เครื่องมือ AI ที่สภาสหรัฐฯ โปรดปรานที่สุดคืออะไร
เครื่องมือ AI ที่สภาสหรัฐฯ โปรดปรานที่สุดคืออะไร
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วน แม้แต่ในรัฐสภาสหรัฐฯ ก็ไม่เว้น ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า เครื่องมือ AI ที่สภาสหรัฐฯ โปรดปรานที่สุดคืออะไร และกลายเป็นคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ChatGPT จาก OpenAI คือผู้ชนะตัวจริงในสมรภูมิการใช้งบประมาณด้าน AI ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย CNBC พบว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 31 มีนาคม ChatGPT ครองส่วนแบ่งการใช้จ่ายของสภาผู้แทนราษฎรไปเกือบ 9 ใน 10 ของงบประมาณทั้งหมดที่ระบุชื่อผู้ให้บริการ AI ได้อย่างชัดเจน โดยมียอดรวมการใช้จ่ายที่ตรวจสอบได้ถึง 113,740 ดอลลาร์ ซึ่ง ChatGPT เพียงเจ้าเดียวก็กวาดไปถึง 100,580 ดอลลาร์ ผ่านการทำธุรกรรมกว่า 798 รายการ ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Claude จาก Anthropic ตามมาเป็นอันดับสองด้วยยอดเพียง 13,160 ดอลลาร์เท่านั้น
ทำไม ChatGPT ถึงครองใจเหล่านักการเมืองและทีมงาน?
เหตุผลหลักที่ทำให้ ChatGPT กลายเป็น เครื่องมือ AI ที่สภาสหรัฐฯ โปรดปรานที่สุดคืออะไร คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่การเข้าถึงที่รวดเร็วและเป็นระบบ โดยสภาผู้แทนราษฎรได้มีการจัดตั้งกลุ่มทำงานด้าน AI ตั้งแต่ปี 2023 พร้อมแจกจ่ายใบอนุญาต ChatGPT Plus ให้แก่ทีมงานทั้งสองพรรค นอกจากนี้ทีมงานยังใช้งานเครื่องมือนี้ในหลากหลายด้าน เช่น:
- สรุปเนื้อหากฎหมายที่ซับซ้อน
- ร่างเอกสารบันทึกและจดหมายโต้ตอบ
- เตรียมเนื้อหาสำหรับการประชุมและรับฟังความคิดเห็น
- จัดทำฐานข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอของประชาชน
แม้จะมีกระแสการใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่ประเด็นเรื่องความปลอดภัยก็ยังคงเป็นที่ถกเถียง สมาชิกสภาฯ อย่าง Ted Lieu และ Nathaniel Moran ได้เสนอโครงการ “AI Kill Switch Act” เพื่อควบคุมระบบ AI ที่ทรงพลังในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะเป็น เครื่องมือ AI ที่สภาสหรัฐฯ โปรดปรานที่สุดคืออะไร แต่ความกังวลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยก็ยังคงต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าประหลาดใจคือข้อมูลระบุว่า สำนักงานของสมาชิกพรรคเดโมแครตมีการใช้จ่ายเงินไปกับเครื่องมือ AI เหล่านี้มากกว่าฝั่งรีพับลิกันค่อนข้างมาก ทั้งที่พรรคเดโมแครตเองมักเป็นกลุ่มที่เรียกร้องให้มีการกำกับดูแลบริษัท AI อย่างเข้มงวดที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าในโลกของการทำงานจริง เทคโนโลยี AI ได้กลายเป็นเครื่องทุ่นแรงที่ขาดไม่ได้สำหรับคนทำงานในสภาไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ตาม
ในมุมมองของผู้เขียน การที่หน่วยงานรัฐระดับสูงเลือกใช้ ChatGPT มากเป็นอันดับต้นๆ พิสูจน์ให้เห็นว่าประสิทธิภาพของ AI นั้นก้าวข้ามผ่านอคติทางการเมืองไปสู่ความจำเป็นในการเพิ่มผลิตภาพการทำงาน อย่างไรก็ตาม เราต้องจับตามองต่อไปว่าการกำกับดูแล AI ในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อผู้ที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้คือผู้ที่จะต้องออกกฎหมายควบคุมพวกมันเอง
