‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 กาง 4 นโยบายชูวิสัยทัศน์ ‘อัยการของชาติและประชาชน’ พร้อมเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่
สำนักงานอัยการสูงสุดกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลัง โกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุดคนที่ 21 แถลงนโยบายการบริหารงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570–2571 โดยวางวิสัยทัศน์ให้องค์กรเป็น “อัยการของชาติและประชาชน” แนวทางดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจที่จะทำให้งานอัยการเข้าถึงประชาชนมากขึ้น พร้อมปรับตัวให้ทันกับสังคมยุคดิจิทัล อาชญากรรมรูปแบบใหม่ และความคาดหวังด้านความโปร่งใส
ประเด็นนี้น่าสนใจไม่เฉพาะในแวดวงกฎหมายหรือการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง เพราะกระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็ว เข้าใจง่าย และตรวจสอบได้ ย่อมช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ที่ต้องติดต่อหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา คู่ความ หรือประชาชนที่ต้องการติดตามความคืบหน้าของคดี
‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 กาง 4 นโยบายชูวิสัยทัศน์ ‘อัยการของชาติและประชาชน’ พร้อมเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่
สำหรับแผนงานในช่วง 2 ปีงบประมาณ สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนดนโยบายสำคัญไว้ 4 ด้าน โดยแต่ละด้านมุ่งแก้โจทย์การทำงานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การเร่งรัดคดีเดิม การรับมืออาชญากรรมยุคใหม่ ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้
1. สานภารกิจเดิม เดินหน้าคดีให้รวดเร็วและเป็นธรรม
นโยบายแรกให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการสั่งสำนวนคดีอาญาและคดีแพ่ง เพื่อให้การดำเนินงานเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเตรียมยกระดับระบบไกล่เกลี่ยและการระงับข้อพิพาทเชิงรุก ซึ่งอาจช่วยลดภาระของคู่กรณีและลดจำนวนคดีที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเต็มรูปแบบ
อีกแนวทางที่จับตาได้คือการลดขั้นตอนการทำงานและผลักดันระบบไร้กระดาษ หรือ Paperless ในทุกหน่วยงานทั่วประเทศ การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดใช้เอกสาร แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูล การค้นหาเอกสาร และการประสานงานระหว่างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. เสริมภารกิจใหม่ รับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี
เมื่ออาชญากรรมออนไลน์มีรูปแบบซับซ้อนขึ้น งานอัยการจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับหลักฐานดิจิทัลและพฤติกรรมของผู้กระทำผิดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นโยบายด้านภารกิจใหม่จึงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทั้งในคดีแพ่งและคดีปกครอง รวมถึงยกระดับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
นอกจากนี้ยังมีแนวทางปรับปรุงกฎหมาย เพื่อสร้างมาตรฐานการสั่งคดีที่มีคุณภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ความชัดเจนของมาตรฐานจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจกระบวนการมากขึ้น และทำให้สังคมสามารถประเมินประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมได้อย่างมีเหตุผล
3. สร้างความเชื่อมั่นด้วยองค์กรอัยการยุคดิจิทัล
หนึ่งในนโยบายที่น่าจะใกล้ตัวประชาชนที่สุดคือการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นองค์กรอัยการยุคดิจิทัล หรือ Smart OAG โดยมีแผนพัฒนาแอปพลิเคชันให้ประชาชนติดตามสถานะคดีผ่านระบบออนไลน์ หรือ OAG Tracking ได้ด้วยตนเอง จุดเด่นของแนวทางนี้คือช่วยลดการเดินทาง ลดเวลารอคอย และไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตามข้อมูล
ในมุมของผู้ใช้งาน ระบบลักษณะนี้ควรให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย มีการแจ้งเตือนที่เหมาะสม และคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ หากทำได้ตามเป้าหมาย ก็จะช่วยลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับหน่วยงานยุติธรรม และทำให้เทคโนโลยีมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกอย่างเป็นรูปธรรม
4. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
นโยบายด้านสุดท้ายมุ่งสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม โดยยึดค่านิยม PUBLIC ซึ่งให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก หรือ People First พร้อมรักษากฎหมายด้วยเหตุผล แนวคิดนี้สะท้อนว่าการทำงานขององค์กรรัฐในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดผลเพียงจำนวนคดีหรือขั้นตอนที่ดำเนินการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนด้วย
การสร้างวัฒนธรรมดังกล่าวต้องอาศัยทั้งผู้นำ ระบบตรวจสอบ และบุคลากรทุกระดับ หากทุกฝ่ายสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริง และปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเป็นธรรม ก็จะช่วยทำให้วิสัยทัศน์ “อัยการของชาติและประชาชน” เกิดขึ้นได้จริงมากกว่าการเป็นเพียงคำขวัญ
เปิดตัวทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชุดใหม่
พร้อมกับการประกาศนโยบาย อัยการสูงสุดยังเปิดตัวคณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชุดใหม่ โดยแต่งตั้ง ประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และมีรองโฆษกอีก 5 ราย ได้แก่ สุรเชษฐ์ งามวงศ์, เบญจรัตน์ เนติโพธิ์, ทรงพล สุวรรณพงศ์, ทีปกร โกมลพันธ์พร และวนาทิพย์ วาเซอร์
ทีมโฆษกชุดใหม่นี้จะมีบทบาทเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารเชิงรุก สร้างความเข้าใจแก่สังคม และประสานความร่วมมือกับสื่อมวลชนรวมถึงประชาชน การสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจนถือเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ง่าย
โดยสรุป ‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 กาง 4 นโยบายชูวิสัยทัศน์ ‘อัยการของชาติและประชาชน’ พร้อมเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่ เป็นแนวทางที่พยายามเชื่อมงานยุติธรรมเข้ากับเทคโนโลยีและความต้องการของประชาชนมากขึ้น สิ่งที่ควรติดตามต่อไปคือการนำแผนไปปฏิบัติจริง โดยเฉพาะระบบติดตามคดีออนไลน์ การจัดการอาชญากรรมไซเบอร์ และการสื่อสารที่โปร่งใส หากดำเนินการได้ต่อเนื่อง นโยบายของ ‘โกวิท’ อัยการสูงสุดคนที่ 21 กาง 4 นโยบายชูวิสัยทัศน์ ‘อัยการของชาติและประชาชน’ พร้อมเปิดตัวทีมโฆษกชุดใหม่ อาจกลายเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับบริการยุติธรรมไทยให้เข้าถึงง่ายและทันสมัยยิ่งขึ้น
ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าของนโยบายและใช้ช่องทางสื่อสารของสำนักงานอัยการสูงสุดอย่างตรวจสอบได้ เพื่อร่วมกันผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ผู้คนมากที่สุด
