ไมโครพลาสติกในร่างกาย บริษัทเคมีรู้มานาน
ไมโครพลาสติกในร่างกาย บริษัทเคมีรู้มานาน กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น หลังงานวิจัยหลายชิ้นตรวจพบอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กในเลือด อวัยวะ และเนื้อเยื่อของมนุษย์ แม้นักวิทยาศาสตร์ยังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าอนุภาคเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไรในระยะยาว แต่ข้อมูลที่มีอยู่ก็ทำให้ผู้คนตั้งคำถามสำคัญว่า เราสัมผัสไมโครพลาสติกมากเพียงใด และบริษัทผู้ผลิตพลาสติกทราบความเสี่ยงเหล่านี้มานานแค่ไหน
ไมโครพลาสติก คือ เศษพลาสติกที่มีขนาดเล็กมาก โดยทั่วไปมีเส้นผ่านศูนย์กลางต่ำกว่า 5 มิลลิเมตร อนุภาคเหล่านี้เกิดจากการเสื่อมสภาพของถุงพลาสติก ขวดน้ำ บรรจุภัณฑ์ เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ ยางรถยนต์ และผลิตภัณฑ์อีกจำนวนมาก เมื่อพลาสติกแตกตัวเป็นชิ้นเล็กลง มันอาจปะปนอยู่ในน้ำ อาหาร ฝุ่น และอากาศที่เราหายใจเข้าไปในแต่ละวัน
ไมโครพลาสติกในร่างกาย บริษัทเคมีรู้มานาน
รายงานการสืบสวนของสื่อในสหรัฐอเมริกาพบเอกสารภายในจากนักวิทยาศาสตร์และผู้บริหารบริษัทเคมี ซึ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมพลาสติกมีความกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของอนุภาคพลาสติกในร่างกายมนุษย์มานานหลายทศวรรษ เอกสารบางส่วนย้อนกลับไปถึงปี 1974 เมื่อ Gerhard Volkheimer นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันนำเสนอผลการทดลองเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอนุภาค PVC ในร่างกาย
การศึกษาดังกล่าวพบว่าอนุภาค PVC ที่สัตว์ทดลองกินเข้าไปสามารถผ่านเข้าสู่กระแสเลือด และไปสะสมในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ สมอง และปอดได้ภายในเวลาประมาณสองชั่วโมง นอกจากนี้ การทดลองกับแป้งมันฝรั่งในมนุษย์ยังพบว่าอนุภาคดังกล่าวสามารถปรากฏในเลือดและน้ำนมได้ นักวิจัยจึงตั้งข้อสังเกตว่าอนุภาคพลาสติกบางชนิดอาจมีพฤติกรรมคล้ายกัน
ไมโครพลาสติกในร่างกาย บริษัทเคมีรู้มานาน แต่สังคมเพิ่งตื่นตัว
หลังจากการนำเสนอผลงานของ Volkheimer เอกสารภายในหลายฉบับของอุตสาหกรรมได้กล่าวถึงงานวิจัยนี้ซ้ำ ๆ ตลอดช่วงทศวรรษ 1970, 1980 และ 1990 จดหมายฉบับหนึ่งจากผู้บริหารบริษัทเคมีในปี 1975 ระบุว่าการศึกษานี้ถูกอ้างถึงบ่อยครั้งในฐานะเรื่องน่ากลัวเกี่ยวกับการกินเรซิน PVC อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอุตสาหกรรมในเวลานั้นพยายามโต้แย้งผลการศึกษา โดยยกงานวิจัยเก่าที่ไม่พบอาการเจ็บป่วยในสัตว์ทดลองซึ่งได้รับพลาสติกชนิดหนึ่งเข้าไป
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีงานวิจัยเพียงชิ้นเดียว แต่อยู่ที่การที่ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอนุภาคพลาสติกในร่างกายถูกพูดถึงภายในวงการมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สาธารณชนอาจไม่ได้รับข้อมูลอย่างชัดเจน นักวิชาการบางคนมองว่าเอกสารเหล่านี้สะท้อนความล่าช้าในการสื่อสารความเสี่ยง ส่วนตัวแทนอุตสาหกรรมยืนยันว่า ความเห็นต่างทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนานโยบายและการวิจัยที่มีคุณภาพ
ไมโครพลาสติกเดินทางเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร
มนุษย์อาจได้รับไมโครพลาสติกจากหลายช่องทางโดยไม่รู้ตัว การดื่มน้ำจากขวดพลาสติก การรับประทานอาหารที่เก็บในบรรจุภัณฑ์ การสูดฝุ่นจากเสื้อผ้าใยสังเคราะห์ และการสัมผัสอากาศในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น ล้วนเป็นช่องทางที่อาจทำให้อนุภาคพลาสติกเข้าสู่ร่างกายได้ นอกจากนี้ ความร้อน การเสียดสี และแสงแดดยังอาจเร่งให้พลาสติกแตกตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็กมากขึ้น
เมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร อนุภาคบางส่วนอาจถูกขับออกจากร่างกาย แต่มีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าอนุภาคขนาดเล็กบางชนิดสามารถผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ จากนั้นอาจเดินทางไปยังอวัยวะต่าง ๆ นักวิจัยยังพยายามหาคำตอบว่า ขนาด รูปร่าง ชนิดของพลาสติก และสารเคมีที่เกาะอยู่บนพื้นผิวอนุภาค มีผลต่อการสะสมในร่างกายมากน้อยเพียงใด
ความเสี่ยงต่อสุขภาพที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษา
งานวิจัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเชื่อมโยงไมโครพลาสติกกับความเสี่ยงด้านสุขภาพหลายประการ เช่น การอักเสบ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ปัญหาการสืบพันธุ์ โรคหัวใจ และมะเร็งบางชนิด อย่างไรก็ตาม ควรทำความเข้าใจว่า งานวิจัยจำนวนมากยังอยู่ในขั้นตอนการสังเกต การทดลองในห้องปฏิบัติการ หรือการศึกษาในสัตว์ จึงยังไม่ควรสรุปว่าไมโครพลาสติกเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคทุกประเภทในมนุษย์
- การอักเสบ: อนุภาคแปลกปลอมอาจกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้เกิดการอักเสบในบางเนื้อเยื่อ
- ความเครียดออกซิเดชัน: ไมโครพลาสติกอาจเกี่ยวข้องกับการสร้างอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถทำลายเซลล์และโครงสร้างภายในร่างกายได้
- ระบบสืบพันธุ์: นักวิจัยกำลังตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อฮอร์โมน อสุจิ ไข่ และพัฒนาการของทารก
- หัวใจและหลอดเลือด: มีการศึกษาที่พบอนุภาคพลาสติกในคราบไขมันของหลอดเลือด และกำลังประเมินความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคหัวใจ
- การสะสมในอวัยวะ: หลักฐานบางส่วนชี้ว่าอนุภาคอาจเคลื่อนจากลำไส้เข้าสู่เลือดและสะสมในตับ ปอด สมอง หรืออวัยวะอื่น
ทำไมพลาสติกขนาดเล็กอาจไม่ใช่สารเฉื่อย
ในอดีต หลายคนมองว่าพลาสติกเป็นวัสดุที่ค่อนข้างเฉื่อยและไม่ทำปฏิกิริยากับร่างกาย แต่ผลการศึกษารุ่นใหม่ตั้งคำถามกับสมมติฐานนี้ เมื่อพลาสติกแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กลง พื้นที่ผิวของมันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก พื้นผิวที่กว้างขึ้นอาจทำให้เกิดปฏิกิริยากับน้ำและสารชีวภาพรอบตัวได้ง่ายกว่าเดิม
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature เสนอว่า อนุภาคพลาสติกอาจเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของน้ำที่อยู่รอบตัว และก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่มีพลังงานสูง ปฏิกิริยานี้อาจนำไปสู่ความเสียหายของเซลล์และเนื้อเยื่อ นักวิทยาศาสตร์เรียกสารบางกลุ่มว่า reactive oxygen species หรือ ROS ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบและความเครียดออกซิเดชันในร่างกาย
ถึงกระนั้น การค้นพบกลไกที่เป็นไปได้ไม่ได้หมายความว่าเรามีคำตอบครบถ้วนแล้ว ยังจำเป็นต้องศึกษาปริมาณที่มนุษย์ได้รับจริง ระยะเวลาที่อนุภาคคงอยู่ในร่างกาย และความแตกต่างระหว่างพลาสติกแต่ละประเภท รวมถึงผลกระทบจากสารเติมแต่ง สี สารเคลือบ และสารพิษที่อาจเกาะอยู่บนอนุภาค
ผู้บริโภคควรรับมืออย่างไร
การหลีกเลี่ยงพลาสติกทั้งหมดในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะพลาสติกอยู่ในระบบอาหาร การแพทย์ การขนส่ง และการสื่อสารมากมาย แต่เราสามารถลดการสัมผัสโดยไม่จำเป็นได้ เช่น ใช้ขวดน้ำแก้วหรือสเตนเลสแทนการใช้ขวดพลาสติกซ้ำ หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารในภาชนะพลาสติก เลือกอาหารสดมากกว่าอาหารบรรจุหีบห่อ และทำความสะอาดฝุ่นภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ
การซักเสื้อผ้าใยสังเคราะห์ยังเป็นอีกกิจกรรมที่อาจปล่อยเส้นใยพลาสติกลงสู่น้ำ การใช้ถุงกรองเส้นใย ซักเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็น และเลือกวัสดุที่ทนทานสามารถช่วยลดการปล่อยอนุภาคได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบไม่ควรตกอยู่กับผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว ผู้ผลิตจำเป็นต้องออกแบบสินค้าที่ปล่อยอนุภาคน้อยลง พัฒนาระบบจัดการขยะ และสนับสนุนการวิจัยที่เป็นอิสระและตรวจสอบได้
ไมโครพลาสติกในร่างกาย บริษัทเคมีรู้มานาน เป็นเรื่องที่สะท้อนความจำเป็นของความโปร่งใสทางวิทยาศาสตร์และนโยบายสาธารณะที่ทันเวลา แม้ยังไม่มีคำตอบว่าผลกระทบต่อสุขภาพจะรุนแรงเพียงใด แต่หลักฐานที่เพิ่มขึ้นควรทำให้ทุกฝ่ายเร่งลดการปนเปื้อนและเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ในมุมของผู้บริโภค การลดพลาสติกที่ทำได้ในชีวิตประจำวันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ขณะเดียวกัน สังคมควรเรียกร้องให้บริษัทและภาครัฐรับผิดชอบต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
ที่มา – Microplastics Are Infiltrating Our Bodies. Chemical Companies Saw This Coming Decades Ago
