ผู้เขียน: lalika69_admin

อีลอน มัสก์ โผล่เมืองเล็ก ย้ำความเป็นแคนาดา



บริติชโคลัมเบียและหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่งกำลังฮือฮาหลังจากที่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกปรากฏตัวแบบสุ่มและไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อีลอน มัสก์ ซีอีโอที่สร้างความขัดแย้งและดูเหมือนว่าจะมีบทบาททางการเมืองของ Tesla และ X ได้เดินทางมาถึง Bella Bella ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใน Great Bear Rainforest ก่อนที่จะออกเดินทางอีกครั้งด้วยเฮลิคอปเตอร์

การมาเยือนเมืองที่มีประชากรประมาณ 1,500 คนของเขาเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ

Seán Carter ชาวเมืองเล่าให้ Canadian Broadcasting Corporation ฟังว่าพื้นที่นี้ไม่ได้แปลกหน้าสำหรับผู้มาเยือนที่มีชื่อเสียง

เขากล่าวเสริมว่า มัสก์อาจจะเดินทางผ่านเพื่อไปยัง James Murdoch ลูกชายของ Rupert Murdoch เจ้าพ่อสื่อ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารของ Tesla ที่มัสก์ดำรงตำแหน่งซีอีโอ และเป็นเจ้าของทรัพย์สินนอกชายฝั่ง

“ไม่ใช่ทุกวันที่คนที่รวยที่สุดในโลกจะเดินทางผ่านเมือง” เขากล่าว “นั่นจะเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะได้”

CBC News ยืนยันว่าเครื่องบินส่วนตัวของมัสก์ลงจอดในแวนคูเวอร์เมื่อคืนวันศุกร์และออกเดินทางบ่ายวันจันทร์ หลักฐานที่มองเห็นได้ซึ่ง CBC ดู สอดคล้องกับข้อมูลการบินที่ติดตามทางออนไลน์และแสดงให้เห็นว่ามัสก์เดินทางมาถึงและออกเดินทาง

หากคุณติดตามเรื่องราวของมัสก์ เขาเกิดในแอฟริกาใต้และเป็นพลเมืองแคนาดาผ่านทาง Maye Musk แม่ของเขาซึ่งเกิดใน Regina มัสก์ย้ายไป Saskatchewan แล้วไปแวนคูเวอร์เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น และเข้าเรียนวิทยาลัยในแคนาดา

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การมาเยือนและความผูกพันกับแคนาดาของมัสก์ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงกัน ก่อนหน้านี้ในปีนี้ มีการเผยแพร่คำร้องเรียกร้องให้รัฐบาลเพิกถอนสัญชาติของเขาเนื่องจากบทบาทของเขาในทำเนียบขาวของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ในขณะที่มัสก์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเจรจาเรื่องภาษีระหว่างสองประเทศอย่างหนัก

ในออนแทรีโอและแคนาดาตะวันตก อิทธิพลที่ไม่แน่นอนของมัสก์ยังทำให้ความสัมพันธ์ทางการเมืองซับซ้อนขึ้นอีกด้วย

ควิเบก บริติชโคลัมเบีย และจังหวัดอื่นๆ ได้ถกเถียงถึงการตัดสินใจที่จะยกเว้น Tesla จากโครงการคืนเงิน EV เพื่อตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ โดย Premier David Eby อ้างถึง “การตอบโต้” เป็นเหตุผล ในการเคลื่อนไหวที่แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยหนึ่งในธุรกิจของมัสก์ยังคงมีความสำคัญต่อชุมชนในแคนาดา กว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ชนบทของแคนาดากำลังซื้อบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ของมัสก์เพื่อปรับปรุงการเชื่อมต่อ

มัสก์ได้กลับไปกลับมาเกี่ยวกับความรู้สึกที่ซับซ้อนของเขาเกี่ยวกับแคนาดา

ในปี 2023 เขาโพสต์ภาพสวมเสื้อยืด “I Love Canada” และประกาศตัวเองว่าเป็น “ครึ่งแคนาดา” แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เพื่อตอบสนองต่อคำร้องขอเพิกถอนสัญชาติ เขาได้ทวีตว่า “แคนาดาไม่ใช่ประเทศที่แท้จริง” ก่อนที่จะลบข้อความ

Carter บอกกับ CBC ว่าการเมือง aside การเดินทางของมัสก์ผ่าน Bella Bella เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ “ไม่ว่าคุณจะมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเขา มันเป็นสิ่งที่น่าติดตาม” เขากล่าว

ชาวเมืองมีความรู้สึกที่หลากหลายเกี่ยวกับการมาเยือนของมัสก์อย่างเห็นได้ชัด

Emily Lowan ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำพรรคกรีนแห่งบริติชโคลัมเบีย โพสต์ภาพการมาถึงของมัสก์บนโซเชียลมีเดีย โดยเขียนว่า “เป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการเก็บภาษีมหาเศรษฐีให้ออกไปจากการดำรงอยู่”

แต่ในแบบฉบับของชาวแคนาดาทั่วไป Carter กล่าวว่ามัสก์ไม่ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษใดๆ ที่สนามบินท้องถิ่นและต้องเดินไปอีกหน่อย

“มันค่อนข้างวุ่นวาย” คาร์เตอร์กล่าว “เครื่องบินลงจอดด้านหนึ่ง เฮลิคอปเตอร์อยู่อีกด้านหนึ่ง และเขาต้องเดินไปไกล เขาอาจจะหวังว่าจะเข้ามาและออกไปอย่างเงียบๆ แต่ไม่มีความลับในเมืองนี้”

อีลอน มัสก์ โผล่เมืองเล็ก ย้ำความเป็นแคนาดา

อีลอน มัสก์ โผล่เมืองเล็ก ย้ำความเป็นแคนาดา แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของมัสก์ที่มีต่อการเมืองเเละสังคม

ทำไม อีลอน มัสก์ โผล่เมืองเล็ก ย้ำความเป็นแคนาดา ถึงเป็นข่าว

การเดินทางไปยังเมืองเล็กๆ ของอีลอน มัสก์เน้นย้ำถึงสถานะบุคคลสาธารณะของเขาและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับแคนาดา การปรากฏตัวของเขาจุดประกายการสนทนาเกี่ยวกับสัญชาติของเขา อิทธิพลทางการเมือง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจแคนาดา

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แต่การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของบุคคลที่มีชื่อเสียงก็สามารถสร้างความสนใจและกระตุ้นการอภิปรายในวงกว้างได้ การที่มัสก์เดินทางมาเยือน Bella Bella ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่หลากหลาย ตั้งแต่ความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็น ไปจนถึงความไม่พอใจและการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่หลากหลายที่ผู้คนมีต่อเขา

การกระทำของมัสก์ได้รับการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนเสมอ ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การปรากฏตัวของเขาใน Bella Bella ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของอิทธิพลที่แพร่หลายของเขาและความสามารถในการดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก

ความสัมพันธ์ของมัสก์กับแคนาดาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ในขณะที่เขาได้แสดงความรักชาติของเขาในบางครั้ง เขาก็ได้แสดงความคิดเห็นที่สำคัญเกี่ยวกับประเทศเช่นกัน การมาเยือน Bella Bella เป็นเพียงบทล่าสุดในความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอนกับแคนาดา

โดยรวมเเล้ว อีลอน มัสก์ โผล่เมืองเล็ก ย้ำความเป็นแคนาดาเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่เน้นย้ำถึงความซับซ้อนของชื่อเสียง อิทธิพล และสัญชาติในโลกสมัยใหม่

ที่มา – Elon Musk Randomly Drops In on Small Town; Reminds Everyone He is Still CanadianMusk’s visits and Canadian ties have fueled debate


กทม. มอบโล่เชิดชูเกียรติ “นคราภิรักษ์” ขอบคุณทุกภาคส่วนช่วยภัยพิบัติแผ่นดินไหว

การแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนใน стол столกรุงเทพมหานคร แต่ทว่า ความร่วมมืออย่างรวดเร็วและการให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงทำให้กรุงเทพฯ ฟื้นตัวได้อย่างน่าทึ่งภายในเวลาเพียง 48 วัน

กทม. มอบโล่เชิดชูเกียรติ “นคราภิรักษ์” เพื่อขอบคุณผู้ร่วมฟื้นฟูหลังแผ่นดินไหว

วันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “นคราภิรักษ์” เพื่อเป็นเกียรติแก่หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน อาสาสมัคร และมูลนิธิต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไม่หวังผลตอบแทน

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวขอบคุณต่อทุกภาคส่วนที่เข้ามาร่วมมืออย่างเต็มที่ ส่งผลให้สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และยังกล่าวเสริมว่า “คนไทยเรามีนิสัยดีเสมอ คือเวลาเกิดวิกฤต เราจะหันมาช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อย่างยอดเยี่ยม”

ใครเป็น “นคราภิรักษ์” และทำไมถึงได้รับการเชิดชู?

เครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “นคราภิรักษ์” ไม่ได้เป็นเพียงโล่ธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละ ความเมตตา และความร่วมมือ เพื่อคนรุ่นใหม่ให้เรียนรู้และเป็นแรงบันดาลใจ ผู้ได้รับรางวัลนี้ประกอบไปด้วย:

  • หน่วยกู้ภัยที่ปฏิบัติภารกิจอย่างไม่ย่อท้อท่ามกลางความเสี่ยง
  • องค์กรเอกชนที่เปิดใจสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ
  • อาสาสมัครและมูลนิธิที่เคลื่อนไหวจนถึงพื้นที่ห่างไกล
  • บุคคลทั่วไปที่เป็น “ฮีโร่ในชีวิตประจำวัน”

สิ่งเหล่านี้คือภาพสะท้อนของ “พลังกรุงเทพฯ” ที่ไม่ใช่แค่รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เป็นการทำงานร่วมกันของสังคมทั้งมวล

บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้ที่เราควรจดจำ

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปถึงไหน การช่วยเหลือด้วยมนุษยธรรมคือสิ่งที่ไม่สามารถแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้เลย การสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของคนเมืองถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครั้งนี้กลายเป็น “วิกฤตที่จบไว”

แน่นอนว่าเราหวังว่าไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก แต่หากมี เราเชื่อว่ากรุงเทพฯ จะมีพลังที่เพียงพอจากคนในท้องถิ่นและภาคีต่าง ๆ ที่พร้อมจะเป็น “นคราภิรักษ์” อย่างแท้จริง

เรียนรู้ความร่วมมือในช่วงวิกฤต ไม่ใช่แค่จับตามองข่าว แต่เข้าใจบทบาทของแต่ละบุคคลในสังคมด้วย

อย่าลืมติดตามข่าวและร่วมเป็นพลังบวกของเมืองทุก ๆ วัน!

สนใจบทความเพิ่มเติม? อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ของเราหรือลงทะเบียนรับข่าวสารผ่านอีเมลเพื่อรับบทความใหม่ ๆ ก่อนใคร

ที่มา – กทม. มอบโล่เชิดชูเกียรติ “นคราภิรักษ์” ขอบคุณทุกภาคส่วนช่วยภัยพิบัติแผ่นดินไหว

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีอดีตแกนนำ นปช. ปี 52 เป็น 7 ต.ค.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลอาญาได้ประกาศเลื่อนการอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้อง อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวม 13 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกันมั่วสุมและก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เมื่อช่วงปี 2552 ที่มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การพิจารณาคดีในครั้งนี้ถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น.

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีอดีตแกนนำ นปช. ปี 52 เป็น 7 ต.ค.

คดีนี้มีที่มาจากเหตุการณ์ชุมนุมอันดุเดือดในช่วงระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึง 9 เมษายน ปี 2552 ซึ่งกลุ่มนปช. ได้ปิดทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล เพื่อขัดขวางการปฏิบัติงานของรัฐบาลในช่วงเวลานั้น ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ชุมนุมบางส่วนยังพยายามบุกบ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี อีกทั้งยังปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งในกรุงเทพฯ จนเกิดการจราจลที่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง

การเลื่อนฟังคำพิพากษาในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะมีจำเลย 2 คน คือ พงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง (จำเลยที่ 10) และ อดิศร เพียงเกษ (จำเลยที่ 11) ไม่มาศาล ซึ่งทางทนายความของพงศ์พิเชษฐ์ได้แจ้งว่าไม่มีการติดต่อเป็นเวลานาน ส่วนอดิศรแจ้งว่าติดภารกิจในการประชุมสภา

ศาลออกหมายจับพงศ์พิเชษฐ์ พร้อมปรับนายประกัน

ด้วยเหตุผลข้างต้น ศาลจึงมีคำสั่งออกหมายจับ พงศ์พิเชษฐ์ พร้อมทั้งปรับนายประกันเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท นอกจากนี้ จำเลยอีกหลายราย ได้แก่ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ, จตุพร พรหมพันธุ์ และ นายแพทย์เหวง โตจิราการ รวมถึงแกนนำคนอื่น ๆ ก็เดินทางมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาตามกำหนดการในวันนี้

คดีนี้เป็นประเด็นที่สังคมจับตามองมายาวนาน เพราะถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงต้นปี 2552 ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของเสื้อแดงในช่วงปี 2553 รวมถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการการเมืองไทยในหลายช่วงต่อมา

นอกจากนี้ ผู้คนยังให้ความสนใจในบทบาทของแต่ละบุคคลที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ โดยเฉพาะ พงศ์พิเชษฐ์ ที่กลับกลายเป็นจุดสนใจหลังศาลออกหมายจับ และเป็นหนึ่งในกระแส话题ในโซเชียลมีเดียหลังการเลื่อนคดีในครั้งนี้

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานนับสิบปี แต่ปมความขัดแย้งทางการเมืองยังคงดึงดูดความสนใจของสังคมและยังคงมีบทบาทในปัจจุบัน ไม่ว่าจะในรูปแบบของข่าวคราว ความเห็นสาธารณะ หรือการพิจารณาทางกฎหมายจากศาล ถือเป็นการเตือนใจให้สังคมได้ตั้งคำถามถึงธรรมชาติของความขัดแย้งในระบอบประชาธิปไตย

หากคุณมีความสนใจในเหตุการณ์ทางการเมืองย้อนหลัง หรือต้องการอัปเดตข่าวสารคดีที่เป็นประเด็นในวงการกฎหมาย การติดตามข่าวการพิจารณาของศาลในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 จะเป็นโอกาสสำคัญในการรับชมการยุติความขัดแย้งอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย

อย่าลืมติดตามข่าวที่นี่ ที่มา – ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีอดีตแกนนำ นปช. ปี 52 เป็น 7 ต.ค. หลังจำเลย 2 รายไม่มาศาล พร้อมออกหมายจับ ‘พงศ์พิเชษฐ์’

ป.ป.ส. เปิดห้องมั่นคง เตรียมขนย้ายยาเสพติดของกลางล็อตใหญ่น้ำหนักรวม 26.04 ตัน เพื่อเผาทำลายในวันที่ 22 ส.ค. 68

วันนี้ (20 สิงหาคม) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ได้จัดแถลงข่าวเปิดห้องมั่นคง ณ สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด (สวพ.) โดยมี อภิกิต ฉ. โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธาน ร่วมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาคีและสื่อมวลชน เข้าร่วมเป็นพยานในการตรวจสอบและเตรียมขนย้าย ยาเสพติดของกลาง ลอตใหญ่ที่มีน้ำหนักรวมกว่า 26.04 ตัน จากคดียาเสพติดทั้งหมด 1,304 คดี เพื่อนำไปเผาทำลายในวันที่ 22 สิงหาคมนี้

ป.ป.ส. เปิดห้องมั่นคง เตรียมขนย้ายยาเสพติดของกลางล็อตใหญ่น้ำหนักรวม 26.04 ตัน เพื่อเผาทำลายในวันที่ 22 ส.ค. 68

อภิกิต กล่าวว่า การทำลาย ยาเสพติดของกลาง ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้งบประมาณปี 2568 และเป็นครั้งที่ 10 ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่เน้นการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ย้ำว่าทุกขั้นตอนมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดโดยคณะทำงานที่มีหน่วยงานหลากหลายเข้าร่วม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในความโปร่งใสของการดำเนินงาน

ยาเสพติดที่จะถูกทำลายในครั้งนี้มีอะไรบ้าง?

ของกลางที่จะถูกทำลายในครั้งนี้มีน้ำหนักสุทธิจากตัวยาเสพติดรวม 21.60 ตัน ซึ่งประกอบด้วย:

  • ยาบ้ามากกว่า 139 ล้านเม็ด
  • ไอซ์ 6.07 ตัน
  • คีตามีน 1.43 ตัน
  • เฮโรอีน 173 กิโลกรัม
  • ยาเสพติดอื่น ๆ อีกหลายชนิด

การดำเนินการทั้งหมดจะเริ่มต้นวันที่ 20-21 สิงหาคม โดยจะมีการตรวจสอบและบรรจุ ยาเสพติดของกลาง ใส่หีบห่ออย่างเป็นระบบ จากนั้นจะขนย้ายไปยังบริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) จังหวัดสมุทรปราการ ในวันที่ 22 สิงหาคม โดยมีความปลอดภัยที่เข้มงวดตลอดเส้นทาง หลังถึงปลายทางจะมีการตรวจสอบอีกครั้งก่อนนำยาเสพติดเข้าเตาเผาที่อุณหภูมิสูงกว่า 1,200 องศาเซลเซียส การทำลายจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 24 สิงหาคม

รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ย้ำอีกว่า ตลอด 10 ครั้งที่ผ่านมา ป.ป.ส. ได้ทำลายยาเสพติดไปกว่า 203 ตัน และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาล ยืนยันว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

งานนี้ไม่ใช่เพียงการกำจัดของกลางเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐที่จะผุดปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการปราบปราม การป้องกัน และการสร้างความรู้สึกมั่นใจให้ประชาชน

หากคุณเป็นผู้ที่ใส่ใจต่อประเด็นสังคมและการดำเนินงานของรัฐ ติดตามข่าวคราวต่อเนื่องเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งสำคัญแบบนี้เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลที่สำคัญในบริบทของประเทศ อย่าลืมแชร์ข่าวให้คนรอบข้างได้รับทราบเพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงความจริงจังของภาครัฐต่อปัญหายาเสพติดด้วยนะคะ

ที่มา – ป.ป.ส. เปิดห้องมั่นคง เตรียมขนย้ายยาเสพติดของกลางล็อตใหญ่น้ำหนักรวม 26.04 ตัน เพื่อเผาทำลายในวันที่ 22 ส.ค. 68

‘โน้ส อุดม’ รับทราบข้อหาหมิ่นประมาทจาก ‘ครูปรีชา’ ปมข้อความใน เดี่ยว 12 พาดพิง

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สังคมออนไลน์และวงการบันเทิงถูกเร้าความร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อ โน้ส อุดม หรือ อุดม แต้พานิช นักแสดงสายเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดัง ได้เดินทางไปที่สถานีตำรสภูธรเมืองกาญจนบุรี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นข้อหาที่มีต้นเหตุจากรายการเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 12 ที่จัดขึ้นในปี 2561

‘โน้ส อุดม’ รับทราบข้อหาหมิ่นประมาทจาก ‘ครูปรีชา’ ปมข้อความใน เดี่ยว 12 พาดพิง

คดีนี้เริ่มต้นเมื่อครูปรีชา ใคร่ครวญ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2568 โดยระบุว่าข้อความที่โน้ส อุดมพูดในรายการเดี่ยว 12 มีเนื้อหาที่ถือว่าหมิ่นประมาท และอาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดในทางลบ จนกระทบต่อชื่อเสียงส่วนบุคคล

รูปแบบของการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนโดยทั่วไปมักเน้นการเสียดสี วิพากษ์ หรือเล่าเรื่องในเชิงมุมมองส่วนตัว ซึ่งอาจทำให้บางเนื้อหาถูกตีความว่ามีความหมายในเชิงพาดพิง อย่างไรก็ตามเมื่อกระทบกับบทบัญญัติกฎหมาย การพูดว่า “เป็นการแสดง” อาจไม่เพียงพอในบางกรณี

ทางการยังไม่ยุติ เปิดทางให้ทุกฝ่ายใช้สิทธิ

หลังจากได้รับทราบข้อหาอย่างเป็นทางการ โน้ส อุดม ยังไม่แสดงความคิดเห็นโดยตรงต่อสื่อมวลชน แต่ได้รับการยืนยันว่าทนายความของฝ่ายร้องทุกข์อยู่ระหว่างการเตรียมคำร้องฟ้องเพิ่มเติม ขณะเดียวกันวงการบันเทิงและผู้ติดตามก็ยังต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าคดีนี้จะนำไปสู่ผลกระทบในวงกว้างหรือไม่อย่างไร

  • ความรับผิดชอบของศิลปินต่อเนื้อหาที่นำเสนอ
  • ขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออกในสื่อบันเทิง
  • น้ำหนักของกฎหมายต่อบุคคลในวงการสร้างสรรค์

กรณีนี้ถือเป็นเตือนใจให้กับนักแสดง นักเขียน หรือผู้สร้างเนื้อหาทุกแขนง ว่าแม้จะมีอิสระในการแสดงออก แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบของความรับผิดชอบต่อสังคม และกฎหมาย หากคุณเป็นผู้สร้างเนื้อหาหรือผู้ติดตามวงการบันเทิง ลองช่วยกันคิดว่าอะไรคือเส้นแบ่งที่ “พอเหมาะ” ระหว่างบทวิจารณ์และคำพูดที่อาจทำลายใครบางคน

ร่วมมุมมองของคุณทางคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ เพื่อเปิดประเด็นที่สร้างสรรค์กันต่อ

ที่มา – ‘โน้ส อุดม’ รับทราบข้อหาหมิ่นประมาทจาก ‘ครูปรีชา’ ปมข้อความใน เดี่ยว 12 พาดพิง

รมช.กลาโหมเผย ในหลวง-พระราชินีเตรียมพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้ทหาร-ตชด.-ทหารพราน ที่ปฏิบัติงานชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ความเคลื่อนไหวที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้นเป็นประเด็นที่รัฐบาลและพลเมืองต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีกำลังพลทหาร ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน และทหารพรานที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความสงบสุขและความมั่นคงในเขตพรมแดน

รมช.กลาโหมเผย ในหลวง-พระราชินีเตรียมพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้ทหาร-ตชด.-ทหารพราน ที่ปฏิบัติงานชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (20 สิงหาคม) พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่อย่างไม่ย่อท้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหลวงและพระราชินีนั้นทรงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และในโอกาสที่มีความสูญเสียหรือความกล้าหาญจากทางฝ่ายทหาร พระองค์ท่านได้ทรงแสดงพระหฤทัย พร้อมทั้งพระราชทานพระกรุณาธิคุณอย่างเต็มที่

ล่าสุด รองราชเลขานุการในพระองค์ ได้ติดต่อมาที่กระทรวงกลาโหม สอบถามถึงความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการ พระราชทานเหรียญกล้าหาญ ให้แก่บุคลากรที่ทำหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดย รมช.กลาโหมเผย ว่ากระทรวงกลาโหมได้มีแผนการจัดทำและรวบรวมรายชื่อของบุคลากรเพื่อเสนอถวาย ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่เคยจัดให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

หลักเกณฑ์และประเภทเหรียญการกุศล

ในครั้งนี้คาดว่าจะมีการ พระราชทานเหรียญกล้าหาญ ในหลากหลายระดับ แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่

  • เหรียญระดับบุคคล สำหรับเจ้าหน้าที่ที่แสดงความกล้าหาญอย่างโดดเด่นเป็นรายบุคคล
  • เหรียญระดับหน่วย สำหรับหน่วยที่มีความกล้าหาญในการทำงานร่วมกันตลอดจนสามารถบรรลุเป้าหมายตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

เหรียญที่จะถูกพระราชทานนั้น มีความหมายและความโดดเด่นมาก โดยจะแบ่งเป็นระดับต่างๆ เช่น ระดับรามาธิบดี และระดับอื่นๆ ที่เหมาะสมตามพฤติกรรมการปฏิบัติตนของข้าราชการ โดยกระทรวงกลาโหมได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่จะนำไปเสนอจะต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดหรือการกระทบต่อพระมหากรุณาธิคุณ และเพื่อให้กระบวน รมช.กลาโหมเผย นั้นเสร็จสิ้นภายในต้นเดือนกันยายนนี้

เมื่อดูจากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนถึงพระปรีชาญาณและความเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีที่ยังคงทรงให้ความสำคัญต่อชีวิตและคุณงามความดีของเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงภัยเพื่อประเทศชาติ

สำหรับเรื่องราวแบบนี้ ถือว่าน่าติดตามไม่น้อย เพราะนอกจากจะอัปเดตสถานการณ์ความมั่นคงที่ชายแดน ท่านยังจะได้รับแรงบันดาลใจจากความเสียสละของบุคลากรเหล่านี้ได้ด้วย อย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้จาก The Standard

ที่มา – รมช.กลาโหมเผย ในหลวง-พระราชินีเตรียมพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้ทหาร-ตชด.-ทหารพราน ที่ปฏิบัติงานชายแดนไทย-กัมพูชา

ผู้สร้าง ‘Severance’ ไขข้อสงสัยสำคัญ!

เมื่อพูดถึงซีรีส์ Severance ก็แทบจะไม่มีคำตอบง่ายๆ ให้เลย ทุกอย่างเต็มไปด้วยปริศนาและความน่าสนใจ ซึ่งก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้ เราชอบที่จะสำรวจและคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นที่ Lumon แต่ถึงอย่างนั้น การได้คำตอบบ้าง ถึงจะเป็นเพียงเล็กน้อย ก็ยังดี ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ Dan Erickson ผู้สร้างซีรีส์เพิ่งจะทำ

ในการให้สัมภาษณ์กับ Hollywood Reporter, Erickson หลีกเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับหัวข้อใหญ่ๆ เช่น โครงสร้างของซีซั่น 3 หรือความยาวทั้งหมดของซีรีส์ แต่เขาตอบคำถามเกี่ยวกับตรรกะและกลไกของขอบเขตของคนที่ถูกตัดขาด (Severed) โดยพื้นฐานแล้ว เขาถูกถามว่าทำไม Ms. Casey ถึงสามารถแปลงร่างเป็น Gemma ได้โดยการออกจากประตูฉุกเฉิน แต่ Mark และ Innies คนอื่นๆ ต้องขึ้น/ลงลิฟต์หลายชั้นเพื่อทำแบบเดียวกัน เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน? ขอบเขตคืออะไร?

Erickson กล่าวว่า “ใช่ นี่เป็นส่วนหนึ่ง (ใน bible ของซีรีส์) เกี่ยวกับวิธีการทำงานของเกณฑ์การตัดขาด (severance threshold) โดยพื้นฐานแล้ว บริษัทสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ตามที่พวกเขาต้องการ แนวคิดก็คือมันมีส่วนหนึ่ง ถ้าคุณขุดผ่านกำแพงของชั้นที่ถูกตัดขาด คุณจะไปถึงจุดที่คุณอยู่เหนือเกณฑ์นั้นและไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ Innie ของคุณถูกเปิดใช้งานอีกต่อไป ดังนั้น พวกเขาจึงออกแบบให้ประตูนั้นเป็นจุดตัดขาด”

ซึ่งในด้านตรรกะอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่เราก็เชื่อได้ ประตูฉุกเฉินอยู่ในทางเดินยาว ดังนั้นบางทีทางเดินนั้นอาจจะเกินขอบเขตของลิฟต์ แต่ในแกนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เราชอบที่เขาคิดถึงเรื่องนี้และมีคำตอบ มีคำตอบอื่นๆ อีกเล็กน้อยในการสัมภาษณ์ รวมถึงการยืนยันว่า Erickson อ่านทฤษฎีต่างๆ ใน Reddit ในบางครั้ง คลิกที่นี่เพื่ออ่านทั้งหมด

Severance ซีซั่น 3 อยู่ในระหว่างการพัฒนามาหลายเดือนแล้ว และดูเหมือนว่าจะเริ่มการผลิตในเร็ว ๆ นี้ หวังว่าเราอาจจะได้ชมกันทาง Apple TV+ ในปีหน้า หรืออย่างช้าที่สุดคือต้นปีถัดไป

ต้องการข่าว io9 เพิ่มเติมหรือไม่? ตรวจสอบกำหนดการฉายล่าสุดของ Marvel, Star Wars และ Star Trek, สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ DC Universe ทั้งในภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

ผู้สร้าง ‘Severance’ ไขข้อสงสัยสำคัญ!

Dan Erickson, ผู้สร้างซีรีส์ดังอย่าง Severance ได้ออกมาไขข้อสงสัยสำคัญเกี่ยวกับวิธีการทำงานของบางสิ่งในซีรีส์ ทำให้แฟนๆ ได้คลายความสงสัยกันไป

‘Severance’: ไขข้อสงสัยสำคัญที่แฟนๆ อยากรู้

ซีรีส์ Severance เต็มไปด้วยปริศนาชวนติดตาม แต่ก็มีคำถามเชิงตรรกะที่ทำให้แฟนๆ สงสัยอยู่เสมอ ซึ่งทางผู้สร้างก็ได้ออกมาตอบคำถามเหล่านั้นแล้ว เกี่ยวกับกลไกการทำงานของการแบ่งแยก (Severance) และขอบเขตของมัน

ประเด็นสำคัญคือ บริษัท Lumon สามารถออกแบบวิธีการแบ่งแยกได้ตามที่ต้องการ โดยมีเกณฑ์บางอย่างที่กำหนดขอบเขตของ Innie และ Outie การไขข้อสงสัยของผู้สร้าง ‘Severance’ ไขข้อสงสัยสำคัญ! นี้ ทำให้เราเข้าใจโลกของ Severance ได้มากขึ้น

การไขข้อสงสัยครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ช่วยเติมเต็มความเข้าใจในโลกของ Severance และทำให้เรารู้สึกว่าผู้สร้างใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ ที่อาจจะอยู่ในใจของผู้ชม

ซีรีส์ Severance ยังคงเป็นที่น่าติดตาม และการรอคอยซีซั่น 3 ก็เป็นสิ่งที่แฟนๆ ตั้งตารอ ‘Severance’ ไขข้อสงสัยสำคัญ! ทำให้เรายิ่งอยากรู้ว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไร

‘Severance’ ไขข้อสงสัยสำคัญ! เปิดเผยให้เห็นว่าทีมงานใส่ใจในทุกรายละเอียด และพร้อมที่จะตอบคำถามที่อยู่ในใจของแฟนๆ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้พิเศษและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

ที่มา – The Creator of ‘Severance’ Just Explained a Key Logistical QuestionDan Erickson has explained, specifically, how something on the Apple TV+ show works. What a world.

Meta ปรับโครงสร้าง AI ส่อแววเป้าหมายสะดุด?

Meta กำลังปรับโครงสร้างแผนก AI ที่ชื่อ Meta Superintelligence Labs หลังจากเพิ่งประกาศจัดตั้งไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดคำถามว่า Meta กำลังเผชิญกับความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายด้านปัญญาประดิษฐ์หรือไม่

ตามรายงานจาก New York Times กลุ่มงานนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย โดยแต่ละกลุ่มจะมุ่งเน้นไปที่งานที่แตกต่างกัน ได้แก่ กลุ่มวิจัย AI กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและฮาร์ดแวร์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ AI และกลุ่มที่มุ่งเน้นการสร้าง Superintelligence ซึ่งเป็นระบบ AI ที่มีศักยภาพเหนือกว่าสติปัญญาของมนุษย์ในทุกด้าน

Superintelligence ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของ Mark Zuckerberg CEO ของ Meta แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นอาจต้องใช้เวลาหลายปี หรืออาจเป็นทศวรรษ และผู้เชี่ยวชาญบางคนยังสงสัยว่า AI จะสามารถพัฒนาไปถึงขั้น Superintelligence ได้จริงหรือไม่

นอกจากการปรับโครงสร้างแล้ว Meta ยังพิจารณาที่จะลดขนาดแผนก AI ด้วย แม้ว่าจะยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อพิจารณาถึงการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้ผู้ถือหุ้นบางรายกังวลเมื่อบริษัทเปิดเผยค่าใช้จ่ายในครั้งต่อไป

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Meta ได้ดึงตัวบุคลากรชั้นนำจาก OpenAI, Apple และบริษัทอื่นๆ โดยเสนอข้อตกลงระยะยาวมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ในการแถลงผลประกอบการครั้งล่าสุด Susan Li CFO ของ Meta กล่าวว่าค่าใช้จ่ายด้านทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของบริษัทมีปัจจัยหลักมาจากการลงทุนใน AI และค่าตอบแทนพนักงาน

แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านทุนอาจทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่สบายใจ แต่หุ้นของ Meta กลับพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากบริษัทแสดงให้เห็นถึงผลกำไรที่ยอดเยี่ยมจากธุรกิจโฆษณา ซึ่งเป็นผลมาจาก AI และสัญญาว่าจะได้รับผลตอบแทนที่มากยิ่งขึ้นในอนาคตจากห้องปฏิบัติการ Superintelligence

นอกจากนี้ บริษัทกำลังเปลี่ยนท่าทีจากเดิมที่เคยสนับสนุนว่า “โอเพนซอร์ส AI คือหนทางข้างหน้า” และหันมาพิจารณาการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์โมเดลปัญญาประดิษฐ์ของบุคคลที่สาม ไม่ว่าจะโดยการสร้างบนโมเดล “โอเพนซอร์ส” หรือโดยการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์โมเดลแบบปิด

เป้าหมายของการปรับโครงสร้างคือการปรับปรุงสองสิ่งสำคัญสูงสุดของ Meta ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่ การบรรลุ Superintelligence และเพื่อให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันในผลิตภัณฑ์ AI ซึ่งปัจจุบันยังขาดอยู่

Zuckerberg ยอมรับเป็นครั้งแรกว่าบริษัทตามหลังในการแข่งขันด้าน AI เมื่อเดือนเมษายน และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

ในขณะที่ AI ช่วยเพิ่มรายได้จากธุรกิจโฆษณาของบริษัท แต่สิ่งเดียวกันนี้ไม่สามารถพูดได้สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัท แอป AI สำหรับผู้บริโภคของ Meta ไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้บนอินเทอร์เน็ตเนื่องจากความไม่สอดคล้องและข้อบกพร่องต่างๆ การที่ Meta ประสบปัญหาเหล่านี้ทำให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ Meta ปรับโครงสร้าง AI ครั้งนี้ว่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

ในขณะที่นักลงทุนบางรายมีความหวังในการที่ Zuckerberg ตั้งใจที่จะไล่ตามคู่แข่งในการแข่งขันด้าน AI และแม้กระทั่งส่งมอบ Superintelligence แต่แรงกดดันก็อยู่ที่ CEO ของ Meta เนื่องจากนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Zuckerberg พยายามทำโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

“Metaverse” ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มแรกๆ ของ Zuckerberg จนถึงขั้นเปลี่ยนชื่อบริษัท กลับไม่สามารถขยายขนาดและได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ได้ดีนัก แม้ว่าจะมีการลงทุนไปถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในการสร้างก็ตาม

ในการแสวงหาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้าน AI ที่ค่อนข้างทะเยอทะยาน Zuckerberg แทบไม่มีขอบเขตจำกัด แม้กระทั่งการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางจริยธรรมในบางครั้ง

บริษัทได้อนุญาตให้ผู้ช่วยและแชทบอท AI เชิงกำเนิดมีส่วนร่วมในการสนทนาที่ “ส่อไปในทางยั่วยุทางเพศ” กับผู้เยาว์ ยืนยันความเชื่อเหยียดเชื้อชาติ และแม้กระทั่งสร้างข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นเท็จ ตามรายงานของ Reuters เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รายงานจาก Wall Street Journal เมื่อเดือนเมษายน พบว่าบริษัทอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างแชทบอท AI ที่เรียกว่า “Submissive Schoolgirl” ซึ่งแสร้งทำเป็นนักเรียนชั้น ม.2

คณะอนุกรรมาธิการด้านอาชญากรรมและการต่อต้านการก่อการร้ายของวุฒิสภาได้เปิดการสอบสวนผลิตภัณฑ์ AI ของบริษัทเมื่อวันศุกร์ เพื่อตอบสนองต่อรายงานของ Reuters

นับตั้งแต่นั้นมาก็เกิดเรื่องราวทางกฎหมายตามมามากมาย Ken Paxton อัยการสูงสุดของรัฐเท็กซัสกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าสำนักงานของเขาจะเปิดการสอบสวน Meta เกี่ยวกับการแอบอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ได้รับใบอนุญาตและการกล่าวอ้างที่เป็นเท็จเกี่ยวกับการรักษาความลับของแชทบอท

แชทบอท AI ของ Meta อยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้นในเดือนนี้ หลังจากที่แชทบอทตัวหนึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้เกษียณอายุในรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา แชทบอทได้สนับสนุนให้ชายคนนั้นเชื่อว่าเธอเป็นมนุษย์จริงๆ และเชิญเขาไปที่อพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์กที่ไม่มีอยู่จริงของ “เธอ” ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ตอกย้ำความสำคัญของการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบทางจริยธรรมและสังคมของการพัฒนา AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น

Meta กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อให้บรรลุตามสัญญาที่ยิ่งใหญ่ และหลีกเลี่ยงความล้มเหลวเหมือน Metaverse ครั้งที่สอง และแรงกดดันก็เพิ่มขึ้นสำหรับบริษัทในทุกๆ การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านทุนและการตัดสินใจปรับโครงสร้าง แต่ในเส้นทางสู่ความสำเร็จนี้ วิธีการที่ใช้เพื่อให้บรรลุ Superintelligence และการครองตลาด AI จะมีความสำคัญไม่แพ้ หรืออาจจะมากกว่า ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาว่า Meta ปรับโครงสร้าง AI จะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างไร

ด้วยความท้าทายที่มากมายและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น Meta จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถจัดการกับความซับซ้อนของการพัฒนา AI ได้อย่างมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม การ< Meta ปรับโครงสร้าง AI ครั้งนี้อาจเป็นก้าวแรกในทิศทางที่ถูกต้อง แต่จะต้องมาพร้อมกับการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งและการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบทางสังคมของเทคโนโลยีนี้

ที่มา – Is Meta’s Superintelligence Overhaul a Sign Its AI Goals Are Struggling?The company is dismantling the division it built two months ago, and is looking to downsize after a remarkably expensive hiring spree.

Andor คัดเลือกนักแสดงหญิงทรงพลังได้อย่างไร

ทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยมใน Andor แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ดีที่สุดของ Star Wars และนำเสนอฮีโร่และวายร้ายที่โดดเด่นยิ่งขึ้นสู่แฟรนไชส์ในสองซีซั่นที่น่าจดจำ นำโดย Genevieve O’Reilly ผู้กลับมารับบท Mon Mothma เหล่านักแสดงหญิงในซีรีส์ Disney+ ได้สร้างตำนานของตนเองภายในจักรวาล Lucasfilm อย่างแท้จริง

ในเบื้องหลังการถ่ายทำของ Andor ผู้กำกับการคัดเลือกนักแสดง Nina Gold และ Martin Ware ได้พูดคุยเกี่ยวกับการค้นพบพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ของนักแสดงนำหญิงคนสำคัญของซีรีส์ Elizabeth Dulau เป็นผู้เปิดเผยอย่างแท้จริงในบท Kleya Marki ผู้โดดเด่นในซีซั่นสองในฐานะมือขวาของ Luthen Rael Gold อธิบายถึงการค้นหา Kleya ของพวกเขาว่า “เห็นได้ชัดว่า Stellan Skarsgård เป็นอัจฉริยะอย่างสมบูรณ์ เราจำเป็นต้องหาใครสักคนมารับบท Kleya ซึ่ง [แม้ว่า] จะเป็นหญิงสาว แต่สามารถเทียบเขาได้ในด้านอำนาจและความเข้มข้น และสามารถเผชิญหน้ากับเขาได้ในทุกสถานการณ์ และ [Dulau] ก็ทำได้จริงๆ” เราต้องเห็นด้วยกับความรู้สึกนี้ เพราะแม้ว่า Kleya จะไม่ได้ใช้เวลาร่วมกับ Luthen ของ Skarsgård อีกต่อไป นักแสดงหญิงก็ยังเปล่งประกายในฉากที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจในโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยโชคชะตา

Ware รู้ว่าการหาคนที่เท่าเทียมกันเพื่อจับคู่กับ Skarsgård เป็นกุญแจสำคัญสำหรับบทสรุปในที่สุดของเรื่องราวของพวกเขา “ด้วย Stellan เพราะเขารับบทถึงสองบทในหลายๆ ตอน เจ้าของแกลเลอรีต้องใช้ความเบาอย่างมาก และเขาก็มีด้านมืด ดังนั้นมันจึงเป็นการค้นหา…”

Gold รีบพูดขึ้น “…การหาใครสักคนที่สามารถเดินทางไปกับเขาได้ เธอมีอำนาจภายในและอำนาจที่แท้จริง” และเป็นสิ่งที่แฟนๆ อยากจะเห็นอีกครั้งหาก Gilroy กลับมาเยี่ยมตัวละครที่รอดชีวิตของ Andor อีกครั้ง

วายร้ายจากจักรวรรดิที่เราอยากเห็นได้รับการตอบแทนอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นในภาพยนตร์คือ Dedra Mero ของ Denise Gough ผู้ใฝ่สูงเกินจริงของจักรวรรดิ Gold อธิบายถึงวายร้ายที่โหดเหี้ยมว่าเป็น “ผู้บงการชั่วร้าย” Gough ได้รับการคัดเลือกหลังจากผู้กำกับการคัดเลือกนักแสดงได้เห็นเธอและ Kyle Soller นักแสดงร่วมบนเวที “นี่เป็นการแสดงความสามารถที่น่าทึ่งอย่างแท้จริงของพวกเขาบนหน้าจอ ตัวละครของพวกเขาทั้งสองได้ผ่านการเดินทางที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เพื่อไปจากจุดเริ่มต้นของพวกเขา ในขณะที่เธอเป็นเจ้านายที่เข้มงวดและเผด็จการมาก”

Ware ชมเชยการเปลี่ยนแปลงในซีซั่นสองของ Gough “ในซีซั่นสอง ตัวละครของ Dedra เราเห็นเธอในสภาพแวดล้อมในบ้าน เราเห็นเธออยู่ที่บ้าน เราเห็นเธอรับมือกับแม่ของ Syril และรัก Syril ในแบบที่แปลกประหลาดของเธอเอง” แต่แน่นอนว่าความทะเยอทะยานของเธอนำพาเธอไปสู่การละทิ้งชีวิตครอบครัวแบบฟาสซิสต์ที่เรียบง่ายเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าซึ่งระเบิดใส่หน้าเธอ

Gold และ Ware มีงานที่ต้องทำมากมายในขอบเขตที่ Gilroy ต้องการสำหรับ Bix คู่รักสุดโรแมนติกของ Cassian โชคดีที่พวกเขาทุกคนพบมันใน Adria Arjona “[ทันทีที่] เธอพูดห้าคำแรกของการออดิชั่นครั้งแรกของเธอ ทันใดนั้นก็เห็นได้ชัดว่าเธอต้องเป็นเธอ”

Gold อธิบายว่า Bix จำเป็นต้องเป็นมากกว่าแค่ความรักและแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นนักสู้ที่มีความสามารถในการกบฏ ซึ่ง Arjona สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย “เธอมีการผสมผสานที่น่าทึ่งเช่นนี้ของความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นแบบอื่นของ Bix และความเปราะบางและความเต็มใจที่จะผ่านการเดินทางอันยิ่งใหญ่ที่ Bix ต้องเผชิญ เธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เราสามารถพาเข้าไปในห้องเพื่อทำการทดสอบทางเคมีกับ Diego [Luna] และอีกครั้งที่ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าพวกเขาตั้งใจจะเล่นบทเหล่านี้ตรงกันข้ามกันจริงๆ” และเราเห็นด้วยว่าการแสดงของ Arjona และ Luna มอบหัวใจให้กับ Andor เช่นเดียวกับความหวังที่ผู้นำของรายการเสียสละไปมาก

จากข้อมูลของ Ware กระบวนการคัดเลือกนักแสดงได้รับอิทธิพลจากทั้งบทและผู้สร้าง Andor “บทภาพยนตร์เพียงอย่างเดียวนั้นมีรายละเอียดและแม่นยำมากเกี่ยวกับตัวละครและความตั้งใจ ซึ่งมันค่อนข้างง่ายสำหรับเราที่จะเริ่มคิดถึงนักแสดงที่ยอดเยี่ยมเพื่อนำพวกเขามาสู่ชีวิต แต่ Tony Gilroy ก็ชอบที่จะพูดคุยเกี่ยวกับความคิดอื่นๆ ที่เขามีเกี่ยวกับตัวละครก่อนที่เราจะออกไปทำรายชื่อและคัดเลือกนักแสดง”

Gold กล่าวเสริมว่าข้อมูลจาก Gilroy ตลอดทางทำให้กาแล็กซีต้องการอะไรในฮีโร่และวายร้ายเพื่อรองรับเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่ Andor นำมาสู่หน้าจอของเรา “มันน่าทึ่งมากเพราะความสนใจของ Tony ในตัวละครนั้นมีรายละเอียดและยอดเยี่ยมมาก และเขาก็มีความยืดหยุ่นในการคิด” Gold กล่าว “เมื่อเขาเห็นบางสิ่งบางอย่างในตัวนักแสดงที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เขาคิดไว้แต่แรก เขาก็ยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาหากดูเหมือนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และการเขียนก็ดึงดูดนักแสดงมาก เพราะมันน่าสนใจและดีมาก”

ทั้งสามคนไม่ได้รวบรวมนักแสดงหญิงที่มีความสามารถสูงที่แสดงใน Andor แต่กาแล็กซีดีขึ้นได้เพราะพวกเขาอย่างแน่นอน รับชมคลิปด้านล่าง!

อยากได้ข่าว io9 เพิ่มเติมไหม? ตรวจสอบเวลาที่จะคาดหวัง Marvel, Star Wars และ Star Trek ล่าสุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ จักรวาล DC บนภาพยนตร์และทีวี และทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับอนาคตของ Doctor Who

Andor คัดเลือกนักแสดงหญิงทรงพลังได้อย่างไร

ทำไมการคัดเลือกนักแสดงหญิงถึงสำคัญใน Andor

การคัดเลือกนักแสดงหญิงที่แข็งแกร่งและมีมิติในซีรีส์ Andor ไม่เพียงแต่เพิ่มความหลากหลายและความน่าสนใจให้กับเรื่องราวเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างโลกของ Star Wars ให้มีความสมบูรณ์และลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตัวละครหญิงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบ แต่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในเรื่องราว

การตัดสินใจในการคัดเลือกนักแสดงของซีรีส์ Andor แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างตัวละครหญิงที่มีความซับซ้อนและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องราว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแฟรนไชส์ Star Wars ที่ผ่านมา และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีตัวละครหญิงที่แข็งแกร่งและมีความสามารถในสื่อบันเทิง

โดยสรุปแล้วความสำเร็จของ Andor ส่วนหนึ่งมาจากการคัดเลือกนักแสดงหญิงที่ยอดเยี่ยม ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ซีรีส์มีความน่าติดตามมากขึ้น แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานของตัวละครหญิงในภาพยนตร์และโทรทัศน์อีกด้วย

ที่มา – How the Casting of ‘Andor’ Brought More Powerful Women to ‘Star Wars’Casting directors Nina Gold and Martin Ware discuss finding the right actresses for Tony Gilroy’s series.