สั่งสอบวินัย ‘พ.ต.ต.ณฐพล’ หลังยื่นสำนวนคดีแตงโม แหล่งข่าวเปิดเบื้องหลังขัดขืนใบสั่งล้ม 4 คดีโยงบิ๊กการเมือง
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงฯ คนใหม่ ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรงต่อ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะอดีตหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนคดีบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมในคดีแตงโม เหตุการณ์นี้นำไปสู่ข้อสงสัยมากมายว่า สั่งสอบวินัย ‘พ.ต.ต.ณฐพล’ หลังยื่นสำนวนคดีแตงโม แหล่งข่าวเปิดเบื้องหลังขัดขืนใบสั่งล้ม 4 คดีโยงบิ๊กการเมือง ครั้งนี้ เป็นเพียงเรื่องของระเบียบวินัยตามปกติ หรือเป็นเกมการเมืองเพื่อจัดการข้าราชการที่ทำงานตรวจสอบกันแน่
วิเคราะห์เบื้องลึก สั่งสอบวินัย ‘พ.ต.ต.ณฐพล’ หลังยื่นสำนวนคดีแตงโม แหล่งข่าวเปิดเบื้องหลังขัดขืนใบสั่งล้ม 4 คดีโยงบิ๊กการเมือง
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากคณะพนักงานสืบสวนได้สรุปสำนวนคดีแตงโมส่งไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ได้เพียงไม่กี่วัน ก็เกิดคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยทันที โดยอ้างเหตุผลว่า พ.ต.ต.ณฐพล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงต้นปี 2568 แต่ในมุมของเจ้าตัวนั้นมองว่าการให้ข้อมูลเป็นไปตามความเหมาะสมและสถานการณ์คดี อย่างไรก็ตาม สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงจังหวะเวลาที่ดูจะประจวบเหมาะกับการส่งสำนวนคดีสำคัญๆ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
เปิด 4 คดีสะเทือนการเมืองที่ถูกจับตา
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องการให้สัมภาษณ์ คือแหล่งข่าวเชิงลึกใน DSI ระบุว่า พ.ต.ต.ณฐพล อาจถูกกดดันเนื่องจากไม่ยอมทำตามใบสั่งให้ล้มคดีสำคัญ 4 คดี ซึ่งแต่ละคดีมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลหรือบิ๊กการเมืองระดับประเทศ ได้แก่:
- คดีบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม (คดีแตงโม): การตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในคดีที่สังคมให้ความสนใจเป็นวงกว้าง
- คดีที่ดินเขากระโดง 4,414 ไร่: การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมือง
- คดีรันเวย์สนามบินส่วนบุคคลขนงพระ: การตรวจสอบการใช้พื้นที่สาธารณะผิดประเภทซึ่งมีชื่อนักการเมืองระดับรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง
- คดีบุกรุกที่สาธารณะเขากระโดง 250 ไร่: การเดินหน้าตรวจสอบบุคคลและนิติบุคคลจำนวนมากที่บุกรุกที่ดินของรัฐ
ปัจจุบัน พ.ต.ต.ณฐพล เตรียมใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำหนังสือทักท้วงถึงกรมฯ การร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) รวมถึงการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบการใช้อำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรม ว่าเป็นการกลั่นแกล้งข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตหรือไม่
ในมุมมองของผู้ติดตามกระแสสังคมและหน่วยงานตรวจสอบ นี่คือบททดสอบสำคัญของระบบราชการไทย การที่ข้าราชการคนหนึ่งกล้าที่จะยืนหยัดตรวจสอบผู้มีอำนาจท่ามกลางแรงกดดันถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่หากสุดท้ายกลายเป็นว่าผู้ที่ทำงานตรวจสอบต้องมาถูกสอบสวนเสียเอง ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการทั่วประเทศที่ต้องการทำงานเพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง การติดตามบทสรุปในเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียว แต่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมในสังคมไทย
เราควรจับตาดูว่าหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. จะเข้ามามีบทบาทอย่างไร และคำสั่งสอบวินัยนี้จะจบลงอย่างไร หากกระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงโดยอำนาจทางการเมือง ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานรัฐย่อมลดน้อยลงไปทุกที ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้คนทำงานสุจริตได้รับความเป็นธรรมครับ
