ผู้เขียน: lalika69_admin

‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 กาง 4 นโยบายชูวิสัยทัศน์ ‘อัยการของชาติและประชาชน’ พร้อมเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่

สำนักงานอัยการสูงสุดกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลัง โกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุดคนที่ 21 แถลงนโยบายการบริหารงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2571 โดยวางวิสัยทัศน์ให้องค์กรเป็น “อัยการของชาติและประชาชน” แนวทางดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจที่จะทำให้งานอัยการเข้าถึงประชาชนมากขึ้น พร้อมปรับตัวให้ทันกับสังคมยุคดิจิทัล อาชญากรรมรูปแบบใหม่ และความคาดหวังด้านความโปร่งใส

ประเด็นนี้น่าสนใจไม่เฉพาะในแวดวงกฎหมายหรือการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง เพราะกระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็ว เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ ย่อมช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ที่ต้องติดต่อหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา คู่ความ หรือประชาชนที่ต้องการติดตามความคืบหน้าของคดี

‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 กาง 4 นโยบายชูวิสัยทัศน์ ‘อัยการของชาติและประชาชน’ พร้อมเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่

สำหรับแผนงานในช่วง 2 ปีงบประมาณ สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนดนโยบายสำคัญไว้ 4 ด้าน โดยแต่ละด้านมุ่งแก้โจทย์การทำงานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การเร่งรัดคดีเดิม การรับมืออาชญากรรมยุคใหม่ ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้

1. สานภารกิจเดิม เดินหน้าคดีให้รวดเร็วและเป็นธรรม

นโยบายแรกให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการสั่งสำนวนคดีอาญาและคดีแพ่ง เพื่อให้การดำเนินงานเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเตรียมยกระดับระบบไกล่เกลี่ยและการระงับข้อพิพาทเชิงรุก ซึ่งอาจช่วยลดภาระของคู่กรณีและลดจำนวนคดีที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเต็มรูปแบบ

อีกแนวทางที่จับตาได้คือการลดขั้นตอนการทำงานและผลักดันระบบไร้กระดาษ หรือ Paperless ในทุกหน่วยงานทั่วประเทศ การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดใช้เอกสาร แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูล การค้นหาเอกสาร และการประสานงานระหว่างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. เสริมภารกิจใหม่ รับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

เมื่ออาชญากรรมออนไลน์มีรูปแบบซับซ้อนขึ้น งานอัยการจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับหลักฐานดิจิทัลและพฤติกรรมของผู้กระทำผิดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นโยบายด้านภารกิจใหม่จึงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทั้งในคดีแพ่งและคดีปกครอง รวมถึงยกระดับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

นอกจากนี้ยังมีแนวทางปรับปรุงกฎหมาย เพื่อสร้างมาตรฐานการสั่งคดีที่มีคุณภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ความชัดเจนของมาตรฐานจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจกระบวนการมากขึ้น และทำให้สังคมสามารถประเมินประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมได้อย่างมีเหตุผล

3. สร้างความเชื่อมั่นด้วยองค์กรอัยการยุคดิจิทัล

หนึ่งในนโยบายที่น่าจะใกล้ตัวประชาชนที่สุดคือการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นองค์กรอัยการยุคดิจิทัล หรือ Smart OAG โดยมีแผนพัฒนาแอปพลิเคชันให้ประชาชนติดตามสถานะคดีผ่านระบบออนไลน์ หรือ OAG Tracking ได้ด้วยตนเอง จุดเด่นของแนวทางนี้คือช่วยลดการเดินทาง ลดเวลารอคอย และไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตามข้อมูล

ในมุมของผู้ใช้งาน ระบบลักษณะนี้ควรให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย มีการแจ้งเตือนที่เหมาะสม และคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ หากทำได้ตามเป้าหมาย ก็จะช่วยลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับหน่วยงานยุติธรรม และทำให้เทคโนโลยีมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกอย่างเป็นรูปธรรม

4. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นโยบายด้านสุดท้ายมุ่งสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม โดยยึดค่านิยม PUBLIC ซึ่งให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก หรือ People First พร้อมรักษากฎหมายด้วยเหตุผล แนวคิดนี้สะท้อนว่าการทำงานขององค์กรรัฐในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดผลเพียงจำนวนคดีหรือขั้นตอนที่ดำเนินการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนด้วย

การสร้างวัฒนธรรมดังกล่าวต้องอาศัยทั้งผู้นำ ระบบตรวจสอบ และบุคลากรทุกระดับ หากทุกฝ่ายสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริง และปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเป็นธรรม ก็จะช่วยทำให้วิสัยทัศน์ “อัยการของชาติและประชาชน” เกิดขึ้นได้จริงมากกว่าการเป็นเพียงคำขวัญ

เปิดตัวทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชุดใหม่

พร้อมกับการประกาศนโยบาย อัยการสูงสุดยังเปิดตัวคณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชุดใหม่ โดยแต่งตั้ง ประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และมีรองโฆษกอีก 5 ราย ได้แก่ สุรเชษฐ์ งามวงศ์, เบญจรัตน์ เนติโพธิ์, ทรงพล สุวรรณพงศ์, ทีปกร โกมลพันธ์พร และวนาทิพย์ วาเซอร์

ทีมโฆษกชุดใหม่นี้จะมีบทบาทเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารเชิงรุก สร้างความเข้าใจแก่สังคม และประสานความร่วมมือกับสื่อมวลชนรวมถึงประชาชน การสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจนถือเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ง่าย

โดยสรุป ‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 กาง 4 นโยบายชูวิสัยทัศน์ ‘อัยการของชาติและประชาชน’ พร้อมเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่ เป็นแนวทางที่พยายามเชื่อมงานยุติธรรมเข้ากับเทคโนโลยีและความต้องการของประชาชนมากขึ้น สิ่งที่ควรติดตามต่อไปคือการนำแผนไปปฏิบัติจริง โดยเฉพาะระบบติดตามคดีออนไลน์ การจัดการอาชญากรรมไซเบอร์ และการสื่อสารที่โปร่งใส หากดำเนินการได้ต่อเนื่อง นโยบายของ ‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 กาง 4 นโยบายชูวิสัยทัศน์ ‘อัยการของชาติและประชาชน’ พร้อมเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่ อาจกลายเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับบริการยุติธรรมไทยให้เข้าถึงง่ายและทันสมัยยิ่งขึ้น

ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าของนโยบายและใช้ช่องทางสื่อสารของสำนักงานอัยการสูงสุดอย่างตรวจสอบได้ เพื่อร่วมกันผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ผู้คนมากที่สุด

ที่มา – ‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 กาง 4 นโยบายชูวิสัยทัศน์ ‘อัยการของชาติและประชาชน’ พร้อมเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่

Avatar: Seven Havens เปิดตัวสะดุด แต่มีอนาคต

Avatar: Seven Havens เปิดตัวสะดุด แต่มีอนาคต คือบทสรุปที่เหมาะสมกับสามตอนแรกของซีรีส์แอนิเมชันเรื่องใหม่จากทีมผู้สร้าง Avatar: The Last Airbender และ The Legend of Korra แม้การเริ่มต้นยังมีจังหวะติดขัด ทั้งด้านบทสนทนา น้ำหนักของอารมณ์ และคุณภาพแอนิเมชันบางฉาก แต่ซีรีส์ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการพาโลก Avatar ไปในทิศทางที่แตกต่างจากเดิม

เรื่องราวเกิดขึ้น 225 ปีหลังเหตุการณ์ใน The Legend of Korra โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง มนุษย์ไม่ได้มอง Avatar เป็นผู้กอบกู้อีกต่อไป แต่กลับเชื่อว่า Avatar คือต้นเหตุของหายนะครั้งใหญ่ ผู้คนจึงออกตามล่าผู้สืบทอดพลัง Avatar เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทำให้ Pavi เด็กสาวผู้กลายเป็น Avatar คนใหม่ ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางโลกที่หวาดกลัวและไม่ไว้วางใจเธอ

Avatar: Seven Havens เปิดตัวสะดุด แต่มีอนาคต

จุดเด่นที่สุดของซีรีส์คือการออกแบบโลกและทิศทางศิลป์ที่สดใหม่ Seven Havens ไม่ได้เลียนแบบบรรยากาศแบบเอเชียผสมสตีมพังก์จากภาคก่อนทั้งหมด แต่เลือกนำเสนอโลกหลังหายนะในสไตล์ทะเลทราย ไซไฟ และแฟนตาซี เทคโนโลยีในเรื่องดูเหมือนถูกประกอบขึ้นจากเศษซากต่าง ๆ ขณะที่พื้นที่ธรรมชาติถูกกลืนกินด้วยพลังของโลกวิญญาณ

สีสันแบบพาสเทล ฉากหลังที่กว้างใหญ่ และการออกแบบตัวละครที่มีกลิ่นอายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ซีรีส์มีเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน แม้สัญลักษณ์ของธาตุต่าง ๆ จะถูกปรับให้เรียบง่ายและทันสมัยขึ้นจนแฟนบางคนอาจรู้สึกแปลกตา แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็สอดคล้องกับธีมของเรื่องที่พูดถึงโลกซึ่งเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

Avatar: Seven Havens เปิดตัวสะดุด แต่มีอนาคตจากเคมีของตัวละคร

ความสัมพันธ์ระหว่าง Pavi และ Nisha พี่น้องฝาแฝดคือหัวใจของเรื่อง Pavi มีบุคลิกอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี และไม่ต้องการใช้ความรุนแรง ขณะที่ Nisha มีความเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ และมีทักษะการต่อสู้สูง ทั้งคู่ให้ความรู้สึกเหมือนการนำบุคลิกของ Aang และ Korra มาผสมอยู่ในครอบครัวเดียวกัน

เมื่อทั้งสองต้องทำงานร่วมกัน ความแตกต่างกลับกลายเป็นพลังสำคัญ การพูดคุย การโต้เถียง และการช่วยเหลือกันทำให้ผู้ชมเข้าถึงตัวละครได้ง่ายกว่าทีมสมทบที่ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนา หากซีรีส์เพิ่มพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ของฝาแฝดคู่นี้มากขึ้น พวกเขาน่าจะกลายเป็นหนึ่งในคู่ตัวละครที่น่าจดจำของแฟรนไชส์

จุดที่ยังทำให้การเปิดตัวไม่ราบรื่น

แม้โลกของ Seven Havens จะเต็มไปด้วยแนวคิดน่าสนใจ แต่สามตอนแรกยังมีปัญหาเรื่องโทนของเรื่องอย่างเห็นได้ชัด ซีรีส์นำเสนอโลกหลังหายนะที่ควรมีความตึงเครียดสูง แต่ตัวละครกลับใช้มุกตลกแทรกในสถานการณ์อันตรายอยู่บ่อยครั้ง จนความรู้สึกว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตรายลดลง

บทสนทนาบางช่วงยังอธิบายข้อมูลตรงเกินไป ตัวละครมักพูดความรู้สึกหรือประวัติของตัวเองออกมาตรง ๆ แทนที่จะปล่อยให้ภาพ การแสดง และบรรยากาศช่วยสื่อสาร นอกจากนี้ ประเด็นที่ผู้คนไล่ล่าเด็กเพียงเพราะเธอเป็น Avatar ก็ควรได้รับน้ำหนักทางการเมืองและอารมณ์มากกว่านี้ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจว่าทำไมโลกใบนี้จึงหวาดกลัว Avatar อย่างสุดขั้ว

ด้านแอนิเมชันมีทั้งฉากที่สวยงามและฉากที่ยังไม่สม่ำเสมอ การเคลื่อนไหวบางช่วงดูสะดุด เสียงพากย์กับการขยับปากไม่ตรงกัน และรูปแบบตัวละคร 2D กับ 3D เปลี่ยนไปมาอย่างเห็นได้ชัด กล้องที่ค่อนข้างนิ่งยังทำให้ฉากต่อสู้และการควบคุมธาตุขาดพลังเมื่อเทียบกับผลงานก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ตอนต่อ ๆ ไปเริ่มแสดงให้เห็นการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลและฉากแอ็กชันที่คมชัดขึ้น

  • จุดเด่น: การสร้างโลกใหม่ งานออกแบบศิลป์ และความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก
  • จุดที่ควรพัฒนา: น้ำหนักของประเด็นการเมือง จังหวะมุกตลก และความสม่ำเสมอของแอนิเมชัน
  • ความคาดหวัง: ซีรีส์มีโอกาสเติบโตเป็นภาคต่อที่แตกต่างและกล้าหาญที่สุดของจักรวาล Avatar

โดยรวมแล้ว Avatar: Seven Havens เปิดตัวสะดุด แต่มีอนาคต เพราะแม้สามตอนแรกจะยังไม่สมบูรณ์ แต่ซีรีส์ไม่ได้เป็นเพียงงานที่สร้างขึ้นเพื่ออาศัยชื่อเสียงของแฟรนไชส์เท่านั้น ทีมงานกล้าเปลี่ยนสถานะของ Avatar ในสายตาผู้คน กล้าสร้างโลกหลังหายนะ และกล้าตั้งคำถามว่าผู้กอบกู้ยังจำเป็นต่อโลกหรือไม่ หากตอนต่อไปเพิ่มความเข้มข้นให้กับประเด็นเหล่านี้ พร้อมพัฒนาแอนิเมชันและบทสนทนาให้ลงตัวขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้ก็อาจก้าวพ้นเงาของรุ่นพี่และสร้างเส้นทางใหม่ให้จักรวาล Avatar ได้อย่างน่าสนใจ

สำหรับแฟน Avatar ที่ชอบการสร้างโลกและเรื่องราวการเมืองแฟนตาซี Seven Havens ยังควรค่าแก่การติดตาม อย่าเพิ่งตัดสินจากจุดสะดุดในช่วงเริ่มต้น เพราะศักยภาพของเรื่องยังมีมากพอที่จะทำให้การเดินทางครั้งนี้น่าตื่นเต้นขึ้นในอนาคต

ที่มา – The Series Premiere of ‘Avatar: Seven Havens’ Is a Little Rocky, But It’s Got Potential

คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน: ปรับงานจราจรเพื่อความยุติธรรม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปรับแนวทางการทำงานครั้งใหญ่ หลัง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประกาศนโยบายบริหารราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมการทำงานของตำรวจทั้งระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนกลับมาไว้วางใจองค์กรบังคับใช้กฎหมายอีกครั้ง

แนวคิดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน” เพราะสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในหน่วยงานรัฐ นั่นคือเจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องใช้เวลาไปกับการประชุมและขั้นตอนภายในซ้ำซ้อน จนมีเวลาลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนน้อยลง การปรับระบบครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการลดจำนวนประชุม แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญใหม่ให้ภารกิจประชาชนมาก่อนงานเอกสาร

คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน ด้วยการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

ในช่วง 30 วันแรก ผบ.ตร. กำหนดแนวทางทำงานที่เน้นผลลัพธ์อย่างชัดเจน เรื่องใดใช้ทรัพยากรไม่มากแต่สร้างประโยชน์ได้สูงควรเร่งดำเนินการทันที ส่วนงานที่ทำต่อเนื่องแต่ไม่ก่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมก็ควรทบทวนหรือยกเลิก แนวคิดนี้ช่วยให้ตำรวจสามารถนำเวลาและกำลังคนไปใช้กับภารกิจที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการลดการประชุมที่ซ้ำซ้อน จากเดิมที่อาจมีการประชุมต่อเนื่องหลายระดับรวมถึง 19 ครั้ง ให้เหลือการประชุมระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้องเพียงครั้งเดียว เมื่อผู้บังคับการและผู้กำกับการไม่ต้องเสียเวลาอยู่ในห้องประชุมมากเกินไป ก็จะสามารถลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยง จุดสุ่มเสี่ยง และจุดบริการประชาชนได้อย่างจริงจังมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังเชื่อมโยงกับการบริหารผู้ใต้บังคับบัญชา 3 ด้าน ได้แก่ การดูแลสวัสดิการ การสอนมาตรฐานการทำงาน และการลงโทษทางวินัยตั้งแต่เริ่มพบความผิด หากปล่อยให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและทำให้ประชาชนรู้สึกว่าระบบไม่จริงจังกับความรับผิดชอบ

ปรับด่านจราจรให้โปร่งใสและเป็นมิตรกับประชาชน

อีกประเด็นที่ประชาชนติดตามคือการตั้งด่านตรวจและการบังคับใช้กฎหมายจราจร ผบ.ตร. กำชับให้ตำรวจจราจรแสดงความจริงใจต่อประชาชนมากขึ้น โดยยกเลิกการสวมหมวกโม่งหรือสิ่งปิดบังใบหน้า หากจำเป็นต้องป้องกันมลพิษ ให้ใช้หน้ากากอนามัยสีขาวแทน เพื่อให้ประชาชนสามารถมองเห็นและระบุเจ้าหน้าที่ได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ หากสภาพอากาศร้อนจัดจนเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ ก็สามารถพิจารณางดตั้งด่านชั่วคราวได้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายควรคำนึงถึงความปลอดภัยและความเหมาะสม ไม่ใช่มุ่งตั้งด่านให้ได้จำนวนมากโดยไม่สนใจบริบทของพื้นที่

การทำงานของด่านจราจรควรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถใช้ถนน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ควรใช้การว่ากล่าวตักเตือนเป็นหลักในกรณีที่ไม่ร้ายแรง หากจำเป็นต้องออกใบสั่งหรือปรับ ก็ควรพิจารณาโทษแบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร

ทุกจุดตรวจควรตอบคำถามสังคมได้อย่างชัดเจนว่าตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด มีผู้ควบคุมรับผิดชอบเป็นใคร และมีหลักเกณฑ์การปฏิบัติอย่างไร ความชัดเจนเหล่านี้จะช่วยลดข้อสงสัยเรื่องการเลือกปฏิบัติ และทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด่านตรวจมีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่เพื่อสร้างภาระหรือแสวงหาผลประโยชน์

ความปลอดภัยต้องเริ่มตั้งแต่บ้านถึงพื้นที่สาธารณะ

นโยบายด้านความปลอดภัยของตำรวจถูกวางไว้ 3 ระดับ ระดับแรกคือพื้นที่ปฐมภูมิ เช่น บ้านเรือนและชุมชน เมื่อประชาชนแจ้งเหตุ ตำรวจต้องเดินทางไปถึงให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกัน หากไม่มีเหตุฉุกเฉิน ก็ควรมีการสุ่มตรวจเยี่ยมเยียนเพื่อสร้างความคุ้นเคยและป้องกันเหตุร้ายตั้งแต่ต้น

ระดับที่สองคือพื้นที่ทุติยภูมิ เช่น ห้างสรรพสินค้า หมู่บ้านจัดสรร และสถานที่เอกชนต่าง ๆ ตำรวจจะต้องทำงานร่วมกับพนักงานรักษาความปลอดภัยหรือ รปภ. ซึ่งมีอยู่กว่า 350,000 นายทั่วประเทศ ให้เข้ามาเป็นเครือข่ายช่วยสอดส่องและแจ้งเบาะแส การประสานงานที่ดีจะทำให้การดูแลพื้นที่ครอบคลุมมากกว่าการพึ่งพาตำรวจเพียงฝ่ายเดียว

ระดับที่สามคือพื้นที่ตติยภูมิ หรือพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เช่น ถนน สถานีขนส่ง สวนสาธารณะ และแหล่งท่องเที่ยว ภารกิจส่วนนี้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของตำรวจที่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยตั้งแต่ออกจากบ้านจนเดินทางกลับถึงที่พัก

สั่งคดีให้ถูกต้อง ไม่ใช่สั่งฟ้องทุกคดี

สำหรับงานสอบสวน ผบ.ตร. ย้ำหลักการสำคัญว่า เป้าหมายไม่ใช่การสั่งฟ้องให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องสั่งคดีให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง 100 เปอร์เซ็นต์ หลักคิดนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะผู้เสียหายควรได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกันผู้ต้องหาก็ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและไม่ถูกดำเนินคดีจากข้อมูลที่ไม่เพียงพอ

การตัดสินใจของพนักงานสอบสวนจึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่รอบด้าน การตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นกลาง และการแยกความคิดเห็นส่วนตัวออกจากข้อเท็จจริง หากระบบสอบสวนทำงานอย่างมีมาตรฐาน ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเพิ่มขึ้น และช่วยลดข้อครหาว่ากระบวนการยุติธรรมมุ่งลงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ

ในส่วนงานสืบสวน ตำรวจจะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเร่งติดตามจับกุมผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล กล้องวงจรปิด ฐานข้อมูลอาชญากรรม หรือเครื่องมือดิจิทัลอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีควรดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและการตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่สร้างปัญหาใหม่

5 ภารกิจเร่งด่วนที่ตำรวจต้องเดินหน้า

กรอบการทำงานหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการปราบปรามภัยคุกคามเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะแหล่งอบายมุข บ่อนการพนัน การค้ามนุษย์ ยาเสพติด กลุ่มทุนนอมินี แก๊งสแกมเมอร์ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หากพื้นที่ใดปล่อยปละละเลย ผู้บังคับการและผู้กำกับการในพื้นที่อาจถูกสั่งย้ายอย่างเร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง

  • ปราบปรามแหล่งอบายมุขและบ่อนการพนันอย่างจริงจัง
  • เร่งแก้ปัญหายาเสพติดที่ส่งผลต่อครอบครัวและชุมชน
  • ดำเนินคดีกับกลุ่มทุนนอมินีและธุรกิจที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • ติดตามแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์
  • ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

โดยสรุป แนวคิด “คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน” จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ตั้งแต่การลดงานซ้ำซ้อน การทำด่านจราจรอย่างโปร่งใส การสอบสวนตามข้อเท็จจริง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ ประชาชนควรติดตามผลการดำเนินงานและสะท้อนปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพราะเสียงจากพื้นที่จะช่วยให้การปฏิรูปไม่หยุดอยู่เพียงนโยบายบนกระดาษ หากตำรวจสามารถทำให้ประชาชนเห็นผลจริงในชีวิตประจำวัน ความเชื่อมั่นต่อองค์กรก็มีโอกาสกลับคืนมาอย่างยั่งยืน

ที่มา – “คืนเวลาให้ตำรวจ ไปดูแลประชาชน” ผบ.ตร. ปรับใหญ่ด่านจราจร ย้ำสั่งคดีต้องถูกต้อง 100% ไม่ใช่สั่งฟ้อง 100%

อนุทินหารือเครือข่ายพันธมิตรการกุศลแห่งเอเชีย ย้ำศักยภาพเศรษฐกิจไทย เดินหน้าดึงดูดการลงทุน-ยกระดับธรรมาภิบาล

การพบหารือระหว่าง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ Edmund Koh ประธานเครือข่ายพันธมิตรการกุศลแห่งเอเชีย หรือ Philanthropy Asia Alliance (PAA) สะท้อนภาพความร่วมมือที่น่าสนใจระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยมีทั้งประเด็นเศรษฐกิจ การลงทุน การพัฒนาสังคม และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นหัวใจสำคัญ

ข่าว อนุทินหารือเครือข่ายพันธมิตรการกุศลแห่งเอเชีย ย้ำศักยภาพเศรษฐกิจไทย เดินหน้าดึงดูดการลงทุน-ยกระดับธรรมาภิบาล จึงไม่ได้เป็นเพียงการต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์กรการกุศลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังพยายามสร้างความเชื่อมั่นในหลายมิติไปพร้อมกัน ทั้งการดึงดูดเงินลงทุน การยกระดับมาตรฐานภาครัฐ และการสร้างสังคมที่ดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตต่าง ๆ

อนุทินหารือเครือข่ายพันธมิตรการกุศลแห่งเอเชีย ย้ำศักยภาพเศรษฐกิจไทย เดินหน้าดึงดูดการลงทุน-ยกระดับธรรมาภิบาล

ในการหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงภารกิจระหว่างการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยนอกจากการเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศแล้ว ยังมีโอกาสพบผู้บริหารกองทุน นักลงทุนในภาคการเงินและการธนาคาร รวมถึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ

การพูดคุยกับนักลงทุนเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้ไทยนำเสนอจุดแข็งทางเศรษฐกิจได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้ง ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาคอาเซียน ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็สามารถสะท้อนความต้องการและข้อกังวลที่มีต่อการทำธุรกิจในไทยได้อย่างชัดเจน

เปิดทางลงทุนอุตสาหกรรมใหม่และธุรกิจศูนย์ข้อมูล

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริการคลาวด์ ทำให้ความต้องการศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากประเทศไทยสามารถวางกติกาที่ชัดเจน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเตรียมระบบไฟฟ้า น้ำ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้เพียงพอ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจประเภทนี้ควรเดินหน้าควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการกระจายประโยชน์ไปยังชุมชนในพื้นที่

อีกประเด็นที่ถูกเน้นย้ำคือการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและความต้องการของบริษัทข้ามชาติที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นักลงทุนยุคใหม่ไม่ได้พิจารณาเพียงผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังมองถึงความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

ธรรมาภิบาลสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

นอกจากเรื่องการลงทุนแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ ประเด็นนี้มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะกฎระเบียบที่ชัดเจน กระบวนการตรวจสอบที่เข้มแข็ง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ล้วนช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

การเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ยังเป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องยกระดับมาตรฐานการทำงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล สำหรับประชาชน เรื่องนี้หมายถึงการบริการรัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการใช้งบประมาณที่สามารถตรวจสอบได้

ในมุมของภาคธุรกิจ ธรรมาภิบาลยังช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม บริษัทที่ปฏิบัติตามกฎหมายจะสามารถวางแผนลงทุนได้แม่นยำขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ก็มีโอกาสเติบโตโดยไม่ต้องเผชิญอุปสรรคที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขัน

ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติควบคู่มนุษยธรรม

อีกหนึ่งวาระสำคัญของรัฐบาลคือการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีการดำเนินมาตรการต่อเครือข่ายอาชญากรรม รวมถึงการทำลายฐานปฏิบัติการทางกายภาพของกลุ่มเหล่านี้ การจัดการปัญหาอย่างจริงจังมีส่วนช่วยสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและเสริมภาพลักษณ์ของไทยในสายตานานาชาติ

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายควรดำเนินไปพร้อมกับการคุ้มครองเหยื่อ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ถูกหลอกหรือถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการผิดกฎหมาย การช่วยเหลือ ส่งกลับ และประสานงานกับหน่วยงานของประเทศต้นทางอย่างเหมาะสม เป็นแนวทางที่สะท้อนความรับผิดชอบด้านมนุษยธรรม

รัฐบาลยังกล่าวถึงการช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นจากภัยสงครามและความรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ PAA ความร่วมมือในด้านนี้อาจต่อยอดไปสู่โครงการช่วยเหลือด้านการศึกษา สุขภาพ การฝึกอาชีพ และการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางในภูมิภาคอาเซียน

บทบาทของ Philanthropy Asia Alliance

Philanthropy Asia Alliance หรือ PAA ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2565 โดยมี Temasek Trust เป็นผู้ริเริ่ม จุดประสงค์หลักคือการระดมทุนและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาคธุรกิจ และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนโครงการด้านสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จุดแข็งของเครือข่ายลักษณะนี้คือการรวมทรัพยากร ความรู้ และประสบการณ์จากหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน โครงการที่เกิดขึ้นจึงมีโอกาสเข้าถึงประชาชนได้กว้างขึ้น และสามารถวัดผลได้เป็นระบบมากกว่าการทำงานแบบแยกส่วน การที่ PAA แสดงความสนใจประเทศไทยจึงอาจนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ในประเด็นที่สังคมกำลังต้องการ เช่น การลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาทักษะคนรุ่นใหม่ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยสรุป อนุทินหารือเครือข่ายพันธมิตรการกุศลแห่งเอเชีย ย้ำศักยภาพเศรษฐกิจไทย เดินหน้าดึงดูดการลงทุน-ยกระดับธรรมาภิบาล สะท้อนแนวทางการพัฒนาประเทศที่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต หากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนนโยบายให้เป็นการปฏิบัติที่โปร่งใส วัดผลได้ และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไทยก็จะมีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวได้มากขึ้น

เทรนด์สำคัญในอนาคตคือการลงทุนจะไม่ได้วัดกันที่เม็ดเงินเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และผลกระทบต่อสังคมมากขึ้น ภาครัฐและเอกชนจึงควรร่วมกันสร้างระบบที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดประโยชน์กับคนไทยอย่างทั่วถึง

ที่มา – อนุทินหารือเครือข่ายพันธมิตรการกุศลแห่งเอเชีย ย้ำศักยภาพเศรษฐกิจไทย เดินหน้าดึงดูดการลงทุน-ยกระดับธรรมาภิบาล

บช.ก. แจงปมปล่อยตัว ดร.วิน-จ่าพิชิต คดีทุจริตสอบท้องถิ่น

คดีทุจริตและเรียกรับเงินในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับการปล่อยตัวผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ วิน ธนพชรโภคิน หรือ ดร.วิน จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ จ่าพิชิต และ ศตพร ธนพชรโภคิน

ประเด็นที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามคือ เหตุใดผู้ต้องหาจึงได้รับการปล่อยตัว ทั้งที่คดีอยู่ระหว่างการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บช.ก. ได้ชี้แจงว่า การปล่อยตัวครั้งนี้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดลง หรือผู้ต้องหาพ้นจากการถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด

บช.ก. แจงปมปล่อยตัว ดร.วิน-จ่าพิชิต ตามกรอบกฎหมาย

รายงานระบุว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายถูกฝากขังครบ 7 ผลัด รวมระยะเวลา 84 วัน ซึ่งเป็นกรอบเวลาสูงสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 เมื่อครบกำหนดดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงหมดอำนาจในการควบคุมตัว เว้นแต่จะพบว่าผู้ต้องหากระทำความผิดใหม่ หรือมีเหตุอื่นที่กฎหมายรองรับ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องปล่อยตัว เกี่ยวข้องกับการที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยังสรุปสำนวนและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดไม่ทันภายในกรอบเวลา 84 วัน เรื่องนี้จึงเป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่การตัดสินว่าผู้ต้องหาไม่มีความผิด

สำหรับคำชี้แจงของ บช.ก. ระบุว่า ฝ่ายพนักงานสอบสวนของตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นภายในกรอบเวลา 30 วันแล้ว จากนั้นจึงส่งสำนวนทั้งหมดให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เช่นเดียวกับผู้ต้องหารายอื่นที่เกี่ยวข้องกับคดีเดียวกัน

การปล่อยตัวไม่ใช่การยุติคดี

สิ่งที่ประชาชนควรทำความเข้าใจคือ การปล่อยตัวหลังครบกำหนดฝากขังไม่ได้เท่ากับการยกฟ้อง และไม่ได้เป็นการรับรองว่าผู้ต้องหาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา คดีสามารถเดินหน้าต่อได้ผ่านกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน การพิจารณาสำนวน และการดำเนินคดีโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หากภายหลังผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนี ป.ป.ช. สามารถประสานงานกับตำรวจเพื่อขอให้ติดตามจับกุมตัวกลับมาดำเนินคดีได้ตามขั้นตอน ประเด็นนี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย นั่นคือ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องทำงานภายใต้กรอบอำนาจและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

ในอีกด้านหนึ่ง การทำงานของตำรวจไม่ได้หยุดลงหลังผู้ต้องหากลุ่มแรกได้รับการปล่อยตัว เพราะเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. ยังคงเดินหน้าขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับเครือข่าย

ขยายผลจับกุมนายก อบต. ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับเครือข่าย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ตำรวจได้นำหมายศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเข้าจับกุม ภาณี หรือ ปลัดอร นะราศี อายุ 63 ปี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ภายในห้องทำงาน โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่ายเรียกรับเงินอีกสายหนึ่ง

แนวทางการสืบสวนเบื้องต้นพบข้อมูลผู้เสียหายถูกชักชวนให้จ่ายเงินจำนวน 350,000 บาท เพื่อแลกกับการได้บรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่พบพยานหลักฐานที่เชื่อว่าเงินจำนวนดังกล่าวมีการรวบรวมและส่งต่อไปยังผู้ถูกกล่าวหารายนี้

จากการขยายผลยังพบลักษณะการแบ่งหน้าที่ภายในขบวนการอย่างเป็นระบบ โดยกลุ่มของ ดร.วิน และ จ่าพิชิต ถูกกล่าวหาว่ารับผิดชอบงานด้านปฏิบัติการ เช่น การรับแฟลชไดรฟ์รายชื่อ เพื่อนำไปปรับแก้ไขคะแนนหรือคำตอบให้ผู้สมัครมีโอกาสผ่านเกณฑ์ ขณะที่อีกกลุ่มทำหน้าที่เป็นนายหน้า ติดต่อผู้เข้าสอบ และเรียกรับเงินโดยตรง

  • กลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ติดต่อและชักชวนผู้เข้าสอบ
  • กลุ่มหนึ่งทำหน้าที่รวบรวมและส่งต่อเงิน
  • กลุ่มหนึ่งถูกกล่าวหาว่าดูแลข้อมูลหรือการแก้ไขผลสอบ
  • ผู้บริหารท้องถิ่นบางรายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่าย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและดำเนินคดี ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังคงได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีและถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาล การนำเสนอข่าวจึงควรยึดข้อมูลจากเอกสารทางราชการและคำชี้แจงของหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นหลัก

ขั้นตอนต่อไปของคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมเพิ่มเติม พนักงานสอบสวน บก.ปปป. จะเร่งสรุปสำนวนภายในกรอบเวลา 30 วัน ก่อนส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณารวมกับข้อมูลเดิม เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป การทำงานในขั้นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน พยานบุคคล เอกสารการสอบ และข้อมูลดิจิทัลให้เชื่อมโยงกันอย่างรอบด้าน

โดยสรุป ข่าว บช.ก. แจงปมปล่อยตัว ดร.วิน-จ่าพิชิต ช่วยให้เห็นภาพว่า การปล่อยตัวเกิดจากข้อจำกัดด้านกรอบเวลาฝากขัง ไม่ใช่การยุติการสอบสวน ขณะเดียวกันการจับกุมนายก อบต. เพิ่มเติมก็สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ยังเดินหน้าตรวจสอบเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง

มุมมองที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ การตรวจสอบเส้นทางเงินและบทบาทของผู้เกี่ยวข้องแต่ละรายจะนำไปสู่ผู้ต้องหาเพิ่มเติมหรือไม่ ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และหลีกเลี่ยงการโอนเงินให้ผู้ที่อ้างว่าสามารถช่วยให้สอบผ่านหรือช่วยให้ได้รับการบรรจุราชการ เพราะการจ่ายเงินลักษณะนี้อาจทำให้ตกเป็นเหยื่อและมีความเสี่ยงทางกฎหมายได้ หากพบเบาะแสควรแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยกันหยุดวงจรทุจริตในการสอบท้องถิ่น

ที่มา – บช.ก. แจงปมปล่อยตัว ดร.วิน-จ่าพิชิต คดีทุจริตสอบท้องถิ่น เหตุ ป.ป.ช. ทำสำนวนไม่ทันกรอบ 84 วัน ยันตำรวจทำงานครบถ้วน พร้อมขยายผลรวบนายก อบต.

กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล-ระบบเตือนภัย ผนึก 10 หน่วยงานดันคอนเทนต์ไทยสู่สากล

กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล พร้อมเตรียมหารือระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัลในที่ประชุมครั้งถัดไป ขณะเดียวกันยังเดินหน้าจับมือ 10 หน่วยงานจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และหน่วยงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยผลการประชุมบอร์ด กสทช. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระสำคัญแล้ว 9 เรื่อง และเตรียมบรรจุประเด็นเร่งด่วนสำหรับการประชุมครั้งหน้า ได้แก่ แผนการดำเนินงาน หรือ Roadmap ของกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล รวมถึงระบบแจ้งเตือนภัย หรือ Early Warning System ผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัล

ประเด็นนี้น่าสนใจไม่น้อย เพราะโทรทัศน์ดิจิทัลไม่ได้มีบทบาทเพียงการนำเสนอข่าวสารและความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถใช้สื่อสารกับประชาชนในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุม หากระบบดังกล่าวพัฒนาได้เต็มประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในหลายพื้นที่

กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล เดินหน้าระบบเตือนภัยและคอนเทนต์ไทย

ในช่วงบ่าย ศ.ดร.พิรงรอง ยังเข้าร่วมงานเสวนา NBTC Regulators’ Roundtable ในหัวข้อ Capacity Building & State Intervention for Thai Content Industry ซึ่งจัดโดยสำนักงาน กสทช. งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการสร้างระบบนิเวศสื่อที่น่าเชื่อถือ หรือ Trusted Media Ecosystem ซึ่งเป็นหนึ่งในกรอบนโยบายสำคัญด้านกิจการโทรทัศน์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เวทีดังกล่าวรวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล การลงทุน การค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการศึกษาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา depa CEA BOI กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย NIDA และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ การรวมพลังครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า คอนเทนต์ไทยไม่ได้เป็นเพียงงานบันเทิง แต่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ

10 แนวทางยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย

  • มองคอนเทนต์เป็นอุตสาหกรรมส่งออก: บทเรียนจากเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในภาพยนตร์และซีรีส์สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูง รัฐจึงควรสนับสนุนคอนเทนต์อย่างต่อเนื่องและมองตลาดต่างประเทศเป็นเป้าหมายหลัก
  • เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับเครื่องมือรัฐ: ผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ว่ามีทุนหรือมาตรการสนับสนุนใดให้ใช้ได้ การจัดทำฐานข้อมูลกลางและ One Stop Service จะช่วยลดความยุ่งยากได้มาก
  • มีทุนสาธารณะสำหรับคอนเทนต์ที่ตลาดไม่รองรับ: รายการเด็กและสื่อสร้างสรรค์ยังต้องพึ่งพาทุนสนับสนุน เพราะอาจสร้างรายได้ไม่เร็วเท่าคอนเทนต์เชิงพาณิชย์
  • เพิ่มการจ้างงานคนไทยจากกองถ่ายต่างชาติ: มาตรการ Cash Rebate ควรออกแบบให้เกิดการใช้บุคลากรไทยจริง ไม่ใช่ดึงดูดเพียงเงินลงทุนหรือสถานที่ถ่ายทำ
  • อำนวยความสะดวกในการลงทุน: สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเรื่องสำคัญ แต่กระบวนการขอวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน และการตั้ง Production House ก็ต้องรวดเร็วเช่นกัน
  • ต่อยอดซีรีส์วายให้หลากหลาย: ซีรีส์วายไทยมีฐานแฟนต่างประเทศที่แข็งแรง แต่ต้องพัฒนาเนื้อหาใหม่ ๆ เช่น อาหาร ประวัติศาสตร์ และเรื่องย้อนยุค เพื่อรับมือคู่แข่งจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน
  • บริหารความเสี่ยงแบบสตาร์ทอัพ: การลงทุนคอนเทนต์มีโอกาสล้มเหลวสูง ผู้สนับสนุนจึงควรเปิดพื้นที่ให้ทดลองหลายรูปแบบ พร้อมปรับกฎเรื่องโฆษณาแฝงให้เหมาะกับยุคดิจิทัล
  • ออกแบบนโยบายให้เข้าถึงรายเล็ก: ธุรกิจคอนเทนต์ส่วนใหญ่เป็น SME และมีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก นโยบายจึงต้องไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ
  • ใช้ข้อมูลผู้ชมเป็นฐานตัดสินใจ: ผู้ผลิตควรศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่เริ่มจากความชอบของผู้สร้างเพียงฝ่ายเดียว
  • ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในแผนชาติ: คอนเทนต์ควรถูกวางให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

สำหรับคนดูทั่วไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจหมายถึงการได้เห็นคอนเทนต์ไทยที่มีคุณภาพและหลากหลายมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจะมีโอกาสเข้าถึงเงินทุน ความรู้ และตลาดต่างประเทศได้ง่ายกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ทำงานต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงจัดเวทีแลกเปลี่ยนแล้วจบลง

มุมมองที่น่าจับตาคือ อุตสาหกรรมคอนเทนต์กำลังเปลี่ยนจากธุรกิจโทรทัศน์แบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผู้ผลิตไทยจึงควรสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่ต่อยอดได้ทั้งซีรีส์ ภาพยนตร์ เกม เพลง สินค้า และการท่องเที่ยว หากภาครัฐช่วยลดอุปสรรคและเอกชนกล้าลงทุนกับไอเดียใหม่ ๆ คอนเทนต์ไทยก็มีโอกาสก้าวสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน

ดังนั้น กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผังรายการหรือเทคโนโลยีการออกอากาศ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการวางระบบสื่อและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยให้พร้อมรับอนาคต ผู้ประกอบการและคนทำคอนเทนต์ควรติดตามมาตรการใหม่ ๆ และเตรียมพัฒนาผลงานให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ชมไทยและตลาดโลก

ที่มา – กสทช. เคาะวาระแผนทีวีดิจิทัล-ระบบเตือนภัยเข้าคิวถกนัดหน้า พร้อมผนึก 10 หน่วยงาน ดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่สากล

กทม. เคลียร์ขยะเคหะร่มเกล้าใน 3 วัน ด้วยแผนโลจิสติกส์

หลังสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเริ่มคลี่คลาย ภารกิจสำคัญที่ตามมาคือการฟื้นฟูพื้นที่และจัดการขยะตกค้างที่ประชาชนนำออกมากองไว้หน้าบ้านและบริเวณปากซอย โดยเฉพาะชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ซึ่งมีขยะจำนวนมากจนส่งผลต่อการเดินทาง การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันของคนในชุมชน

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานด้วยตัวเอง พร้อมกำหนดเป้าหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งเคลียร์ขยะทั้งหมดภายใน 3 วัน การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาหลังน้ำท่วมไม่ได้จบลงทันทีเมื่อน้ำลด แต่ยังต้องอาศัยการวางแผน การประสานงาน และกำลังคนจำนวนมาก เพื่อคืนพื้นที่ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

กทม. เคลียร์ขยะเคหะร่มเกล้าใน 3 วัน ด้วยระบบโลจิสติกส์

จุดท้าทายของเคหะร่มเกล้าคือโครงสร้างพื้นที่ที่มีซอยย่อยจำนวนมากและมีลักษณะคล้ายก้างปลา รถเก็บขยะขนาดใหญ่จึงไม่สามารถวิ่งเข้าไปถึงทุกจุดได้ หากใช้รถขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว อาจทำให้การทำงานล่าช้าและกระทบต่อการสัญจรของคนในพื้นที่ กทม. จึงนำแนวคิดด้านโลจิสติกส์มาปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพชุมชน

แผนการทำงานแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ขั้นตอนแรกคือการใช้กำลังคนชักลากและลำเลียงขยะจากซอยแคบออกมายังจุดรวบรวม ขั้นตอนที่สองใช้รถดัมพ์หรือรถบรรทุกขนาด 6–10 ล้อ ขนขยะจากจุดรวบรวมไปยังจุดเทรวม และขั้นตอนสุดท้ายใช้รถเทรลเลอร์ขนาดประมาณ 30 ตัน ขนย้ายขยะไปกำจัดยังปลายทาง วิธีนี้ช่วยให้เครื่องจักรแต่ละประเภททำงานในพื้นที่ที่เหมาะสม ลดการติดขัด และทำให้การขนย้ายเป็นระบบมากขึ้น

ระดมกำลังหลายหน่วยงาน แบ่งพื้นที่ทำงาน 4 โซน

ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วน โดยแบ่งพื้นที่รับผิดชอบออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมโยธาธิการและผังเมือง โซนที่ 2 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. โซนที่ 3 โดยกรุงเทพมหานครและกองทัพไทย และโซนที่ 4 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กทม. ระดมเจ้าหน้าที่ประมาณ 500–600 นายเข้าปฏิบัติงาน พร้อมใช้ระบบบัดดี้เพื่อดึงกำลังพลจากเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเข้ามาช่วยเหลือ โดยมีเจ้าหน้าที่จากเขตบางแค ธนบุรี บางขุนเทียน และพระนคร ร่วมกันลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้จะช่วยยกและลำเลียงขยะจากซอยย่อย ซึ่งเป็นจุดที่รถหรือเครื่องจักรหนักของ ปภ. ไม่สามารถเข้าถึงได้

นอกจากทีมจัดเก็บขยะแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่เทศกิจคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อให้รถบรรทุกเข้าออกได้อย่างปลอดภัย การจัดการจราจรถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะการใช้รถหลายขนาดในพื้นที่ชุมชนอาจทำให้เกิดคอขวด หากไม่มีผู้ดูแลเส้นทางอย่างใกล้ชิด การขนขยะอาจสะดุดและกระทบประชาชนมากกว่าเดิม

เป้าหมายสำคัญคือเคลียร์กองขยะให้หมดภายใน 3 วัน

ข้อมูลจากการลงพื้นที่ระบุว่า ยังมีกองขยะขนาดใหญ่ที่ต้องเร่งจัดเก็บประมาณ 33 กอง และมีกองขยะริมถนนสายหลักอีก 11 กอง ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปริมาณงานที่ต้องเร่งดำเนินการภายในเวลาจำกัด การกำหนดเส้นตาย 3 วันจึงต้องอาศัยทั้งการแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน การจัดลำดับความสำคัญ และการติดตามผลแบบต่อเนื่อง

ในมุมของประชาชน การที่ กทม. เคลียร์ขยะเคหะร่มเกล้าใน 3 วัน ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำขยะออกจากถนนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย ลดกลิ่นรบกวน ป้องกันสัตว์พาหะ และทำให้เส้นทางเข้าออกชุมชนกลับมาใช้งานได้สะดวกขึ้น หลังน้ำท่วม ขยะบางส่วนอาจปะปนกับเศษวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งของที่เสียหายจากน้ำ จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งแรงงานคนและเครื่องจักรที่เหมาะสมในการจัดเก็บ

ภารกิจนี้ยังสะท้อนบทบาทของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม โดยเฉพาะพนักงานกวาดถนนหญิงที่ต้องเข้ามาช่วยจัดการขยะชิ้นใหญ่ ซึ่งไม่ใช่งานตามภารกิจปกติ การทำงานท่ามกลางกลิ่น ความชื้น และสภาพพื้นที่ที่ยังไม่เรียบร้อยต้องใช้ความอดทนสูง การขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การเร่งขนย้ายขยะ

บทเรียนจากปัญหาซอยแคบกับการจัดการเมือง

เหตุการณ์ที่เคหะร่มเกล้าทำให้เห็นว่า การบริหารจัดการเมืองจำเป็นต้องออกแบบตามสภาพจริงของแต่ละพื้นที่ ไม่สามารถใช้เครื่องมือหรือวิธีการเดียวกันกับทุกชุมชนได้ พื้นที่ซอยกว้างอาจใช้รถเก็บขยะขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ซอยแคบต้องอาศัยการขนถ่ายหลายช่วงและการประสานงานที่ละเอียดกว่าเดิม

ในอนาคต การใช้ข้อมูลแผนที่ดิจิทัล ระบบติดตามรถแบบเรียลไทม์ และการบันทึกปริมาณขยะในแต่ละจุด อาจช่วยให้หน่วยงานวางแผนได้แม่นยำขึ้น หากมีฐานข้อมูลว่าจุดใดเป็นซอยตัน จุดใดมีความกว้างจำกัด หรือจุดใดมีขยะสะสมมาก เจ้าหน้าที่ก็จะสามารถส่งกำลังคนและยานพาหนะได้ตรงกับความต้องการ ลดเวลาและลดการเดินรถซ้ำซ้อน

สำหรับประชาชน การร่วมมือหลังจากเจ้าหน้าที่เริ่มเคลียร์พื้นที่ก็มีความสำคัญเช่นกัน ควรแยกขยะที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ออกจากขยะทั่วไป ไม่กองขยะเพิ่มในเส้นทางที่กำลังปฏิบัติงาน และติดตามประกาศของเขตเกี่ยวกับวันและจุดทิ้งขยะขนาดใหญ่ การช่วยกันรักษาพื้นที่หลังการเก็บกวาดจะทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่าการรอให้เจ้าหน้าที่กลับมาแก้ปัญหาซ้ำ

การทำงานครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าข่าวการเก็บขยะ แต่เป็นภาพสะท้อนของการจัดการวิกฤตในเมืองใหญ่ ตั้งแต่การระดมกำลังคน การใช้เครื่องจักรให้เหมาะกับพื้นที่ ไปจนถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงาน หาก กทม. สามารถนำบทเรียนจากเคหะร่มเกล้าไปพัฒนาระบบรับมือหลังน้ำท่วมได้ ก็จะช่วยให้การฟื้นฟูชุมชนในอนาคตรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น

สุดท้าย เป้าหมาย กทม. เคลียร์ขยะเคหะร่มเกล้าใน 3 วัน จะสำเร็จได้ดีที่สุดเมื่อหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่ และประชาชนเดินไปในทิศทางเดียวกัน การติดตามผลอย่างโปร่งใสและการสื่อสารข้อมูลที่รวดเร็วจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น พร้อมเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการรับมือปัญหาขยะหลังภัยพิบัติในพื้นที่อื่นต่อไป

ที่มา – กทม. ระดม 600 ชีวิตลุยสางขยะตกค้าง ‘เคหะร่มเกล้า’ ชูแผนโลจิสติกส์แก้ปมซอยแคบ ‘ชัชชาติ’ ขีดเส้น 3 วันเคลียร์จบ

ปปง. สาง 3 คดีใหญ่ ขยายผลยึดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์ 118 ล้าน อายัดเพิ่มคดีทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมชงศาลคืนเงินเหยื่อ Forex-3D

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เดินหน้าขยายผลคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต อาชญากรรมออนไลน์ และการหลอกลงทุน โดยการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 10/2569 มีมติให้ดำเนินการยึด อายัด และคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายใน 3 คดีใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

ภาพรวมของการดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การติดตามเส้นทางการเงินไม่ได้หยุดอยู่เพียงผู้ต้องหาหรือทรัพย์สินชุดแรกเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายผลไปถึงบัญชี ทรัพย์สิน และผู้เกี่ยวข้องรายอื่น หากมีหลักฐานเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดอย่างชัดเจน สำหรับประชาชนทั่วไป ข่าวนี้จึงมีความสำคัญทั้งในมุมการปราบปรามอาชญากรรมและการเยียวยาผู้เสียหาย

ปปง. สาง 3 คดีใหญ่ เดินหน้าตัดวงจรอาชญากรรม

คดีแรกเกี่ยวข้องกับข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกับพวก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 พฤติการณ์ที่ถูกตรวจสอบมีทั้งการแก้ไขคะแนนสอบและการเรียกรับเงินจากผู้สมัคร ก่อนหน้านี้ ปปง. ได้ยึดและอายัดทรัพย์สินไปแล้ว 108 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 320 ล้านบาท

ล่าสุด คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้อายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 5 รายการ เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคาร มูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท การอายัดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพราะเงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอาจถูกเคลื่อนย้ายหรือกระจายไปยังบัญชีหลายแห่ง การติดตามอย่างต่อเนื่องจึงเป็นส่วนสำคัญในการรักษาทรัพย์สินและป้องกันไม่ให้ถูกซ่อนหรือโอนต่อ

ขยายผลเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์

คดีที่สองเป็นกรณีของ เฉิน จื้อ กับพวก ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม แก๊งสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และการฉ้อโกงประชาชน ก่อนหน้านี้มีการยึดทรัพย์สินไปแล้ว 96 รายการ มูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท และทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง

ในการประชุมครั้งล่าสุด คณะกรรมการฯ มีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพิ่มเติมอีก 416 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 118 ล้านบาท ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมีทั้งที่ดิน ยานพาหนะ สินค้าแบรนด์เนม และเงินฝากธนาคาร

ประเด็นนี้สะท้อนรูปแบบการทำงานของเครือข่ายสแกมเมอร์ในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี กลุ่มมิจฉาชีพไม่ได้ใช้เพียงบัญชีธนาคารเดียว แต่มีการกระจายทรัพย์สินไปยังบุคคล บริษัท สินทรัพย์ราคาแพง และช่องทางการเงินหลายรูปแบบ การตรวจสอบจึงต้องอาศัยทั้งข้อมูลธุรกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • ทรัพย์สินที่ตรวจสอบ: ที่ดิน รถยนต์ สินค้าแบรนด์เนม และเงินฝากธนาคาร
  • มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มเติม: ประมาณ 118 ล้านบาท
  • แนวทางดำเนินการ: ส่งอัยการยื่นคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

Forex-3D เดินหน้าคืนทรัพย์สินให้ผู้เสียหาย

คดีที่สามเกี่ยวข้องกับ อภิรักษ์ โกฎธิ กับพวก และการหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ หรือ Forex-3D คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหายเพิ่มเติม

ปัจจุบันทรัพย์สินที่ดำเนินการในคดีนี้มีทั้งหมด 298 รายการ มูลค่ากว่า 581 ล้านบาท และเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายจำนวน 7,642 ราย การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการนำทรัพย์สินมาเป็นของแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนด้วย

สำหรับผู้ติดตามข่าวเทคโนโลยีและการเงิน คดี Forex-3D เป็นบทเรียนสำคัญว่าแพลตฟอร์มออนไลน์หรือข้อเสนอการลงทุนที่ดูทันสมัยอาจไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป ผู้ลงทุนควรตรวจสอบใบอนุญาต แหล่งที่มาของบริษัท เงื่อนไขการถอนเงิน และคำเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนโอนเงินทุกครั้ง โดยเฉพาะข้อเสนอที่รับประกันผลตอบแทนสูงหรืออ้างว่ามีความเสี่ยงต่ำผิดปกติ

ปปง. สาง 3 คดีใหญ่ กับแนวโน้มการติดตามเงินยุคดิจิทัล

การดำเนินการของ ปปง. ในครั้งนี้ชี้ให้เห็นแนวโน้มสำคัญว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินจะให้ความสำคัญกับเส้นทางทรัพย์สินมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินในบัญชีธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินที่ซื้อผ่านบุคคลอื่น หากพบหลักฐานว่าเชื่อมโยงกับความผิด ก็สามารถขยายผลเพื่อยึดหรืออายัดได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย

สำนักงาน ปปง. ย้ำว่า การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในความผิดมูลฐานสามารถขยายผลไปยังทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องได้ในทุกมิติ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด หน่วยงานจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรมให้เด็ดขาด

ในมุมของประชาชน ข่าวนี้เป็นทั้งความคืบหน้าด้านการบังคับใช้กฎหมายและเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังการทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น หากพบข้อเสนอการลงทุนที่น่าสงสัย ถูกชักชวนให้โอนเงินไปยังบัญชีบุคคลอื่น หรือพบพฤติกรรมหลอกลวง ควรเก็บหลักฐานการสนทนา สลิปโอนเงิน และข้อมูลบัญชีไว้ให้ครบถ้วน พร้อมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

ข้อสรุป: ปปง. สาง 3 คดีใหญ่ แสดงให้เห็นว่าการติดตามทรัพย์สินและเส้นทางการเงินมีบทบาทสำคัญในการจัดการอาชญากรรมยุคใหม่ ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบการลงทุนก่อนตัดสินใจ และไม่เพิกเฉยเมื่อพบความผิดปกติ เพราะการแจ้งเบาะแสอย่างรวดเร็วอาจช่วยป้องกันไม่ให้คนอื่นตกเป็นเหยื่อเพิ่มเติมได้

ที่มา – ปปง. สาง 3 คดีใหญ่ขยายผลยึดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์ 118 ล้าน อายัดเพิ่มคดีทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมชงศาลคืนเงินเหยื่อ Forex-3D

ปกรณ์ไม่กังวลฝ่ายค้านจ่อซักฟอก มองข้อกล่าวหาไม่ชัดเจน มั่นใจไม่ทำอะไรผิด บอกเป็นนั่งร้านให้ประเทศ ไม่ได้อุ้มภูมิใจไทย

ประเด็นการเมืองที่กำลังได้รับความสนใจในขณะนี้ คือกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 โดยมีชื่อของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี อยู่ในรายชื่อ 1 ใน 18 รัฐมนตรีที่อาจถูกอภิปราย การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้สังคมจับตาท่าทีของผู้ถูกพาดพิงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำชี้แจงเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ ผลประโยชน์ทับซ้อน และความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย

สำหรับกรณี ปกรณ์ไม่กังวลฝ่ายค้านจ่อซักฟอก มองข้อกล่าวหาไม่ชัดเจน มั่นใจไม่ทำอะไรผิด บอกเป็นนั่งร้านให้ประเทศ ไม่ได้อุ้มภูมิใจไทย เจ้าตัวระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตย ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรเตรียมตัวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาควรมีรายละเอียดที่ชัดเจน มีประเด็น และมีหลักฐานเพียงพอ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถตอบคำถามได้ตรงจุด

ปกรณ์ไม่กังวลฝ่ายค้านจ่อซักฟอก มั่นใจชี้แจงได้

ปกรณ์กล่าวว่า หากข้อกล่าวหาเป็นเพียงข้อความกว้าง ๆ หรือลอย ๆ ผู้ถูกกล่าวหาอาจไม่ทราบว่าจะต้องตอบประเด็นใด การอภิปรายในสภาจึงควรยึดเหตุผลและข้อมูลมากกว่าอารมณ์ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนควรได้รับประโยชน์จากการตรวจสอบรัฐบาล ไม่ใช่เพียงรับฟังการโต้เถียงระหว่างฝ่ายการเมือง

เขายกตัวอย่างการประชุมสภาของประเทศอย่างสิงคโปร์และออสเตรเลียว่า การอภิปรายมักมีการตั้งคำถามที่ชัดเจนและมีรายละเอียดประกอบ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถชี้แจงได้อย่างเป็นระบบ มุมมองนี้สะท้อนว่าการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วยข้อเท็จจริง เอกสาร และลำดับเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้

ย้ำข้อกล่าวหาผลประโยชน์ทับซ้อนต้องมีหลักฐาน

ในประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ปกรณ์ระบุว่า ผู้กล่าวหาควรอธิบายให้ชัดเจนว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างไร เกี่ยวข้องกับคำสั่งใด และสร้างประโยชน์ให้กับบุคคลหรือกลุ่มใด การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานอาจทำให้สังคมเข้าใจผิด และไม่ช่วยให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าอย่างสร้างสรรค์

ปกรณ์ยังย้ำว่า หากมีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดทางแพ่ง อาญา หรือวินัย ก็ควรส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอน ตัวอย่างที่กล่าวถึงคือกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งมีการส่งเอกสารและสำนวนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

  • ข้อกล่าวหาควรระบุพฤติกรรมและข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน
  • การตรวจสอบควรอาศัยเอกสารและพยานหลักฐาน
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
  • ประชาชนควรได้รับข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินประเด็นทางการเมือง

ยืนยันไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถูกถามถึงความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย ปกรณ์ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค และไม่ได้สังกัดพรรคดังกล่าว โดยอธิบายว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เชิญให้เข้ามาร่วมทำงาน ดังนั้นจึงมีหน้าที่ปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของตนเอง หากพรรคการเมืองหรือบุคคลใดมีข้อสงสัยและต้องการสอบถาม ก็พร้อมไปชี้แจงตามความเหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนหรือปกป้องพรรคใดเป็นพิเศษ

ประเด็นนี้จึงเป็นส่วนสำคัญของข่าว เพราะสังคมมักตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของบุคคลที่ทำงานร่วมกับรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานด้านกฎหมาย ปกรณ์อธิบายว่าหน้าที่ของเขาคือการดูแลไม่ให้รัฐบาลดำเนินการใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย หากพบว่าการดำเนินงานบางเรื่องอาจมีปัญหา ก็ต้องทักท้วงและเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเต็มที่

เขาเปรียบบทบาทของตนเองว่าเป็น “นั่งร้านให้ประเทศ” ไม่ใช่นั่งร้านให้รัฐบาลหรือพรรคการเมือง เพราะการทำงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจทำผิดกฎหมาย และช่วยให้ระบบราชการเดินหน้าอยู่บนหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง

ไม่หวั่นถูกอภิปราย ยืนยันทำงานอย่างสุจริต

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกกังวลหรือไม่ที่ฝ่ายค้านระบุชื่อเป็นหนึ่งใน 18 รัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปกรณ์ตอบอย่างหนักแน่นว่าไม่กังวล ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ รับประทานอาหารและพักผ่อนได้อย่างสบายใจ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด และหากวันใดพบว่าตนเองมีความผิดจริง ก็พร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

ภาพรวมของข่าวนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะเครื่องมือของรัฐสภา แต่ขณะเดียวกัน การตรวจสอบจะเกิดประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน ผู้ติดตามข่าวควรพิจารณาทั้งคำกล่าวหา คำชี้แจง และหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรตัดสินจากข้อความสั้น ๆ หรือกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ปกรณ์ไม่กังวลฝ่ายค้านจ่อซักฟอก มองข้อกล่าวหาไม่ชัดเจน มั่นใจไม่ทำอะไรผิด บอกเป็นนั่งร้านให้ประเทศ ไม่ได้อุ้มภูมิใจไทย จึงเป็นประเด็นที่ควรติดตามต่อว่า ในการอภิปรายจริง ฝ่ายค้านจะนำเสนอหลักฐานและรายละเอียดเพิ่มเติมมากน้อยเพียงใด ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลจะตอบคำถามต่อสภาอย่างไร ท้ายที่สุด ประชาชนควรใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้เป็นพื้นฐานในการประเมินการทำงานของผู้มีอำนาจ และร่วมติดตามการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – ปกรณ์ไม่กังวลฝ่ายค้านจ่อซักฟอก มองข้อกล่าวหาไม่ชัดเจน มั่นใจไม่ทำอะไรผิด บอกเป็นนั่งร้านให้ประเทศ ไม่ได้อุ้มภูมิใจไทย