อว. ผนึกเกษตรฯ ดันโมเดล ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ ดึงเอกชนรับซื้อวัสดุการเกษตร 30 ล้านบาทต่อปี หวังแก้ปม PM2.5 ยั่งยืน
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมอยากหยิบยกประเด็นสำคัญที่กระทบต่อชีวิตคนไทยอย่างเรื่องฝุ่น PM2.5 มาเล่าให้ฟังกันครับ เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นในภาคเหนือ แต่ล่าสุดดูเหมือนเรากำลังเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วครับ เมื่อกระทรวง อว. และกระทรวงเกษตรฯ จับมือกันผลักดันโครงการที่น่าสนใจมากอย่าง อว. ผนึกเกษตรฯ ดันโมเดล ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ ดึงเอกชนรับซื้อวัสดุการเกษตร 30 ล้านบาทต่อปี หวังแก้ปม PM2.5 ยั่งยืน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นเงินในกระเป๋าเกษตรกรครับ
เจาะลึกกลยุทธ์ อว. ผนึกเกษตรฯ ดันโมเดล ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ ดึงเอกชนรับซื้อวัสดุการเกษตร 30 ล้านบาทต่อปี หวังแก้ปม PM2.5 ยั่งยืน
โครงการนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะครับ เพราะเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกับภาคเอกชนถึง 5 รายใหญ่ โดยมีข้อตกลงชัดเจนในการรับซื้อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรปริมาณกว่า 40,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งวัสดุเหล่านี้จะถูกนำไปแปรรูปเป็นสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น พลังงานชีวมวลอัดเม็ด ไบโอชาร์ (Biochar) หรือแม้แต่เยื่อสำหรับบรรจุภัณฑ์ เรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอย่างแท้จริงครับ
การทำงานของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และทีมงานเน้นการลงมือทำจริงตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤตฝุ่นในเดือนธันวาคม โดยเป้าหมายสูงสุดคือการพิสูจน์ให้เกษตรกรเห็นว่า การไม่เผาไร่เลื่อนลอยนั้นคุ้มค่ากว่ามาก เพราะเมื่อวัสดุเหล่านี้เปลี่ยนเป็นเงินได้ ความร่วมมือในระดับพื้นที่ก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่คือหัวใจของ อว. ผนึกเกษตรฯ ดันโมเดล ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ ดึงเอกชนรับซื้อวัสดุการเกษตร 30 ล้านบาทต่อปี หวังแก้ปม PM2.5 ยั่งยืน ครับ
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้และอนาคตของโมเดลนี้
จากการดำเนินงานในระยะนำร่องเพียง 4 เดือน เราเห็นตัวเลขที่น่าประทับใจคือสามารถลดการเกิดฝุ่นไปได้ถึง 270 กิโลกรัม และนำวัสดุกลับเข้าระบบได้มากกว่า 330,000 กิโลกรัม ซึ่งภาครัฐมีเป้าหมายระยะยาวภายใน 5 ปีข้างหน้า ที่จะขยายผลให้ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ โดยหวังสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิดฝุ่นสะสมได้มากกว่า 1.6 ล้านกิโลกรัมเลยทีเดียวครับ
มุมมองทิ้งท้ายสำหรับเราทุกคน: ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เอกชน และพวกเราทุกคนในฐานะผู้บริโภค การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือผลิตภัณฑ์จากชีวมวล ถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบนี้อยู่รอดได้ในระยะยาว หากเราช่วยกันอุดหนุนสินค้าเหล่านี้ได้มากเท่าไหร่ ตลาดก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น เกษตรกรก็จะมีรายได้ที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผาอีกต่อไป
ในอนาคต หากเทคโนโลยีการแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งเข้าถึงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เชื่อว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ในบ้านเราจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญแน่นอนครับ ใครที่สนใจอยากสนับสนุนโครงการแนวทางนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมให้สะอาดขึ้นด้วยกันนะครับ
