หอดูดาว Swift ของ NASA ตกสู่โลก เศษชิ้นส่วนอาจตกที่ไหน

หอดูดาว Swift ของ NASA ตกสู่โลก เศษชิ้นส่วนอาจตกที่ไหน เป็นคำถามที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ติดตามข่าวอวกาศทั่วโลก หลังภารกิจกู้ยานล้มเหลวและทำให้ยานสังเกตการณ์ Neil Gehrels Swift เตรียมกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในช่วงสัปดาห์นี้ แม้ยานส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะถูกเผาไหม้ระหว่างการเดินทาง แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอุปกรณ์บางส่วนที่มีความหนาแน่นสูงอาจหลงเหลือและตกลงสู่พื้นโลกได้

Swift เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศของ NASA ที่ทำงานมายาวนานเกือบ 22 ปี เดิมทีภารกิจนี้ถูกออกแบบให้ใช้งานเพียงประมาณ 2 ปี แต่กลับสร้างผลงานสำคัญทางดาราศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ยานถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในเดือนพฤศจิกายน 2004 เพื่อศึกษาการปะทุของรังสีแกมมา ซึ่งเป็นหนึ่งในการระเบิดที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล ตลอดภารกิจ Swift ตรวจพบการปะทุของรังสีแกมมามากกว่า 2,000 ครั้ง ซูเปอร์โนวาประมาณ 1,400 แห่ง และปรากฏการณ์ท้องฟ้าอีกจำนวนมาก ข้อมูลเหล่านี้มีส่วนสนับสนุนงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ราว 7,000 ฉบับ

หอดูดาว Swift ของ NASA ตกสู่โลก เศษชิ้นส่วนอาจตกที่ไหน

สาเหตุหลักที่ทำให้ Swift ต้องกลับสู่โลกคือวงโคจรของยานลดระดับลงอย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา ดาวเทียมทุกดวงที่โคจรรอบโลกจะได้รับผลกระทบจากแรงต้านในชั้นบรรยากาศเบาบาง แม้อยู่ในระดับความสูงมากก็ตาม เมื่อกิจกรรมของดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้น บรรยากาศชั้นบนจะขยายตัวและเพิ่มแรงต้านต่อยาน ทำให้การลดระดับของวงโคจรเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม

NASA เคยพยายามช่วยยืดอายุการทำงานของ Swift ด้วยภารกิจ LINK ซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม แต่ภารกิจดังกล่าวประสบปัญหาระบบควบคุมทิศทาง จึงไม่สามารถผลักดันยานขึ้นสู่วงโคจรที่สูงขึ้นได้สำเร็จ จากข้อมูลช่วงปลายเดือนตุลาคม วงโคจรของ Swift ลดลงมาเหลือต่ำกว่า 275 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก และผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ายานจะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศระหว่างวันอังคารถึงวันพุธของสัปดาห์นี้

หอดูดาว Swift ของ NASA ตกสู่โลก เศษชิ้นส่วนอาจตกที่ไหน และรอดได้มากแค่ไหน

การคาดการณ์จุดตกที่แน่นอนทำได้ยากมาก เพราะยานไม่ได้ควบคุมการกลับเข้าสู่โลกอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งความหนาแน่นของบรรยากาศและอิทธิพลจากสภาพอวกาศยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า Swift มีน้ำหนักประมาณหนึ่งตันครึ่ง และดาวเทียมที่มีขนาดใกล้เคียงกันมักมีชิ้นส่วนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่อาจรอดจากการเผาไหม้ได้ นั่นหมายความว่าอาจมีวัสดุน้ำหนักราว 100 กิโลกรัมหลงเหลืออยู่

ดาวเทียมดาราศาสตร์อย่าง Swift มีโอกาสทิ้งชิ้นส่วนไว้มากกว่ายานบางประเภท เนื่องจากมีกระจกกล้องโทรทรรศน์ อุปกรณ์ตรวจวัด และชิ้นส่วนโลหะที่มีความหนาแน่นสูง วัสดุเหล่านี้ต้องเผชิญกับอุณหภูมิสูงอย่างรุนแรงระหว่างการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ แต่บางส่วนอาจมีความแข็งแรงมากพอที่จะผ่านลงมาได้

วงโคจรของ Swift ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20 องศาเหนือและ 20 องศาใต้ของเส้นศูนย์สูตร ดังนั้นแนวพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจึงกินบริเวณกว้างมาก โดยรวมถึงมหาสมุทรเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงพื้นที่บนบกในแอฟริกา ออสเตรเลีย อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ อย่างไรก็ตาม การระบุประเทศหรือเมืองที่จะพบเศษชิ้นส่วนล่วงหน้าแทบเป็นไปไม่ได้ จนกว่ายานจะเริ่มเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจริง

ความเสี่ยงจากเศษดาวเทียมต่อผู้คน

แม้ข่าวการตกกลับสู่โลกของยานอวกาศอาจฟังดูน่ากังวล แต่โอกาสที่เศษชิ้นส่วนของ Swift จะตกใส่บุคคลหรือสร้างความเสียหายต่ออาคารนั้นต่ำมาก พื้นที่มหาสมุทรครอบคลุมผิวโลกเป็นสัดส่วนใหญ่ และพื้นที่บนบกจำนวนมากก็ไม่ได้มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น นอกจากนี้ เศษวัสดุส่วนใหญ่จะถูกเผาไหม้หรือแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยระหว่างการเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศ

นักดาราศาสตร์ Jonathan McDowell ประเมินว่า โดยทั่วไปโอกาสที่บุคคลหนึ่งคนจะได้รับอันตรายจากการกลับเข้าสู่โลกของวัตถุอวกาศอยู่ที่ประมาณหนึ่งใน 10,000 แม้ตัวเลขนี้จะต่ำมากสำหรับแต่ละเหตุการณ์ แต่จำนวนการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศสะสมตั้งแต่ยุค Sputnik มีมากถึงราว 10,000 ครั้ง จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลและหน่วยงานอวกาศควรติดตามอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อวงโคจรของโลกมีดาวเทียมและขยะอวกาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • อย่าเข้าใกล้ชิ้นส่วนโลหะหรือวัตถุที่ตกจากท้องฟ้า เพราะอาจยังร้อนหรือมีสารอันตราย
  • หากพบวัตถุต้องสงสัย ควรถ่ายภาพจากระยะปลอดภัยและแจ้งหน่วยงานท้องถิ่น
  • ติดตามประกาศจากหน่วยงานอวกาศและฝ่ายป้องกันภัยของประเทศในช่วงเวลาที่คาดว่ายานจะกลับเข้าสู่โลก
  • ไม่ควรพยายามเก็บหรือเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนด้วยตนเอง แม้ดูเหมือนไม่มีอันตราย

บทเรียนจากการกลับเข้าสู่โลกของ Swift

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการสิ้นสุดภารกิจของกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเผาไหม้ของชิ้นส่วนต่าง ๆ นักวิจัยสามารถศึกษาว่าวัสดุใดหลอมละลาย วัสดุใดคงสภาพ และชิ้นส่วนที่เหลือมีพฤติกรรมอย่างไรเมื่อผ่านบรรยากาศ ข้อมูลดังกล่าวอาจช่วยให้วิศวกรออกแบบดาวเทียมรุ่นใหม่ให้ลดความเสี่ยงจากการกลับเข้าสู่โลกได้ดีขึ้น

อีกประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจคือผลกระทบต่อบรรยากาศชั้นบน เมื่อโลหะและวัสดุจากดาวเทียมจำนวนมากถูกเผาไหม้ อนุภาคที่เกิดขึ้นอาจเปลี่ยนแปลงเคมีของบรรยากาศ รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลต่อชั้นโอโซนและระบบภูมิอากาศในระยะยาว แม้การกลับเข้าสู่โลกของ Swift เพียงลำเดียวไม่น่าจะสร้างผลกระทบที่ตรวจวัดได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่จำนวนดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นทำให้เรื่องนี้ควรถูกศึกษาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประชาชนทั่วไป หอดูดาว Swift ของ NASA ตกสู่โลก เศษชิ้นส่วนอาจตกที่ไหน ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่ควรติดตามด้วยความสนใจมากกว่าความตื่นตระหนก โอกาสเกิดอันตรายโดยตรงมีน้อยมาก ขณะที่ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์จากการเรียนรู้การกลับเข้าสู่โลกอาจช่วยให้ภารกิจอวกาศในอนาคตปลอดภัยยิ่งขึ้น เหตุการณ์นี้จึงเป็นทั้งการอำลายานผู้บุกเบิกและบทเรียนสำคัญเรื่องความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมในวงโคจร

หากคุณสนใจข่าวอวกาศ ควรติดตามข้อมูลจาก NASA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมแชร์ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วให้คนรอบตัว เพราะความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยลดความกลัวและทำให้เราเข้าใจความเสี่ยงจากขยะอวกาศได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – NASA’s Swift Observatory Will Crash Back to Earth This Week. Here’s Where Pieces May Land

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *