหลักฐานมากกว่าความเห็นส่วนตัว แนวโน้มในอนาคตคือการตรวจสอบเส้นทางเงินจะละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ทำธุรกรรมและองค์กรต่าง ๆ จึงควรวางระบบบัญชีที่โปร่งใสตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์หิ้ว ‘อัจฉริยะ’ ฝากขัง คดีฟอกเงิน-เว็บพนัน ชี้เส้นเงินโยงเครือข่ายใหญ่ หวั่นยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

ศาลอาญายกฟ้อง ‘เจ๋ง ดอกจิก’ คดีกรรโชกทรัพย์

ศาลอาญามีคำพิพากษาที่ได้รับความสนใจจากสังคม กรณี ศาลอาญายกฟ้อง ‘เจ๋ง ดอกจิก’ คดีกรรโชกทรัพย์ หลังพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังมีข้อพิรุธและไม่เพียงพอที่จะยืนยันความผิดได้อย่างปราศจากข้อสงสัย ขณะเดียวกัน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ เอกลักษณ์ วารีชล หรือ ‘เอก ปากน้ำ’ จำคุก 1 ปี 4 เดือน พร้อมให้ชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วม

คดีนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เคยมีบทบาทในแวดวงการเมืองและข่าวสังคม อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องการข่มขู่เรียกทรัพย์และการนำข้อมูลไปใช้ร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐหรือสื่อมวลชน เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะผลคดีเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างสำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลด้วย

ศาลอาญายกฟ้อง ‘เจ๋ง ดอกจิก’ คดีกรรโชกทรัพย์ เพราะพยานยังมีข้อสงสัย

ศาลนัดอ่านคำพิพากษาที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวยศวริศ ชูกล่อม หรือ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ อดีตแกนนำ นปช. มารับฟังคำพิพากษา ส่วนเอกลักษณ์ได้รับการประกันตัวมาก่อนหน้านี้ คดีดังกล่าวมีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ และมีเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ ‘แรมโบ้ อีสาน’ เป็นโจทก์ร่วม

อัยการกล่าวหาว่า ระหว่างวันที่ 5–7 เมษายน 2565 จำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขู่เรียกเงินจำนวน 800,000 บาทจากเสกสกล โดยอ้างว่าเป็นเงินเพื่อแลกกับการช่วยเหลือเกี่ยวกับการประมูลงานของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหาว่าจำเลยขู่ว่าจะนำเรื่องไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ บุคคลอื่น รวมถึงสื่อมวลชน หากไม่ยอมจ่ายเงิน ซึ่งอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสื่อมเสียชื่อเสียง

อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ศาลจึงต้องพิจารณาพยานบุคคล เอกสาร และรายละเอียดแวดล้อมทั้งหมดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นว่าหลักฐานสามารถชี้ชัดได้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ข่มขู่หรือเรียกรับทรัพย์โดยตรง

เหตุผลที่ศาลยกฟ้อง ‘เจ๋ง ดอกจิก’

สำหรับยศวริศ ศาลพิเคราะห์ว่าจำเลยที่ 1 และเสกสกลเคยเป็นเพื่อนที่มีความสนิทสนมกันมาตั้งแต่ช่วงที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ขณะเดียวกัน คำเบิกความของพยานโจทก์ยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างแน่ชัดว่ายศวริศเป็นผู้ข่มขู่หรือเรียกรับเงินด้วยตนเอง

ศาลยังพบว่าพยานหลักฐานบางส่วนมีข้อพิรุธและประเด็นที่ทำให้เกิดความสงสัย เมื่อคดีอาญาต้องพิสูจน์ความผิดให้ปราศจากข้อสงสัย ศาลจึงใช้หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และมีคำพิพากษายกฟ้องยศวริศ หรือ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ในคดีนี้ ผลคำตัดสินดังกล่าวหมายความว่า โจทก์ยังไม่สามารถนำสืบให้ศาลเชื่อได้อย่างมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปควรทำความเข้าใจ เพราะการถูกกล่าวหาหรือมีชื่ออยู่ในคดีไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นมีความผิดโดยอัตโนมัติ ศาลจะตัดสินจากพยานหลักฐานที่นำเสนอในกระบวนการพิจารณา และต้องยึดหลักว่าจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด

เอก ปากน้ำ ถูกลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน

ส่วนกรณีของเอกลักษณ์ วารีชล หรือ ‘เอก ปากน้ำ’ ศาลเห็นว่าพยานโจทก์หลายปากให้การสอดคล้องกันในสาระสำคัญว่า มีการข่มขู่เรียกเงินจากเสกสกลจำนวน 800,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่นำเรื่องไปร้องเรียนจนทำให้เกิดความเสียหาย ต่อมามีการเจรจาลดจำนวนเงินลงเหลือ 700,000 บาท

เมื่อพิจารณาภาพรวม ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานในส่วนของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าโจทก์หรือพยานโจทก์ร่วมกันกลั่นแกล้งใส่ร้าย ศาลจึงพิพากษาว่าเอกลักษณ์มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 2 ปี

อย่างไรก็ตาม คำเบิกความของจำเลยมีประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ศาลจึงลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน พร้อมสั่งให้ชดใช้เงินจำนวน 700,000 บาทแก่โจทก์ร่วม และให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี การลดโทษดังกล่าวสะท้อนว่าศาลพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยและประโยชน์จากคำให้การประกอบกัน ไม่ได้พิจารณาเฉพาะข้อกล่าวหาเพียงด้านเดียว

  • จำเลยที่ 1: ยศวริศ ชูกล่อม หรือ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ ศาลยกฟ้อง
  • จำเลยที่ 2: เอกลักษณ์ วารีชล หรือ ‘เอก ปากน้ำ’ จำคุก 1 ปี 4 เดือน
  • ค่าเสียหาย: ให้ชดใช้เงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

คดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับเจ๋ง ดอกจิก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยศวริศยังอยู่ระหว่างรับโทษในเรือนจำจากคดีอื่น โดยศาลฎีกาเคยพิพากษาจำคุก 5 ปี 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญา จากกรณีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ทหารในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองปี 2553

นอกจากนี้ ยังมีคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาจำคุก 6 ปี ในข้อหาร่วมกับศรีสุวรรณ จรรยา ข่มขู่กรรโชกทรัพย์และเรียกรับเงินจำนวน 1.5 ล้านบาทจากณัฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว จึงต้องติดตามว่ากระบวนการทางกฎหมายในคดีอื่นจะมีความคืบหน้าอย่างไรต่อไป

โดยสรุป ข่าว ศาลอาญายกฟ้อง ‘เจ๋ง ดอกจิก’ คดีกรรโชกทรัพย์ เป็นกรณีที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของพยานหลักฐานและหลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัย ขณะเดียวกัน คำพิพากษาของ ‘เอก ปากน้ำ’ แสดงให้เห็นว่าศาลสามารถแยกพิจารณาความรับผิดของจำเลยแต่ละคนตามหลักฐานเฉพาะรายได้อย่างชัดเจน สำหรับผู้อ่าน การติดตามข่าวคดีควรยึดข้อมูลจากคำพิพากษาและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ไม่ด่วนตัดสินบุคคลจากกระแสบนโลกออนไลน์ และควรรอความชัดเจนจากกระบวนการยุติธรรมเป็นสำคัญ

ที่มา – ศาลอาญายกฟ้อง ‘เจ๋ง ดอกจิก’ คดีร่วมขู่กรรโชกทรัพย์ ‘แรมโบ้ อีสาน’ ชี้พยานหลักฐานโจทก์มีข้อพิรุธ ขณะที่เอก ปากน้ำ สั่งจำคุก 1 ปี 4 เดือน

ศูนย์ JICC เตือนพัทยาระวัง Rain bomb

ศูนย์ JICC เตือนพัทยาระวัง Rain bomb ในช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนฟ้าคะนองกระจายหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ในระยะถัดไป แม้ระดับน้ำเหนือและลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะเริ่มลดลง แต่การเตรียมพร้อมยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฝนที่ตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้รวดเร็ว

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย หรือ JICC รายงานว่า ช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม หลายภูมิภาคยังมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่า จากนั้นวันที่ 10-13 ตุลาคม จะมีฝนอีกระลอกเคลื่อนตัวลงมายังพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดที่อยู่ตามแนวภาคตะวันตก ประชาชนจึงควรตรวจสอบพยากรณ์อากาศก่อนเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนในช่วงบ่ายถึงค่ำ

ศูนย์ JICC เตือนพัทยาระวัง Rain bomb บ่ายนี้

สำหรับเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังฝนลักษณะ Rain bomb หรือฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและรวดเร็วในพื้นที่จำกัด เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจทำให้ถนนบางสายมีน้ำรอการระบาย แม้ฝนจะหยุดตกแล้วก็ตาม จุดเสี่ยงมักเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ถนนที่มีการจราจรหนาแน่น ชุมชนริมคลอง และบริเวณที่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า ฝน Rain bomb ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดพายุขนาดใหญ่เสมอไป แต่เป็นคำที่ใช้สื่อถึงฝนตกหนักมากในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งประชาชนอาจรับมือได้ยาก เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว การออกจากบ้านในช่วงที่เมฆฝนก่อตัวจึงควรเพิ่มความระมัดระวัง หากพบฟ้าร้องหรือฟ้าผ่า ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่โล่ง ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณา

ระดับน้ำเหนือและเจ้าพระยาเริ่มลดลง

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคเหนือมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำประมาณ 68% และเขื่อนสิริกิติ์ประมาณ 81% โดยยังมีพื้นที่รองรับน้ำฝนที่อาจเพิ่มขึ้นได้ ส่วนระดับน้ำบริเวณนครสวรรค์และแม่น้ำสะแกกรังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ขณะที่การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยายังคงอยู่ที่ประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำและเตรียมรับฝนระลอกใหม่

การระบายน้ำดังกล่าวส่งผลให้พื้นที่ท้ายน้ำตั้งแต่ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ต้องเฝ้าระวังบริเวณริมตลิ่งนอกแนวคันกั้นน้ำ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประเมินว่าระดับน้ำไม่น่าล้นเข้าสู่เขตเมืองกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่ประชาชนที่อาศัยใกล้แม่น้ำควรติดตามประกาศท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ฝนเคลื่อนลงใต้ เตรียมรับน้ำป่าไหลหลาก

ในภาคตะวันตก น้ำจะไหลไปรวมบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ก่อนเคลื่อนลงสู่ภาคใต้ โดยช่วงวันที่ 8-9 ตุลาคม มีแนวโน้มฝนตกหนักในภาคใต้ และวันที่ 10-13 ตุลาคม ร่องความกดอากาศต่ำจะพาดผ่านจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ หน่วยงานด้านชลประทานจึงเตรียมระบบระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำไว้ล่วงหน้า

พื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ควรเตรียมรับมือฝนตกต่อเนื่อง น้ำป่าไหลหลาก และน้ำไหลเข้าสู่เขตเมืองเป็นพิเศษ ส่วนชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงควรยกของขึ้นที่สูง ทำความสะอาดทางระบายน้ำ และเตรียมไฟฉาย ยาประจำตัว รวมถึงเอกสารสำคัญไว้ในจุดที่หยิบได้ง่าย

ประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร

  • ตรวจสอบพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยก่อนออกจากบ้าน
  • หลีกเลี่ยงการจอดรถในพื้นที่ต่ำ ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือใกล้เสาไฟฟ้า
  • เก็บสิ่งของสำคัญและอุปกรณ์ไฟฟ้าไว้บนที่สูง หากบ้านอยู่ใกล้ทางน้ำ
  • ไม่ขับรถฝ่าน้ำท่วม หากไม่สามารถประเมินความลึกและกระแสน้ำได้
  • ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และหน่วยงานท้องถิ่น

โดยสรุป ศูนย์ JICC เตือนพัทยาระวัง Rain bomb เป็นสัญญาณให้ทุกคนเพิ่มความใส่ใจต่อสภาพอากาศ แม้ภาพรวมระดับน้ำเหนือและลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะเริ่มลดลง แต่ฝนระลอกใหม่ยังอาจสร้างผลกระทบเฉพาะจุดได้ เทรนด์สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้การวางแผนเดินทางและการเตรียมบ้านรับฝนกลายเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้น ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างมีสติ และเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุแทนการรอแก้ปัญหาเมื่อมีน้ำท่วมแล้ว

ที่มา – ศูนย์JICC เตือนพัทยาระวัง Rain bomb บ่ายนี้ น้ำเหนือและลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มลดระดับ ฝนเคลื่อนลงใต้ 6-13 ต.ค. สั่งพร่องน้ำรับมือ

ปภ. เร่ง เยียวยาน้ำท่วม เผยยอดลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ พุ่ง 1 ล้านครัวเรือน แนะตรวจสอบข้อมูลป้องกันคำร้องผิดพลาด

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ยังเป็นประเด็นที่ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือ พร้อมย้ำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลการลงทะเบียนอย่างละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาคำร้องผิดพลาดและช่วยให้การจ่ายเงินเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น

ปภ. เร่ง เยียวยาน้ำท่วม เผยยอดลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ พุ่ง 1 ล้านครัวเรือน แนะตรวจสอบข้อมูลป้องกันคำร้องผิดพลาด

ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ปภ. แถลงข่าวเกี่ยวกับแนวทางการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยระบุว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครและจังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยกำลังทยอยสำรวจความเสียหาย รวมถึงเริ่มดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยในบางพื้นที่แล้ว

การช่วยเหลือแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งหน่วยงานในพื้นที่จะเป็นผู้สำรวจข้อมูลและรวบรวมความเสียหาย ก่อนส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนที่สองคือเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์แตกต่างกันไปตามลักษณะและระยะเวลาที่เกิดน้ำท่วม

หลักเกณฑ์เงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

สำหรับกรณีน้ำท่วมที่อยู่อาศัยประจำไม่เกิน 7 วัน และมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ประชาชนจะได้รับการพิจารณาตามเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนด ขณะที่กรณีน้ำท่วมขังติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท ส่วนที่อยู่อาศัยประจำหรืออาคารสูงที่ถูกน้ำล้อมเป็นเวลาตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท

นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ ปภ. จึงประสานไปยังกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ รวม 75 จังหวัด ให้เร่งสำรวจ ตรวจสอบ และยืนยันข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบกลับมายังส่วนกลาง หากท้องถิ่นสามารถส่งข้อมูลได้ครบถ้วน ปภ. จะส่งต่อข้อมูลให้ธนาคารออมสิน เพื่อดำเนินการโอนเงินเยียวยาภายในประมาณ 2-3 วัน หรือไม่เกินภายในสัปดาห์ที่กำหนด

ยอดลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐทะลุ 1 ล้านครัวเรือน

ในส่วนของการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ข้อมูล ณ วันที่ 5 ตุลาคม เวลา 07.00 น. พบว่ามีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 1,056,361 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากเลือกใช้ช่องทางดิจิทัลในการยื่นคำร้อง เนื่องจากช่วยลดเวลาในการเดินทางและทำให้สามารถติดตามสถานะคำร้องได้สะดวกขึ้น

พื้นที่ที่มีจำนวนการลงทะเบียนสูงสุดคือกรุงเทพมหานคร จำนวน 458,987 ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้ามากกว่า 100,000 ครัวเรือน รองลงมาคือจังหวัดสมุทรปราการ 149,194 ครัวเรือน ปทุมธานี 130,010 ครัวเรือน ฉะเชิงเทรา 42,531 ครัวเรือน และระยอง 36,016 ครัวเรือน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการความช่วยเหลือและความสำคัญของระบบออนไลน์ในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ

เช็กข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยืนยันคำร้อง

ประชาชนที่ลงทะเบียนแล้วพบข้อความแจ้งว่าไม่อยู่ในพื้นที่ หรืออยู่นอกพื้นที่ประสบภัย ควรตรวจสอบข้อมูลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสำนักงานเขตในพื้นที่อีกครั้ง ก่อนเลือกพื้นที่ประสบภัยในระบบ เพราะการระบุพื้นที่ผิดอาจทำให้ไม่สามารถกดยืนยันคำร้องได้ และอาจทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้า

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จหรือมีข้อมูลปรากฏในระบบแล้ว สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่เมนู “คำร้องของฉัน” หากพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง ควรดำเนินการแก้ไขให้ครบถ้วน โดยเฉพาะชื่อ ที่อยู่ พื้นที่ประสบภัย และรายละเอียดความเสียหาย นอกจากนี้ ควรตรวจสอบวันที่เกิดภัยให้ตรงกับสถานการณ์จริง เพราะเงื่อนไขการช่วยเหลือบางประเภทกำหนดระยะเวลาน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป

  • ตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยกับสำนักงานเขตหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ตรวจสอบชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลครัวเรือนให้ตรงกับเอกสารจริง
  • เลือกวันที่เกิดภัยตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
  • ตรวจสอบสถานะคำร้องผ่านเมนู “คำร้องของฉัน”
  • หากพบข้อผิดพลาด ให้แก้ไขข้อมูลก่อนรอการพิจารณา

ปภ. ยังขอให้กรุงเทพมหานคร จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนว่า สิทธิและความช่วยเหลือแต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์แตกต่างกันอย่างไร การสื่อสารที่ชัดเจนจะช่วยลดความสับสนและทำให้ประชาชนยื่นคำร้องได้ตรงตามประเภทความเสียหายมากขึ้น

มองในภาพรวม การใช้แอปทางรัฐเพื่อรับเรื่องเยียวยาถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริการภาครัฐยุคดิจิทัล แต่ความเร็วของระบบจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลจากประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นถูกต้องครบถ้วน ดังนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบควรรีบตรวจสอบคำร้องของตนเอง อย่ากรอกข้อมูลแบบเร่งรีบ และติดตามประกาศจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสิทธิและช่วยให้เงินเยียวยาถึงมือผู้เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ปภ. เร่ง เยียวยาน้ำท่วม เผยยอดลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ พุ่ง 1 ล้านครัวเรือน แนะตรวจสอบข้อมูลป้องกันคำร้องผิดพลาด

จับตาคดี Forex เลื่อนฟ้อง ‘ภาวุธ-ฟิล์ม’ เป็น 5 พ.ย. ทนายเตรียมยื่นขอความเป็นธรรม

จับตาคดี Forex เลื่อนฟ้อง ‘ภาวุธ-ฟิล์ม’ เป็น 5 พ.ย. ทนายเตรียมยื่นขอความเป็นธรรม กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงข่าวอาชญากรรม ข่าวเทคโนโลยี และผู้ติดตามข่าวบันเทิง หลังสำนักงานอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีแชร์ Forex ออกไปเป็นวันที่ 5 พฤศจิกายน เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม

คดีดังกล่าวมีผู้ต้องหารวม 34 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคล 10 ราย และบุคคลธรรมดา 24 ราย โดยพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ส่งสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องมายังพนักงานอัยการคดีพิเศษ ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาในหลายข้อหา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินที่มีลักษณะฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงประชาชน การนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และการฟอกเงิน

จับตาคดี Forex เลื่อนฟ้อง ‘ภาวุธ-ฟิล์ม’ เป็น 5 พ.ย. ทนายเตรียมยื่นขอความเป็นธรรม

ในกลุ่มผู้ต้องหามีบุคคลที่เป็นที่รู้จักของสังคม ได้แก่ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม อดีตนักแสดงชื่อดัง ทั้งสองคนเดินทางมายังสำนักงานอัยการในวันที่นัดหมาย โดยภาวุธเดินทางมาถึงช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. และรีบขึ้นอาคารทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่รออยู่ด้านหน้า

ต่อมาในเวลาประมาณ 10.00 น. รัฐภูมิเดินทางมาพร้อมพรหมศร อู่เงิน ทนายความ โดยระบุว่า ตั้งใจมาเพื่อฟังคำสั่งคดี แต่เพิ่งทราบในวันดังกล่าวว่าการพิจารณาถูกเลื่อนออกไป ขณะเดียวกันยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดว่าเหตุใดการสั่งคดีจึงต้องเลื่อน อย่างไรก็ตาม การเลื่อนนัดครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าศาลมีคำตัดสินว่าผู้ใดกระทำผิดหรือไม่ผิด เนื่องจากขั้นตอนยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของพนักงานอัยการ

เหตุผลที่อัยการเลื่อนการสั่งคดี

สุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า พนักงานอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งเลื่อนนัดฟังคำสั่งออกไปเป็นวันที่ 5 พฤศจิกายน เพราะคดียังอยู่ระหว่างการสั่งสอบสวนเพิ่มเติม ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าคดีมีรายละเอียดจำนวนมาก ทั้งด้านเส้นทางการเงิน โครงสร้างการดำเนินงานของธุรกิจ เอกสารการลงทุน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัล

การสอบสวนเพิ่มเติมเป็นขั้นตอนที่อัยการสามารถขอข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มจากพนักงานสอบสวนได้ หากเห็นว่าสำนวนยังมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้รอบด้านก่อนตัดสินใจว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง การดำเนินการเช่นนี้มีความสำคัญต่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย เพราะคดีที่มีผู้ต้องหาจำนวนมากและเกี่ยวข้องกับประชาชนหลายกลุ่มจำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานอย่างละเอียด

ทนายเตรียมยื่นคำร้องขอความเป็นธรรม

พรหมศร อู่เงิน ทนายความของรัฐภูมิ ระบุว่า คดีนี้ไม่ได้มีการยื่นคำร้องฝากขังไว้ จึงไม่มีกรอบระยะเวลาฝากขังที่ต้องเร่งดำเนินการเป็นพิเศษ ขณะนี้คดียังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการคดีพิเศษ และทีมทนายความกำลังจัดทำคำร้องเพื่อเตรียมยื่นขอความเป็นธรรมในภายหลัง

คำร้องขอความเป็นธรรมอาจเป็นช่องทางให้ฝ่ายผู้ต้องหาชี้แจงข้อเท็จจริง โต้แย้งประเด็นในสำนวน หรือเสนอเอกสารและหลักฐานเพิ่มเติมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนทั่วไปควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และควรแยกความแตกต่างระหว่างการถูกกล่าวหา การมีความเห็นควรสั่งฟ้อง และคำพิพากษาถึงที่สุด เพราะทั้งสามขั้นตอนมีความหมายทางกฎหมายไม่เหมือนกัน

คดี Forex กับบทเรียนสำหรับผู้ใช้งานออนไลน์

คดีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในตลาด Forex หรือแพลตฟอร์มการเงินออนไลน์ ก่อนตัดสินใจโอนเงินหรือชักชวนผู้อื่นลงทุน ควรตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวมีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือไม่ มีข้อมูลบริษัทและผู้บริหารที่ตรวจสอบได้หรือเปล่า รวมถึงควรระวังคำโฆษณาที่รับประกันกำไรสูงโดยไม่มีความเสี่ยง

  • ตรวจสอบชื่อบริษัทและใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • อย่าเชื่อคำรับประกันผลตอบแทนหรือกำไรในระยะเวลาอันสั้น
  • เก็บหลักฐานการโอนเงิน สัญญา และบทสนทนาออนไลน์ไว้เสมอ
  • ศึกษาความเสี่ยงของการลงทุนก่อนตัดสินใจใช้เงินจริง
  • หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาหน่วยงานรัฐหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย

สำหรับ จับตาคดี Forex เลื่อนฟ้อง ‘ภาวุธ-ฟิล์ม’ เป็น 5 พ.ย. ทนายเตรียมยื่นขอความเป็นธรรม ผู้ติดตามข่าวควรรอความคืบหน้าในวันที่ 5 พฤศจิกายน และไม่ด่วนสรุปความผิดของบุคคลใดก่อนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าโลกการเงินดิจิทัลมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง การตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ในภาพรวม จับตาคดี Forex เลื่อนฟ้อง ‘ภาวุธ-ฟิล์ม’ เป็น 5 พ.ย. ทนายเตรียมยื่นขอความเป็นธรรม ไม่ได้เป็นเพียงข่าวคดีของบุคคลมีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความจำเป็นของการกำกับดูแลธุรกิจออนไลน์และการรู้เท่าทันกลโกงทางการเงิน ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารอย่างมีสติ ตรวจสอบแหล่งที่มา และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงทุกครั้ง

ที่มา – จับตาคดี Forex เลื่อนฟ้อง ‘ภาวุธ-ฟิล์ม’ เป็น 5 พ.ย. ทนายเตรียมยื่นขอความเป็นธรรม

กะโหลกเผยหลักฐานสังเวยมนุษย์ในอียิปต์ 5,000 ปีก่อน

เรื่องราวของอียิปต์โบราณมักทำให้เรานึกถึงพีระมิด ฟาโรห์ และพิธีกรรมลึกลับ แต่หลักฐานใหม่จากการศึกษากะโหลกศีรษะกำลังเปิดมุมมองที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่าเดิม นักโบราณคดีพบร่องรอยการบาดเจ็บรุนแรงบนกะโหลกของผู้คนที่ถูกฝังใกล้สุสานหลวงในเมืองอบีดอส หลักฐานดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดว่า บุคคลเหล่านี้อาจถูกสังเวยเพื่อรับใช้กษัตริย์ต่อไปในชีวิตหลังความตาย

งานศึกษานี้ย้อนกลับไปตรวจสอบโครงกระดูกและบันทึกการขุดค้นของนักอียิปต์วิทยาชื่อดังอย่างฟลินเดอร์ส พีทรี ซึ่งทำงานในอียิปต์เมื่อประมาณหนึ่งศตวรรษก่อน เดิมทีพีทรีตั้งข้อสังเกตว่า หลุมศพจำนวนมากรอบสุสานของกษัตริย์ไม่น่าจะเกิดจากการเสียชีวิตตามธรรมชาติพร้อมกัน แต่เขายังไม่มีหลักฐานบาดแผลที่ชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยันสมมติฐานนั้น

กะโหลกเผยหลักฐานสังเวยมนุษย์ในอียิปต์ 5,000 ปีก่อน

โรซลิน แคมป์เบลล์ นักอียิปต์วิทยาและนักโบราณคดีชีวภาพจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู นำกะโหลกจำนวน 46 ชิ้นที่พีทรีเคยขุดพบกลับมาวิเคราะห์ด้วยความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ผลการตรวจสอบพบว่า 18 ชิ้นมีร่องรอยการบาดเจ็บบริเวณศีรษะอย่างมีนัยสำคัญ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 39 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างทั้งหมด

บาดแผลส่วนใหญ่เป็นรอยแตกร้าวเป็นเส้นตรง ซึ่งนักวิจัยมองว่าเกิดขึ้นในช่วงใกล้เสียชีวิต ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากการฝังศพหรือการเคลื่อนย้ายกระดูก ลักษณะบาดแผลเช่นนี้อาจทำให้ผู้ถูกทำร้ายหมดสติอย่างรวดเร็ว เกิดเลือดออกภายใน และเสียชีวิตในเวลาไม่นาน นอกจากนี้ กะโหลกบางชิ้นยังมีร่องรอยจากของมีคม รวมถึงบาดแผลลักษณะคล้ายการฟันบริเวณดวงตา

กะโหลกเผยหลักฐานสังเวยมนุษย์ในอียิปต์ 5,000 ปีก่อนอย่างไร

การค้นพบนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง “การสังเวยผู้ติดตาม” หรือ retainer sacrifice ซึ่งหมายถึงการฆ่าบุคคลใกล้ชิดหรือผู้รับใช้ของผู้ปกครองเมื่อกษัตริย์เสียชีวิต ความเชื่อในหลายวัฒนธรรมระบุว่า ผู้ติดตามที่ถูกสังเวยจะยังคงทำหน้าที่รับใช้เจ้านายในโลกหลังความตาย ขณะเดียวกัน พิธีกรรมดังกล่าวอาจเป็นการแสดงอำนาจของผู้ปกครองให้ผู้คนเห็นอย่างชัดเจน

ผู้ที่ถูกฝังในหลุมศพบริวารรอบสุสานหลวงที่อบีดอสอาจเป็นช่างฝีมือ เจ้าหน้าที่ระดับกลาง หรือบุคคลที่ทำงานในราชสำนัก หลุมศพส่วนใหญ่มีลักษณะเรียบง่าย บางแห่งมีโลงศพขนาดเล็กและสิ่งของฝังร่วมเพียงไม่กี่ชิ้น แต่บริเวณโดยรอบสุสานของกษัตริย์บางพระองค์กลับพบหลุมศพจำนวนหลายร้อยแห่ง

ความหนาแน่นของหลุมศพทำให้พีทรีเชื่อว่า ผู้คนจำนวนมากไม่น่าจะเสียชีวิตตามธรรมชาติในช่วงเวลาเดียวกันทั้งหมด แม้เขาจะไม่พบร่องรอยบาดเจ็บที่ชัดเจนในเวลานั้น แต่การวิเคราะห์ใหม่ทำให้ข้อสันนิษฐานของเขากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเทคนิคด้านนิติวิทยาศาสตร์สามารถแยกความแตกต่างระหว่างความเสียหายหลังความตายกับบาดแผลที่เกิดขึ้นก่อนหรือขณะเสียชีวิตได้ละเอียดกว่าเดิม

หลักฐานบาดแผลบอกอะไรเกี่ยวกับพิธีกรรมโบราณ

รอยแตกบนกะโหลกสามารถเกิดจากการถูกอาวุธพื้นผิวกว้างกระแทก หรืออาจเกิดจากการพลัดตกจากที่สูง อย่างไรก็ตาม หากบุคคลหนึ่งตกลงมาแรงมากจนกะโหลกแตก ก็มักจะพบกระดูกส่วนอื่นหักร่วมด้วย แต่ภาพถ่ายและบันทึกการขุดค้นของพีทรีไม่ได้ระบุความเสียหายลักษณะนั้นอย่างชัดเจน จึงมีความเป็นไปได้มากขึ้นว่า ผู้เสียชีวิตบางรายถูกตีที่ศีรษะโดยตรง

แคมป์เบลล์ระบุว่า เราอาจไม่มีทางทราบรายละเอียดทั้งหมดว่าคนเหล่านี้เสียชีวิตอย่างไร แต่ข้อมูลที่พบชี้ว่า อย่างน้อย 39 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนในหลุมศพบริวารอาจถูกสังหารโดยเจตนา ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนถูกสังเวยด้วยวิธีเดียวกัน เพราะวิธีการบางอย่าง เช่น การรัดคอ การทำให้ขาดอากาศหายใจ หรือการใช้สารพิษ อาจไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนกระดูก

  • ตัวอย่างที่ศึกษา: กะโหลก 46 ชิ้นจากการขุดค้นของฟลินเดอร์ส พีทรี
  • กะโหลกที่พบบาดแผล: 18 ชิ้น หรือประมาณ 39 เปอร์เซ็นต์
  • ลักษณะสำคัญ: รอยแตกร้าวเป็นเส้นตรงและร่องรอยจากของมีคม
  • สถานที่สำคัญ: บริเวณสุสานหลวงและหลุมศพบริวารในเมืองอบีดอส
  • ข้อสรุปเบื้องต้น: ผู้เสียชีวิตบางส่วนอาจถูกฆ่าเพื่อรับใช้กษัตริย์ในชีวิตหลังความตาย

ทำไมการกลับไปดูข้อมูลเก่าจึงมีความสำคัญ

งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่า ข้อมูลทางโบราณคดีไม่ได้หมดคุณค่าเพียงเพราะถูกเก็บรวบรวมมานานแล้ว บันทึกภาคสนาม ภาพถ่าย และตัวอย่างกระดูกที่เคยถูกมองข้ามอาจให้คำตอบใหม่ เมื่อถูกนำมาตรวจด้วยเทคโนโลยีและแนวคิดร่วมสมัย ในกรณีนี้ พีทรีอาจมองเห็นรูปแบบบางอย่างได้ถูกต้อง แต่ข้อจำกัดด้านเครื่องมือทำให้เขายังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างหนักแน่น

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบตำแหน่งของรอยร้าว ทิศทางแรงกระแทก และลักษณะของเนื้อกระดูกเพื่อประเมินว่าแผลเกิดขึ้นเมื่อใด หากกระดูกยังมีสภาพสมบูรณ์เพียงพอ การวิเคราะห์เพิ่มเติมอาจบอกได้ด้วยว่าผู้เสียชีวิตมีอายุเท่าใด สุขภาพเป็นอย่างไร และอาจมีความสัมพันธ์กับชนชั้นหรือกลุ่มอาชีพใดในราชสำนัก

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่สามารถตอบได้ว่าผู้คนเหล่านี้เต็มใจเข้าร่วมพิธีกรรมหรือถูกบังคับ บางคนอาจเชื่อว่าการตายพร้อมกษัตริย์จะนำไปสู่เกียรติยศและชีวิตนิรันดร์ ขณะที่บางคนอาจไม่มีทางเลือก การตีความเรื่องการสังเวยจึงควรระมัดระวัง และต้องพิจารณาทั้งหลักฐานทางกายภาพ บริบทของหลุมศพ และโครงสร้างอำนาจในสังคมอียิปต์ยุคแรก

น่าเสียดายที่พีทรีฝังโครงกระดูกส่วนใหญ่กลับคืนหลังการขุดค้น โดยเก็บกะโหลกไว้เพียงบางส่วนเพื่อส่งไปศึกษาในสหราชอาณาจักร หากนักวิจัยสามารถค้นหาร่างที่เหลือและตรวจสอบด้วยวิธีสมัยใหม่ได้ ก็อาจพบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต รวมถึงหลักฐานที่ช่วยยืนยันว่าการสังเวยเกิดขึ้นในวงกว้างเพียงใด

มุมมองใหม่ต่อผู้คนที่ถูกฝังใกล้กษัตริย์

ประวัติศาสตร์มักบันทึกชื่อและผลงานของกษัตริย์เป็นหลัก จนผู้คนธรรมดาที่อยู่เบื้องหลังอำนาจถูกลดความสำคัญลงเหลือเพียงตัวเลขหรือเชิงอรรถ แต่กะโหลกเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าการสร้างอาณาจักรและสุสานอันยิ่งใหญ่มีต้นทุนที่มนุษย์ต้องจ่าย หลักฐานบาดแผลจึงไม่ได้บอกเพียงว่าคนเหล่านี้อาจเสียชีวิตอย่างไร แต่ยังตั้งคำถามถึงสิทธิ เสียง และชะตากรรมของผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์

โดยส่วนตัวแล้ว การค้นพบนี้เตือนเราว่าเทคโนโลยีสามารถทำให้ข้อมูลเก่ากลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง การศึกษาประวัติศาสตร์จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำอธิบายเดิม หากมีหลักฐานใหม่หรือวิธีวิเคราะห์ที่แม่นยำกว่า เราควรเปิดใจทบทวนเรื่องราวในอดีต และให้ความสำคัญกับเสียงของผู้คนที่ไม่เคยถูกจารึกชื่อไว้บนอนุสรณ์สถาน

หากคุณสนใจอารยธรรมอียิปต์โบราณ ลองติดตามงานวิจัยด้านโบราณคดีและนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป เพราะหลักฐานชิ้นเล็ก ๆ จากอดีตอาจเปลี่ยนความเข้าใจของเราที่มีต่อประวัติศาสตร์ทั้งยุคได้

ที่มา – Skulls Reveal Evidence of Human Sacrifice in Egypt 5,000 Years Ago