โลกไม่ต้องการรีเมก The Beyond ของลูชิโอ ฟุลชี
ภาพยนตร์สยองขวัญอิตาลีจากช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ยากจะเลียนแบบ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบที่ชวนหลอน งานภาพเหนือจริง เรื่องราวราวกับหลุดออกมาจากฝันร้าย ฉากสยองสุดสะเทือนใจ รวมถึงการพากย์เสียงที่บางครั้งดูแปลกประหลาด ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นมนตร์ขลังของหนังจากผู้กำกับระดับตำนานอย่าง ลูชิโอ ฟุลชี, ดาริโอ อาร์เจนโต, ลัมแบร์โต บาวา และอุมแบร์โต เลนซี
อย่างไรก็ตาม วงการภาพยนตร์ยุคใหม่ยังคงหยิบผลงานคลาสสิกเหล่านี้มาปรับปรุงและสร้างใหม่อยู่เสมอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Suspiria ฉบับปี 2018 ของลูกา กัวดาญิโน ซึ่งแม้จะมีแนวทางเป็นของตัวเองและไม่ได้เลวร้าย แต่ก็ยังห่างไกลจากความยอดเยี่ยมของต้นฉบับปี 1977 เช่นเดียวกับข่าวล่าสุดที่ระบุว่า The Beyond หนังสยองขวัญของฟุลชีจากปี 1981 อาจกำลังจะได้รับการรีเมก
โลกไม่ต้องการรีเมก The Beyond ของลูชิโอ ฟุลชี
The Beyond หรือที่รู้จักในชื่อ 7 Doors of Death เป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของฟุลชี และเป็นภาพยนตร์ลำดับที่สองในไตรภาค Gates of Hell เรื่องราวติดตามหญิงสาวคนหนึ่ง รับบทโดยแคทรีโอนา แม็กคอลล์ ผู้ได้รับมรดกเป็นโรงแรมเก่าในเมืองนิวออร์ลีนส์ เธอตั้งใจจะปรับปรุงสถานที่แห่งนี้ให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่กลับพบว่าโรงแรมตั้งอยู่เหนือประตูสู่นรก
พล็อตของหนังเต็มไปด้วยองค์ประกอบที่ชวนฝันร้ายและไม่สนใจตรรกะแบบภาพยนตร์ทั่วไป ผู้ชมจะได้พบทั้งหนังสือโบราณที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ฝูงศพเดินได้ ภาพวาดต้องคำสาป สุนัขนำทางที่มีพฤติกรรมน่าหวาดกลัว และฉากชายผู้เพียงต้องการค้นคว้าข้อมูลในห้องสมุด แต่กลับถูกแมงมุมทารันทูล่ากัดกินทั้งเป็น ฉากเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงสร้างความตกใจ แต่ยังสะท้อนความหลงใหลของฟุลชีต่อความตาย ความเสื่อมสลาย และโลกที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล
โลกไม่ต้องการรีเมก The Beyond ของลูชิโอ ฟุลชี เพราะต้นฉบับมีเอกลักษณ์เกินไป
เหตุผลสำคัญที่แฟนหนังจำนวนมากกังวลกับการรีเมก คือ The Beyond ไม่ได้โดดเด่นจากเนื้อเรื่องเพียงอย่างเดียว ความน่ากลัวของมันเกิดจากการรวมกันของหลายปัจจัย ทั้งการตัดต่อที่ไม่เป็นไปตามขนบ งานภาพที่มีสีสันจัดจ้าน ดนตรีที่กดดัน และฉากรุนแรงซึ่งถูกนำเสนออย่างเกินจริงจนกลายเป็นภาพฝันร้ายที่ติดตา
หนังของฟุลชีให้ความรู้สึกเหมือนผู้ชมกำลังเดินผ่านแกลเลอรีแห่งความตาย มากกว่าการติดตามเรื่องราวแบบมีจุดเริ่มต้นและจุดจบที่ชัดเจน ทุกเหตุการณ์ดูเชื่อมโยงกันด้วยบรรยากาศและความหวาดกลัวมากกว่าคำอธิบาย หากผู้สร้างยุคใหม่พยายามทำให้ทุกอย่างสมเหตุสมผลหรือทันสมัยเกินไป อาจทำให้หัวใจสำคัญของหนังหายไป
- บรรยากาศเหนือจริง: หนังใช้ภาพและเสียงสร้างความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝันร้าย
- ความสยองที่ไม่ประนีประนอม: ฉากรุนแรงมีบทบาทสำคัญต่อประสบการณ์ของผู้ชม
- โลกของ Gates of Hell: เรื่องราวเปิดพื้นที่ให้ความตายและนรกมีตัวตนอย่างเป็นรูปธรรม
- สไตล์ของฟุลชี: การเล่าเรื่องที่คลุมเครือคือส่วนหนึ่งของเสน่ห์ ไม่ใช่จุดบกพร่อง
ทีมรีเมกมีประสบการณ์ แต่ความเคารพต่อต้นฉบับสำคัญกว่า
ข่าวดีคือโปรเจกต์ใหม่นี้ไม่ได้เกิดจากทีมที่ไม่รู้จักหนังต้นฉบับ บริษัท Severin Films ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการจัดจำหน่ายและบูรณะภาพยนตร์คัลต์ ได้ร่วมมือกับ Hangtime International Pictures เพื่อขอสิทธิ์รีเมกภาพยนตร์แนวประเภทต่าง ๆ สำหรับฉายในโรงภาพยนตร์ สตรีมมิง และสื่อกายภาพ
จากแถลงการณ์ บริษัททั้งสองมีแผนพัฒนาโปรเจกต์รีเมกหลายเรื่องภายในสองปี โดยเริ่มต้นจากการตีความใหม่ของ The Beyond และอาจขยายไปยังภาพยนตร์เรื่องอื่นในไตรภาค Gates of Hell ด้วย เฟรด เมอร์เรย์ ผู้บริหารร่วมของ Hangtime มองว่านี่เป็นโอกาสหายากที่จะนำหนังมาปรับให้เข้ากับยุคปัจจุบัน และทำให้แนวสยองขวัญเชิงประสบการณ์เข้าถึงผู้ชมรุ่นใหม่
เดวิด เกรกอรี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Severin Films ก็ย้ำถึงประวัติการทำงานของบริษัทในการบูรณะและเผยแพร่หนังแนวคัลต์ด้วยความเคารพต่อความดั้งเดิมและมรดกทางวัฒนธรรมของผลงาน การพูดถึงความเคารพเช่นนี้ช่วยสร้างความหวังให้แฟน ๆ ได้บ้าง แต่ก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าฉบับใหม่จะรักษาจิตวิญญาณของฟุลชีไว้ได้จริง
สิ่งที่ฉบับใหม่ควรระวัง
หากมีการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นใหม่ ผู้กำกับควรหลีกเลี่ยงการทำให้มันเป็นเพียงหนังผีทั่วไปที่มีฉากตกใจเป็นระยะ ความสยองของ The Beyond อยู่ที่ความรู้สึกสิ้นหวังและความไม่แน่นอน ผู้ชมไม่ควรเข้าใจทุกอย่างอย่างรวดเร็ว หรือได้รับคำตอบที่สมบูรณ์ในทุกประเด็น การปล่อยให้บางสิ่งคลุมเครือจะช่วยรักษาความรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญกับพลังชั่วร้ายที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ
นอกจากนี้ งานภาพและดนตรีก็ควรได้รับความสำคัญไม่แพ้บทภาพยนตร์ ฉบับใหม่อาจใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มความสมจริง แต่ไม่ควรลบความหยาบ ความแปลก และความเป็นฝันร้ายแบบอนาล็อกออกไปทั้งหมด หากทุกอย่างดูสะอาด เนี้ยบ และคำนวณมาอย่างสมบูรณ์แบบ หนังอาจสูญเสียเอกลักษณ์ที่ทำให้ต้นฉบับยังคงถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้
ในอีกมุมหนึ่ง ผู้ชมรุ่นใหม่อาจเลือกย้อนกลับไปดู The Beyond ฉบับปี 1981 โดยตรง เพราะผลงานของฟุลชียังคงมีพลังอย่างมาก แม้ผ่านเวลามานานหลายทศวรรษ ความไม่สมบูรณ์แบบของหนังคือสิ่งที่ทำให้มันมีชีวิต ทั้งภาพที่รุนแรง การแสดงที่เกินจริง และโลกที่ไม่ยอมอธิบายตัวเอง ล้วนเป็นส่วนประกอบที่ทำให้หนังกลายเป็นประสบการณ์เฉพาะตัว
ท้ายที่สุดแล้ว โลกไม่ต้องการรีเมก The Beyond ของลูชิโอ ฟุลชี ไม่ได้หมายความว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่จะไม่มีสิทธิ์เกิดขึ้น แต่หมายความว่าผู้สร้างต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นกว่าการนำชื่อคลาสสิกมาใช้ หากทำได้เพียงสร้างหนังสยองขวัญอีกเรื่องหนึ่ง การกลับไปดูต้นฉบับย่อมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า แต่หากทีมงานกล้ารักษาความประหลาด ความมืดมน และความไร้เหตุผลของฟุลชีไว้ได้ โปรเจกต์นี้ก็อาจพิสูจน์ตัวเองในฐานะการตีความใหม่ที่มีคุณค่าได้
สำหรับแฟนหนังสยองขวัญและผู้ชมที่ชื่นชอบงานคัลต์ นี่จึงเป็นโปรเจกต์ที่ควรติดตามอย่างระมัดระวัง พร้อมเปิดใจให้กับฉบับใหม่ แต่ยังคงกลับไปสัมผัสต้นฉบับด้วยตัวเอง เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าการเดินทางกลับสู่ประตูนรกครั้งใหม่จะน่ากลัวและทรงพลังเท่าครั้งแรก
ที่มา – The World Does Not Need a Reboot of Lucio Fulci’s Creepy Masterpiece ‘The Beyond’
