‘เอกนิติ’ เร่งเชื่อมโยงจุดต่างๆ เชื่อมข้อมูล 7 หน่วยงานใน 30 วัน สกัดเงินเทา-สแกมเมอร์ ไล่เส้นเงิน อายัดบัญชีเร็วขึ้น
การรับมือเงินเทาและแก๊งสแกมเมอร์กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังภาครัฐเดินหน้าแนวคิด ‘เอกนิติ’ เร่งเชื่อมโยงจุดต่างๆ เชื่อมข้อมูล 7 หน่วยงานใน 30 วัน สกัดเงินเทา-สแกมเมอร์ ไล่เส้นเงิน อายัดบัญชีเร็วขึ้น เพื่อทำให้ข้อมูลทางการเงินที่เคยแยกกันอยู่หลายหน่วยงานสามารถเชื่อมต่อและวิเคราะห์ร่วมกันได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม
แนวทางนี้เกิดขึ้นหลังการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย หรือบอร์ด Connect the Dots โดยมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ที่ประชุมมอบหมายให้จัดทำรูปแบบระบบและกรอบงบประมาณให้ชัดเจนภายใน 30 วัน
หัวใจของแผนงานคือการสร้างฐานข้อมูลกลางและระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ช่วยให้หน่วยงานต่างๆ มองเห็นเส้นทางเงินในภาพเดียวกัน ไม่ใช่เห็นเพียงธุรกรรมช่วงใดช่วงหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา เพราะเงินของมิจฉาชีพอาจเคลื่อนจากบัญชีธนาคารไปยังบัญชีบุคคลอื่น สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ หรือบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นทางผ่านได้ภายในเวลาไม่นาน
‘เอกนิติ’ เร่งเชื่อมโยงจุดต่างๆ เชื่อมข้อมูล 7 หน่วยงานใน 30 วัน
หน่วยงานหลักที่เตรียมเชื่อมโยงข้อมูลมีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสมาคมธนาคารไทย
การรวมข้อมูลจากทั้ง 7 หน่วยงานจะช่วยลดปัญหาการทำงานแบบต่างคนต่างเก็บข้อมูล โดยแต่ละหน่วยงานจะสามารถส่งต่อข้อมูลความเสี่ยงและรายละเอียดธุรกรรมที่เกี่ยวข้องให้กันได้อย่างเป็นระบบ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การรวบรวมข้อมูลจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ข้อมูลเหล่านั้นนำไปใช้ติดตามเงิน ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ และระงับบัญชีหรือทรัพย์สินได้ทันเวลา
จากการส่งข้อมูลทีละเคส สู่ระบบอัตโนมัติ
ปัจจุบันการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานในบางกรณียังต้องทำเป็นรายเคส มีการส่งเอกสารหรือกรอกข้อมูลด้วยมือ ซึ่งอาจใช้เวลานานและทำให้เส้นทางเงินถูกตัดขาดระหว่างทาง ระบบใหม่จึงเตรียมเปลี่ยนไปใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติ หรือ Automated Data Sharing
เมื่อระบบทำงานได้เต็มรูปแบบ เจ้าหน้าที่จะสามารถตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้เร็วขึ้น พร้อมนำเครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยงมาใช้ค้นหาความเชื่อมโยงของบัญชี บุคคล บริษัท และธุรกรรมหลายรายการ การทำงานลักษณะนี้จะช่วยให้รัฐเปลี่ยนจากการรอให้ประชาชนตกเป็นผู้เสียหายแล้วจึงเริ่มตรวจสอบ ไปสู่การค้นหาสัญญาณผิดปกติได้ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม การเชื่อมข้อมูลทางการเงินจำเป็นต้องเดินควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ระบบควรเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ มีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงอย่างชัดเจน และมีมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ที่รัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
แจ้งเหตุครั้งเดียว ใช้ Case ID เดียวกัน
อีกประเด็นที่ผู้ใช้งานทั่วไปน่าจะได้รับประโยชน์โดยตรง คือการพัฒนาระบบรับแจ้งเหตุระดับชาติ ปัจจุบันผู้เสียหายจากการหลอกโอนเงินอาจต้องแจ้งเหตุซ้ำกับหลายหน่วยงาน ทั้งสายด่วน 1441 สถานีตำรวจ และธนาคาร ทำให้เสียเวลาและต้องเล่าเหตุการณ์เดิมหลายครั้ง
แนวทางใหม่จะเชื่อมข้อมูลจากช่องทางรับแจ้งเหตุต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยใช้ Case ID เดียวเป็นตัวระบุเคส เมื่อประชาชนแจ้งเหตุผ่านช่องทางหนึ่ง ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที เจ้าหน้าที่จึงเห็นสถานะของคดีชุดเดียวกันและติดตามการดำเนินงานต่อได้ง่ายขึ้น
สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือควรเก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นสลิปโอนเงิน ชื่อบัญชี เบอร์โทรศัพท์ ลิงก์เว็บไซต์ ข้อความสนทนา และเวลาที่เกิดเหตุ เพราะรายละเอียดเหล่านี้อาจช่วยให้เจ้าหน้าที่ไล่เส้นทางเงินและระงับธุรกรรมได้เร็วขึ้น
ยกระดับ KYC และ EDD ครอบคลุมทุกช่องทางการเงิน
โครงการนี้ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับกระบวนการรู้จักลูกค้า หรือ KYC รวมถึงการตรวจสอบลูกค้าเชิงลึก หรือ EDD ให้มีมาตรฐานสอดคล้องกันทั้งธนาคาร ตลาดทุน และแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล การตรวจสอบจะไม่ได้ดูเพียงชื่อหรือบัตรประชาชน แต่จะพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ อาชีพ รูปแบบการโอน และพฤติกรรมการใช้บริการทางการเงิน
หลักคิดสำคัญคือการติดตามเส้นทางเงินมากกว่าการมองเฉพาะบัญชีปลายทาง เพราะมิจฉาชีพอาจใช้บัญชีม้า นอมินี หรือเปลี่ยนเงินสดให้เป็นสินทรัพย์ประเภทอื่นเพื่อทำให้ตรวจสอบได้ยากขึ้น การใช้ข้อมูลร่วมกันจะช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นความเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางได้ชัดเจนกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน การตรวจสอบต้องไม่สร้างผลกระทบกับผู้สุจริตเกินความจำเป็น หากบัญชีถูกระงับจากระบบคัดกรอง เจ้าของบัญชีควรสามารถนำเอกสารยืนยันที่มาของเงินไปชี้แจง และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อขอปลดการระงับได้อย่างโปร่งใสและรวดเร็ว
จับตาทองคำและสินทรัพย์ที่ใช้ซ่อนเส้นทางเงิน
นอกจากบัญชีธนาคารและสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ทองคำก็เป็นอีกช่องทางที่ภาครัฐจับตา เพราะสามารถเปลี่ยนรูปมูลค่าและเคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือการซื้อในปริมาณที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมทางการเงินของลูกค้า
ธนาคารและผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องยกระดับการประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมประเภทนี้ หากพบรูปแบบการซื้อขายที่ผิดปกติ ควรมีระบบแจ้งเตือนและส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อ การทำงานเชื่อมโยงกันจะช่วยปิดช่องว่างที่มิจฉาชีพใช้เปลี่ยนเงินผิดกฎหมายให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ติดตามได้ยาก
ความเห็นต่อแนวโน้ม Connect the Dots
มุมมองที่น่าสนใจคือ Connect the Dots ไม่ควรเป็นเพียงโครงการไอทีหรือการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ แต่ต้องเป็นการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การตรวจจับความเสี่ยง การแลกเปลี่ยนข้อมูล ไปจนถึงการเยียวยาผู้เสียหาย หากทำได้จริง ประชาชนจะไม่ต้องรับภาระในการประสานงานระหว่างหน่วยงานด้วยตัวเองมากเหมือนที่ผ่านมา
ในระยะยาว ระบบลักษณะนี้อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อบริการการเงินดิจิทัล และทำให้ไทยรับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ทันกับรูปแบบการหลอกลวงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการเชื่อมระบบ คุณภาพของข้อมูล และการรักษาสิทธิของผู้บริสุทธิ์อย่างสมดุล ดังนั้น ภายในกรอบเวลา 30 วัน สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่แค่การประกาศแผน แต่คือการเห็นรายละเอียดว่าระบบจะทำงานร่วมกันจริงอย่างไร
คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งาน: หากพบความผิดปกติจากการโอนเงิน ควรติดต่อธนาคารและแจ้งเหตุผ่านช่องทางทางการทันที อย่าลบหลักฐาน และอย่าโอนเงินเพิ่มเพื่อหวังถอนเงินคืน เพราะความรวดเร็วในการแจ้งเหตุอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหยุดเส้นทางเงินได้
