เกษตรกรรมยุคกลางปูทางสึนามิทะเลสาบอิตาลีเกิดซ้ำได้

คำว่า “สึนามิ” มักทำให้เรานึกถึงคลื่นยักษ์จากมหาสมุทร แต่ความจริงแล้วทะเลสาบขนาดใหญ่ก็สามารถเกิดคลื่นสึนามิได้เช่นกัน กรณีศึกษาที่ทะเลสาบอิเซโอทางตอนเหนือของอิตาลีเผยให้เห็นว่า การทำเกษตรกรรมและการใช้ที่ดินของมนุษย์ในอดีตอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงในอนาคต งานวิจัยชิ้นนี้จึงไม่ได้พูดถึงเพียงเหตุการณ์โบราณ แต่ยังเป็นคำเตือนสำหรับเมืองและชุมชนที่ตั้งอยู่รอบทะเลสาบทั่วโลก

เกษตรกรรมยุคกลางปูทางสึนามิทะเลสาบอิตาลีเกิดซ้ำได้ เพราะกิจกรรมของมนุษย์ทำให้ตะกอนจำนวนมากไหลลงสู่ทะเลสาบ เมื่อเวลาผ่านไป ตะกอนเหล่านี้สะสมบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอจลิโอ จนโครงสร้างใต้น้ำมีความลาดชันและไม่มั่นคง หากเกิดแผ่นดินไหว แรงสั่นสะเทือนอาจทำให้มวลดินขนาดใหญ่ถล่มลงไปในแอ่งลึกของทะเลสาบ และผลักน้ำให้กลายเป็นคลื่นขนาดมหึมา

เกษตรกรรมยุคกลางปูทางสึนามิทะเลสาบอิตาลีเกิดซ้ำได้อย่างไร

ทะเลสาบอิเซโอเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ทำเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ยุคโรมัน การถางป่า ไถพรวนดิน และการใช้พื้นที่บนเนินเขาทำให้หน้าดินถูกกัดเซาะง่ายขึ้น นักวิทยาศาสตร์พบว่า ปริมาณตะกอนที่ไหลลงทะเลสาบเพิ่มขึ้นประมาณสามเท่าเมื่อเทียบกับสภาพธรรมชาติเดิม ตะกอนเหล่านี้ไม่ได้หายไป แต่สะสมต่อเนื่องบริเวณปากแม่น้ำและเปลี่ยนรูปร่างแนวชายฝั่ง

ดินดอนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมีส่วนใต้น้ำที่ลาดชันและรับน้ำหนักมากเกินไป นักวิจัยระบุว่าโครงสร้างลักษณะนี้เคยถล่มมาแล้วครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 6 จากนั้นตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี การกัดเซาะจากกิจกรรมของมนุษย์ก็เติมตะกอนกลับเข้าไปอีกครั้ง จึงทำให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นจุดเปราะบางที่พร้อมจะพังทลายเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนรุนแรง

เหตุการณ์สึนามิในปี 1117 และ 1222

หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีบันทึกว่า ภูมิภาครอบทะเลสาบอิเซโอเผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1117 และ 1222 นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ประเมินว่าแผ่นดินไหวทั้งสองครั้งมีความรุนแรงประมาณ 6.5 และ 6.0 ตามลำดับ เอกสารโบราณชิ้นหนึ่งเล่าว่า ในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1117 น้ำในทะเลสาบเพิ่มระดับขึ้นอย่างมาก จนผู้คนในหมู่บ้านใกล้เคียงจำนวนไม่น้อยไม่สามารถหนีได้ทัน

ทีมวิจัยใช้แกนตะกอนจากก้นทะเลสาบ การสำรวจคลื่นไหวสะเทือน และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อคำนวณว่าดินถล่มเคลื่อนตัวไปมากเพียงใด รวมถึงตรวจสอบว่าคลื่นที่เกิดขึ้นเดินทางไปถึงชายฝั่งและพื้นที่ชุมชนอย่างไร ผลการจำลองพบว่า เหตุการณ์ในปี 1117 อาจสร้างคลื่นยาวราว 5.5 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่าความลึกสูงสุดของทะเลสาบประมาณ 22 เท่า

คลื่นดังกล่าวอาจเดินทางถึงพื้นที่ชายฝั่งใกล้ดินดอนปากแม่น้ำภายในเวลาเพียงหนึ่งนาที และทำให้น้ำท่วมพื้นที่ราบริมแม่น้ำโอจลิโอไกลเข้าไปในแผ่นดินประมาณ 2.7 กิโลเมตร ส่วนที่เมืองอิเซโอ ระดับน้ำอาจเพิ่มขึ้นราว 5.5 เมตรภายในเวลา 6-7 นาทีหลังดินถล่ม ขณะที่เหตุการณ์ในปี 1222 ซึ่งเกิดจากการถล่มขนาดเล็กกว่า ก็อาจสร้างคลื่นสูงประมาณ 13 เมตร หรือเทียบได้กับอาคารหลายชั้น

บทเรียนจากอดีตที่ยังสำคัญในปัจจุบัน

หลังปี 1222 แรงกดดันต่อพื้นที่อาจลดลงชั่วคราวจากการระบาดของกาฬโรค แต่ตั้งแต่ปี 1661 เป็นต้นมา การใช้ที่ดินและการกัดเซาะกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แม้เวลาจะผ่านมาหลายศตวรรษ ดินดอนใต้น้ำก็ยังอาจมีความไม่มั่นคงและเสี่ยงต่อการถล่มหากเกิดแผ่นดินไหว นักวิจัยจึงมองว่า ผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ไม่ได้จบลงทันทีเมื่อหยุดการทำงานในพื้นที่ แต่สามารถทิ้ง “มรดกทางธรณีวิทยา” ที่ส่งต่อความเสี่ยงไปยังคนรุ่นหลัง

เกษตรกรรมยุคกลางปูทางสึนามิทะเลสาบอิตาลีเกิดซ้ำได้ ไม่ได้หมายความว่าทะเลสาบอิเซโอจะต้องเกิดภัยพิบัติขึ้นในเร็ววัน หรือผู้คนควรอพยพออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งนี้ทันที แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า การประเมินความเสี่ยงต้องมองทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ และการเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์ควบคู่กัน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะรอยเลื่อนแผ่นดินไหวเท่านั้น

ปรากฏการณ์คล้ายกันเคยมีรายงานในทะเลสาบของสวิตเซอร์แลนด์ อะแลสกา และนิวซีแลนด์ จึงเป็นไปได้ว่ากลไกนี้เกิดขึ้นได้ในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะทะเลสาบที่มีชุมชนหนาแน่น มีดินดอนปากแม่น้ำขนาดใหญ่ หรือมีการทำเกษตรกรรมบนพื้นที่ลาดชันมาเป็นเวลานาน

  • ตรวจสอบปริมาณตะกอนที่สะสมบริเวณดินดอนใต้น้ำ
  • ศึกษาประวัติแผ่นดินไหวและดินถล่มในพื้นที่อย่างละเอียด
  • จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงและเส้นทางอพยพสำหรับชุมชนริมทะเลสาบ
  • ติดตามการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งและความมั่นคงของลาดตะกอนอย่างต่อเนื่อง
  • ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสัญญาณเตือนภัยและการรับมือคลื่นน้ำผิดปกติ

บทเรียนสำคัญจากทะเลสาบอิเซโอคือ ธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์เชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด การทำเกษตรกรรมในวันนี้อาจส่งผลต่อความมั่นคงของพื้นที่ในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า ดังนั้น หน่วยงานท้องถิ่นควรอ่านประวัติของทะเลสาบควบคู่กับข้อมูลทางธรณีวิทยา เพื่อวางแผนเมืองและระบบเตือนภัยให้รอบคอบ หากเรารู้ว่าตะกอนสะสมอยู่ที่ไหน สะสมมานานเพียงใด และมีความเสี่ยงต่อการถล่มมากแค่ไหน เราก็มีโอกาสลดความสูญเสียได้ก่อนที่คลื่นลูกใหญ่จะมาถึง

คุณคิดว่าชุมชนริมทะเลสาบควรเตรียมแผนรับมือภัยสึนามิจากดินถล่มอย่างไรบ้าง การตระหนักรู้และการวางแผนตั้งแต่วันนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปกป้องผู้คนในอนาคต

ที่มา – Medieval Farming Set the Stage for Deadly Lake Tsunamis in Italy. It Could Happen Again

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *