เมื่อการซื้อรถใหม่ กลายเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อม

ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างแพร่พันธุ์ความแพง หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าการถอยรถป้ายแดงออกจากโชว์รูมไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปครับ เมื่อการซื้อรถใหม่ กลายเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อม สำหรับคนอเมริกันส่วนใหญ่ไปเสียแล้ว เพราะเทรนด์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าการเป็นเจ้าของรถใหม่กลายเป็นเรื่องของผู้ที่มีฐานะร่ำรวยเท่านั้น

เมื่อการซื้อรถใหม่ กลายเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อม

รายงานจาก Wall Street Journal ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ใหม่ในสหรัฐฯ ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยตัวเลขผู้ซื้อรถใหม่หายไปกว่า 1 ล้านคน ทั้งที่ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเราน่าจะยังไม่เห็นตัวเลขยอดขายกลับไปสู่จุดสูงสุดเหมือนช่วงก่อนปี 2020 จนกว่าจะถึงปี 2030 เลยทีเดียว

ทำไมการซื้อรถถึงกลายเป็นเรื่องยาก

เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเพราะค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง Ford, GM และ Toyota เปลี่ยนกลยุทธ์ไปเน้นกำไรมหาศาลจากรถหรูและรถกระบะคันใหญ่ แทนที่จะทำรถราคาประหยัดเหมือนสมัยก่อน นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไม เมื่อการซื้อรถใหม่ กลายเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อม ของชนชั้นกลาง:

  • ราคาพุ่งสูงขึ้น: รถราคาต่ำกว่า 2 หมื่นเหรียญแทบไม่มีให้เห็นอีกต่อไป
  • เน้นกำไรมากกว่าปริมาณ: ค่ายรถหันไปผลิตรถหรูที่ทำกำไรต่อคันได้มากกว่า
  • กำลังซื้อถดถอย: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากนี้ ค่ายรถยังเลิกผลิตรถซีดานราคาเข้าถึงง่ายไปเกือบหมด เพราะมองว่าไม่คุ้มทุน ทำให้ผู้บริโภคที่ต้องการรถในราคาที่เหมาะสมต้องหันไปพึ่งพารถมือสองหรือจำใจใช้รถคันเดิมต่อไปนานขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับค่าเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในแง่ของเศรษฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่สะท้อนให้เห็นภาพรวมของเศรษฐกิจที่การใช้จ่ายหลักๆ มาจากกลุ่มคนรวยเท่านั้น หากคุณกำลังวางแผนซื้อรถในอนาคต ข้อมูลนี้คงเป็นเครื่องเตือนใจให้เราต้องวางแผนการเงินอย่างรัดกุมกว่าที่เคยเป็นมาครับ

ที่มา – As 1 Million New Car Buyers Vanish From U.S. Economy, a New Car Increasingly Becomes a Distant Dream

Tags:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *