อนาคตของสงครามคือสี่คนงี่เง่าเหล่านี้ จริงหรือ?
แนวคิดเรื่อง “หุ่นยนต์สังหาร” มักทำให้ผู้คนรู้สึกกังวลมากกว่าตื่นเต้น เพราะมันสะท้อนภาพสงครามที่เครื่องจักรสามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม บทความต้นทางตั้งคำถามอย่างประชดประชันว่า อนาคตของสงครามคือสี่คนงี่เง่าเหล่านี้ จริงหรือไม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศแนวคิดจัดตั้งหน่วยบัญชาการใหม่ที่เน้นการทำสงครามอัตโนมัติและเทคโนโลยีหุ่นยนต์
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อกำลังพลที่เมืองควอนติโก รัฐเวอร์จิเนีย พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศแผนจัดตั้ง Autonomous Warfare Command หรือหน่วยบัญชาการสงครามอัตโนมัติ หน่วยงานนี้จะมีสถานะใกล้เคียงกับหน่วยบัญชาการสำคัญอย่าง STRATCOM และ Cyber Command รวมถึงมีผู้บัญชาการระดับนายพลสี่ดาวเป็นของตัวเอง
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมยังประกาศโครงการ Project Meridian ซึ่งได้รับเวลา 120 วันเพื่อศึกษาทิศทางของสงครามในอนาคต ตั้งแต่พื้นที่ใต้ดินลึกไปจนถึงบริเวณใกล้ดวงจันทร์ หรือที่เรียกว่าเขต cislunar แนวคิดดังกล่าวฟังดูยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยจินตนาการ แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่ากองทัพกำลังแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง หรือกำลังเร่งสร้างปัญหาใหม่ที่ควบคุมได้ยากกว่าเดิม
อนาคตของสงครามคือสี่คนงี่เง่าเหล่านี้
ผู้ที่ได้รับเลือกให้ร่วมกำหนดทิศทางของ Project Meridian ได้แก่ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX, พาล์มเมอร์ ลัคกีย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Anduril Industries และนิวต์ กิงกริช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อรวมกับเฮกเซธ จึงเกิดเป็นกลุ่มบุคคลสี่คนที่ถูกนำเสนอในบทความต้นทางด้วยน้ำเสียงเสียดสีว่าอาจเป็นผู้กำหนดอนาคตของสงคราม
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าบุคคลเหล่านี้มีชื่อเสียงหรือมีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความเหมาะสมในการออกแบบนโยบายสงครามซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนจำนวนมาก เฮกเซธมีประสบการณ์ทางทหารมากที่สุดในกลุ่ม แต่ตำแหน่งบังคับบัญชาสูงสุดที่เคยดำรงอยู่คือการควบคุมหน่วยทหารราบระดับหมวด และเขาออกจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิในยศพันตรี
ส่วนบุคคลอื่น ๆ มีประสบการณ์ทางธุรกิจ เทคโนโลยี การเมือง หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แต่ไม่ได้เคยนำกองทัพขนาดใหญ่เข้าสู่สมรภูมิจริง ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะการพัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับสนามรบไม่ใช่เพียงการสร้างซอฟต์แวร์หรืออากาศยานไร้คนขับให้ทำงานได้เร็วขึ้น แต่ต้องพิจารณากฎหมาย จริยธรรม ความรับผิดชอบ และผลกระทบต่อพลเรือนอย่างละเอียด
อนาคตของสงครามคือสี่คนงี่เง่าเหล่านี้ หรืออนาคตที่มนุษย์ต้องควบคุมเทคโนโลยี?
แนวคิดเรื่องสงครามอัตโนมัติมีทั้งข้อดีและความเสี่ยง ระบบไร้คนขับอาจช่วยส่งเสบียง สำรวจพื้นที่อันตราย เก็บข้อมูลข่าวกรอง หรือช่วยลดการสูญเสียของทหารมนุษย์ได้ เทคโนโลยีเหล่านี้จึงไม่ได้เลวร้ายโดยตัวมันเอง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อระบบถูกนำไปใช้ตัดสินใจโจมตีโดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ หรือเมื่อผู้มีอำนาจมองว่าการใช้เครื่องจักรทำให้ต้นทุนทางการเมืองของการทำสงครามลดลง
หากโดรนหรือหุ่นยนต์สามารถระบุเป้าหมายและยิงโจมตีได้โดยอัตโนมัติ คำถามสำคัญคือใครจะต้องรับผิดชอบเมื่อระบบทำงานผิดพลาด ใครเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล และใครมีอำนาจยับยั้งคำสั่งในวินาทีสุดท้าย เทคโนโลยีอาจทำงานได้อย่างแม่นยำ แต่ความแม่นยำทางเทคนิคไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือศีลธรรม
บทความต้นทางยังกล่าวถึงการใช้โดรนในปฏิบัติการโจมตีผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน โดยตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของปฏิบัติการ รวมถึงรายงานกรณีที่อาจมีคำสั่งให้สังหารผู้รอดชีวิตจากเหตุเรือล่ม ประเด็นนี้ทำให้การตั้งหน่วยบัญชาการสงครามอัตโนมัติยิ่งน่าจับตามอง เพราะการเพิ่มอำนาจให้เทคโนโลยีโดยไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง อาจทำให้การใช้กำลังรุนแรงขึ้นและเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม
นอกจากเรื่องอาวุธอัตโนมัติแล้ว เฮกเซธยังประกาศลดจำนวนตำแหน่งนายพลและพลเรือเอกในกองทัพสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่าบุคลากรบางส่วนมีแนวคิดตื่นรู้มากเกินไป หรือไม่แสดงความภักดีต่อการควบคุมโดยพลเรือนอย่างเพียงพอ การปรับโครงสร้างเช่นนี้อาจส่งผลต่อความเป็นมืออาชีพของกองทัพ โดยเฉพาะหากการเลื่อนตำแหน่งหรือการคงอยู่ในหน้าที่ขึ้นอยู่กับความภักดีทางการเมืองมากกว่าความสามารถทางทหาร
การลดจำนวนผู้บังคับบัญชาอาจช่วยลดความซ้ำซ้อนในองค์กรได้ในบางกรณี แต่การนำเหตุผลทางการเมืองมาใช้ตัดสินว่าใครควรอยู่หรือควรออก อาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญไม่กล้าแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง กองทัพที่มีประสิทธิภาพควรเปิดพื้นที่ให้ผู้บังคับบัญชาท้วงติงเมื่อเห็นว่าคำสั่งอาจผิดกฎหมาย ผิดพลาด หรือสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงในระยะยาว
ประเด็นที่ควรจับตาเกี่ยวกับโครงการลักษณะนี้มีหลายด้าน ได้แก่
- ความรับผิดชอบ: ต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครรับผิดเมื่อระบบอัตโนมัติทำงานผิดพลาด
- การควบคุมโดยมนุษย์: การตัดสินใจใช้กำลังถึงชีวิตควรมีมนุษย์ตรวจสอบและมีอำนาจยับยั้ง
- กฎหมายระหว่างประเทศ: การพัฒนาอาวุธใหม่ต้องสอดคล้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
- ความโปร่งใส: สังคมควรได้รับข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับเป้าหมาย งบประมาณ และข้อจำกัดของโครงการ
- ความเสี่ยงจากการเร่งพัฒนา: การแข่งขันด้านเทคโนโลยีไม่ควรทำให้ความปลอดภัยถูกลดความสำคัญ
คำถามว่า อนาคตของสงครามคือสี่คนงี่เง่าเหล่านี้ จึงอาจไม่ใช่เพียงมุกเสียดสีบุคคลที่ถูกเลือกให้ทำโครงการ แต่เป็นคำถามต่อระบบทั้งหมดว่า เหตุใดการตัดสินใจเกี่ยวกับสงครามจึงถูกผลักไปอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ และเหตุใดสังคมจึงควรเชื่อว่าความมั่งคั่ง ชื่อเสียง หรือความใกล้ชิดทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเพียงพอสำหรับการกำหนดอนาคตของมนุษยชาติ
เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จะมีบทบาทมากขึ้นในความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การมีเทคโนโลยีล้ำสมัยไม่ได้ทำให้ผู้ใช้งานมีวิจารณญาณมากขึ้นโดยอัตโนมัติ สิ่งที่จำเป็นคือกติกาที่ชัดเจน การตรวจสอบจากหลายฝ่าย และวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์มากกว่าความเร็วหรือภาพลักษณ์ของชัยชนะ
ท้ายที่สุด อนาคตของสงครามคือสี่คนงี่เง่าเหล่านี้ หรือไม่ ยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัด แต่สังคมควรถามและตรวจสอบโครงการสงครามอัตโนมัติตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอจนเครื่องจักรเริ่มตัดสินใจแทนมนุษย์แล้วจึงค่อยหาทางรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
