เบน แอฟเฟล็กยังคงเศร้ากับ Justice League
เบน แอฟเฟล็กยังคงเศร้ากับ Justice League หลังจากภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยากที่สุดในเส้นทางอาชีพของเขา แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีและแฟน ๆ จะได้ชม Snyder Cut ในปี 2021 แล้วก็ตาม นักแสดงผู้รับบทแบทแมนยังมองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลานั้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและผิดหวังอย่างชัดเจน
จักรวาล DC ในช่วงปี 2017 ต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ตั้งแต่การเปลี่ยนตัวผู้กำกับ ความคาดหวังจากแฟนหนัง ไปจนถึงความขัดแย้งระหว่างสตูดิโอกับทีมสร้างสรรค์ ภาพยนตร์ Justice League จึงไม่ได้เป็นเพียงหนังรวมฮีโร่ที่ผู้ชมรอคอย แต่ยังเป็นผลงานที่มีเบื้องหลังซับซ้อนและเต็มไปด้วยแรงกดดัน
เบน แอฟเฟล็กยังคงเศร้ากับ Justice League
ในบทสัมภาษณ์กับพอดแคสต์ Happy Sad Confused ของ Josh Horowitz เบน แอฟเฟล็กเปิดใจว่า ประสบการณ์จากการทำ Justice League เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมากสำหรับเขา สาเหตุไม่ได้มีเพียงเรื่องการทำงานในกองถ่าย แต่ยังเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ส่วนตัวและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิตภาพยนตร์ด้วย
เดิมทีภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Zack Snyder แต่เขาตัดสินใจถอนตัวหลังจากลูกสาวเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ต่อมา Joss Whedon เข้ามารับหน้าที่กำกับการถ่ายทำเพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนเนื้อหาหลายส่วน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับทิศทางของหนัง รวมถึงวิธีที่สตูดิโอจัดการกับผู้กำกับและนักแสดง
เหตุผลที่ Justice League กลายเป็นจุดตกต่ำในอาชีพ
แอฟเฟล็กมองว่าการที่สตูดิโอกับผู้กำกับมีความเห็นไม่ตรงกัน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์ประสบปัญหา เขาอธิบายว่าการสร้างหนังขนาดใหญ่โดยที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่เดินไปในทิศทางเดียวกัน ย่อมนำไปสู่ความสับสนทั้งในด้านเนื้อเรื่อง โทนของภาพยนตร์ และการทำงานของทีมงาน
นักแสดงยังกล่าวถึงการถ่ายทำเพิ่มเติมภายใต้ Whedon โดยเรียกช่วงเวลานั้นว่าเป็นจุดตกต่ำที่สุดในอาชีพของตนเอง เขารู้สึกว่าบรรยากาศในกองถ่ายไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น และได้ยินประสบการณ์ที่น่ากังวลจากนักแสดงร่วมอย่าง Ray Fisher และ Gal Gadot สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพเบื้องหลังของ Justice League ดูหนักหนากว่าที่ผู้ชมเห็นบนจอ
- การเปลี่ยนผู้กำกับทำให้ทิศทางของหนังไม่ต่อเนื่อง
- การถ่ายซ่อมส่งผลต่อเนื้อเรื่องและโทนโดยรวม
- ความขัดแย้งระหว่างสตูดิโอกับทีมสร้างทำให้บรรยากาศการทำงานตึงเครียด
- นักแสดงหลายคนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันระหว่างการผลิต
ความรู้สึกต่อ Snyder Cut และมุมมองของเบน แอฟเฟล็ก
เมื่อ Zack Snyder’s Justice League ออกฉายทาง HBO Max ในปี 2021 แอฟเฟล็กบอกว่าเขารู้สึกดีใจกับ Snyder แม้ตัวเขาเองจะยังมีความทรงจำด้านลบเกี่ยวกับการสร้างหนังต้นฉบับก็ตาม Snyder Cut เปิดโอกาสให้แฟน ๆ ได้เห็นวิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่ถูกตัดทอนออกไป และกลายเป็นหนึ่งในกรณีที่โดดเด่นที่สุดของพลังจากชุมชนแฟนภาพยนตร์
กระแสเรียกร้องให้ปล่อย Snyder Cut เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แฟน ๆ เชื่อว่าฉบับดังกล่าวจะช่วยเติมเต็มเนื้อเรื่องและอารมณ์ที่ขาดหายไปจากฉบับปี 2017 แม้การเปิดตัวฉบับใหม่จะช่วยคลี่คลายความสงสัยบางส่วน แต่ก็ไม่สามารถลบประสบการณ์ที่นักแสดงและทีมงานต้องเผชิญในช่วงการผลิตได้ทั้งหมด
ชื่อเล่น “Sadfleck” ซึ่งเกิดจากภาพของแอฟเฟล็กที่ดูเศร้าและเหนื่อยล้าระหว่างการให้สัมภาษณ์ จึงกลายเป็นมีมที่สะท้อนความรู้สึกของแฟน ๆ ต่อช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังภาพลักษณ์ดังกล่าวยังมีเรื่องราวส่วนตัวและแรงกดดันจากการเป็นหนึ่งในนักแสดงนำของแฟรนไชส์ขนาดใหญ่
บทเรียนจากการทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ขนาดใหญ่
เรื่องราวของ เบน แอฟเฟล็กยังคงเศร้ากับ Justice League สะท้อนให้เห็นว่า หนังฟอร์มยักษ์ไม่ได้พึ่งพาเพียงงบประมาณ นักแสดงชื่อดัง หรือเทคนิคพิเศษเท่านั้น แต่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างผู้กำกับ สตูดิโอ และทีมงาน หากแต่ละฝ่ายมีเป้าหมายต่างกัน ผลลัพธ์อาจเต็มไปด้วยปัญหา แม้ทุกคนจะตั้งใจสร้างผลงานที่ดี
แอฟเฟล็กยังเล่าว่าเขาเคยถูกทาบทามให้กำกับภาพยนตร์ Star Wars ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการสร้าง The Force Awakens แต่ตัดสินใจปฏิเสธ เพราะมองว่ามีคนอื่นที่เหมาะสมกว่าและมีความหลงใหลกับแฟรนไชส์มากกว่า การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการทำงานที่สามารถภาคภูมิใจได้ มากกว่าการรับโอกาสใหญ่เพียงเพราะชื่อเสียงของโครงการ
มุมมองดังกล่าวน่าสนใจสำหรับผู้ชม เพราะสะท้อนความซื่อสัตย์ของแอฟเฟล็กในฐานะผู้กำกับและนักแสดง เขาเข้าใจว่าการสร้างภาพยนตร์ระดับตำนานต้องใช้ทั้งความรู้ ความเชื่อมั่น และความผูกพันกับเนื้อหา หากไม่รู้สึกว่าตนเองสามารถนำเสนอผลงานได้ดีที่สุด การปฏิเสธอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการรับงานแล้วสร้างความผิดหวังให้กับทั้งตัวเองและแฟน ๆ
ท้ายที่สุด Justice League ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่มีทั้งความสำเร็จ ความขัดแย้ง และบทเรียนสำคัญ แม้แฟน ๆ จะจดจำภาพของเหล่าฮีโร่บนจอ แต่เบื้องหลังยังเตือนให้วงการภาพยนตร์เห็นความสำคัญของการสื่อสารและการเคารพทีมสร้าง หากคุณเคยดูทั้งฉบับปี 2017 และ Snyder Cut ลองเปรียบเทียบความแตกต่าง แล้วพิจารณาด้วยตัวเองว่าฉบับใดถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของเรื่องได้ชัดเจนกว่า
ที่มา – Ben Affleck Is Still Sadfleck About ‘Justice League’
