เจสซี ไอเซนเบิร์กหันกำกับหนังหนีเสียงวิจารณ์

เมื่อพูดถึงภาพยนตร์ Batman v Superman: Dawn of Justice หลายคนอาจนึกถึงฉากการปะทะกันของสองฮีโร่ชื่อดัง แต่สำหรับแฟนหนังจำนวนไม่น้อย สิ่งที่จำได้ชัดกลับเป็นรายละเอียดประหลาดและบรรยากาศอึดอัดของเรื่อง โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่ม “Granny’s peach tea” ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของหนัง

เจสซี ไอเซนเบิร์ก ผู้รับบทเป็นเล็กซ์ ลูเธอร์ ไม่ได้ปรากฏตัวอยู่ในฉากดังกล่าว และเขาก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเขียนบท อย่างไรก็ตาม ตัวละครของเขาถูกมองว่าเป็นการตีความวายร้ายที่มีความคล้ายคลึงกับโจ๊กเกอร์ในแบบที่หลายคนไม่ชื่นชอบ การแสดงที่เต็มไปด้วยพลัง ความประหลาด และความกดดัน ทำให้บทบาทนี้กลายเป็นความทรงจำที่ซับซ้อนสำหรับนักแสดงหนุ่ม

เจสซี ไอเซนเบิร์กหันกำกับหนังหนีเสียงวิจารณ์

หลังจาก Batman v Superman ออกฉาย เจสซี ไอเซนเบิร์กต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์จำนวนมาก แม้เขาจะไม่ได้เป็นผู้กำหนดทิศทางทั้งหมดของภาพยนตร์ก็ตาม ผลตอบรับดังกล่าวมีส่วนทำให้เขาได้รับรางวัล Razzie ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดแย่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ตรงข้ามอย่างมากกับการที่เขาเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก The Social Network

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาต้องกลับมาทบทวนเส้นทางอาชีพของตัวเอง เขาเคยเปิดเผยว่าความกลัวมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจ เพราะหลังจากได้รับผลตอบรับเชิงลบ เขารู้สึกว่าโอกาสในการรับบทในหนังสตูดิโอขนาดใหญ่อาจลดลง อุตสาหกรรมภาพยนตร์อาจกำลังบอกเขาอย่างชัดเจนว่า ผู้ชมและผู้สร้างต้องการเห็นเขาในบทบาทแบบใด

เจสซี ไอเซนเบิร์กหันกำกับหนังหนีเสียงวิจารณ์ และค้นหาเสียงของตัวเอง

แทนที่จะปล่อยให้คำวิจารณ์กำหนดอนาคตทั้งหมด เจสซีเลือกใช้ประสบการณ์นั้นเป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปอยู่หลังกล้อง การเป็นผู้กำกับเปิดโอกาสให้เขาควบคุมโทนเรื่อง จังหวะการเล่า และรายละเอียดของตัวละครได้มากขึ้น เขายังคงทำงานแสดงอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มให้ความสำคัญกับการเขียนบทและการกำกับมากกว่าเดิม

เส้นทางใหม่นี้สะท้อนให้เห็นว่า นักแสดงไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับภาพจำจากบทบาทใดบทบาทหนึ่ง แม้การรับบทเล็กซ์ ลูเธอร์จะสร้างเสียงถกเถียงอย่างหนัก แต่ก็ทำให้เขามองเห็นข้อจำกัดและความคาดหวังของวงการภาพยนตร์ได้ชัดเจนขึ้น การเปลี่ยนมาทำงานเบื้องหลังจึงไม่ใช่เพียงการหลีกหนีจากความล้มเหลว แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้เขาเล่าเรื่องในแบบที่เป็นตัวเองมากกว่า

จากบทบาทเล็กซ์ ลูเธอร์สู่ผู้กำกับที่น่าจับตา

ความพยายามของไอเซนเบิร์กเริ่มเห็นผลอย่างเด่นชัดจากภาพยนตร์ A Real Pain ผลงานที่เขาเขียนบทและกำกับเอง เรื่องราวของภาพยนตร์ได้รับคำชมจากหลายฝ่าย และทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาบทภาพยนตร์ ขณะเดียวกัน คีแรน คัลคิน นักแสดงร่วมก็สามารถคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายไปครองได้สำเร็จ

ความสำเร็จของ A Real Pain แสดงให้เห็นว่า เจสซีไม่ได้มองการกำกับเป็นเพียงทางเลือกสำรองหลังจากเจอกระแสต่อต้าน แต่เขามีความเข้าใจในการสร้างตัวละครและการเล่าเรื่องที่ละเอียดอ่อน งานของเขามักผสมผสานอารมณ์ขัน ความเจ็บปวด และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เข้าด้วยกัน ทำให้ภาพยนตร์มีความเป็นส่วนตัวและแตกต่างจากงานบล็อกบัสเตอร์ที่เคยสร้างชื่อให้เขา

ผลงานกำกับเรื่องต่อไปของเจสซี ไอเซนเบิร์ก

ผลงานถัดไปของเขาคือ The Debut ภาพยนตร์แนวมิวสิคัลคอมเมดี้ที่ไอเซนเบิร์กเขียนบทและกำกับเองเช่นกัน หนังได้สองนักแสดงมากฝีมืออย่างจูเลียนน์ มัวร์และพอล จิอาแมตติมาร่วมแสดง และมีกำหนดเข้าฉายในเดือนธันวาคม การเลือกทำหนังแนวคอมเมดี้ที่มีองค์ประกอบของดนตรี แสดงให้เห็นว่าเขายังคงทดลองกับรูปแบบใหม่ ๆ และไม่ต้องการจำกัดตัวเองไว้กับภาพลักษณ์เดิม

เรื่องราวของเจสซีเป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ทุกคน คำวิจารณ์อาจทำให้เสียความมั่นใจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ช่วยให้เราเห็นว่าควรปรับทิศทางอย่างไร การที่ เจสซี ไอเซนเบิร์กหันกำกับหนังหนีเสียงวิจารณ์ ไม่ได้หมายความว่าเขายอมแพ้ต่อวงการ หากแต่เป็นการเลือกเส้นทางที่เปิดโอกาสให้เขามีอิสระทางความคิดมากขึ้น

  • เขายังคงทำงานแสดง แม้จะเคยได้รับเสียงวิจารณ์รุนแรง
  • เขาใช้การเขียนบทและกำกับเพื่อควบคุมการเล่าเรื่องด้วยตัวเอง
  • A Real Pain ช่วยยืนยันศักยภาพของเขาในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์
  • The Debut อาจเป็นอีกก้าวสำคัญของเขาในแนวมิวสิคัลคอมเมดี้

ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนเส้นทางของเขาอาจเป็นเครื่องยืนยันว่า ความล้มเหลวครั้งหนึ่งไม่ได้กำหนดคุณค่าของศิลปินตลอดไป สำหรับผู้ชม การติดตามผลงานใหม่ของเขาจึงน่าสนใจไม่น้อย เพราะเราอาจได้เห็นเจสซี ไอเซนเบิร์กในเวอร์ชันที่ไม่ต้องอยู่ใต้เงาของเล็กซ์ ลูเธอร์อีกต่อไป หากคุณชื่นชอบเรื่องราวการกลับมาพิสูจน์ตัวเองของคนในวงการบันเทิง ผลงานกำกับเรื่องต่อไปของเขาคือสิ่งที่ควรจับตามอง

ที่มา – Jesse Eisenberg Turned to Directing to Escape ‘Batman v Superman’ Backlash

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *