ผู้เขียน: lalika69_admin

ตำรวจแนะวิธีสังเกตความแตกต่าง โดรน กับ เครื่องบิน ย้ำหากพบโดรนต้องสงสัยแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ 24 ชั่วโมง

ตำรวจแนะวิธีสังเกตความแตกต่าง โดรน กับ เครื่องบิน

วันนี้ (5 สิงหาคม) ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้มีรายงานจากประชาชนเกี่ยวกับการเห็นวัตถุบินที่คล้ายโดรนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสร้างความกังวลให้หลายคนว่าอาจเป็นโดรนสอดแนมจากต่างประเทศ พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์ หัวหน้าชุดแอนตี้โดรน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกมาชี้แจงและให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับวิธีสังเกตความแตกต่างระหว่างโดรนกับเครื่องบิน

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยสงสัยว่า วัตถุที่บินผ่านหัวเราตอนกลางคืนหรือในท้องฟ้า เป็นเครื่องบินปกติ หรือเป็นโดรนกันแน่ วันนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับเทคนิคที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำเกี่ยวกับวิธีสังเกตความแตกต่างระหว่างโดรนกับเครื่องบิน เพื่อให้คุณสามารถคาดเดาและแจ้งเบาะแสได้อย่างถูกต้อง

ไฟสัญญาณและทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ

วิธีดูความแตกต่างระหว่างโดรนกับเครื่องบินอย่างง่าย คือการสังเกต ไฟสัญญาณ และ ทิศทางการบิน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • โดรน: โดยทั่วไป หากเป็นโดรน ไฟสัญญาณจะมีลักษณะเฉพาะ ด้านหน้าส่วนใหญ่มักมีไฟสีเขียวสลับแดง ด้านหลังมีไฟสีเขียวกระพริบ และสำหรับโดรนที่มีระบบปีกสองข้าง ปีกขวาจะมีไฟสีเขียว ส่วนปีกซ้ายจะมีไฟสีแดงกระพริบ นอกจากนี้ โดรนยังสามารถบินได้หลากหลายรูปแบบ เช่น บินถอยหลัง บินซิกแซ็ก หรือบินรอบตัวเองได้ 360 องศา
  • เครื่องบิน: กับกรณีเครื่องบินปกติ ไฟจะเป็นลำดับชัดเจน โดยจะมีสีเขียวที่ปีกขวา สีแดงที่ปีกซ้าย พร้อมทั้งไฟสีขาวที่ปลายปีกและด้านล่างของลำตัว ส่วนทิศทางการบินนั้นจะตรงไปตรงมา ไม่มีการเปลี่ยนทิศทางแบบฉับพลันเหมือนโดรน

เสียงและการสังเกตด้วยตาเปล่า

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือ เสียง ของวัตถุที่กำลังบินอยู่ในอากาศ โดยพ.ต.ท.วสุเทพ ได้เน้นว่าโดรนมีเสียงที่แตกต่างจากเครื่องบิน ซึ่งสามารถรับรู้ได้ชัดเจนในพื้นที่ที่ไม่มีเสียงรบกวน เช่น ชานเมืองหรือพื้นที่โล่ง แต่ในเขตเมืองใหญ่หรือพื้นที่ชุมชน อาจฟังเสียงได้ยากเนื่องจากมีเสียงจากจราจร หรือสิ่งแวดล้อมมาก

ส่วน ความสูงของวัตถุ มักสังเกตด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น และแม้แต่เจ้าหน้าที่เองก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ตรวจสอบเพื่อให้ทราบอย่างชัดเจน ถึงแม้จะไม่สามารถดูด้วยตาเปล่าได้ง่าย แต่การรู้จักสังเกตพฤติกรรมการบินและลักษณะเฉพาะของโดรนจะช่วยให้คุณตอบเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

หากพบโดรนต้องสงสัย ต้องทำอย่างไร?

จากข้อมูลล่าสุดรายงานกล่าวว่า บางส่วนได้มีการใช้โดรนในทางที่ถูกต้อง เช่น การเกษตร หรือการถ่ายภาพกิจกรรมต่าง ๆ เจ้าหน้าที่เข้าใจและให้การสนับสนุนการใช้โดรนในทางที่ถูกกฎหมาย

แต่หากคุณเห็นวัตถุที่เคลื่อนไหวแปลก ๆ หรือบินอยู่ในเวลากลางคืนโดยไม่ทราบเจตนา ควรแจ้ง ตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดและป้องกันสถานการณ์ผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้

การรู้จักวิธีสังเกตความแตกต่างระหว่างโดรนกับเครื่องบินนั้นเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรเรียนรู้ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น หากคุณพบวัตถุใด ๆ ที่น่าสงสัยอย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อศูนย์ควบคุมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัย

หากพบโดรนต้องสงสัย สามารถติดต่อแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของคุณและคนรอบข้าง

ที่มา – ตำรวจแนะวิธีสังเกตความแตกต่าง โดรน กับ เครื่องบิน ย้ำหากพบโดรนต้องสงสัยแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ 24 ชั่วโมง

ตำรวจร่วมกับสำนักพุทธฯ กวาดล้างพระสงฆ์ทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัยทั่วประเทศ จับได้แล้ว 154 ราย

ตำรวจร่วมกับสำนักพุทธฯ กวาดล้างพระสงฆ์ทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัยทั่วประเทศ

วันนี้ (5 สิงหาคม) ถือเป็นวันสำคัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักพุทธฯ ได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่เพื่อจัดการกับพระสงฆ์ที่กระทำผิดทั้งทางกฎหมายและพระธรรมวิไนย ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว 154 ราย จากเป้าหมายทั้งหมด 181 ราย สร้างความมั่นใจให้กับพุทธศาสนิกชนที่บริสุทธิ์ใจ

เด็ดขาดเพื่อศาสนาและกฎหมาย

พล.ต.อ. ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการปราบปรามผู้ใช้ผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบังเพื่อแอบหนีความผิดทางกฎหมาย โดยเฉพาะ คดีอาญาและคดียาเสพติด ซึ่งพบจำนวนสูงสุดในขบวนการสแกนครั้งนี้

แม้จะมีพระบางรูปที่ไม่ยอมลาสิกขา แต่เนื่องจากระเบียบใหม่ของมหาเถรสมาคมที่สั่งลดระยะเวลาในการพิจารณาการดำเนินคดีเหลือเพียง 10 วัน ทำให้พระสงฆ์ที่ตกเป็นผู้ต้องหาต้องถูกดำเนินการให้ลาสิกขาและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ทันที

  • จับกุมได้แล้ว 154 รูป จาก 181 เป้าหมาย
  • ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและคดีอาญา
  • ใช้กระบวนการที่รวดเร็วเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดหนีคดี

การร่วมมือของหน่วยงานเพื่อกวาดล้างพระทำผิด

ทางด้านสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามจับกุมพระสงฆ์ที่หลบหนีไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ยืนยันว่าสามารถนำกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้ตามกฎหมาย ส่วนความเคลื่อนไหวในอนาคตจะมีการขยายผลไปจนถึงพระชั้นผู้ใหญ่ที่อาจเกี่ยวข้องด้วย

พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวเสริมว่า ข้อมูลในการตรวจสอบและจับกุมนั้นมาจากหลายแหล่ง ไม่เพียงแต่หน่วยงานของตำรวจ แต่ยังมีความร่วมมือกับศูนย์ป้องกันปราบปรามภัยคุกคามทางพระพุทธศาสนา รวมถึงสำนักพุทธฯ โดยตำรวจจะนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ความร่วมมือที่โปร่งใส 100%

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ เผยเพิ่มเติมว่า สำนักพุทธฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ หากตำรวจขอข้อมูลใดเพิ่มเติมจะส่งทั้งหมดเพื่อช่วยเบาะแสในการตรวจสอบอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ไกรบุญยังกล่าวว่า ได้มีการทำข้อตกลงร่วมกันว่า หากมีการจับกุมพระสงฆ์ที่กระทำผิดในจังหวัดใดเกิน 3 รูป ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาในจังหวัดนั้นจะต้องถูกย้ายออกจากตำแหน่งทันที เพื่อรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการ โดยมาตรการนี้เป็นแนวทางเดียวกับที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้อยู่

สิ่งสำคัญของปฏิบัติการนี้ไม่ใช่เพียงการจับกุมหรือตรวจสอบความผิด แต่ยังรวมถึงการคืนความน่าเชื่อถือให้กับศาสนาพุทธ และป้องกันไม่ให้ผู้คนต้องรู้สึกสงสัยหรือไม่มั่นใจในการทำบุญหรือบริจาคเงินให้แก่พระสงฆ์ในอนาคต

ที่มา: ตำรวจร่วมกับสำนักพุทธฯ กวาดล้างพระสงฆ์ทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัยทั่วประเทศ จับได้แล้ว 154 ราย จาก 181 เป้าหมาย

“พวกเขาถูกเล็งยิงเข้าที่ศีรษะและหน้าอก”: เปิดทุกมิติคดียิงสังหารเด็กในฉนวนกาซา

คดียิงสังหารเด็กในฉนวนกาซา: โศกนาฏกรรมที่โลกต้องรู้

จากข่าวที่ถูกนำเสนอโดย BBC ในช่วงปลายปี 2023 ถึงเหตุการณ์สังหารเด็กสองคนในฉนวนกาซา ได้ก่อให้เกิดการเปิดเผยเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจอีกครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ตามรายงานของ คดียิงสังหารเด็กในฉนวนกาซา สาธารณะชนคุ้นชินกับภาพลูกสาววัยสองขวบและพ่อที่ถูกยิงเสียชีวิตบนถนน Hamid Street พร้อมกับการตั้งคำถามว่าทหารอิสราเอลเกี่ยวข้องหรือไม่?

