“เมืองน่าอยู่ต้องไม่กวาดล้างคนจน” ทางออกคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพของพี่น้องคนไร้บ้านตามมุมเมืองต่างๆ ในกรุงเทพมหานครกันมาบ้างนะครับ ประเด็นนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมถกเถียงกันมานาน ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อสมาพันธ์คนไร้บ้านไทยและเครือข่ายสลัม 4 ภาค ออกมาเคลื่อนไหวภายใต้แคมเปญ “เมืองน่าอยู่ต้องไม่กวาดล้างคนจน” เพื่อคัดค้านวิธีการที่มองว่าเป็นการไล่ต้อนและกดดันคนไร้บ้านในพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ครับ

“เมืองน่าอยู่ต้องไม่กวาดล้างคนจน” โจทย์ท้าทายของ กทม.

เหตุผลหลักที่เครือข่ายฯ ออกมาเรียกร้องในครั้งนี้ เพราะการจัดการปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ เช่น การใช้เทศกิจหรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้ากดดันให้คนไร้บ้านย้ายออกจากพื้นที่สาธารณะ หรือบีบให้เข้าสถานสงเคราะห์นั้น ถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เครือข่ายฯ ย้ำว่าความยากจนไม่ใช่ความผิดหรืออาชญากรรม แต่เป็นผลพวงจากความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการกวาดล้างจึงไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน

ข้อเรียกร้องที่เครือข่ายฯ ยื่นต่อ กทม. มีความชัดเจนมากครับ คือ 1. ขอให้ยุติการกวาดจับและข่มขู่ทันที 2. ขอให้รัฐเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิต และ 3. ต้องมีการลงทุนในระบบที่อยู่อาศัยทางเลือก รวมถึงศูนย์ตั้งหลักที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของพวกเขา เพราะสิ่งสำคัญที่คนไร้บ้านต้องการไม่ใช่แค่ที่นอน แต่คือโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงานและความเป็นอยู่ที่มีศักดิ์ศรีครับ

มุมมองจากรองผู้ว่าฯ ศานนท์ กับการหาทางออกที่ยั่งยืน

ในฝั่งของ กทม. คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาเคลียร์ใจและยืนยันว่า กทม. ไม่มีนโยบายคุกคามใครแน่นอน ทุกอย่างดำเนินการภายใต้กฎหมายและเน้นไปที่การดูแลสุขอนามัย โดยเฉพาะการจัดระเบียบจุดแจกอาหารที่อาจก่อให้เกิดปัญหาความสะอาดในที่สาธารณะ โดย กทม. พยายามผลักดันให้การแจกของเป็นไปอย่างเป็นระบบมากขึ้น เช่น ที่ “บ้านอิ่มใจ” เพื่อให้ทั้งผู้ให้และผู้รับได้รับความสะดวกและถูกสุขลักษณะ

นอกจากนี้ กทม. ยังมีแนวคิดเชิงรุกเตรียมตั้งคณะทำงานร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน แพทย์ สาธารณสุข และกระทรวง พม. เพื่อนำทุกปัญหามาวางแผนแก้ไขร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ เพราะการเปลี่ยนผ่านจากการ “กวาดล้าง” ไปสู่การ “ตั้งหลัก” ต้องใช้ความเข้าใจและการร่วมมือของทุกภาคส่วนจริงๆ

ในมุมมองของผม แนวโน้มการพัฒนาเมืองในยุคใหม่ไม่ใช่แค่การทำให้เมืองสวยงามแต่เปลือกนอก แต่หมายถึงการสร้างเมืองที่ “ใจดี” กับทุกคน ไม่ว่าใครจะมีสถานะทางเศรษฐกิจอย่างไร การที่ภาครัฐหันมาเปิดกว้างรับฟังข้อเรียกร้องภายใต้แนวคิด “เมืองน่าอยู่ต้องไม่กวาดล้างคนจน” จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนจริงๆ ไม่ใช่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากรัฐและภาคประชาสังคมทำงานร่วมกันได้สำเร็จ นี่จะเป็นต้นแบบการจัดการปัญหาคนไร้บ้านที่ยั่งยืนที่สุดครับ

ที่มา – “เมืองน่าอยู่ต้องไม่กวาดล้างคนจน” เครือข่ายสลัม 4 ภาคจี้ กทม. หยุดกวาดต้อนคนไร้บ้าน ด้าน ‘ศานนท์’ ยืนยันไร้คุกคาม จ่อตั้งคณะทำงานสางปัญหา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *