สหรัฐฯ ถอยจากการแก้โลกร้อน ผลกระทบทั่วโลก

สหรัฐฯ ถอยจากการแก้โลกร้อน ผลกระทบทั่วโลก กำลังกลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกไม่อาจมองข้าม เพราะวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง การตัดสินใจด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาส่งผลต่ออุณหภูมิ ความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกประเทศ

รายงานฉบับใหม่จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ระบุว่า โลกกำลังเข้าใกล้จุดที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมภายในไม่กี่ปีข้างหน้า หากต้องการลดผลกระทบที่รุนแรงที่สุด ทุกประเทศจำเป็นต้องเร่งลดการปล่อยคาร์บอน แต่แนวทางของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้ภารกิจนี้ยากขึ้นกว่าเดิม

สหรัฐฯ ถอยจากการแก้โลกร้อน ผลกระทบทั่วโลก

ข้อมูลของ UNEP พบว่า การปล่อยคาร์บอนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 133 ล้านตันในปีที่ผ่านมา มากกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ อย่างชัดเจน สาเหตุสำคัญมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการกลับมาใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังมีการปล่อยคาร์บอนต่อประชากรอยู่ในระดับสูงมาก ใกล้เคียงกับรัสเซียที่ประมาณ 18 ตันต่อคน

ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนถึงผลกระทบที่อาจกระจายไปทั่วโลก เมื่อสหรัฐฯ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ปริมาณก๊าซที่สะสมในชั้นบรรยากาศก็เพิ่มตาม ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของคลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า และพายุรุนแรงในหลายภูมิภาค

สหรัฐฯ ถอยจากการแก้โลกร้อน และการเปลี่ยนนโยบายพลังงาน

รายงานระบุว่า นโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์มีส่วนทำให้แนวโน้มการปล่อยก๊าซของสหรัฐฯ แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ ภายในปี 2030 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอาจสูงกว่าประมาณการเดิมที่อ้างอิงนโยบายในยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดนเกือบ 0.9 กิกะตัน ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากเมื่อพิจารณาจากความจำเป็นที่โลกต้องลดการปล่อยก๊าซอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เดินหน้าทบทวนหรือยกเลิกมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศหลายด้าน ทั้งการสนับสนุนพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า และการควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทน นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนคลายกฎควบคุมมลพิษจากโรงไฟฟ้าและยานยนต์ รวมถึงผลักดันการผลิตน้ำมันและก๊าซภายในประเทศมากขึ้น แนวทางดังกล่าวอาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดช้าลง

  • การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินกลับมาเพิ่มขึ้น
  • การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้าลดลง
  • มาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษถูกผ่อนคลาย
  • การผลิตน้ำมันและก๊าซในประเทศขยายตัว
  • สหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีสเป็นครั้งที่สอง

ผลกระทบต่อเป้าหมายอุณหภูมิโลก

เดิมทีความตกลงปารีสมีเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม รายงานใหม่ชี้ว่าเป้าหมายดังกล่าวแทบไม่สามารถบรรลุได้แล้ว แม้ทุกประเทศจะทำตามแผนลดการปล่อยก๊าซที่ประกาศไว้ในปัจจุบัน โลกก็ยังมีโอกาสสูงที่จะร้อนขึ้นประมาณ 2.6 องศาเซลเซียสภายในปี 2100

สำหรับสถานการณ์ที่ดีที่สุด โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 18% ภายในปี 2030 และ 45% ภายในปี 2035 พร้อมเพิ่มการดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษ แต่แผนการในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะพาโลกไปถึงเป้าหมายนั้น

เมื่อเปรียบเทียบกับรายงานของปีก่อน คาดการณ์อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.2–0.3 องศาเซลเซียส และราวครึ่งหนึ่งของการปรับเพิ่มนี้มีสาเหตุจากการที่สหรัฐฯ ละทิ้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซของตนเอง นั่นหมายความว่า การตัดสินใจของประเทศเดียวสามารถเปลี่ยนภาพรวมของวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างชัดเจน

ทำไมการตัดสินใจของสหรัฐฯ จึงสำคัญกับทุกคน

สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีอิทธิพลสูงต่อเทคโนโลยี การลงทุน และตลาดพลังงานโลก หากสหรัฐฯ ลดการสนับสนุนพลังงานสะอาด ประเทศอื่นอาจชะลอการลงทุนตาม หรือใช้เป็นเหตุผลในการลดความเข้มงวดของนโยบายสิ่งแวดล้อมของตนเอง

ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ กลับมาเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด ก็มีโอกาสช่วยลดต้นทุนเทคโนโลยี สร้างงานใหม่ และกระตุ้นให้ประเทศอื่นเร่งเปลี่ยนผ่านเช่นกัน ดังนั้น ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองภายในประเทศ แต่เกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลกในระยะยาว

รายงานดังกล่าวเผยแพร่ก่อนการประชุม COP31 ที่ประเทศตุรกี ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่ชาติสมาชิกจะหารือแนวทางลดการปล่อยก๊าซและรับมือกับภาวะโลกร้อน การที่สหรัฐฯ อาจไม่เข้าร่วมประชุมยิ่งสร้างความกังวลว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศจะอ่อนแอลงในช่วงเวลาที่โลกต้องการความร่วมมือมากที่สุด

คนทั่วไปควรติดตามเรื่องนี้อย่างไร

แม้นโยบายระดับประเทศจะดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ทุกคนสามารถติดตามและมีส่วนร่วมได้ การเลือกใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเดินทางที่ปล่อยคาร์บอน สนับสนุนสินค้าที่ผลิตอย่างรับผิดชอบ และตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ล้วนช่วยสร้างแรงกดดันให้ภาคธุรกิจและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

สิ่งสำคัญคืออย่ามองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาของคนรุ่นต่อไปเท่านั้น เพราะผลกระทบเริ่มเกิดขึ้นแล้วในรูปแบบอากาศร้อนจัด ค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภัยธรรมชาติ และความไม่มั่นคงด้านอาหาร การที่ สหรัฐฯ ถอยจากการแก้โลกร้อน ผลกระทบทั่วโลก จึงเป็นบทเรียนว่า ทุกการตัดสินใจด้านพลังงานมีราคาที่สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ในมุมมองของผู้เขียน โลกยังไม่ควรยอมแพ้ แม้เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสจะเข้าใกล้ความเป็นไปไม่ได้ แต่การลดการปล่อยก๊าซทุกส่วนยังช่วยลดความรุนแรงของวิกฤตได้ รัฐบาล ธุรกิจ และประชาชนควรร่วมกันผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกเศษส่วนย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ที่มา – The US Has Retreated From Climate Action. A New Report Reveals the Global Consequences

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *