สอท. เร่งสืบสลิปโอนเงินปลอม 7 ล้านบาท โยง ‘อนุทิน’ ยืนยันเอาผิดเด็ดขาดทั้งผู้โพสต์และผู้แชร์
สอท. เร่งสืบสลิปโอนเงินปลอม 7 ล้านบาท โยง ‘อนุทิน’ ยืนยันเอาผิดเด็ดขาดทั้งผู้โพสต์และผู้แชร์ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ภาพสลิปโอนเงินที่อ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมือง โดยข้อมูลดังกล่าวถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วทั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและกลุ่มสนทนาออนไลน์ จนทำให้เกิดคำถามถึงความถูกต้องและที่มาของเอกสารดังกล่าว
ล่าสุด พล.ต.ท. ทินกร รังมาตย์ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ผบช.สอท. เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ สอท.4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลร่วมกับธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้นแล้ว พบว่าสลิปที่มีการกล่าวอ้างนั้นไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก และยังไม่มีการควบคุมตัวหรือดำเนินการใดๆ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องจนกว่าจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน
สอท. เร่งสืบสลิปโอนเงินปลอม 7 ล้านบาท โยง ‘อนุทิน’ ยืนยันเอาผิดเด็ดขาดทั้งผู้โพสต์และผู้แชร์
ประเด็นสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพสลิปเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกระบวนการเผยแพร่ข้อมูลและผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา เพราะเมื่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันถูกแชร์ออกไปเป็นวงกว้าง อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด กระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลที่ถูกพาดพิง และส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อการทำงานของหน่วยงานรัฐได้
พล.ต.ท. ทินกร ชี้แจงด้วยว่า การที่ตำรวจให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นพิเศษ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ แต่เนื่องจากเรื่องดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ตำรวจจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างรอบคอบ หากเป็นกรณีที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง เจ้าหน้าที่ก็พร้อมให้ความสำคัญและเร่งตรวจสอบเช่นเดียวกัน
ตรวจสอบเจ้าของบัญชีและต้นทางของข้อมูล
สำหรับขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีหรือผู้ดูแลเพจที่เผยแพร่ข้อมูลเป็นใคร รวมถึงตรวจสอบว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงถึงนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลหรือไม่ กรณีที่มีการกล่าวถึง ‘ชัยรัตน์’ อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล ก็จำเป็นต้องพิสูจน์ทราบตัวบุคคลและบทบาทอย่างชัดเจนก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
ตำรวจย้ำว่า หากพบว่าข้อมูลต้นทางเป็นเท็จ ผู้ที่โพสต์ข้อความเป็นคนแรกอาจต้องรับผิดตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน ผู้ที่นำข้อมูลไปแชร์ต่อหรือส่งต่อสู่สาธารณะจนทำให้เกิดความสับสน ก็อาจถูกดำเนินคดีในฐานะเดียวกันได้เช่นกัน ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียควรใส่ใจ เพราะการกดแชร์เพียงครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าจะพ้นความรับผิดชอบ หากเนื้อหานั้นเข้าข่ายเป็นข้อมูลเท็จหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น
ด้าน พล.ต.ต. ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการจับกุมชายเจ้าของเพจหรือการเชิญตัวไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.บางเขน โดยยืนยันว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการควบคุมตัวหรือเชิญบุคคลใดมาสอบปากคำ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเพจดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จและสร้างความสับสน เจ้าหน้าที่จึงเร่งตรวจสอบตัวบุคคลและติดตามข้อเท็จจริงต่อไป
ผู้แชร์ข้อมูลเท็จอาจมีความผิดเช่นเดียวกับผู้โพสต์
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอธิบายว่า การดำเนินคดีอาจแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งต้องมีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ อีกส่วนคือความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ หรือความผิดต่อรัฐ ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการได้เอง หากตรวจสอบแล้วพบว่าข้อมูลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรือสร้างความเสียหายในวงกว้าง
ในมุมของผู้ติดตามข่าว การรายงานเรื่อง สอท. เร่งสืบสลิปโอนเงินปลอม 7 ล้านบาท โยง ‘อนุทิน’ ยืนยันเอาผิดเด็ดขาดทั้งผู้โพสต์และผู้แชร์ ควรยึดหลักการแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงกับข้อกล่าวหา เนื่องจากขณะนี้การตรวจสอบยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และยังไม่มีข้อสรุปว่าบุคคลใดมีความผิด การใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้การนำเสนอข่าวกลายเป็นการตัดสินบุคคลล่วงหน้า
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ก่อนแชร์ภาพสลิปหรือข่าวที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ ควรตรวจสอบแหล่งที่มา วันที่เผยแพร่ และข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือเสียก่อน หากพบเนื้อหาที่มีลักษณะเร่งเร้า ใช้ถ้อยคำรุนแรง หรือไม่มีหลักฐานสนับสนุน ก็ควรหยุดพิจารณาให้รอบคอบ การไม่แชร์ต่อถือเป็นวิธีง่ายที่สุดในการลดการแพร่กระจายของข่าวลวง
- ตรวจสอบข่าวจากเว็บไซต์หรือบัญชีทางการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- อย่าด่วนสรุปจากภาพสลิปหรือข้อความเพียงอย่างเดียว
- หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่น
- หากไม่แน่ใจว่าข้อมูลเป็นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์และรอผลตรวจสอบ
แนวโน้มคดีลักษณะนี้สะท้อนว่า การตรวจสอบข่าวบนโลกออนไลน์กำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคที่ภาพปลอม เอกสารตัดต่อ และข้อมูลที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีสามารถแพร่กระจายได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ดังนั้น การเสพข่าวอย่างมีสติและรับผิดชอบจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ทั้งต่อตัวเราเองและสังคมโดยรวม
ท้ายที่สุด ควรรอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก ไม่ควรตัดสินจากกระแสบนโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว หากพบข้อมูลน่าสงสัย ควรตรวจสอบก่อนแชร์ทุกครั้ง เพราะการคลิกเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่ผลกระทบทางกฎหมายได้
ที่มา – สอท. เร่งสืบสลิปโอนเงินปลอม 7 ล้านบาท โยง ‘อนุทิน’ ยืนยันเอาผิดเด็ดขาดทั้งผู้โพสต์และผู้แชร์