เรื่องราวสองพ่อลูก: ลายานและโมฮาเหม็ด อัล มัจดาลาวี

ในช่วงเที่ยงของวันที่ 9 พฤศจิกายน 2023 ครอบครัวอัล มัจดาลาวีที่เพิ่งหนีรอดจากการโจมตีทางอากาศถูกทหารอิสราเอลเล็งยิงจนเสียชีวิต ก่อนหน้านี้ประชาชนในอาคารเรียนใช้พื้นที่ค่ายผู้อพยพอัลชาตีเป็นที่หลบภัย และเชื่อตามข้อมูลจากชาวบ้านที่ว่าถนน Hamid Street ปลอดภัย

แต่ชั่วพริบตา ชาฮัดพี่สาววัย 12 ปีเล่าว่ารถถังของอิสราเอลปรากฏบนถนนสายเดิมอีกครั้ง ก่อนลุงของเธอจะวิ่งหนีพร้อมลายานแล้วล้มลง เธอพยายามช่วยพ่อแต่กลับถูกยิงเข้าที่แขน ใบมรณบัตรที่ได้รับการตรวจสอบยืนยันว่าเด็กหญิงถูกยิงตรงจุดเสียวคมตามรายงานจาก專家ด้านนิติเวช

มีรา ตันบูรา: กระสุนสไนเปอร์พรากชีวิตเด็กวัย 6 ขวบ

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ BM สืบสวนคือกรณีของ คดียิงแฟนลูกในฉนวนกาซา มีรา ตันบูรา เด็กหญิงวัย 6 ขวบไม่นั่งยันเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอ ซาอีดพ่อเล่าถึงคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ กล้องของหม่อม ยืนยันสังเกตเห็นกองกำลังอิสราเอลบนเนินทรายและซากอาคารที่เป็นที่ตั้งหลักของนักแม่นปืน

แม้ทหารอ้างว่าช่วยเหลือพลเรือน แต่ภาพถ่ายดาวเทียมและปากคำจากช่างภาพของ BBC ยืนยันว่าทหารประจำการในจุดเสี่ยงตลอดเวลา ความจริงที่ส่งกลิ้งจากคำสั่งเหนือว่ายิงได้ทุกอย่างบนถนนสายหลัก ยิ่งช่วยเพิ่มช่องว่างให้เด็กเสี่ยงอันตราย

หลักฐานชี้ช่องอันตรายจากอาวุธ Lindsay ที่ถูกใช้เกินกว่าวัตถุประสงค์

คดียิงลูกหนูในฉนวนกาซา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เหตุการณ์รายบุคคล ข้อมูลล่าสุดของ BBC สัมผัสบันทึกรvspจากแพทย์ในกาซา พบเด็กกว่า 95 ราย ถูกวิสามัญเข้าที่ศีรษะหรือหน้าอกโดยไม่มีสัญญาณการสู้รบใด ๆ แม้แต่หน่วยง้างของกลุ่มฮามาสก็ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำต่อเด็กเหล่านี้

ศ.นพ.นิซัม ยืนยันจากภาพเอกซเรย์ว่ามีเด็กหลายรายในเมืองวัย 12 ปี โดยกว่า 57 วีดีโอ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล ส่วนอีกสองกรณีเป็นลูกหลงจากการฉลองชัยของชาวปาเลสไตน์เท่านั้น การไม่อัประบบการควบคุมสถานการณ์ให้มูลนิธิการกุศลหลัก ยิ่งทวีความสนใจจากทั่วโลก

ประเดิมงานแรก ‘วิพุธ’ ประธานสภา กทม. คนใหม่ ส่งมอบสิ่งของถึงหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี

ประเดิมงานแรก ‘วิพุธ’ ประธานสภา กทม. คนใหม่ มอบสิ่งของกำลังใจให้ทหารชายแดน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา คุณวิพุธ ศรีวะอุไร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางรัก และประธานสภากรุงเทพมหานครคนใหม่ล่าสุด พร้อมด้วยคณะ ส.ก.กทม. ได้ร่วมกันส่งมอบสิ่งของช่วยเหลือให้กับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ซึ่งเป็นกองกำลังที่ทำหน้าที่บริเวณชายแดนจันทบุรี-ตราด ใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและความห่วงใย ให้กับทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักในการปกป้องประเทศชาติ

การส่งมอบน้ำใจแทนความห่วงใยจากชาวกรุงเทพฯ

หลังจากคุณวิพุธได้เข้ารับตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้มีการดำเนินภารกิจครั้งสำคัญนอกพื้นที่ในเมืองหลวง นั่นคือการส่งมอบสิ่งของจำเป็นและกำลังใจไปยังหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ที่กำลังปฏิบัติภารกิจปกป้องความมั่นคงของชาติ ซึ่งในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน การสนับสนุนจิตใจและความจำเป็นพื้นฐานให้ทหารจึงมีความหมายมากกว่าแค่ของใช้

จากการที่ ส.ก.กทม. ได้รวมพลังกันรวบรวมสิ่งของจากประชาชนในกรุงเทพฯ มีทั้งอาหารแห้ง ของใช้ประจำวัน และข้อความชื่นชมจากใจ ขอบคุณในสิ่งที่ทหารได้เสียสละเพื่อประเทศ ทั้งหมดนี้อาจดูเหมือนสิ่งเล็กน้อย แต่มันคือการรวมพลังจากเมืองหลวงเพื่อส่งต่อแรงใจไปยังแนวหน้า ตามแนวทางที่ประธานสภา กทม. ให้ความสำคัญ

ไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือการร่วมแรงร่วมใจ

คุณวิพุธให้ความเห็นว่า "เจตนารมณ์ของกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบริจาคสิ่งของ แต่คือการบอกให้เห็นว่าสภา กทม. พร้อมที่จะทำหน้าที่เชื่อมโยงพลังของคนในกรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนพี่น้องทหารให้มากที่สุด" การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสภาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมือง แต่สามารถออกไปไกลถึงชายแดน ด้วยการเป็นแรงสะท้อนของความรักชาติและความปรารถนาดีจากประชาชนทั่วไป

เขายังได้กล่าวขอบคุณทหารทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แม้ต้องเสียสละบางสิ่งในชีวิตส่วนตัว รวมถึงขอบคุณ ส.ก.ทุกคนที่ร่วมหนุนหลังกิจกรรมในครั้งนี้

มุมมองเชิงลึก: การใส่ใจในความมั่นคงคือพื้นฐานของการสนับสนุน

การสนับสนุนหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีโดยประธานสภา กทม. สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่อาจขยายตัวของเขา ที่ไม่เพียงทำหน้าที่จัดการภายในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังเข้าไปมีส่วนในแนวคิดของการเชื่อมน้ำใจจากคนเมืองกับทหารในแนวหน้า ได้อย่างลึกซึ้ง การลงพื้นที่ชายแดนแม้จะเป็นเพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกผูกพันระหว่างพลเรือนและทหาร และเป็นการแสดงใหัเห็นว่า พลังของเมืองใหญ่สามารถส่งผลต่อบริบทระดับชาติ ได้เช่นกัน

หากคุณเป็นหนึ่งในคนกลุ่มที่ติดตามข่าวด้านความมั่นคงและการเมืองอย่างใกล้ชิด กิจกรรมครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่แสดงให้เห็นว่าการทำงานของสภาไม่ได้เป็นแค่การประชุมหรือกฎหมาย แต่คือการแสดงความเป็นหัวใจเดียวกันกับประชาชน และกับกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติ

คุณพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงชาติผ่านการรับรู้และความร่วมมือทางสังคมมานุษย์ไหม? แล้วคุณคิดว่า กิจกรรมเช่นนี้ควรถูกส่งเสริมหรือไหม?

แสดงความเห็น หรือติดตามกิจกรรมต่อเนื่องของสภา กทม. เพื่อไม่พลาดทุกพลังใจที่เคลื่อนไหว

ที่มา – ประเดิมงานแรก ‘วิพุธ’ ประธานสภา กทม. คนใหม่ ส่งมอบสิ่งของถึงหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี

กองทัพบกอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย เพื่อยืนยันการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและอนุสัญญาเจนีวา

กองทัพบกอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย

วันนี้ (5 สิงหาคม) กองทัพบกอำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี

ความร่วมมือระดับนานาชาติในการดูแลเชลยศึก

การเยี่ยมของ ICRC ในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ขั้นตอนปกติขององค์กร โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวอ้างใด ๆ จากฝ่ายกัมพูชา โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึก และรับรองว่าพวกเขาสามารถติดต่อกับครอบครัวได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งกองทัพบกเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ

  • ICRC มีโอกาสพูดคุยกับเชลยศึกอย่างเป็นอิสระ
  • การตรวจสุขภาพดำเนินการสม่ำเสมอ
  • ป้องกันการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับความจริง

การยืนยันมาตรฐานการปฏิบัติดูแลเชลยศึก

สำหรับเชลยศึกที่เข้ารับการเยี่ยมตรวจครั้งนี้ ทั้ง 18 นายสุขภาพแข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างเต็มที่จากกองทัพบก ไม่ว่าจะเป็นอาหารครบ 3 มื้อ ที่พักที่ถูกสุขลักษณะ และการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

ความโปร่งใสของการปฏิบัติตามแนวทางระดับโลก

ระหว่างการพูดคุยกับเชลยศึก เจ้าหน้าที่จาก ICRC สามารถติดต่อพูดคุยกับผู้ถูกควบคุมตัวได้อย่างเสรีโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา นอกจากนี้ กองทัพบกยังไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและผู้แทนไทยร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสและแสดงถึงความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างไทยกับองค์กรมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ไทยปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวากว่า 75 ปีอย่างเคร่งครัด

ภายใต้อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ไทยเป็นภาคีกันอย่างยาวนาน กองทัพบกยังได้บรรยายสรุปลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การควบคุมตัว และมาตรการที่ดำเนินการเกี่ยวกับเชลยศึกที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการทางจิตเวช โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ส่งตัวเชลยศึกบางส่วนกลับประเทศเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ กองทัพบกยังเน้นย้ำว่า ทุกการปฏิบัติที่ผ่านมาเป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ที่มุ่งเน้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความปลอดภัยของเชลยศึกเป็นหลัก

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนภาพลักษณ์ของไทยในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด และพร้อมรับการตรวจสอบจากองค์กรระดับโลก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการของกองทัพไทยในเวทีนานาชาติ

ที่มา – กองทัพบกอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย เพื่อยืนยันการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและอนุสัญญาเจนีวา

เจ้าหน้าที่ EOD ตชด.21 ร่วมตรวจสอบและทำลายวัตถุต้องสงสัย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พบกระสุน BM-21 ที่ไม่ระเบิดสมบูรณ์

วันนี้ (5 สิงหาคม) เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ EOD จากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 (ตชด.21) ได้ร่วมกับหน่วยงานทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ในเขตอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและจัดการกับวัตถุต้องสงสัยอย่างละเอียดอ่อน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำลายกระสุนระเบิดไม่สมบูรณ์ที่อาจเป็นอันตรายต่อชุมชนใกล้เคียง

กระสุน BM-21 ที่ไม่ระเบิดสมบูรณ์ คืออะไร?

จากข้อมูลเบื้องต้น หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ไปถึงจุดที่มีการร้องเรียน เจ้าหน้าที่พบหลุมระเบิดหลายจุด ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่ามาจากกระสุน BM-21 ที่ยังไม่ระเบิดหรือระเบิดไม่สมบูรณ์ กระสุนชนิดนี้เป็นประเภทที่ใช้ในระบบยิงสกัดแบบหลายท่อยิง หรือที่หลายคนอาจรู้จักในชื่อ ‘เกรเนเดอร์ลมกรด’ ซึ่งมักพบได้ในพื้นที่เก่าแก่ที่เคยมีประวัติการสู้รบหรือความขัดแย้งทางชายแดน

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

การปฏิบัติงานในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยทีม EOD ตชด.21 มีบทบาทสำคัญในการชันสูตรและทำลายวัตถุต้องสงสัยอย่างปลอดภัย โดยเน้นย้ำการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากมีการสัมผัสหรือเคลื่อนย้ายวัตถุดังกล่าวด้วยตนเอง

หลังจากที่สถานการณ์บริเวณพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับการจัดการ และการเคลื่อนย้ายทีม EOD ต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่กลุ่มเสี่ยง จังหวัดอย่างสุรินทร์ที่เคยมีประวัติความขัดแย้งในอดีตจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญ กระสุน BM-21 ที่ยังค้างอยู่อาจเกิดจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ จึงจำเป็นต้องมีการสำรวจและรื้อถอนอย่างเหมาะสม เพื่อคืนความปลอดภัยให้กับชุมชน

สำหรับประชาชน: อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง

เจ้าหน้าที่ทุกคนย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่า หากประชาชนพบเห็นวัตถุที่เคลื่อนไหวไปมาได้ยาก หรือมีลักษณะน่าสงสัยควรกระทำตามหลักมาตรฐาน 3 ข้อ ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะในการป้องกันการสูญเสียที่มาจากกระสุนระเบิดไม่สมบูรณ์ หรือวัตถุระเบิดต่าง ๆ ทั้งนี้ หากรู้จักเพื่อนบ้านใกล้เคียง หรือหน่วยงานทหาร ตำรวจในพื้นที่ ควรรีบแจ้งทันทีเพื่อความปลอดภัยร่วมกัน

บทบาทของ EOD (ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด) ในพื้นที่เสี่ยงภัย

อย่างที่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าทีม EOD มีบทบาทสำคัญในการปกป้องประชาชนจากสถานการณ์ที่อาจเป็นภัยคุกคามทุกระดับ ตั้งแต่ปัญหาปกติทั่วไปจนถึงสถานที่ที่ยังมีผลจากวัตถุระเบิดบางชนิดที่อาจค้างอยู่จากยุคสงคราม โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างจังหวัดสุรินทร์ ที่อาจไม่ใช่พื้นที่ความขัดแย้งในปัจจุบัน แต่ยังมีลูกหลงหรือระเบิดที่ไม่ถูกทำลายจากอดีตตกค้างอยู่

ในโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีและเครื่องมือในการตรวจสอบและทำลายวัตถุระเบิดได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยและปลอดภัยมากขึ้น เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการไม่เพียงแค่ทำลายระเบิด แต่ยังมีบทบาทในการให้ความรู้แก่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการระมัดระวังที่ยั่งยืน

หากใครสนใจติดตามตัวอย่างความจริงที่ล้ำค่าของทีม EOD ตชด.21 การปฏิบัติงานในพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่พวกเขาจัดการอย่างชำนาญ ด้วยตนเองเสียสละเหล่านี้ จึงเป็นหนึ่งในนักรบเงียบที่ช่วยปกป้องความปลอดภัยของพวกเรา

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! หากพบเจ้าหน้าที่ EOD ตชด.21 กำลังทำงาน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ

การการร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น EOD จะยังคงมีอยู่เพื่อแก้ปัญหาวัตถุระเบิดค้างเครื่องหลง ในขณะที่เราทุกคนมีส่วนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยด้วยการไม่เข้าใกล้หรือจับต้องวัตถุต้องสงสัย และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปตรวจสอบทันที

ที่มา – เจ้าหน้าที่ EOD ตชด.21 ร่วมลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตรวจสอบและทำลายวัตถุต้องสงสัย พบเป็นกระสุน BM-21 ที่ไม่ระเบิดสมบูรณ์

ปฏิบัติการกวาดลานวัดทะลายผู้ต้องหาบวชหลบหนีคดี

ตำรวจเปิดปฏิบัติการ ‘กวาดลานวัด’ ลุยค้นกว่า 200 จุดทั่วประเทศ บุกจับผู้ต้องหาบวชพระหนีคดี

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้จัดปฏิบัติการกวาดลานวัด สืบเนื่องจากพบว่ามีผู้ต้องหาหลายรายใช้ชีวิตในวัดเพื่อซ่อนตัวหลบหนีคดี การตรวจค้นกว่า 200 จุดทั่วประเทศครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือนักเลงคดีตั้งแต่ข้อหาเล็กๆ ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ

ปฏิบัติการกวาดลานวัดมุ่งกวาดล้างผู้ต้องหาในกรณีที่มีตั้งแต่ ยักยอกทรัพย์, ฟอกเงิน, เมาแล้วขับ, ไปจนถึงเครือข่ายคดียาเสพติดสากล แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็รู้สึกเสียวใจว่าจะมีผู้ทำผิดซ่อนตัวในศาลา โดยเฉพาะในพื้นที่เชิงกลยุทธ์อย่างตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

คดีอดีตพระสุรัตน์: รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือร่วมมือ?

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในปฏิบัติการกวาดลานวัดคือ สุรัตน์ ชายวัย 45 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ อดีตพระสุรัตน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบเขาขณะกำลังออกธุดงค์ในช่วงเช้า หลังจากตรวจสอบพบว่ามีคดีติดตัวในข้อหาร่วมกันฟอกเงินจากเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

  • ฟอกเงิน
  • ยาเสพติด
  • ละเมิดกฎหมายอาชญากรรม

หลังจับกุม สุรัตน์ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่ามีบุคคลในกลุ่มชาติพันธุ์ยืมบัญชีธนาคารไปใช้โดยไม่รู้ตัวว่าจะนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย

คณะกรรมการวัดและชาวบ้านยืนยันตรงกันว่า อดีตพระสุรัตน์เป็นพระที่มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่มีอาการหนีไป แม้แต่หลังปฏิบัติการกวาดลานวัด เจ้าตัวยังคงออกมาบิณฑบาตเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกวาดลานวัดยังคงต่อเนื่อง คาดว่าจะมีการแถลงเพิ่มเติมภายหลังการค้นหาผู้ต้องหาในพื้นที่เป้าหมายทั่วทั้งประเทศ เสร็จสิ้นซึ่งจะให้เห็นถึงความพยายามในการย้อนเท้าหาผู้หลบหนีคดีที่ซ่อนตัวในศาสนา

ปฏิบัติการกวาดลานวัดสะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีการติดตามคดีใหม่ที่ทันสมัย ทำให้ผู้ต้องหาหนีไม่รอด ไม่ว่าจะบวชแล้วหรือซ่อนตัวที่ไหนในประเทศไทย

ติดตามข่าวสารการจับกุมครั้งสำคัญได้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ปฏิบัติการนี้เป็นการแสดงพลังของกฎหมายในการเข้าถึงผู้ต้องหาที่ชุมชนอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อน

ที่มา – ตำรวจเปิดปฏิบัติการ ‘กวาดลานวัด’ ลุยค้นกว่า 200 จุดทั่วประเทศ บุกจับผู้ต้องหาบวชพระหนีคดี

โฆษกกองทัพบกเผย พบโดรนบินตรวจการณ์ลักษณะผิดปกติหลายครั้งในพื้นที่ตอนในของประเทศ พยายามบินเข้าใกล้หน่วยทหาร

โฆษกกองทัพบกเผย พบโดรนบินตรวจการณ์ลักษณะผิดปกติหลายครั้งในพื้นที่ตอนในของประเทศ พยายามบินเข้าใกล้หน่วยทหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับการตรวจพบโดรนลึกลับที่มีพฤติกรรมแปลกไปจากผู้ใช้งานทั่วไป

การบินสำรวจผิดปกติของโดรนในพื้นที่ภายในประเทศ

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2567 พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์เกี่ยวกับการตรวจพบโดรนที่บินในลักษณะผิดปกติหลายครั้ง โดยสังเกตได้ว่ามีลักษณะการบินที่ชัดเจนคือ การบินตรวจการณ์ มากกว่าการนำไปใช้ในทางทำลาย

ความผิดปกติดังกล่าวสังเกตได้ว่าโดรนถูกควบคุมผ่านเครือข่ายที่มีความพยายามในการหลบเลี่ยงการสแกนจากเจ้าหน้าที่ โดยไม่พบว่าเป็นโดรนจากประเทศเพื่อนบวกหล่าง เช่น กัมพูชา

ที่น่าสนใจคือการพยายามเข้ามาใกล้กับ ที่ตั้งหน่วยทหาร ของกองทัพบกและกองทัพอากาศ รวมไปถึงสถานที่สำคัญอื่น ๆ ซึ่งแสดงถึงพฤติกรรมที่ไม่ธรรมดาและควรจับตามองอย่างต่อเนื่อง

ไม่พบเชื่อมโยงกับต่างประเทศโดยตรง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของกองทัพบก พบว่าโดรนเหล่านี้ไม่ได้ถูกควบคุมจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา แต่เป็นโดรนในประเทศที่ใช้ ระบบเครือข่ายหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ทำให้เกิดการบินลับเข้าใกล้ฐานทัพและการตรวจการณ์ที่น่าสงสัย

ควรเริ่มตระหนักถึงสภาพแวดล้อมด้านความปลอดภัยจากโดรน

อันที่จริงเรื่องโดรนและเทคโนโลยีทางอากาศได้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทุกคนมากขึ้น ทั้งในแง่ความบันเทิงอย่างเช่นการถ่ายภาพมุมสูง และในอีกด้านหนึ่งคือ ความปลอดภัยของพื้นที่สำคัญ เช่นทางทหาร

  • ผู้ใช้โดรนทั่วไป ควรทราบถึงกฎที่เกี่ยวข้องในการใช้เครื่องบินไร้คนขับ
  • เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องเพิ่มแรงกดดันในการเฝ้าระวังโดรนที่รุกล้ำ
  • ประชาชนทั่วไป ควรช่วยสังเกตพฤติกรรมที่ไม่ปกติในพื้นที่ของตนเอง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีความสำคัญเนื่องจากแสดงถึง วิวัฒนาการของเทคโนโลยี และความต้องการที่อาจแอบแฝง จึงเป็นโอกาสที่ดีในการให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางอากาศสำหรับประชาชนทั่วไป

แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานการใช้โดรนเหล่านี้เพื่อทำลาย แต่กองทัพบกได้ออกมาให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องการตรวจสอบและ เฝ้าระวังโดรนบินลักษณะผิดปกติ อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการรุกล้ำหรือการแฝงข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ความสำคัญด้านการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้งทางทหาร

ทางทหารจึงต้องปรับระบบการรักษาความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเกตและระบุพิกัดโดรนผิดปกติที่ เข้ามาใกล้หน่วยทหาร เพื่อรักษาความมั่นคง

พล.ต. วินธัย ย้ำว่าแม้จะยังไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับภัยจากกัมพูชาโดยตรง แต่พฤติกรรมของโดรนแสดงถึงความพยายามในการเจาะความเป็นส่วนตัวหรือแอบสืบข้อมูล ดังนั้น การเฝ้าระวังโดรนบินในลักษณะดังกล่าวจะต้องได้รับความสำคัญมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับคนที่สนใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสื่อสารมวลชน เชื่อได้ว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเรียนรู้วิธีใช้งานโดรนอย่างรับผิดชอบ และสร้างความตระหนักรู้ในสังคมไทย เกี่ยวกับการ บินสำรวจที่ผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยไม่เราคาดคิด

หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรนทั่วไป กรุณาปฏิบัติตามระเบียบกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ส่วนตัวเราทุกคนควรเป็นผู้ช่วยในการรายงานการพบเห็นโดรนผิดปกติในพื้นที่ ไม่ว่าจะใช้สำหรับการถ่ายภาพหรือสำรวจ เราก็ร่วมกันสร้างระบบรักษาความปลอดภัยระดับชาติได้

ทิม คุก เชื่อ AI สำคัญกว่าอินเทอร์เน็ต Apple วางแผนต่อสู้ในยุต้าแย่งความเป็นผู้นำ

ทิม คุก เชื่อ AI สำคัญกว่าอินเทอร์เน็ต

ในประชุมพนักงานทั่วโลกที่สำนักงานใหญ่ Apple ในเมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย CEO ทิม คุก ปรากฏตัวแค่ไหนต่อการล่าช้าของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายนี้ในตลาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วทั้งเครือข่าย เป็นไปตามข้อคาดการณ์ที่ผู้วิเคราะห์ทั้งหลายคาดไว้

การลงทุนพัฒนา Apple Intelligence กับเวลารอที่นานจนแฟนคลับแพนิค!

แม้จะเปิดตัวแผน Apple Intelligence ในการประชุม Worldwide Developers Conference 2024 เจ้าของ iPhone ไอดอลผู้ใช้ต่างรู้สึกประหลาดใจใน

  • การดีเลย์ Siri AI ที่เคยชมตัวอย่างในโฆษณา,
  • ความล้าสมัยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง Google & OpenAI
  • คดีความจากผู้ถือหุ้นที่ไม่พอใจการสื่อสารเรื่อง AI

ทั้งนี้ ทิม คุก ยืนยันว่าทีมกำลังเร่งปรับบทบาทนักวิจัย 40% ให้โฟกัส ทิม คุก เชื่อ AI สำคัญกว่าอินเทอร์เน็ต พร้อมยกระดับ Siri ด้วยโครงสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ โดยเจ้าตัวเชื่อมั่นว่าความสำเร็จ dwell ไว้เสมอแม้จะไม่ใช่ผู้นำประเดิม

สำหรับแผนห้าปี แก้ไขจุดอ่อน AI สิ่งที่ Apple ยุต่ะทำนั้นรวมถึง:

  • พัฒนา Apple Chips for Data Centers ภายใต้โครงการ ACDC
  • ร่วมมือ Broadcom ตั้งเป้าผลิต Baltra AI Chip ปี 2026
  • ตั้งเป้ารับพนักงาน R&D เฉลี่ย 12,000 คนต่อปี

อย่างไรตาม ที่ผ่านมาผู้บริหารยอมรับว่าแผนดึง Siri ขึ้นเวทีล้ำสมัยพังพินาศเพราะพยายามสร้าง Hybrid Architecture ผสมนวัตกรรมสองระบบ แต่ปัจจัยจำกัดที่ดูจะเป็นจุด优势ของ Apple ดันกลายเป็นความระมัดระวังด้านโปร่งใสภาพของ AI ซึ่งถูกคาด iPads ให้กลายเป็นมลพิษน้อยลงแต่สำเร็จ ทิม คุก เชื่อ AI สำคัญกว่าอินเทอร์เน็ต ต้องใช้เวลาไม่นานเกินรอ เช่นเคย

แล้วยุทธศาสตร์ยั่งยืนของ Apple ที่น่าสนใจคือการยืดหยอด?
แทนที่จะแข่งกันปล่อยโมเดลล่าสุด คุนคู่แข่งเช่น Google ทำได้ ทีมiazl “ความแม่นยำสูงสุด ที่ช่วยพลิกอุตสาหกรรม” เป็น Keyword เป้าหมายหลัก คล้ายการปล่อยiPhone ครั้งแรกเมื่อมีเสปคอีกรุ่นก่อนแล้ว แต่เรายัง dominate สวนกระแสได้

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหนึ่งวันหลัง Apple เผยกำไรงวดล่าสุดปรับขึ้นโดยมี iPhone เป็นตัวหลัก ในขณะที่บริษัทคู่แข่ง Meta และ Microsoft ขยับรายได้ด้วยนวัตกรรม AI แม้อาจเป็น ‘ผู้ตาม’ ใน สนาม AI แต่แฟนๆ Apple มั่นใจว่าหากบริษัทเดินหมากถูก ความสำเร็จอีกครั้งอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ที่มา – Apple CEO Tim Cook Calls AI ‘Bigger Than the Internet’ in Rare All-Hands MeetingCan Apple catch up to peers in the AI race? Tim Cook seems to think so.